ประเด็นการลงทุน: แนวโน้มของ ROJNA ยังไม่ดีขึ้น แม้ว่าในช่วง 6 สัปดาห์ที่ผ่าน
มายอดขายบ้านในจีนได้ฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่การประกาศเพิ่มมาตรการคุมเข้มภาคอสังหาฯของจีน
เมื่อวานนี้มีแนวโน้มที่จะทำให้ยอดขายคอนโดชะลอตัวในระยะสั้นถึงระยะกลาง แม้แต่ในธุรกิจ
ขายที่ดินอุตสาหกรรมในประเทศ ยอดขายของบริษัทก็ดูด้อยกว่าบริษัทคู่แข่ง ดังนั้นแนวโน้มกำไร
สุทธิในช่วงครึ่งหลังปี 53 จนถึงปี 2554 ไม่น่าสนใจเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นๆ เราจึงยังคงคำแนะ
นำ “ถือ” และแนะนำให้ลงทุนใน HEMRAJ แทน
เพิ่มนโยบายคุมเข้ม: วานนี้รัฐบาลจีนได้ประกาศนโยบายคุมเข้มเพิ่มเติมจากนโยบาย
ที่ออกมาแล้วในเดือน เม.ย. 2553 โดยเพิ่มการวางดาวน์สำหรับบ้านใหม่หลังแรกเป็น 30% จาก
เดิม 20% สำหรับบ้านใหม่หลังที่ 2 เป็น 50% หรือสูงกว่าและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงกว่าอัตราพื้น
ฐานของธนาคารกลางจีน 10% สำหรับผู้ซื้อบ้านหลังที่ 3 และผู้ที่ไม่ได้มีถิ่นฐานพำนักในประเทศ
จีนจะไม่สามารถกู้ได้ ภาษีที่เคยยกเว้นสำหรับการเรียกเก็บในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ก็กลับ
มาใช้อีกครั้ง สำหรับผู้พัฒนาอสังหาฯ รัฐบาลจะเข้มงวดการชำระภาษีและพฤติกรรมที่มิชอบอาทิ
เช่นการตุนที่ดินและการตั้งใจที่ทำให้การก่อสร้างล่าช้า
เลื่อนการโอน เฟส 2 ออกไป: โครงการคอนโดเฟส 2 ของ ROJNA ในจีนมีแนวโน้ม
ว่าจะไม่สามารถได้โอนได้ทันในปีหน้าเนื่องจากงานฐานรากเพิ่งจะเสร็จ ดังนั้นเราได้ปรับ
สมมติฐานการโอนออกไปเป็นไตรมาส 1/55 ซึ่งทำให้ประมาณการกำไรสุทธิปี 2554 ลดลง
10%
โครงการคอนโดในไทยเลื่อนออกไป: ROJNA ตัดสินใจที่จะเลื่อนโครงการคอนโดซึ่ง
ใกล้กับรถไฟฟ้าสายสีม่วง มูลค่า 2 พันล้านบาทออกไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากบริษัทอยากที่
จะรอให้อุปสงค์ในบริเวณดังกล่าวเพิ่มมากกว่านี้ ซึ่งอาจจะเป็นช่วงก่อนที่รถไฟฟ้าจะสร้างเสร็จ
เล็กน้อย
ยอดขายที่ดินมีแนวโน้มแย่กว่าคู่แข่ง: ปัจจัยหนุนเพียงปัจจัยเดียวในระยะอันใกล้นี้คือ
การขายที่ดิน 300 ไร่ให้แก่ลูกค้ารายหนึ่งในไตรมาส 4/53 ซึ่งจะช่วยหนุนให้ยอดขายที่ดินรวมปีนี้
เป็น 550 ไร่ อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นลูกค้าหลักของ ROJNA มีแนวโน้ม
ชะลอการลงทุน ดังนั้นเราจึงให้สมมติฐานว่าบริษัทจะขายที่ได้ 450 ไร่ในปีหน้าซึ่งใกล้เคียงกับที่
บริษัทตั้งเป้าไว้
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 12:24:35
วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553
บล.บัวหลวง : HEMRAJ แนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมายปี 2554 ที่ 2.42 บาท
เข้าซื้อสัดส่วนหุ้นที่เหลือ 75% ใน SIL
ประเด็นใหม่: HEMRAJ ได้เข้าซื้อสัดส่วนหุ้นที่เหลือ 75% ใน SIL
Industrial Land Co Ltd (SIL) จาก Cement Thai Holding Co Ltd ซึ่งเป็นบริษัทลูก
ของ SCC ที่มูลค่าการเข้าซื้อ 763.7 ล้านบาท (เพิ่มเติมจากเงินกู้ที่ปล่อยให้ SIL
จำนวน 380 ล้านบาท) โดยเงินทุนในการเข้าซื้อมาจากกระแสเงินสดภายใน
SIL เป็นสวนอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในจังหวัดสระบุรี โดย ณ สิ้นเดือนมิ.ย.มี
ที่ดินรวม 3,619 ไร่และมีที่ดินพร้อมขาย 1,064 ไร่ นอกจากนี้ SIL ยังถือสัดส่วนหุ้น
100% ใน Rayong Industrial Land Co Ltd (RIL) ซึ่งเป็นสวนอุตสาหกรรมในจังหวัด
ระยอง ซึ่งมีที่ดินรวม 3,438 ไร่และยังมีที่ดินพร้อมขาย 1,711 ไร่
ความคิดเห็นของเรา: การเข้าซื้อ SIL เป็นตามที่ผู้บริหารเคยให้ข้อมูลไว้ ซึ่ง
ส่งผลให้ HEMRAJ เป็นผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมรายใหญ่ที่สุดในประเทศ
โดยมีนิคมอุตสาหกรรม 6 แห่งภายใต้การบริหาร เราเห็นว่าการเข้าซื้อดังกล่าวเป็น
ประโยชน์ต่อบริษัท ราคาเข้าซื้อต่อที่ดินพร้อมขายอยู่ที่เพียง 550,000 บาทต่อไร่ ซึ่ง
ใกล้เคียงกับที่ดินเปล่าในบริเวณใกล้เคียง นอกจากนี้ การเข้าถือ SIL ทั้ง 100% จะ
ส่งผลให้ HEMRAJ สามารถวางแผน พัฒนา และทำการตลาดสำหรับสวน
อุตสาหกรรมทั้งสองแห่งนี้ได้มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลมากขึ้น นอกจากนี้ SIL
ยังช่วยให้บริษัทขยายส่วนแบ่งการตลาดไปยังพื้นที่ตอนเหนือของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็น
ที่ตั้งของกลุ่มโรงงานอิเล็กทรอนิกส์และโรงงานผลิตอาหาร เราคาดว่ายอดขายที่ดิน
จากทั้ง 2 สวนอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง มากไปกว่านั้น สวนอุตสาหกรรม
