ประเด็นการลงทุน: แนวโน้มของ ROJNA ยังไม่ดีขึ้น แม้ว่าในช่วง 6 สัปดาห์ที่ผ่าน
มายอดขายบ้านในจีนได้ฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่การประกาศเพิ่มมาตรการคุมเข้มภาคอสังหาฯของจีน
เมื่อวานนี้มีแนวโน้มที่จะทำให้ยอดขายคอนโดชะลอตัวในระยะสั้นถึงระยะกลาง แม้แต่ในธุรกิจ
ขายที่ดินอุตสาหกรรมในประเทศ ยอดขายของบริษัทก็ดูด้อยกว่าบริษัทคู่แข่ง ดังนั้นแนวโน้มกำไร
สุทธิในช่วงครึ่งหลังปี 53 จนถึงปี 2554 ไม่น่าสนใจเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นๆ เราจึงยังคงคำแนะ
นำ “ถือ” และแนะนำให้ลงทุนใน HEMRAJ แทน
เพิ่มนโยบายคุมเข้ม: วานนี้รัฐบาลจีนได้ประกาศนโยบายคุมเข้มเพิ่มเติมจากนโยบาย
ที่ออกมาแล้วในเดือน เม.ย. 2553 โดยเพิ่มการวางดาวน์สำหรับบ้านใหม่หลังแรกเป็น 30% จาก
เดิม 20% สำหรับบ้านใหม่หลังที่ 2 เป็น 50% หรือสูงกว่าและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงกว่าอัตราพื้น
ฐานของธนาคารกลางจีน 10% สำหรับผู้ซื้อบ้านหลังที่ 3 และผู้ที่ไม่ได้มีถิ่นฐานพำนักในประเทศ
จีนจะไม่สามารถกู้ได้ ภาษีที่เคยยกเว้นสำหรับการเรียกเก็บในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ก็กลับ
มาใช้อีกครั้ง สำหรับผู้พัฒนาอสังหาฯ รัฐบาลจะเข้มงวดการชำระภาษีและพฤติกรรมที่มิชอบอาทิ
เช่นการตุนที่ดินและการตั้งใจที่ทำให้การก่อสร้างล่าช้า
เลื่อนการโอน เฟส 2 ออกไป: โครงการคอนโดเฟส 2 ของ ROJNA ในจีนมีแนวโน้ม
ว่าจะไม่สามารถได้โอนได้ทันในปีหน้าเนื่องจากงานฐานรากเพิ่งจะเสร็จ ดังนั้นเราได้ปรับ
สมมติฐานการโอนออกไปเป็นไตรมาส 1/55 ซึ่งทำให้ประมาณการกำไรสุทธิปี 2554 ลดลง
10%
โครงการคอนโดในไทยเลื่อนออกไป: ROJNA ตัดสินใจที่จะเลื่อนโครงการคอนโดซึ่ง
ใกล้กับรถไฟฟ้าสายสีม่วง มูลค่า 2 พันล้านบาทออกไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากบริษัทอยากที่
จะรอให้อุปสงค์ในบริเวณดังกล่าวเพิ่มมากกว่านี้ ซึ่งอาจจะเป็นช่วงก่อนที่รถไฟฟ้าจะสร้างเสร็จ
เล็กน้อย
ยอดขายที่ดินมีแนวโน้มแย่กว่าคู่แข่ง: ปัจจัยหนุนเพียงปัจจัยเดียวในระยะอันใกล้นี้คือ
การขายที่ดิน 300 ไร่ให้แก่ลูกค้ารายหนึ่งในไตรมาส 4/53 ซึ่งจะช่วยหนุนให้ยอดขายที่ดินรวมปีนี้
เป็น 550 ไร่ อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นลูกค้าหลักของ ROJNA มีแนวโน้ม
ชะลอการลงทุน ดังนั้นเราจึงให้สมมติฐานว่าบริษัทจะขายที่ได้ 450 ไร่ในปีหน้าซึ่งใกล้เคียงกับที่
บริษัทตั้งเป้าไว้
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 12:24:35
Fundamental analysis.
www.oaktrade.net
วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553
บล.บัวหลวง : HEMRAJ แนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมายปี 2554 ที่ 2.42 บาท
เข้าซื้อสัดส่วนหุ้นที่เหลือ 75% ใน SIL
ประเด็นใหม่: HEMRAJ ได้เข้าซื้อสัดส่วนหุ้นที่เหลือ 75% ใน SIL
Industrial Land Co Ltd (SIL) จาก Cement Thai Holding Co Ltd ซึ่งเป็นบริษัทลูก
ของ SCC ที่มูลค่าการเข้าซื้อ 763.7 ล้านบาท (เพิ่มเติมจากเงินกู้ที่ปล่อยให้ SIL
จำนวน 380 ล้านบาท) โดยเงินทุนในการเข้าซื้อมาจากกระแสเงินสดภายใน
SIL เป็นสวนอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในจังหวัดสระบุรี โดย ณ สิ้นเดือนมิ.ย.มี
ที่ดินรวม 3,619 ไร่และมีที่ดินพร้อมขาย 1,064 ไร่ นอกจากนี้ SIL ยังถือสัดส่วนหุ้น
100% ใน Rayong Industrial Land Co Ltd (RIL) ซึ่งเป็นสวนอุตสาหกรรมในจังหวัด
ระยอง ซึ่งมีที่ดินรวม 3,438 ไร่และยังมีที่ดินพร้อมขาย 1,711 ไร่
ความคิดเห็นของเรา: การเข้าซื้อ SIL เป็นตามที่ผู้บริหารเคยให้ข้อมูลไว้ ซึ่ง
ส่งผลให้ HEMRAJ เป็นผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมรายใหญ่ที่สุดในประเทศ
โดยมีนิคมอุตสาหกรรม 6 แห่งภายใต้การบริหาร เราเห็นว่าการเข้าซื้อดังกล่าวเป็น
ประโยชน์ต่อบริษัท ราคาเข้าซื้อต่อที่ดินพร้อมขายอยู่ที่เพียง 550,000 บาทต่อไร่ ซึ่ง
ใกล้เคียงกับที่ดินเปล่าในบริเวณใกล้เคียง นอกจากนี้ การเข้าถือ SIL ทั้ง 100% จะ
ส่งผลให้ HEMRAJ สามารถวางแผน พัฒนา และทำการตลาดสำหรับสวน
อุตสาหกรรมทั้งสองแห่งนี้ได้มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลมากขึ้น นอกจากนี้ SIL
ยังช่วยให้บริษัทขยายส่วนแบ่งการตลาดไปยังพื้นที่ตอนเหนือของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็น
ที่ตั้งของกลุ่มโรงงานอิเล็กทรอนิกส์และโรงงานผลิตอาหาร เราคาดว่ายอดขายที่ดิน
จากทั้ง 2 สวนอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง มากไปกว่านั้น สวนอุตสาหกรรม
ทั้ง 2 แห่งนี้จะเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญในระยะยาวเนื่องจาก HEMRAJ สามารถเพิ่ม
การให้บริการต่างๆ แก่
คำแนะนำการลงทุน: HEMRAJ ยังคงเป็นหุ้นแนะนำอันดับแรกในกลุ่มนิคม
อุตสาหกรรม เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมายปี 2554 ที่ 2.42 บาท โรงงาน
ที่ตั้งอยู่เป็นจำนวนมากในสวนอุตสาหกรรมได้
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 12:24:24
ประเด็นใหม่: HEMRAJ ได้เข้าซื้อสัดส่วนหุ้นที่เหลือ 75% ใน SIL
Industrial Land Co Ltd (SIL) จาก Cement Thai Holding Co Ltd ซึ่งเป็นบริษัทลูก
ของ SCC ที่มูลค่าการเข้าซื้อ 763.7 ล้านบาท (เพิ่มเติมจากเงินกู้ที่ปล่อยให้ SIL
จำนวน 380 ล้านบาท) โดยเงินทุนในการเข้าซื้อมาจากกระแสเงินสดภายใน
SIL เป็นสวนอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในจังหวัดสระบุรี โดย ณ สิ้นเดือนมิ.ย.มี
ที่ดินรวม 3,619 ไร่และมีที่ดินพร้อมขาย 1,064 ไร่ นอกจากนี้ SIL ยังถือสัดส่วนหุ้น