ทั้ง 2 แห่งนี้จะเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญในระยะยาวเนื่องจาก HEMRAJ สามารถเพิ่ม
การให้บริการต่างๆ แก่
คำแนะนำการลงทุน: HEMRAJ ยังคงเป็นหุ้นแนะนำอันดับแรกในกลุ่มนิคม
อุตสาหกรรม เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมายปี 2554 ที่ 2.42 บาท โรงงาน
ที่ตั้งอยู่เป็นจำนวนมากในสวนอุตสาหกรรมได้
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 12:24:24
ประเด็นใหม่: HEMRAJ ได้เข้าซื้อสัดส่วนหุ้นที่เหลือ 75% ใน SIL
Industrial Land Co Ltd (SIL) จาก Cement Thai Holding Co Ltd ซึ่งเป็นบริษัทลูก
ของ SCC ที่มูลค่าการเข้าซื้อ 763.7 ล้านบาท (เพิ่มเติมจากเงินกู้ที่ปล่อยให้ SIL
จำนวน 380 ล้านบาท) โดยเงินทุนในการเข้าซื้อมาจากกระแสเงินสดภายใน
SIL เป็นสวนอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในจังหวัดสระบุรี โดย ณ สิ้นเดือนมิ.ย.มี
ที่ดินรวม 3,619 ไร่และมีที่ดินพร้อมขาย 1,064 ไร่ นอกจากนี้ SIL ยังถือสัดส่วนหุ้น
100% ใน Rayong Industrial Land Co Ltd (RIL) ซึ่งเป็นสวนอุตสาหกรรมในจังหวัด
ระยอง ซึ่งมีที่ดินรวม 3,438 ไร่และยังมีที่ดินพร้อมขาย 1,711 ไร่
ความคิดเห็นของเรา: การเข้าซื้อ SIL เป็นตามที่ผู้บริหารเคยให้ข้อมูลไว้ ซึ่ง
ส่งผลให้ HEMRAJ เป็นผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมรายใหญ่ที่สุดในประเทศ
โดยมีนิคมอุตสาหกรรม 6 แห่งภายใต้การบริหาร เราเห็นว่าการเข้าซื้อดังกล่าวเป็น
ประโยชน์ต่อบริษัท ราคาเข้าซื้อต่อที่ดินพร้อมขายอยู่ที่เพียง 550,000 บาทต่อไร่ ซึ่ง
ใกล้เคียงกับที่ดินเปล่าในบริเวณใกล้เคียง นอกจากนี้ การเข้าถือ SIL ทั้ง 100% จะ
ส่งผลให้ HEMRAJ สามารถวางแผน พัฒนา และทำการตลาดสำหรับสวน
อุตสาหกรรมทั้งสองแห่งนี้ได้มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลมากขึ้น นอกจากนี้ SIL
ยังช่วยให้บริษัทขยายส่วนแบ่งการตลาดไปยังพื้นที่ตอนเหนือของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็น
ที่ตั้งของกลุ่มโรงงานอิเล็กทรอนิกส์และโรงงานผลิตอาหาร เราคาดว่ายอดขายที่ดิน
จากทั้ง 2 สวนอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง มากไปกว่านั้น สวนอุตสาหกรรม
ทั้ง 2 แห่งนี้จะเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญในระยะยาวเนื่องจาก HEMRAJ สามารถเพิ่ม
การให้บริการต่างๆ แก่
คำแนะนำการลงทุน: HEMRAJ ยังคงเป็นหุ้นแนะนำอันดับแรกในกลุ่มนิคม
อุตสาหกรรม เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมายปี 2554 ที่ 2.42 บาท โรงงาน
ที่ตั้งอยู่เป็นจำนวนมากในสวนอุตสาหกรรมได้
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 12:24:24
บล.เคที ซีมิโก้ : TCAP แนะนำ “ซื้อ” มูลค่าพื้นฐาน 48.50 บาท
ประโยชน์จากการผสานพลังทางธุรกิจจะเห็นชัดใน 4Q53
หากกำไร 3Q53 เป็นไปตามคาด กำไรใน 9M53 คิดเป็น 94% ของประมาณการกำไร
ทั้งปี 53 แต่เรายังไม่มีการปรับประมาณการเพิ่ม ณ ขณะนี้แต่อย่างใด เพราะกังวลว่าอาจมีค่าใช้
จ่ายเกี่ยวกับการควบรวมกิจการก้อนใหญ่บันทึกใน 4Q53 แม้ด้วยประมาณการกำไรเชิงอนุรักษ์
ราคาหุ้นของ TCAP ยังถือว่าต่ำในเชิงประเมินมูลค่า โดยซื้อขายที่ PER 12 เท่าในปี 53 และจะ
ลดเหลือ 9.5 เท่าในปี 54 หลังการรวมกิจการกับ SCIB เราเชื่อว่าจะเกิดการผสานพลังทาง
ธุรกิจ โดยเฉพาะการจัดหาเงินทุน และการขายสินค้าร่วมในสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งจะเห็นผล
ชัดตั้งแต่ 4Q53 เป็นต้นไป ดังนั้น เราจึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”
รับผลควบรวมเต็มที่ใน 3Q53…แต่กำไรเติบโตเพียง 3%QoQ
การรวมกิจการกับ SCIB แล้วเสร็จสมบูรณ์ใน 3Q53 เราจึงคาดว่ารายได้ดอกเบี้ยรับ
สุทธิจะเติบโต 8%QoQ และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยรับสุทธิเติบดต 12%QoQ อย่างไรก็ดี
ประโยชน์จากการควบรวมกิจการบางส่วนจะถูกหักล้างด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพนักงาน
และการควบรวม ดังนั้น กำไรสุทธิอาจเติบโตเพียงแค่ 3%QoQ (+40%YoY) เป็น 1.4 พันล้าน
บาท เท่านั้น
สินเชื่อเติบโต...ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิทรงตัว
การปล่อยสินเชื่อในธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งในเดือน ส.ค.(หลังจาก
ชะลอตัวมากว่า 6 เดือน) ด้วยสินเชื่อใหม่ 3.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4%MoM และ 6% นับ
จากต้นปี ด้วยธุรกิจรถยนต์เข้าสู่ช่วงฤดูกาลการขาย ทำให้เราคาดว่า สินเชื่อดังกล่าวจะเติบโตต่อ
เนื่องใน 3Q-4Q53 ขณะที่สินเชื่ออื่น (จาก SCIB) คาดว่าจะเติบโตเพียงแค่ 1%QoQ เท่านั้น
แม้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์จะเผชิญกับแรงกดดันอัตรากำไร แต่รายได้ปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ก็
ช่วยให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิทรงตัวได้
คาดตั้งสำรองระดับต่ำเพียงแค่ 45bps
ด้วย NPLs ใหม่ไหลเข้ายังคงอยู่ในระดับต่ำ และอัตราการกันสำรองก็อยู่ในระดับใกล้
เคียงกับคู่แข่ง TCAP จึงไม่มีแรงกดดันเกี่ยวกับการกันสำรองเพิ่มเติมมากนัก ทั้งนี้ TCAP ให้
แนวทางว่า อัตราการกันสำรองเมื่อเทียบกับสินเชื่อจะยังคงอยู่ในระดับต่ำประมาณ 45bps
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:30:19
หากกำไร 3Q53 เป็นไปตามคาด กำไรใน 9M53 คิดเป็น 94% ของประมาณการกำไร
ทั้งปี 53 แต่เรายังไม่มีการปรับประมาณการเพิ่ม ณ ขณะนี้แต่อย่างใด เพราะกังวลว่าอาจมีค่าใช้
จ่ายเกี่ยวกับการควบรวมกิจการก้อนใหญ่บันทึกใน 4Q53 แม้ด้วยประมาณการกำไรเชิงอนุรักษ์
ราคาหุ้นของ TCAP ยังถือว่าต่ำในเชิงประเมินมูลค่า โดยซื้อขายที่ PER 12 เท่าในปี 53 และจะ
ลดเหลือ 9.5 เท่าในปี 54 หลังการรวมกิจการกับ SCIB เราเชื่อว่าจะเกิดการผสานพลังทาง
ธุรกิจ โดยเฉพาะการจัดหาเงินทุน และการขายสินค้าร่วมในสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งจะเห็นผล
ชัดตั้งแต่ 4Q53 เป็นต้นไป ดังนั้น เราจึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”
รับผลควบรวมเต็มที่ใน 3Q53…แต่กำไรเติบโตเพียง 3%QoQ
การรวมกิจการกับ SCIB แล้วเสร็จสมบูรณ์ใน 3Q53 เราจึงคาดว่ารายได้ดอกเบี้ยรับ
สุทธิจะเติบโต 8%QoQ และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยรับสุทธิเติบดต 12%QoQ อย่างไรก็ดี
ประโยชน์จากการควบรวมกิจการบางส่วนจะถูกหักล้างด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพนักงาน
และการควบรวม ดังนั้น กำไรสุทธิอาจเติบโตเพียงแค่ 3%QoQ (+40%YoY) เป็น 1.4 พันล้าน
บาท เท่านั้น
สินเชื่อเติบโต...ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิทรงตัว
การปล่อยสินเชื่อในธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งในเดือน ส.ค.(หลังจาก
ชะลอตัวมากว่า 6 เดือน) ด้วยสินเชื่อใหม่ 3.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4%MoM และ 6% นับ
จากต้นปี ด้วยธุรกิจรถยนต์เข้าสู่ช่วงฤดูกาลการขาย ทำให้เราคาดว่า สินเชื่อดังกล่าวจะเติบโตต่อ
เนื่องใน 3Q-4Q53 ขณะที่สินเชื่ออื่น (จาก SCIB) คาดว่าจะเติบโตเพียงแค่ 1%QoQ เท่านั้น
แม้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์จะเผชิญกับแรงกดดันอัตรากำไร แต่รายได้ปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ก็
ช่วยให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิทรงตัวได้
คาดตั้งสำรองระดับต่ำเพียงแค่ 45bps
ด้วย NPLs ใหม่ไหลเข้ายังคงอยู่ในระดับต่ำ และอัตราการกันสำรองก็อยู่ในระดับใกล้
เคียงกับคู่แข่ง TCAP จึงไม่มีแรงกดดันเกี่ยวกับการกันสำรองเพิ่มเติมมากนัก ทั้งนี้ TCAP ให้
แนวทางว่า อัตราการกันสำรองเมื่อเทียบกับสินเชื่อจะยังคงอยู่ในระดับต่ำประมาณ 45bps
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:30:19
บล.เอเซียพลัส : กลุ่มโรงแรม แนะนำลงทุนเท่า
บล.เอเซียพลัส : กลุ่มโรงแรม แนะนำลงทุนเท่ากับตลาด แนะนำซื้อลงทุน
CENTEL (FV@ 6.65 บาท), ERAWAN (FV@3.04 บาท) และ MINT (FV@15.53
บาท)
เข้าสู่ High Season…เข้าสู่หุ้นกลุ่มโรงแรม
นักท่องเที่ยวต่างชาติเดือน ส.ค. 2553 คงเพิ่มขึ้น 9% yoy
ธปท. รายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย
เดือน ส.ค. 2553 อยู่ที่ 1.251 ล้านคน ใกล้เคียงเดือน ก.ค. 2553 แต่เพิ่มขึ้น 9% yoy
ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยของโรงแรมทั่วประเทศเดือนดังกล่าว ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง
สู่ระดับ 50% จาก 47% ในเดือน ก.ค. 2553 และ 49% ในเดือน ส.ค. 2552 สำหรับ
ภาพรวม 8M53 (ม.ค. – ส.ค. 2553) มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยทั้ง
สิ้น 10.045 ล้านคน เพิ่มขึ้น 13.5% yoy
ท่องเที่ยวจะสดใสมากขึ้น...รับ High Season 4Q53
สถานการณ์ท่องเที่ยวไทยงวด 3Q53 ส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เห็นได้
จากนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับตัวดีขึ้นทันที หลังสิ้นสุดเหตุการเมืองรุนแรงเดือน พ.ค.