100% ใน Rayong Industrial Land Co Ltd (RIL) ซึ่งเป็นสวนอุตสาหกรรมในจังหวัด
ระยอง ซึ่งมีที่ดินรวม 3,438 ไร่และยังมีที่ดินพร้อมขาย 1,711 ไร่
ความคิดเห็นของเรา: การเข้าซื้อ SIL เป็นตามที่ผู้บริหารเคยให้ข้อมูลไว้ ซึ่ง
ส่งผลให้ HEMRAJ เป็นผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมรายใหญ่ที่สุดในประเทศ
โดยมีนิคมอุตสาหกรรม 6 แห่งภายใต้การบริหาร เราเห็นว่าการเข้าซื้อดังกล่าวเป็น
ประโยชน์ต่อบริษัท ราคาเข้าซื้อต่อที่ดินพร้อมขายอยู่ที่เพียง 550,000 บาทต่อไร่ ซึ่ง
ใกล้เคียงกับที่ดินเปล่าในบริเวณใกล้เคียง นอกจากนี้ การเข้าถือ SIL ทั้ง 100% จะ
ส่งผลให้ HEMRAJ สามารถวางแผน พัฒนา และทำการตลาดสำหรับสวน
อุตสาหกรรมทั้งสองแห่งนี้ได้มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลมากขึ้น นอกจากนี้ SIL
ยังช่วยให้บริษัทขยายส่วนแบ่งการตลาดไปยังพื้นที่ตอนเหนือของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็น
ที่ตั้งของกลุ่มโรงงานอิเล็กทรอนิกส์และโรงงานผลิตอาหาร เราคาดว่ายอดขายที่ดิน
จากทั้ง 2 สวนอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง มากไปกว่านั้น สวนอุตสาหกรรม
ทั้ง 2 แห่งนี้จะเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญในระยะยาวเนื่องจาก HEMRAJ สามารถเพิ่ม
การให้บริการต่างๆ แก่
คำแนะนำการลงทุน: HEMRAJ ยังคงเป็นหุ้นแนะนำอันดับแรกในกลุ่มนิคม
อุตสาหกรรม เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมายปี 2554 ที่ 2.42 บาท โรงงาน
ที่ตั้งอยู่เป็นจำนวนมากในสวนอุตสาหกรรมได้
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 12:24:24
บล.เคที ซีมิโก้ : TCAP แนะนำ “ซื้อ” มูลค่าพื้นฐาน 48.50 บาท
ประโยชน์จากการผสานพลังทางธุรกิจจะเห็นชัดใน 4Q53
หากกำไร 3Q53 เป็นไปตามคาด กำไรใน 9M53 คิดเป็น 94% ของประมาณการกำไร
ทั้งปี 53 แต่เรายังไม่มีการปรับประมาณการเพิ่ม ณ ขณะนี้แต่อย่างใด เพราะกังวลว่าอาจมีค่าใช้
จ่ายเกี่ยวกับการควบรวมกิจการก้อนใหญ่บันทึกใน 4Q53 แม้ด้วยประมาณการกำไรเชิงอนุรักษ์
ราคาหุ้นของ TCAP ยังถือว่าต่ำในเชิงประเมินมูลค่า โดยซื้อขายที่ PER 12 เท่าในปี 53 และจะ
ลดเหลือ 9.5 เท่าในปี 54 หลังการรวมกิจการกับ SCIB เราเชื่อว่าจะเกิดการผสานพลังทาง
ธุรกิจ โดยเฉพาะการจัดหาเงินทุน และการขายสินค้าร่วมในสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งจะเห็นผล
ชัดตั้งแต่ 4Q53 เป็นต้นไป ดังนั้น เราจึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”
รับผลควบรวมเต็มที่ใน 3Q53…แต่กำไรเติบโตเพียง 3%QoQ
การรวมกิจการกับ SCIB แล้วเสร็จสมบูรณ์ใน 3Q53 เราจึงคาดว่ารายได้ดอกเบี้ยรับ
สุทธิจะเติบโต 8%QoQ และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยรับสุทธิเติบดต 12%QoQ อย่างไรก็ดี
ประโยชน์จากการควบรวมกิจการบางส่วนจะถูกหักล้างด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพนักงาน
และการควบรวม ดังนั้น กำไรสุทธิอาจเติบโตเพียงแค่ 3%QoQ (+40%YoY) เป็น 1.4 พันล้าน
บาท เท่านั้น
สินเชื่อเติบโต...ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิทรงตัว
การปล่อยสินเชื่อในธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งในเดือน ส.ค.(หลังจาก
ชะลอตัวมากว่า 6 เดือน) ด้วยสินเชื่อใหม่ 3.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4%MoM และ 6% นับ
จากต้นปี ด้วยธุรกิจรถยนต์เข้าสู่ช่วงฤดูกาลการขาย ทำให้เราคาดว่า สินเชื่อดังกล่าวจะเติบโตต่อ
เนื่องใน 3Q-4Q53 ขณะที่สินเชื่ออื่น (จาก SCIB) คาดว่าจะเติบโตเพียงแค่ 1%QoQ เท่านั้น
แม้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์จะเผชิญกับแรงกดดันอัตรากำไร แต่รายได้ปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ก็
ช่วยให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิทรงตัวได้
คาดตั้งสำรองระดับต่ำเพียงแค่ 45bps
ด้วย NPLs ใหม่ไหลเข้ายังคงอยู่ในระดับต่ำ และอัตราการกันสำรองก็อยู่ในระดับใกล้
เคียงกับคู่แข่ง TCAP จึงไม่มีแรงกดดันเกี่ยวกับการกันสำรองเพิ่มเติมมากนัก ทั้งนี้ TCAP ให้
แนวทางว่า อัตราการกันสำรองเมื่อเทียบกับสินเชื่อจะยังคงอยู่ในระดับต่ำประมาณ 45bps
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:30:19
หากกำไร 3Q53 เป็นไปตามคาด กำไรใน 9M53 คิดเป็น 94% ของประมาณการกำไร
ทั้งปี 53 แต่เรายังไม่มีการปรับประมาณการเพิ่ม ณ ขณะนี้แต่อย่างใด เพราะกังวลว่าอาจมีค่าใช้
จ่ายเกี่ยวกับการควบรวมกิจการก้อนใหญ่บันทึกใน 4Q53 แม้ด้วยประมาณการกำไรเชิงอนุรักษ์
ราคาหุ้นของ TCAP ยังถือว่าต่ำในเชิงประเมินมูลค่า โดยซื้อขายที่ PER 12 เท่าในปี 53 และจะ
ลดเหลือ 9.5 เท่าในปี 54 หลังการรวมกิจการกับ SCIB เราเชื่อว่าจะเกิดการผสานพลังทาง
ธุรกิจ โดยเฉพาะการจัดหาเงินทุน และการขายสินค้าร่วมในสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งจะเห็นผล
ชัดตั้งแต่ 4Q53 เป็นต้นไป ดังนั้น เราจึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”
รับผลควบรวมเต็มที่ใน 3Q53…แต่กำไรเติบโตเพียง 3%QoQ
การรวมกิจการกับ SCIB แล้วเสร็จสมบูรณ์ใน 3Q53 เราจึงคาดว่ารายได้ดอกเบี้ยรับ
สุทธิจะเติบโต 8%QoQ และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยรับสุทธิเติบดต 12%QoQ อย่างไรก็ดี
ประโยชน์จากการควบรวมกิจการบางส่วนจะถูกหักล้างด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพนักงาน
และการควบรวม ดังนั้น กำไรสุทธิอาจเติบโตเพียงแค่ 3%QoQ (+40%YoY) เป็น 1.4 พันล้าน