2553 และสามารถกลับมายืนเหนือระดับ 1 ล้านคนต่อเดือนได้ไม่ยาก สะท้อนถึง
ภาพรวมท่องเที่ยวที่เริ่มกลับสู่ภาวะปกติ เชื่อว่านับจากนี้ภายใต้สมมติฐานเหตุการ
เมืองไม่มีความรุนแรงอีก จะเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามามากขึ้น โดยมี
จำนวนไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคนต่อเดือนในช่วงเดือน ก.ย. 2553 และเพิ่มมากกว่า 1.2 ล้าน
คนต่อเดือนในงวด 4Q53 จากแรงสนับสนุนของช่วง High Season และแผนกระตุ้น
การท่องเที่ยวของภาครัฐ โดยขยายไปยังตลาดใหม่ เช่น กลุ่ม BRIC (บราซิล รัส
เซีย อินเดีย และจีน) และกลุ่มตลาดยุโรปตะวันออกกลาง ซึ่งมีกำลังซื้อมากขึ้น ทั้งปี
2553 ประเมินนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทยอย่างน้อย 15 ล้าน
คน เพิ่มขึ้น 6% yoy
เปิดโรงแรมใหม่ รับฤดูกาล หนุนผลประกอบการ 4Q53 โดดเด่น
การฟื้นตัวเร็วของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยดังข้างต้น จะส่งผลบวกต่อกลุ่ม
ธุรกิจเกี่ยวเนื่องอย่างโรงแรมฟื้นตัวตามมาด้วย โดยเชื่อว่าผลประกอบการของบริษัท
ในกลุ่มโรงแรม จะปรับตัวดีขึ้นใน 3Q53 และโดดเด่นใน 4Q53 จากอานิสงค์ของช่วง
High Season และการเปิดให้บริการโรงแรมใหม่ของทั้ง 3 บริษัทรวม 608 ห้องพัก
ทั้งนี้สำหรับประเด็นค่าเงินบาทที่แข็งค่านั้น คาดจะไม่ส่งผลต่อการดำเนินงานอย่างมี
นัยสำคัญ เนื่องจากอัตราค่าห้องพักของโรงแรมทั้ง 3 บริษัท คิดเป็นค่าเงินบาท โดย
แม้หากแปลงเป็นเงินสกุลดอลลาร์ อาจทำให้ราคาสูงขึ้นบ้าง แต่อย่างไรก็ดีผลจาก
การจัดโปรโมชั่นของโรงแรมเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว ทำให้อัตราค่าห้องพักเฉลี่ยต่อ
คืนของโรงแรมในประเทศไทยคงมีราคาถูกอยู่ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำหรับกลุ่ม
โรงแรมฯ ของไทย จึงคงแนะนำลงทุนเท่ากับตลาด แนะนำซื้อลงทุน CENTEL
(FV@ 6.65 บาท), ERAWAN (FV@3.04 บาท) และ MINT (FV@15.53 บาท)
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:22:16
CENTEL (FV@ 6.65 บาท), ERAWAN (FV@3.04 บาท) และ MINT (FV@15.53
บาท)
เข้าสู่ High Season…เข้าสู่หุ้นกลุ่มโรงแรม
นักท่องเที่ยวต่างชาติเดือน ส.ค. 2553 คงเพิ่มขึ้น 9% yoy
ธปท. รายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย
เดือน ส.ค. 2553 อยู่ที่ 1.251 ล้านคน ใกล้เคียงเดือน ก.ค. 2553 แต่เพิ่มขึ้น 9% yoy
ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยของโรงแรมทั่วประเทศเดือนดังกล่าว ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง
สู่ระดับ 50% จาก 47% ในเดือน ก.ค. 2553 และ 49% ในเดือน ส.ค. 2552 สำหรับ
ภาพรวม 8M53 (ม.ค. – ส.ค. 2553) มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยทั้ง
สิ้น 10.045 ล้านคน เพิ่มขึ้น 13.5% yoy
ท่องเที่ยวจะสดใสมากขึ้น...รับ High Season 4Q53
สถานการณ์ท่องเที่ยวไทยงวด 3Q53 ส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เห็นได้
จากนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับตัวดีขึ้นทันที หลังสิ้นสุดเหตุการเมืองรุนแรงเดือน พ.ค.