บาท เท่านั้น
สินเชื่อเติบโต...ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิทรงตัว
การปล่อยสินเชื่อในธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งในเดือน ส.ค.(หลังจาก
ชะลอตัวมากว่า 6 เดือน) ด้วยสินเชื่อใหม่ 3.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4%MoM และ 6% นับ
จากต้นปี ด้วยธุรกิจรถยนต์เข้าสู่ช่วงฤดูกาลการขาย ทำให้เราคาดว่า สินเชื่อดังกล่าวจะเติบโตต่อ
เนื่องใน 3Q-4Q53 ขณะที่สินเชื่ออื่น (จาก SCIB) คาดว่าจะเติบโตเพียงแค่ 1%QoQ เท่านั้น
แม้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์จะเผชิญกับแรงกดดันอัตรากำไร แต่รายได้ปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ก็
ช่วยให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิทรงตัวได้
คาดตั้งสำรองระดับต่ำเพียงแค่ 45bps
ด้วย NPLs ใหม่ไหลเข้ายังคงอยู่ในระดับต่ำ และอัตราการกันสำรองก็อยู่ในระดับใกล้
เคียงกับคู่แข่ง TCAP จึงไม่มีแรงกดดันเกี่ยวกับการกันสำรองเพิ่มเติมมากนัก ทั้งนี้ TCAP ให้
แนวทางว่า อัตราการกันสำรองเมื่อเทียบกับสินเชื่อจะยังคงอยู่ในระดับต่ำประมาณ 45bps
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:30:19
บล.เอเซียพลัส : กลุ่มโรงแรม แนะนำลงทุนเท่า
บล.เอเซียพลัส : กลุ่มโรงแรม แนะนำลงทุนเท่ากับตลาด แนะนำซื้อลงทุน
CENTEL (FV@ 6.65 บาท), ERAWAN (FV@3.04 บาท) และ MINT (FV@15.53
บาท)
เข้าสู่ High Season…เข้าสู่หุ้นกลุ่มโรงแรม
นักท่องเที่ยวต่างชาติเดือน ส.ค. 2553 คงเพิ่มขึ้น 9% yoy
ธปท. รายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย
เดือน ส.ค. 2553 อยู่ที่ 1.251 ล้านคน ใกล้เคียงเดือน ก.ค. 2553 แต่เพิ่มขึ้น 9% yoy
ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยของโรงแรมทั่วประเทศเดือนดังกล่าว ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง
สู่ระดับ 50% จาก 47% ในเดือน ก.ค. 2553 และ 49% ในเดือน ส.ค. 2552 สำหรับ
ภาพรวม 8M53 (ม.ค. – ส.ค. 2553) มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยทั้ง
สิ้น 10.045 ล้านคน เพิ่มขึ้น 13.5% yoy
ท่องเที่ยวจะสดใสมากขึ้น...รับ High Season 4Q53
สถานการณ์ท่องเที่ยวไทยงวด 3Q53 ส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เห็นได้
จากนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับตัวดีขึ้นทันที หลังสิ้นสุดเหตุการเมืองรุนแรงเดือน พ.ค.
2553 และสามารถกลับมายืนเหนือระดับ 1 ล้านคนต่อเดือนได้ไม่ยาก สะท้อนถึง
ภาพรวมท่องเที่ยวที่เริ่มกลับสู่ภาวะปกติ เชื่อว่านับจากนี้ภายใต้สมมติฐานเหตุการ
เมืองไม่มีความรุนแรงอีก จะเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามามากขึ้น โดยมี
จำนวนไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคนต่อเดือนในช่วงเดือน ก.ย. 2553 และเพิ่มมากกว่า 1.2 ล้าน
คนต่อเดือนในงวด 4Q53 จากแรงสนับสนุนของช่วง High Season และแผนกระตุ้น
การท่องเที่ยวของภาครัฐ โดยขยายไปยังตลาดใหม่ เช่น กลุ่ม BRIC (บราซิล รัส
เซีย อินเดีย และจีน) และกลุ่มตลาดยุโรปตะวันออกกลาง ซึ่งมีกำลังซื้อมากขึ้น ทั้งปี
2553 ประเมินนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทยอย่างน้อย 15 ล้าน
คน เพิ่มขึ้น 6% yoy
เปิดโรงแรมใหม่ รับฤดูกาล หนุนผลประกอบการ 4Q53 โดดเด่น
การฟื้นตัวเร็วของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยดังข้างต้น จะส่งผลบวกต่อกลุ่ม
ธุรกิจเกี่ยวเนื่องอย่างโรงแรมฟื้นตัวตามมาด้วย โดยเชื่อว่าผลประกอบการของบริษัท
ในกลุ่มโรงแรม จะปรับตัวดีขึ้นใน 3Q53 และโดดเด่นใน 4Q53 จากอานิสงค์ของช่วง
High Season และการเปิดให้บริการโรงแรมใหม่ของทั้ง 3 บริษัทรวม 608 ห้องพัก
ทั้งนี้สำหรับประเด็นค่าเงินบาทที่แข็งค่านั้น คาดจะไม่ส่งผลต่อการดำเนินงานอย่างมี
นัยสำคัญ เนื่องจากอัตราค่าห้องพักของโรงแรมทั้ง 3 บริษัท คิดเป็นค่าเงินบาท โดย
แม้หากแปลงเป็นเงินสกุลดอลลาร์ อาจทำให้ราคาสูงขึ้นบ้าง แต่อย่างไรก็ดีผลจาก
การจัดโปรโมชั่นของโรงแรมเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว ทำให้อัตราค่าห้องพักเฉลี่ยต่อ
คืนของโรงแรมในประเทศไทยคงมีราคาถูกอยู่ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำหรับกลุ่ม
โรงแรมฯ ของไทย จึงคงแนะนำลงทุนเท่ากับตลาด แนะนำซื้อลงทุน CENTEL
(FV@ 6.65 บาท), ERAWAN (FV@3.04 บาท) และ MINT (FV@15.53 บาท)
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:22:16
CENTEL (FV@ 6.65 บาท), ERAWAN (FV@3.04 บาท) และ MINT (FV@15.53
บาท)
เข้าสู่ High Season…เข้าสู่หุ้นกลุ่มโรงแรม
นักท่องเที่ยวต่างชาติเดือน ส.ค. 2553 คงเพิ่มขึ้น 9% yoy
ธปท. รายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย
เดือน ส.ค. 2553 อยู่ที่ 1.251 ล้านคน ใกล้เคียงเดือน ก.ค. 2553 แต่เพิ่มขึ้น 9% yoy
ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยของโรงแรมทั่วประเทศเดือนดังกล่าว ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง
สู่ระดับ 50% จาก 47% ในเดือน ก.ค. 2553 และ 49% ในเดือน ส.ค. 2552 สำหรับ
ภาพรวม 8M53 (ม.ค. – ส.ค. 2553) มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยทั้ง
สิ้น 10.045 ล้านคน เพิ่มขึ้น 13.5% yoy
ท่องเที่ยวจะสดใสมากขึ้น...รับ High Season 4Q53
สถานการณ์ท่องเที่ยวไทยงวด 3Q53 ส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เห็นได้
จากนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับตัวดีขึ้นทันที หลังสิ้นสุดเหตุการเมืองรุนแรงเดือน พ.ค.