2553 และสามารถกลับมายืนเหนือระดับ 1 ล้านคนต่อเดือนได้ไม่ยาก สะท้อนถึง
ภาพรวมท่องเที่ยวที่เริ่มกลับสู่ภาวะปกติ เชื่อว่านับจากนี้ภายใต้สมมติฐานเหตุการ
เมืองไม่มีความรุนแรงอีก จะเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามามากขึ้น โดยมี
จำนวนไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคนต่อเดือนในช่วงเดือน ก.ย. 2553 และเพิ่มมากกว่า 1.2 ล้าน
คนต่อเดือนในงวด 4Q53 จากแรงสนับสนุนของช่วง High Season และแผนกระตุ้น
การท่องเที่ยวของภาครัฐ โดยขยายไปยังตลาดใหม่ เช่น กลุ่ม BRIC (บราซิล รัส
เซีย อินเดีย และจีน) และกลุ่มตลาดยุโรปตะวันออกกลาง ซึ่งมีกำลังซื้อมากขึ้น ทั้งปี
2553 ประเมินนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทยอย่างน้อย 15 ล้าน
คน เพิ่มขึ้น 6% yoy
เปิดโรงแรมใหม่ รับฤดูกาล หนุนผลประกอบการ 4Q53 โดดเด่น
การฟื้นตัวเร็วของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยดังข้างต้น จะส่งผลบวกต่อกลุ่ม
ธุรกิจเกี่ยวเนื่องอย่างโรงแรมฟื้นตัวตามมาด้วย โดยเชื่อว่าผลประกอบการของบริษัท
ในกลุ่มโรงแรม จะปรับตัวดีขึ้นใน 3Q53 และโดดเด่นใน 4Q53 จากอานิสงค์ของช่วง
High Season และการเปิดให้บริการโรงแรมใหม่ของทั้ง 3 บริษัทรวม 608 ห้องพัก
ทั้งนี้สำหรับประเด็นค่าเงินบาทที่แข็งค่านั้น คาดจะไม่ส่งผลต่อการดำเนินงานอย่างมี
นัยสำคัญ เนื่องจากอัตราค่าห้องพักของโรงแรมทั้ง 3 บริษัท คิดเป็นค่าเงินบาท โดย
แม้หากแปลงเป็นเงินสกุลดอลลาร์ อาจทำให้ราคาสูงขึ้นบ้าง แต่อย่างไรก็ดีผลจาก
การจัดโปรโมชั่นของโรงแรมเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว ทำให้อัตราค่าห้องพักเฉลี่ยต่อ
คืนของโรงแรมในประเทศไทยคงมีราคาถูกอยู่ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำหรับกลุ่ม
โรงแรมฯ ของไทย จึงคงแนะนำลงทุนเท่ากับตลาด แนะนำซื้อลงทุน CENTEL
(FV@ 6.65 บาท), ERAWAN (FV@3.04 บาท) และ MINT (FV@15.53 บาท)
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:22:16
บล.เคที ซีมิโก้ : EGCO แนะนำถือ มูลค่าพื้นฐาน 96.00 บาท
อัตราปันผลจูงใจ ศักยภาพการเติบโตยังมี
เราเชื่อว่าราคาหุ้น EGCO ได้สะท้อนการเข้าซื้อหุ้นน้ำเทิน 2 เพิ่มแล้ว และผลจากการ
ปรับประมาณการกำไร ทำให้เราได้มูลค่าพื้นฐานปี 54 ใหม่ที่ 96 บาท (อิง PBV 0.9 เท่า) คงคำ
แนะนำ “ถือ” ด้วยอัตราปันผลตอบแทนสม่ำเสมอในอัตราที่จูงใจราว 6% ต่อปี และศักยภาพการ
เติบโตในอนาคตจากโครงการใหม่ ซึ่งบริษัทมีความพร้อมทั้งความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้ง รวม
ถึงเงินสดในมือจำนวนมากและอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่ต่ำที่พร้อมจะลงทุนเพิ่ม
ซื้อหุ้นน้ำเทิน 2 จาก ITD อีก 10% ราคา 73.33 ล้านเหรียญ
EGCO ตกลงซื้อหุ้นบริษัท น้ำเทิน 2 เพาเวอร์ (NTPC) จำนวน 450,000 หุ้น คิด
เป็นสัดส่วน 10% ของหุ้นทั้งหมด จาก ITD ในราคา 73.33 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งได้ลงนามใน
สัญญา 29 ก.ย.ที่ผ่านมา
เป็นไปตามคาด
การซื้อหุ้นน้ำเทิน 2 เป็นไปตามความคาดหมายของเราและตลาดฯ ซึ่งจะทำให้
EGCO มีสัดส่วนการถือหุ้นโดยตรงใน NTPC เพิ่มเป็น 35% (จาก 25%) โดยการเข้าซื้อหุ้นน้ำ
เทิน 2 นี้ สะท้อนถึงต้นทุนที่ 163 เหรียญ/หุ้น (สูงกว่าคาด) คิดเป็น PER 11.4 เท่า (อิงกับ
ประมาณการกำไร น้ำเทิน 2 ปี 54 ที่ 65 ล้านเหรียญ) ซึ่งเราเห็นว่าค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับ
PER ของโรงไฟฟ้าใน SET ที่ 8.5-9.5 เท่า อย่างไรก็ตามด้วยเงินลงทุนการเข้าซื้อน้ำเทิน 2 ที่
2.3 พันล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับการประเมินมูลค่าส่วนของผู้ถือหุ้นโครงการนี้ ทำให้ไม่มีส่วน
เพิ่มอย่างมีนัยจากการเข้าซื้อหุ้นครั้งนี้
ปรับกำไรปี 54 เพิ่มจากเดิม 3% สะท้อนส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้น
หากอิงกับประมาณการกำไรของน้ำเทิน 2 ที่เราคาดไว้ 2 พันล้านบาทในปี 54 ทำให้
EGCO รับรู้ส่วนแบ่งผลกำไรจากโครงการนี้เพิ่มราว 200 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยพยุงกำไรในปี 54
ที่ได้รับผลกระทบจากอัตราค่าไฟที่ลดในช่วงท้ายสัญญา ทั้งนี้เราปรับประมาณการกำไรปี 54
เพิ่มจากเดิม 3%
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:21:56
เราเชื่อว่าราคาหุ้น EGCO ได้สะท้อนการเข้าซื้อหุ้นน้ำเทิน 2 เพิ่มแล้ว และผลจากการ
ปรับประมาณการกำไร ทำให้เราได้มูลค่าพื้นฐานปี 54 ใหม่ที่ 96 บาท (อิง PBV 0.9 เท่า) คงคำ
แนะนำ “ถือ” ด้วยอัตราปันผลตอบแทนสม่ำเสมอในอัตราที่จูงใจราว 6% ต่อปี และศักยภาพการ
เติบโตในอนาคตจากโครงการใหม่ ซึ่งบริษัทมีความพร้อมทั้งความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้ง รวม
ถึงเงินสดในมือจำนวนมากและอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่ต่ำที่พร้อมจะลงทุนเพิ่ม
ซื้อหุ้นน้ำเทิน 2 จาก ITD อีก 10% ราคา 73.33 ล้านเหรียญ
EGCO ตกลงซื้อหุ้นบริษัท น้ำเทิน 2 เพาเวอร์ (NTPC) จำนวน 450,000 หุ้น คิด
เป็นสัดส่วน 10% ของหุ้นทั้งหมด จาก ITD ในราคา 73.33 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งได้ลงนามใน
สัญญา 29 ก.ย.ที่ผ่านมา
เป็นไปตามคาด
การซื้อหุ้นน้ำเทิน 2 เป็นไปตามความคาดหมายของเราและตลาดฯ ซึ่งจะทำให้
EGCO มีสัดส่วนการถือหุ้นโดยตรงใน NTPC เพิ่มเป็น 35% (จาก 25%) โดยการเข้าซื้อหุ้นน้ำ
เทิน 2 นี้ สะท้อนถึงต้นทุนที่ 163 เหรียญ/หุ้น (สูงกว่าคาด) คิดเป็น PER 11.4 เท่า (อิงกับ
ประมาณการกำไร น้ำเทิน 2 ปี 54 ที่ 65 ล้านเหรียญ) ซึ่งเราเห็นว่าค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับ
PER ของโรงไฟฟ้าใน SET ที่ 8.5-9.5 เท่า อย่างไรก็ตามด้วยเงินลงทุนการเข้าซื้อน้ำเทิน 2 ที่
2.3 พันล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับการประเมินมูลค่าส่วนของผู้ถือหุ้นโครงการนี้ ทำให้ไม่มีส่วน
เพิ่มอย่างมีนัยจากการเข้าซื้อหุ้นครั้งนี้
ปรับกำไรปี 54 เพิ่มจากเดิม 3% สะท้อนส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้น
หากอิงกับประมาณการกำไรของน้ำเทิน 2 ที่เราคาดไว้ 2 พันล้านบาทในปี 54 ทำให้
EGCO รับรู้ส่วนแบ่งผลกำไรจากโครงการนี้เพิ่มราว 200 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยพยุงกำไรในปี 54
ที่ได้รับผลกระทบจากอัตราค่าไฟที่ลดในช่วงท้ายสัญญา ทั้งนี้เราปรับประมาณการกำไรปี 54
เพิ่มจากเดิม 3%
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:21:56
บล.เอเซียพลัส : EGCO แนะนำถือ Fair Value ใหม่ปี 2554 เท่ากับ 99.51 บาท
ซื้อหุ้นน้ำเทิน 2 เพิ่ม 10%...ปรับเพิ่มประมาณการและ Fair Value
ซื้อหุ้นโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 2 เพิ่มอีก 10% เป็น 35%...ยื่นเสนอโครงการ SPP
EGCO ได้ทำการเข้าซื้อหุ้นของบริษัทน้ำเทิน 2 เพาเวอร์ จำกัด (NTPC) เพิ่ม
สัดส่วน 10% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดจากบริษัทอิตาเลียนไทยดิเวล็อปเมนต์ จำกัด
(มหาชน) (ITD) ในราคา 73.33 ล้านเหรียญฯ หรือราว 2.3 พันล้านบาท โดยใช้กระแส
เงินสดจากการดำเนินงานในการชำระค่าหุ้นทั้งหมด ส่งผลให้ EGCO ถือหุ้นใน
โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำน้ำเทิน 2 ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 1,086.8 เมกะวัตต์ ตั้ง
อยู่ในสปป.ลาว รวมสัดส่วน 35% โดยมีสัญญาขายไฟฟ้าระยะยาว 25 ปี กับ กฟผ.