2553 และสามารถกลับมายืนเหนือระดับ 1 ล้านคนต่อเดือนได้ไม่ยาก สะท้อนถึง
ภาพรวมท่องเที่ยวที่เริ่มกลับสู่ภาวะปกติ เชื่อว่านับจากนี้ภายใต้สมมติฐานเหตุการ
เมืองไม่มีความรุนแรงอีก จะเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามามากขึ้น โดยมี
จำนวนไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคนต่อเดือนในช่วงเดือน ก.ย. 2553 และเพิ่มมากกว่า 1.2 ล้าน
คนต่อเดือนในงวด 4Q53 จากแรงสนับสนุนของช่วง High Season และแผนกระตุ้น
การท่องเที่ยวของภาครัฐ โดยขยายไปยังตลาดใหม่ เช่น กลุ่ม BRIC (บราซิล รัส
เซีย อินเดีย และจีน) และกลุ่มตลาดยุโรปตะวันออกกลาง ซึ่งมีกำลังซื้อมากขึ้น ทั้งปี
2553 ประเมินนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทยอย่างน้อย 15 ล้าน
คน เพิ่มขึ้น 6% yoy
เปิดโรงแรมใหม่ รับฤดูกาล หนุนผลประกอบการ 4Q53 โดดเด่น
การฟื้นตัวเร็วของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยดังข้างต้น จะส่งผลบวกต่อกลุ่ม
ธุรกิจเกี่ยวเนื่องอย่างโรงแรมฟื้นตัวตามมาด้วย โดยเชื่อว่าผลประกอบการของบริษัท
ในกลุ่มโรงแรม จะปรับตัวดีขึ้นใน 3Q53 และโดดเด่นใน 4Q53 จากอานิสงค์ของช่วง
High Season และการเปิดให้บริการโรงแรมใหม่ของทั้ง 3 บริษัทรวม 608 ห้องพัก
ทั้งนี้สำหรับประเด็นค่าเงินบาทที่แข็งค่านั้น คาดจะไม่ส่งผลต่อการดำเนินงานอย่างมี
นัยสำคัญ เนื่องจากอัตราค่าห้องพักของโรงแรมทั้ง 3 บริษัท คิดเป็นค่าเงินบาท โดย
แม้หากแปลงเป็นเงินสกุลดอลลาร์ อาจทำให้ราคาสูงขึ้นบ้าง แต่อย่างไรก็ดีผลจาก
การจัดโปรโมชั่นของโรงแรมเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว ทำให้อัตราค่าห้องพักเฉลี่ยต่อ
คืนของโรงแรมในประเทศไทยคงมีราคาถูกอยู่ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำหรับกลุ่ม
โรงแรมฯ ของไทย จึงคงแนะนำลงทุนเท่ากับตลาด แนะนำซื้อลงทุน CENTEL
(FV@ 6.65 บาท), ERAWAN (FV@3.04 บาท) และ MINT (FV@15.53 บาท)
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:22:16
บล.เคที ซีมิโก้ : EGCO แนะนำถือ มูลค่าพื้นฐาน 96.00 บาท
อัตราปันผลจูงใจ ศักยภาพการเติบโตยังมี
เราเชื่อว่าราคาหุ้น EGCO ได้สะท้อนการเข้าซื้อหุ้นน้ำเทิน 2 เพิ่มแล้ว และผลจากการ
ปรับประมาณการกำไร ทำให้เราได้มูลค่าพื้นฐานปี 54 ใหม่ที่ 96 บาท (อิง PBV 0.9 เท่า) คงคำ
แนะนำ “ถือ” ด้วยอัตราปันผลตอบแทนสม่ำเสมอในอัตราที่จูงใจราว 6% ต่อปี และศักยภาพการ
เติบโตในอนาคตจากโครงการใหม่ ซึ่งบริษัทมีความพร้อมทั้งความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้ง รวม
ถึงเงินสดในมือจำนวนมากและอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่ต่ำที่พร้อมจะลงทุนเพิ่ม
ซื้อหุ้นน้ำเทิน 2 จาก ITD อีก 10% ราคา 73.33 ล้านเหรียญ
EGCO ตกลงซื้อหุ้นบริษัท น้ำเทิน 2 เพาเวอร์ (NTPC) จำนวน 450,000 หุ้น คิด
เป็นสัดส่วน 10% ของหุ้นทั้งหมด จาก ITD ในราคา 73.33 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งได้ลงนามใน
สัญญา 29 ก.ย.ที่ผ่านมา
เป็นไปตามคาด
การซื้อหุ้นน้ำเทิน 2 เป็นไปตามความคาดหมายของเราและตลาดฯ ซึ่งจะทำให้
EGCO มีสัดส่วนการถือหุ้นโดยตรงใน NTPC เพิ่มเป็น 35% (จาก 25%) โดยการเข้าซื้อหุ้นน้ำ
เทิน 2 นี้ สะท้อนถึงต้นทุนที่ 163 เหรียญ/หุ้น (สูงกว่าคาด) คิดเป็น PER 11.4 เท่า (อิงกับ
ประมาณการกำไร น้ำเทิน 2 ปี 54 ที่ 65 ล้านเหรียญ) ซึ่งเราเห็นว่าค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับ
PER ของโรงไฟฟ้าใน SET ที่ 8.5-9.5 เท่า อย่างไรก็ตามด้วยเงินลงทุนการเข้าซื้อน้ำเทิน 2 ที่
2.3 พันล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับการประเมินมูลค่าส่วนของผู้ถือหุ้นโครงการนี้ ทำให้ไม่มีส่วน
เพิ่มอย่างมีนัยจากการเข้าซื้อหุ้นครั้งนี้
ปรับกำไรปี 54 เพิ่มจากเดิม 3% สะท้อนส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้น
หากอิงกับประมาณการกำไรของน้ำเทิน 2 ที่เราคาดไว้ 2 พันล้านบาทในปี 54 ทำให้
EGCO รับรู้ส่วนแบ่งผลกำไรจากโครงการนี้เพิ่มราว 200 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยพยุงกำไรในปี 54
ที่ได้รับผลกระทบจากอัตราค่าไฟที่ลดในช่วงท้ายสัญญา ทั้งนี้เราปรับประมาณการกำไรปี 54
เพิ่มจากเดิม 3%
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:21:56
เราเชื่อว่าราคาหุ้น EGCO ได้สะท้อนการเข้าซื้อหุ้นน้ำเทิน 2 เพิ่มแล้ว และผลจากการ
ปรับประมาณการกำไร ทำให้เราได้มูลค่าพื้นฐานปี 54 ใหม่ที่ 96 บาท (อิง PBV 0.9 เท่า) คงคำ
แนะนำ “ถือ” ด้วยอัตราปันผลตอบแทนสม่ำเสมอในอัตราที่จูงใจราว 6% ต่อปี และศักยภาพการ
เติบโตในอนาคตจากโครงการใหม่ ซึ่งบริษัทมีความพร้อมทั้งความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้ง รวม
ถึงเงินสดในมือจำนวนมากและอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่ต่ำที่พร้อมจะลงทุนเพิ่ม
ซื้อหุ้นน้ำเทิน 2 จาก ITD อีก 10% ราคา 73.33 ล้านเหรียญ
EGCO ตกลงซื้อหุ้นบริษัท น้ำเทิน 2 เพาเวอร์ (NTPC) จำนวน 450,000 หุ้น คิด
เป็นสัดส่วน 10% ของหุ้นทั้งหมด จาก ITD ในราคา 73.33 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งได้ลงนามใน
สัญญา 29 ก.ย.ที่ผ่านมา
เป็นไปตามคาด
การซื้อหุ้นน้ำเทิน 2 เป็นไปตามความคาดหมายของเราและตลาดฯ ซึ่งจะทำให้
EGCO มีสัดส่วนการถือหุ้นโดยตรงใน NTPC เพิ่มเป็น 35% (จาก 25%) โดยการเข้าซื้อหุ้นน้ำ
เทิน 2 นี้ สะท้อนถึงต้นทุนที่ 163 เหรียญ/หุ้น (สูงกว่าคาด) คิดเป็น PER 11.4 เท่า (อิงกับ
ประมาณการกำไร น้ำเทิน 2 ปี 54 ที่ 65 ล้านเหรียญ) ซึ่งเราเห็นว่าค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับ
PER ของโรงไฟฟ้าใน SET ที่ 8.5-9.5 เท่า อย่างไรก็ตามด้วยเงินลงทุนการเข้าซื้อน้ำเทิน 2 ที่
2.3 พันล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับการประเมินมูลค่าส่วนของผู้ถือหุ้นโครงการนี้ ทำให้ไม่มีส่วน