จำนวน 995 เมกะวัตต์ และส่วนที่เหลืออีก 75 เมกะวัตต์ ขายให้กับรัฐวิสาหกิจไฟฟ้า
ลาว ซึ่งโครงการดังกล่าวได้ดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์มาแล้วตั้งแต่งวด 2Q53 นอก
จากนี้EGCO ได้ทำการยื่นขอจำหน่ายไฟฟ้าในโครงการผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP)
ตามที่กฟผ.ได้เปิดให้ยื่นจำหน่ายไฟฟ้าจำนวน 2 พันเมกะวัตต์ จำนวน 4 โครงการๆ
ละ 110 เมกะวัตต์ (ขณะนี้มีผู้เสนอยื่นถึง 40 ราย คิดเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 4
พันเมกะวัตต์) โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปในช่วงเดือน ธ.ค. 2553 – ม.ค. 2554 ในเบื้อง
ต้น EGCO มีแผนที่จะลงทุนเองทั้งหมด เนื่องจากมีความพร้อมด้านเงินทุนทั้งกระแส
เงินสดจากการดำเนินงาน และวงเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน
ปรับเพิ่มประมาณการสะท้อนสัดส่วนน้ำเทิน 2 ที่เพิ่มขึ้น
ฝ่ายวิจัยได้ทำทบทวนประมาณการในปี 2553-2554 โดยเป็นการรับรู้ส่วนแบ่ง
กำไรจากเงินลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 2 เพิ่ม ดังกล่าวข้างต้น และทำการ
ปรับเพิ่มต้นทุนการซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะในงวด 3Q53 ที่มีการหยุดเดิน
เครื่องเพื่อซ่อมบำรุงของโรงไฟฟ้าทุกแห่งของ EGCO โดยรวมแล้วส่งผลให้
ประมาณการกำไรปี 2553 ลดลง 7.4% จากเดิม แต่ประมาณการกำไรปี 2554 เพิ่ม
ขึ้น 1.3% จากเดิม ดังตาราง อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัยคาดผลการดำเนินงานงวด 3Q53
จะปรับตัวลดลงถึง 33.8%qoq เนื่องจากโรงไฟฟ้าทุกแห่งได้ทำการหยุดเดินเครื่อง
เพื่อซ่อมบำรุง ทำให้รายได้ค่าความพร้อมจ่ายปรับตัวลดลง อีกทั้งยังส่งผลให้ต้นทุน
ค่าซ่อมบำรุงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับงวด 2Q53 นอกจากนี้คาดจะมีการบันทึกค่าใช้จ่ายที่
ทยอยเพิ่มขึ้นจากการตัดจำหน่าย Inventory และ Spare parts ของโรงไฟฟ้าระยอง
(REGCO) และขนอม (KEGCO) ที่จะหมดสัญญาลงในปี 2557 และปี 2559 ตาม
ลำดับ ส่งผลให้ประมาณการกำไรงวด 9M53 เท่ากับ 5.8 พันล้านบาท ลดลง 12.1%
yoy และคิดเป็น 89% ของประมาณการทั้งปี 2553 ใหม่
Fair Value ใหม่ปี 2554 เท่ากับ 99.51 บาทต่อหุ้น...แนะนำถือ
ภายใต้ประมาณการใหม่ ฝ่ายวิจัยได้ประเมินมูลค่าพื้นฐาน ณ สิ้นปี 2554 โดย
วิธี DCF เท่ากับ 99.51 บาทต่อหุ้น ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.86 บาทต่อหุ้น สะท้อนสัดส่วน
การถือหุ้นน้ำเทิน 2 ดังกล่าวข้างต้น ฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำถือ เนื่องจากราคาหุ้นใน
ปัจจุบันนั้นใกล้เคียงกับ Fair Value ปี 2554 อีกทั้งมีมุมมองว่าการเข้าซื้อกิจการต่างๆ
ของ EGCO ในขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในประเทศดังกล่าวข้างต้น หรือจะเป็น
การเข้าซื้อกิจการโรงไฟฟ้าในต่างประเทศทั้งฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ซึ่งในขณะนี้
ยังอยู่ระหว่างการเจรจา โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปในช่วง 4Q53 นั้น เป็นเพียงการรักษา
ฐานกำไรของ EGCO ในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า ไม่ให้ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยฯตาม
สัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าหลักระยองและขนอมที่จะหมดลง เพราะในช่วง
ท้ายของสัญญาจะต้องเผชิญกับผลขาดทุน แต่อย่างไรก็ตามคาดว่าในระยะสั้นอาจจะ
ยังไม่เห็นการเติบโตของกิจการถึงแม้จะเข้าซื้อกิจการใหม่ๆเพิ่มเติม
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:14:58
ซื้อหุ้นโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 2 เพิ่มอีก 10% เป็น 35%...ยื่นเสนอโครงการ SPP
EGCO ได้ทำการเข้าซื้อหุ้นของบริษัทน้ำเทิน 2 เพาเวอร์ จำกัด (NTPC) เพิ่ม
สัดส่วน 10% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดจากบริษัทอิตาเลียนไทยดิเวล็อปเมนต์ จำกัด
(มหาชน) (ITD) ในราคา 73.33 ล้านเหรียญฯ หรือราว 2.3 พันล้านบาท โดยใช้กระแส
เงินสดจากการดำเนินงานในการชำระค่าหุ้นทั้งหมด ส่งผลให้ EGCO ถือหุ้นใน
โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำน้ำเทิน 2 ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 1,086.8 เมกะวัตต์ ตั้ง
อยู่ในสปป.ลาว รวมสัดส่วน 35% โดยมีสัญญาขายไฟฟ้าระยะยาว 25 ปี กับ กฟผ.