เพิ่มอย่างมีนัยจากการเข้าซื้อหุ้นครั้งนี้
ปรับกำไรปี 54 เพิ่มจากเดิม 3% สะท้อนส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้น
หากอิงกับประมาณการกำไรของน้ำเทิน 2 ที่เราคาดไว้ 2 พันล้านบาทในปี 54 ทำให้
EGCO รับรู้ส่วนแบ่งผลกำไรจากโครงการนี้เพิ่มราว 200 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยพยุงกำไรในปี 54
ที่ได้รับผลกระทบจากอัตราค่าไฟที่ลดในช่วงท้ายสัญญา ทั้งนี้เราปรับประมาณการกำไรปี 54
เพิ่มจากเดิม 3%
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:21:56
บล.เอเซียพลัส : EGCO แนะนำถือ Fair Value ใหม่ปี 2554 เท่ากับ 99.51 บาท
ซื้อหุ้นน้ำเทิน 2 เพิ่ม 10%...ปรับเพิ่มประมาณการและ Fair Value
ซื้อหุ้นโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 2 เพิ่มอีก 10% เป็น 35%...ยื่นเสนอโครงการ SPP
EGCO ได้ทำการเข้าซื้อหุ้นของบริษัทน้ำเทิน 2 เพาเวอร์ จำกัด (NTPC) เพิ่ม
สัดส่วน 10% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดจากบริษัทอิตาเลียนไทยดิเวล็อปเมนต์ จำกัด
(มหาชน) (ITD) ในราคา 73.33 ล้านเหรียญฯ หรือราว 2.3 พันล้านบาท โดยใช้กระแส
เงินสดจากการดำเนินงานในการชำระค่าหุ้นทั้งหมด ส่งผลให้ EGCO ถือหุ้นใน
โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำน้ำเทิน 2 ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 1,086.8 เมกะวัตต์ ตั้ง
อยู่ในสปป.ลาว รวมสัดส่วน 35% โดยมีสัญญาขายไฟฟ้าระยะยาว 25 ปี กับ กฟผ.
จำนวน 995 เมกะวัตต์ และส่วนที่เหลืออีก 75 เมกะวัตต์ ขายให้กับรัฐวิสาหกิจไฟฟ้า
ลาว ซึ่งโครงการดังกล่าวได้ดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์มาแล้วตั้งแต่งวด 2Q53 นอก
จากนี้EGCO ได้ทำการยื่นขอจำหน่ายไฟฟ้าในโครงการผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP)
ตามที่กฟผ.ได้เปิดให้ยื่นจำหน่ายไฟฟ้าจำนวน 2 พันเมกะวัตต์ จำนวน 4 โครงการๆ
ละ 110 เมกะวัตต์ (ขณะนี้มีผู้เสนอยื่นถึง 40 ราย คิดเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 4
พันเมกะวัตต์) โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปในช่วงเดือน ธ.ค. 2553 – ม.ค. 2554 ในเบื้อง
ต้น EGCO มีแผนที่จะลงทุนเองทั้งหมด เนื่องจากมีความพร้อมด้านเงินทุนทั้งกระแส
เงินสดจากการดำเนินงาน และวงเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน
ปรับเพิ่มประมาณการสะท้อนสัดส่วนน้ำเทิน 2 ที่เพิ่มขึ้น
ฝ่ายวิจัยได้ทำทบทวนประมาณการในปี 2553-2554 โดยเป็นการรับรู้ส่วนแบ่ง
กำไรจากเงินลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 2 เพิ่ม ดังกล่าวข้างต้น และทำการ
ปรับเพิ่มต้นทุนการซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะในงวด 3Q53 ที่มีการหยุดเดิน
เครื่องเพื่อซ่อมบำรุงของโรงไฟฟ้าทุกแห่งของ EGCO โดยรวมแล้วส่งผลให้
ประมาณการกำไรปี 2553 ลดลง 7.4% จากเดิม แต่ประมาณการกำไรปี 2554 เพิ่ม
ขึ้น 1.3% จากเดิม ดังตาราง อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัยคาดผลการดำเนินงานงวด 3Q53
จะปรับตัวลดลงถึง 33.8%qoq เนื่องจากโรงไฟฟ้าทุกแห่งได้ทำการหยุดเดินเครื่อง
เพื่อซ่อมบำรุง ทำให้รายได้ค่าความพร้อมจ่ายปรับตัวลดลง อีกทั้งยังส่งผลให้ต้นทุน
ค่าซ่อมบำรุงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับงวด 2Q53 นอกจากนี้คาดจะมีการบันทึกค่าใช้จ่ายที่
ทยอยเพิ่มขึ้นจากการตัดจำหน่าย Inventory และ Spare parts ของโรงไฟฟ้าระยอง
(REGCO) และขนอม (KEGCO) ที่จะหมดสัญญาลงในปี 2557 และปี 2559 ตาม
ลำดับ ส่งผลให้ประมาณการกำไรงวด 9M53 เท่ากับ 5.8 พันล้านบาท ลดลง 12.1%
yoy และคิดเป็น 89% ของประมาณการทั้งปี 2553 ใหม่
Fair Value ใหม่ปี 2554 เท่ากับ 99.51 บาทต่อหุ้น...แนะนำถือ
ภายใต้ประมาณการใหม่ ฝ่ายวิจัยได้ประเมินมูลค่าพื้นฐาน ณ สิ้นปี 2554 โดย
วิธี DCF เท่ากับ 99.51 บาทต่อหุ้น ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.86 บาทต่อหุ้น สะท้อนสัดส่วน
การถือหุ้นน้ำเทิน 2 ดังกล่าวข้างต้น ฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำถือ เนื่องจากราคาหุ้นใน
ปัจจุบันนั้นใกล้เคียงกับ Fair Value ปี 2554 อีกทั้งมีมุมมองว่าการเข้าซื้อกิจการต่างๆ
ของ EGCO ในขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในประเทศดังกล่าวข้างต้น หรือจะเป็น
การเข้าซื้อกิจการโรงไฟฟ้าในต่างประเทศทั้งฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ซึ่งในขณะนี้
ยังอยู่ระหว่างการเจรจา โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปในช่วง 4Q53 นั้น เป็นเพียงการรักษา
ฐานกำไรของ EGCO ในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า ไม่ให้ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยฯตาม
สัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าหลักระยองและขนอมที่จะหมดลง เพราะในช่วง
ท้ายของสัญญาจะต้องเผชิญกับผลขาดทุน แต่อย่างไรก็ตามคาดว่าในระยะสั้นอาจจะ
ยังไม่เห็นการเติบโตของกิจการถึงแม้จะเข้าซื้อกิจการใหม่ๆเพิ่มเติม
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:14:58
ซื้อหุ้นโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 2 เพิ่มอีก 10% เป็น 35%...ยื่นเสนอโครงการ SPP
EGCO ได้ทำการเข้าซื้อหุ้นของบริษัทน้ำเทิน 2 เพาเวอร์ จำกัด (NTPC) เพิ่ม
สัดส่วน 10% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดจากบริษัทอิตาเลียนไทยดิเวล็อปเมนต์ จำกัด
(มหาชน) (ITD) ในราคา 73.33 ล้านเหรียญฯ หรือราว 2.3 พันล้านบาท โดยใช้กระแส
เงินสดจากการดำเนินงานในการชำระค่าหุ้นทั้งหมด ส่งผลให้ EGCO ถือหุ้นใน
โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำน้ำเทิน 2 ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 1,086.8 เมกะวัตต์ ตั้ง
อยู่ในสปป.ลาว รวมสัดส่วน 35% โดยมีสัญญาขายไฟฟ้าระยะยาว 25 ปี กับ กฟผ.
จำนวน 995 เมกะวัตต์ และส่วนที่เหลืออีก 75 เมกะวัตต์ ขายให้กับรัฐวิสาหกิจไฟฟ้า
ลาว ซึ่งโครงการดังกล่าวได้ดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์มาแล้วตั้งแต่งวด 2Q53 นอก
จากนี้EGCO ได้ทำการยื่นขอจำหน่ายไฟฟ้าในโครงการผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP)
ตามที่กฟผ.ได้เปิดให้ยื่นจำหน่ายไฟฟ้าจำนวน 2 พันเมกะวัตต์ จำนวน 4 โครงการๆ
ละ 110 เมกะวัตต์ (ขณะนี้มีผู้เสนอยื่นถึง 40 ราย คิดเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 4
พันเมกะวัตต์) โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปในช่วงเดือน ธ.ค. 2553 – ม.ค. 2554 ในเบื้อง
ต้น EGCO มีแผนที่จะลงทุนเองทั้งหมด เนื่องจากมีความพร้อมด้านเงินทุนทั้งกระแส
เงินสดจากการดำเนินงาน และวงเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน
ปรับเพิ่มประมาณการสะท้อนสัดส่วนน้ำเทิน 2 ที่เพิ่มขึ้น
ฝ่ายวิจัยได้ทำทบทวนประมาณการในปี 2553-2554 โดยเป็นการรับรู้ส่วนแบ่ง
กำไรจากเงินลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 2 เพิ่ม ดังกล่าวข้างต้น และทำการ
ปรับเพิ่มต้นทุนการซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะในงวด 3Q53 ที่มีการหยุดเดิน
เครื่องเพื่อซ่อมบำรุงของโรงไฟฟ้าทุกแห่งของ EGCO โดยรวมแล้วส่งผลให้
ประมาณการกำไรปี 2553 ลดลง 7.4% จากเดิม แต่ประมาณการกำไรปี 2554 เพิ่ม
ขึ้น 1.3% จากเดิม ดังตาราง อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัยคาดผลการดำเนินงานงวด 3Q53
จะปรับตัวลดลงถึง 33.8%qoq เนื่องจากโรงไฟฟ้าทุกแห่งได้ทำการหยุดเดินเครื่อง
เพื่อซ่อมบำรุง ทำให้รายได้ค่าความพร้อมจ่ายปรับตัวลดลง อีกทั้งยังส่งผลให้ต้นทุน
ค่าซ่อมบำรุงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับงวด 2Q53 นอกจากนี้คาดจะมีการบันทึกค่าใช้จ่ายที่
ทยอยเพิ่มขึ้นจากการตัดจำหน่าย Inventory และ Spare parts ของโรงไฟฟ้าระยอง
(REGCO) และขนอม (KEGCO) ที่จะหมดสัญญาลงในปี 2557 และปี 2559 ตาม
ลำดับ ส่งผลให้ประมาณการกำไรงวด 9M53 เท่ากับ 5.8 พันล้านบาท ลดลง 12.1%
yoy และคิดเป็น 89% ของประมาณการทั้งปี 2553 ใหม่
Fair Value ใหม่ปี 2554 เท่ากับ 99.51 บาทต่อหุ้น...แนะนำถือ
ภายใต้ประมาณการใหม่ ฝ่ายวิจัยได้ประเมินมูลค่าพื้นฐาน ณ สิ้นปี 2554 โดย
วิธี DCF เท่ากับ 99.51 บาทต่อหุ้น ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.86 บาทต่อหุ้น สะท้อนสัดส่วน
การถือหุ้นน้ำเทิน 2 ดังกล่าวข้างต้น ฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำถือ เนื่องจากราคาหุ้นใน
ปัจจุบันนั้นใกล้เคียงกับ Fair Value ปี 2554 อีกทั้งมีมุมมองว่าการเข้าซื้อกิจการต่างๆ
ของ EGCO ในขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในประเทศดังกล่าวข้างต้น หรือจะเป็น
การเข้าซื้อกิจการโรงไฟฟ้าในต่างประเทศทั้งฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ซึ่งในขณะนี้
ยังอยู่ระหว่างการเจรจา โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปในช่วง 4Q53 นั้น เป็นเพียงการรักษา
ฐานกำไรของ EGCO ในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า ไม่ให้ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยฯตาม
สัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าหลักระยองและขนอมที่จะหมดลง เพราะในช่วง
ท้ายของสัญญาจะต้องเผชิญกับผลขาดทุน แต่อย่างไรก็ตามคาดว่าในระยะสั้นอาจจะ
ยังไม่เห็นการเติบโตของกิจการถึงแม้จะเข้าซื้อกิจการใหม่ๆเพิ่มเติม
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:14:58
บล.เกียรตินาคิน : PHATRA แนะนำซื้อ ราคาเหมาะสมปี 2554 ที่ 33.74 บาท
ผลจากเงินทุนไหลเข้าทำให้มูลค่าการขายเฉลี่ยต่อวันของปี 2553 เพิ่มขึ้น
เป็น 2.6 หมื่นล้านบาท/วัน เราจึงปรับสมมติฐานมูลค่าการซื้อขายปี 2553 ขึ้นเป็น
2.3 หมื่นล้านบาท/วัน คาดมีการบันทึกรายได้จากการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินการ
เพิ่มทุนการบินไทยในไตรมาสนี้ เมื่อรวมกับรายได้ค่านายหน้าที่เพิ่มขึ้น คาดว่าจะทำ
ให้ผลประกอบการไตรมาส 3/53 ออกมาโดดเด่นมาก ปรับประมาณการกำไรสุทธิและ
เงินปันผลปี 2553-54 ขึ้น และปรับไปใช้ราคาเหมาะสมปี 2554 ที่ 33.74 บาท มี
upside gain อยู่ 22.7% และ PHATRA นั้นเป็นหุ้นที่มีเงินปันผลสูง เราจึงปรับคำ
แนะนำของ PHATRA ขึ้นจาก “ถือ” เป็น “ซื้อ”
ผลจากเงินทุนไหลเข้าทำให้มูลค่าการขายเฉลี่ยต่อวันของปี 2553 เพิ่มขึ้น
เป็น 2.6 หมื่นล้านบาท/วัน เราจึงปรับสมมติฐานมูลค่าการซื้อขายปี 2553 ขึ้นเป็น 2.3
หมื่นล้านบาท/วัน ถึงแม้ PHATRA จะมีส่วนแบ่งตลาดในไตรมาส 3/52 ลดลง แต่
มูลค่าการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นมากน่าจะทำให้รายได้ค่านายหน้าของ PHATRA เพิ่มขึ้น
จากไตรมาสก่อน
ผลจากเงินทุนไหลเข้าส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ใน ตลท.
เพิ่มสูงขึ้นมาก โดยในไตรมาส 3/53 มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย (ไม่รวมมูลค่าการซื้อ
ขายของบัญชี บล.) สูงถึง 3.2 หมื่นล้านบาท/วัน เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่มีมูลค่า
การซื้อขาย 2 หมื่นล้านบาท/วัน ถึง 54.3% และทำให้มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยตั้งแต่ต้น
ปีเพิ่มขึ้นมาเป็น 2.6 หมื่นล้านบาท ทำให้เราปรับสมมติฐานมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อ
วันของปี 2553 ขึ้นเป็น 2.3 หมื่นล้านบาท/วัน จากเดิม 2 หมื่นล้านบาท/วัน แต่ทั้งนี้ใน
ไตรมาสนี้ PHATRA มีส่วนแบ่งตลาดค่านายหน้าลดลงเหลือ 3.6% จากไตรมาสก่อน
ที่มีส่วนแบ่งตลาดค่านายหน้า 4.01% แต่มูลค่าการซื้อขายที่เพิ่มสูงขึ้นมาก ทำให้เรา
คาดว่ารายได้ค่านายหน้าของ PHATRA ในไตรมาส 3/53 นั้นจะเพิ่มสูงขึ้น ถึงแม้ว่า
ส่วนแบ่งตลาดจะปรับลดลงก็ตาม
PHATRA มีจุดเด่นทางด้านวาณิขธนกิจ คาดมีการบันทึกรายได้จากการเป็น
ที่ปรึกษาทางการเงินการเพิ่มทุนการบินไทยในไตรมาสนี้ เมื่อรวมกับรายได้ค่านาย
หน้าที่เพิ่มขึ้น คาดว่าจะทำให้ผลประกอบการไตรมาส 3/53 ออกมาโดดเด่นมาก
PHATRA นั้นมีจุดเด่นทางด้านงานวาณิชธนกิจ และมีงานวาณิชธนกิจขนาดใหญ่ใน
มืออยู่อีกเป็นจำนวนมาก เช่นการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินในการขายหุ้นเพิ่มทุนของ
การบินไทย ซึ่งมีมูลค่าการระดมทุนสูงถึง 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งหุ้นเพิ่มทุนนี้ได้ทำ
การซื้อขายแล้วในวันที่ 28 ก.ย. 2553 ทำให้เราคาดว่า PHATRA จะมีการบันทึกราย
ได้ค่าธรรมเนียมจากการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินครั้งนี้ประมาณ 30 ล้านบาท ในไตร
มาส 3/53 ซึ่งจะทำให้เมื่อรวมรายได้ค่านายหน้าที่จะเพิ่มสูงขึ้นมากจากมูลค่าการซื้อ
ขายที่เพิ่มสูงขึ้นแล้ว จะทำให้ผลประกอบการของ PHATRA ในไตรมาส 3/53
ออกมาดีมาก
จากการปรับเพิ่มสมมติฐานมูลค่าการซื้อขายขึ้น ทำให้ประมาณการกำไร
สุทธิปี 2553-54 เพิ่มขึ้นด้วยเป็น 577 และ 514 ตามลำดับ และปรับเพิ่มประมาณการ
การจ่ายปันผลขึ้นด้วยเป็น 2.60 และ 2.35 บาท ตามลำดับ
จากการปรับเพิ่มสมมติฐานมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในปี 2553 และปี 2554 ขึ้น
เป็น 2.3 หมื่นล้านบาท และ 2.4 หมื่นล้านบาทตามลำดับ และเราได้ปรับเพิ่มประมาณ
การรายได้ค่าธรรมเนียมของ PHATRA ขึ้นส่งผลให้ประมาณกำไรสุทธิปี 2553 และ
2554 เพิ่มขึ้นเป็น 577 ล้านบาท และ 514 ล้านบาท ตามลำดับ จากเดิมที่เราคาดไว้
ที่ 399 และ 345 ตามลำดับ และเราได้ปรับเพิ่มประมาณการการจ่ายปันผลของปี
2553 และ 2554 ขึ้นด้วยเป็น 2.60 บาท/หุ้น และ 2.35 บาท/หุ้น ตามลำดับ โดย
PHATRA นั้นได้มีการจ่ายปันผลระหว่างกาลปี 2553 ไปแล้วจำนวน 1.35 บาท/หุ้น
คาดว่า PHATRA จะมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นในปี 2554 จากการปรับวิธีการ
คิดส่วนแบ่งค่านายหน้ากับเมอริล ลินช์ และการนำการซื้อขายแบบโปรแกรมมาใช้
และปรับไปใช้ราคาเหมาะสมปี 2554 ที่ 33.74 บาท มี upside gain อยู่ 22.7% และ
PHATRA นั้นเป็นหุ้นที่มีเงินปันผลสูง เราจึงปรับคำแนะนำของ PHATRA ขึ้น
จาก “ถือ” เป็น “ซื้อ”
ในปี 2554 เราคาดว่ากำไรสุทธิของ PHATRA จะปรับตัวลดลง เนื่องจาก
ในปีนี้ PHATRA มีดีลวาณิชธนกิจขนาดใหญ่อย่างการบินไทย ส่วนในปี 2554 นั้นเรา
ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับงานวาณิชธนกิจขนาดใหญ่ของ PHATRA เราจึงยังไม่รวมราย
ได้ส่วนนี้ไว้ในประมาณการ ทั้งนี้จากการที่เราคาดว่ามูลค่าการซื้อขายใน ตลท. จะ
ปรับตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และการที่คาดว่าส่วนแบ่งตลาดค่า
นายหน้าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น จากการปรับวิธีการคิดส่วนแบ่งรายได้กับเมอริล ลินช์ รวม
ถึงการที่ PHATRA จะนำระบบการซื้อขายแบบโปรแกรมมาใช้ ถึงแม้ว่าอาจจะทำให้
ค่านายหน้าเฉลี่ยของ PHATRA นั้นลดลง แต่น่าจะทำให้มูลค่าการซื้อขายของ
PHATRA เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้รายได้ค่านายหน้าของ PHATRA เพิ่มสูงขึ้นด้วย เรา
จึงปรับ P/E ที่ใช้ในการคำนวณราคาที่เหมาะสมของ PHATRA ขึ้นจากเดิม 12 เท่า
ขึ้นเป็น 14 เท่า และปรับไปใช้ราคาเหมาะสมปี 2554 ที่ 33.74 บาท มี upside gain
อยู่ 22.7% และ PHATRA นั้นเป็นหุ้นที่มีเงินปันผลสูง เราจึงปรับคำแนะนำของ
PHATRA ขึ้นจาก “ถือ” เป็น “ซื้อ”
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:03:32
เป็น 2.6 หมื่นล้านบาท/วัน เราจึงปรับสมมติฐานมูลค่าการซื้อขายปี 2553 ขึ้นเป็น
2.3 หมื่นล้านบาท/วัน คาดมีการบันทึกรายได้จากการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินการ
เพิ่มทุนการบินไทยในไตรมาสนี้ เมื่อรวมกับรายได้ค่านายหน้าที่เพิ่มขึ้น คาดว่าจะทำ
ให้ผลประกอบการไตรมาส 3/53 ออกมาโดดเด่นมาก ปรับประมาณการกำไรสุทธิและ
เงินปันผลปี 2553-54 ขึ้น และปรับไปใช้ราคาเหมาะสมปี 2554 ที่ 33.74 บาท มี
upside gain อยู่ 22.7% และ PHATRA นั้นเป็นหุ้นที่มีเงินปันผลสูง เราจึงปรับคำ
แนะนำของ PHATRA ขึ้นจาก “ถือ” เป็น “ซื้อ”
ผลจากเงินทุนไหลเข้าทำให้มูลค่าการขายเฉลี่ยต่อวันของปี 2553 เพิ่มขึ้น
เป็น 2.6 หมื่นล้านบาท/วัน เราจึงปรับสมมติฐานมูลค่าการซื้อขายปี 2553 ขึ้นเป็น 2.3
หมื่นล้านบาท/วัน ถึงแม้ PHATRA จะมีส่วนแบ่งตลาดในไตรมาส 3/52 ลดลง แต่
มูลค่าการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นมากน่าจะทำให้รายได้ค่านายหน้าของ PHATRA เพิ่มขึ้น
จากไตรมาสก่อน
ผลจากเงินทุนไหลเข้าส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ใน ตลท.
เพิ่มสูงขึ้นมาก โดยในไตรมาส 3/53 มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย (ไม่รวมมูลค่าการซื้อ
ขายของบัญชี บล.) สูงถึง 3.2 หมื่นล้านบาท/วัน เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่มีมูลค่า
การซื้อขาย 2 หมื่นล้านบาท/วัน ถึง 54.3% และทำให้มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยตั้งแต่ต้น
ปีเพิ่มขึ้นมาเป็น 2.6 หมื่นล้านบาท ทำให้เราปรับสมมติฐานมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อ
วันของปี 2553 ขึ้นเป็น 2.3 หมื่นล้านบาท/วัน จากเดิม 2 หมื่นล้านบาท/วัน แต่ทั้งนี้ใน
ไตรมาสนี้ PHATRA มีส่วนแบ่งตลาดค่านายหน้าลดลงเหลือ 3.6% จากไตรมาสก่อน
ที่มีส่วนแบ่งตลาดค่านายหน้า 4.01% แต่มูลค่าการซื้อขายที่เพิ่มสูงขึ้นมาก ทำให้เรา
คาดว่ารายได้ค่านายหน้าของ PHATRA ในไตรมาส 3/53 นั้นจะเพิ่มสูงขึ้น ถึงแม้ว่า
ส่วนแบ่งตลาดจะปรับลดลงก็ตาม
PHATRA มีจุดเด่นทางด้านวาณิขธนกิจ คาดมีการบันทึกรายได้จากการเป็น
ที่ปรึกษาทางการเงินการเพิ่มทุนการบินไทยในไตรมาสนี้ เมื่อรวมกับรายได้ค่านาย
หน้าที่เพิ่มขึ้น คาดว่าจะทำให้ผลประกอบการไตรมาส 3/53 ออกมาโดดเด่นมาก
PHATRA นั้นมีจุดเด่นทางด้านงานวาณิชธนกิจ และมีงานวาณิชธนกิจขนาดใหญ่ใน
มืออยู่อีกเป็นจำนวนมาก เช่นการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินในการขายหุ้นเพิ่มทุนของ
การบินไทย ซึ่งมีมูลค่าการระดมทุนสูงถึง 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งหุ้นเพิ่มทุนนี้ได้ทำ
การซื้อขายแล้วในวันที่ 28 ก.ย. 2553 ทำให้เราคาดว่า PHATRA จะมีการบันทึกราย
ได้ค่าธรรมเนียมจากการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินครั้งนี้ประมาณ 30 ล้านบาท ในไตร
มาส 3/53 ซึ่งจะทำให้เมื่อรวมรายได้ค่านายหน้าที่จะเพิ่มสูงขึ้นมากจากมูลค่าการซื้อ
ขายที่เพิ่มสูงขึ้นแล้ว จะทำให้ผลประกอบการของ PHATRA ในไตรมาส 3/53
ออกมาดีมาก
จากการปรับเพิ่มสมมติฐานมูลค่าการซื้อขายขึ้น ทำให้ประมาณการกำไร
สุทธิปี 2553-54 เพิ่มขึ้นด้วยเป็น 577 และ 514 ตามลำดับ และปรับเพิ่มประมาณการ
การจ่ายปันผลขึ้นด้วยเป็น 2.60 และ 2.35 บาท ตามลำดับ
จากการปรับเพิ่มสมมติฐานมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในปี 2553 และปี 2554 ขึ้น
เป็น 2.3 หมื่นล้านบาท และ 2.4 หมื่นล้านบาทตามลำดับ และเราได้ปรับเพิ่มประมาณ
การรายได้ค่าธรรมเนียมของ PHATRA ขึ้นส่งผลให้ประมาณกำไรสุทธิปี 2553 และ
2554 เพิ่มขึ้นเป็น 577 ล้านบาท และ 514 ล้านบาท ตามลำดับ จากเดิมที่เราคาดไว้
ที่ 399 และ 345 ตามลำดับ และเราได้ปรับเพิ่มประมาณการการจ่ายปันผลของปี
2553 และ 2554 ขึ้นด้วยเป็น 2.60 บาท/หุ้น และ 2.35 บาท/หุ้น ตามลำดับ โดย
PHATRA นั้นได้มีการจ่ายปันผลระหว่างกาลปี 2553 ไปแล้วจำนวน 1.35 บาท/หุ้น
คาดว่า PHATRA จะมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นในปี 2554 จากการปรับวิธีการ
คิดส่วนแบ่งค่านายหน้ากับเมอริล ลินช์ และการนำการซื้อขายแบบโปรแกรมมาใช้
และปรับไปใช้ราคาเหมาะสมปี 2554 ที่ 33.74 บาท มี upside gain อยู่ 22.7% และ
PHATRA นั้นเป็นหุ้นที่มีเงินปันผลสูง เราจึงปรับคำแนะนำของ PHATRA ขึ้น
จาก “ถือ” เป็น “ซื้อ”
ในปี 2554 เราคาดว่ากำไรสุทธิของ PHATRA จะปรับตัวลดลง เนื่องจาก
ในปีนี้ PHATRA มีดีลวาณิชธนกิจขนาดใหญ่อย่างการบินไทย ส่วนในปี 2554 นั้นเรา
ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับงานวาณิชธนกิจขนาดใหญ่ของ PHATRA เราจึงยังไม่รวมราย
ได้ส่วนนี้ไว้ในประมาณการ ทั้งนี้จากการที่เราคาดว่ามูลค่าการซื้อขายใน ตลท. จะ
ปรับตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และการที่คาดว่าส่วนแบ่งตลาดค่า
นายหน้าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น จากการปรับวิธีการคิดส่วนแบ่งรายได้กับเมอริล ลินช์ รวม
ถึงการที่ PHATRA จะนำระบบการซื้อขายแบบโปรแกรมมาใช้ ถึงแม้ว่าอาจจะทำให้
ค่านายหน้าเฉลี่ยของ PHATRA นั้นลดลง แต่น่าจะทำให้มูลค่าการซื้อขายของ
PHATRA เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้รายได้ค่านายหน้าของ PHATRA เพิ่มสูงขึ้นด้วย เรา
จึงปรับ P/E ที่ใช้ในการคำนวณราคาที่เหมาะสมของ PHATRA ขึ้นจากเดิม 12 เท่า
ขึ้นเป็น 14 เท่า และปรับไปใช้ราคาเหมาะสมปี 2554 ที่ 33.74 บาท มี upside gain
อยู่ 22.7% และ PHATRA นั้นเป็นหุ้นที่มีเงินปันผลสูง เราจึงปรับคำแนะนำของ
PHATRA ขึ้นจาก “ถือ” เป็น “ซื้อ”
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:03:32
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)