จำนวน 995 เมกะวัตต์ และส่วนที่เหลืออีก 75 เมกะวัตต์ ขายให้กับรัฐวิสาหกิจไฟฟ้า
ลาว ซึ่งโครงการดังกล่าวได้ดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์มาแล้วตั้งแต่งวด 2Q53 นอก
จากนี้EGCO ได้ทำการยื่นขอจำหน่ายไฟฟ้าในโครงการผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP)
ตามที่กฟผ.ได้เปิดให้ยื่นจำหน่ายไฟฟ้าจำนวน 2 พันเมกะวัตต์ จำนวน 4 โครงการๆ
ละ 110 เมกะวัตต์ (ขณะนี้มีผู้เสนอยื่นถึง 40 ราย คิดเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 4
พันเมกะวัตต์) โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปในช่วงเดือน ธ.ค. 2553 – ม.ค. 2554 ในเบื้อง
ต้น EGCO มีแผนที่จะลงทุนเองทั้งหมด เนื่องจากมีความพร้อมด้านเงินทุนทั้งกระแส
เงินสดจากการดำเนินงาน และวงเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน
ปรับเพิ่มประมาณการสะท้อนสัดส่วนน้ำเทิน 2 ที่เพิ่มขึ้น
ฝ่ายวิจัยได้ทำทบทวนประมาณการในปี 2553-2554 โดยเป็นการรับรู้ส่วนแบ่ง
กำไรจากเงินลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 2 เพิ่ม ดังกล่าวข้างต้น และทำการ
ปรับเพิ่มต้นทุนการซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะในงวด 3Q53 ที่มีการหยุดเดิน
เครื่องเพื่อซ่อมบำรุงของโรงไฟฟ้าทุกแห่งของ EGCO โดยรวมแล้วส่งผลให้
ประมาณการกำไรปี 2553 ลดลง 7.4% จากเดิม แต่ประมาณการกำไรปี 2554 เพิ่ม
ขึ้น 1.3% จากเดิม ดังตาราง อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัยคาดผลการดำเนินงานงวด 3Q53
จะปรับตัวลดลงถึง 33.8%qoq เนื่องจากโรงไฟฟ้าทุกแห่งได้ทำการหยุดเดินเครื่อง
เพื่อซ่อมบำรุง ทำให้รายได้ค่าความพร้อมจ่ายปรับตัวลดลง อีกทั้งยังส่งผลให้ต้นทุน
ค่าซ่อมบำรุงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับงวด 2Q53 นอกจากนี้คาดจะมีการบันทึกค่าใช้จ่ายที่
ทยอยเพิ่มขึ้นจากการตัดจำหน่าย Inventory และ Spare parts ของโรงไฟฟ้าระยอง
(REGCO) และขนอม (KEGCO) ที่จะหมดสัญญาลงในปี 2557 และปี 2559 ตาม
ลำดับ ส่งผลให้ประมาณการกำไรงวด 9M53 เท่ากับ 5.8 พันล้านบาท ลดลง 12.1%
yoy และคิดเป็น 89% ของประมาณการทั้งปี 2553 ใหม่
Fair Value ใหม่ปี 2554 เท่ากับ 99.51 บาทต่อหุ้น...แนะนำถือ
ภายใต้ประมาณการใหม่ ฝ่ายวิจัยได้ประเมินมูลค่าพื้นฐาน ณ สิ้นปี 2554 โดย
วิธี DCF เท่ากับ 99.51 บาทต่อหุ้น ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.86 บาทต่อหุ้น สะท้อนสัดส่วน
การถือหุ้นน้ำเทิน 2 ดังกล่าวข้างต้น ฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำถือ เนื่องจากราคาหุ้นใน
ปัจจุบันนั้นใกล้เคียงกับ Fair Value ปี 2554 อีกทั้งมีมุมมองว่าการเข้าซื้อกิจการต่างๆ
ของ EGCO ในขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในประเทศดังกล่าวข้างต้น หรือจะเป็น
การเข้าซื้อกิจการโรงไฟฟ้าในต่างประเทศทั้งฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ซึ่งในขณะนี้
ยังอยู่ระหว่างการเจรจา โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปในช่วง 4Q53 นั้น เป็นเพียงการรักษา
ฐานกำไรของ EGCO ในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า ไม่ให้ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยฯตาม
สัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าหลักระยองและขนอมที่จะหมดลง เพราะในช่วง
ท้ายของสัญญาจะต้องเผชิญกับผลขาดทุน แต่อย่างไรก็ตามคาดว่าในระยะสั้นอาจจะ
ยังไม่เห็นการเติบโตของกิจการถึงแม้จะเข้าซื้อกิจการใหม่ๆเพิ่มเติม
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:14:58
บล.เกียรตินาคิน : PHATRA แนะนำซื้อ ราคาเหมาะสมปี 2554 ที่ 33.74 บาท
ผลจากเงินทุนไหลเข้าทำให้มูลค่าการขายเฉลี่ยต่อวันของปี 2553 เพิ่มขึ้น
เป็น 2.6 หมื่นล้านบาท/วัน เราจึงปรับสมมติฐานมูลค่าการซื้อขายปี 2553 ขึ้นเป็น
2.3 หมื่นล้านบาท/วัน คาดมีการบันทึกรายได้จากการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินการ
เพิ่มทุนการบินไทยในไตรมาสนี้ เมื่อรวมกับรายได้ค่านายหน้าที่เพิ่มขึ้น คาดว่าจะทำ
ให้ผลประกอบการไตรมาส 3/53 ออกมาโดดเด่นมาก ปรับประมาณการกำไรสุทธิและ
เงินปันผลปี 2553-54 ขึ้น และปรับไปใช้ราคาเหมาะสมปี 2554 ที่ 33.74 บาท มี
upside gain อยู่ 22.7% และ PHATRA นั้นเป็นหุ้นที่มีเงินปันผลสูง เราจึงปรับคำ
แนะนำของ PHATRA ขึ้นจาก “ถือ” เป็น “ซื้อ”
ผลจากเงินทุนไหลเข้าทำให้มูลค่าการขายเฉลี่ยต่อวันของปี 2553 เพิ่มขึ้น
เป็น 2.6 หมื่นล้านบาท/วัน เราจึงปรับสมมติฐานมูลค่าการซื้อขายปี 2553 ขึ้นเป็น 2.3
หมื่นล้านบาท/วัน ถึงแม้ PHATRA จะมีส่วนแบ่งตลาดในไตรมาส 3/52 ลดลง แต่
มูลค่าการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นมากน่าจะทำให้รายได้ค่านายหน้าของ PHATRA เพิ่มขึ้น
จากไตรมาสก่อน
ผลจากเงินทุนไหลเข้าส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ใน ตลท.
เพิ่มสูงขึ้นมาก โดยในไตรมาส 3/53 มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย (ไม่รวมมูลค่าการซื้อ
ขายของบัญชี บล.) สูงถึง 3.2 หมื่นล้านบาท/วัน เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่มีมูลค่า
การซื้อขาย 2 หมื่นล้านบาท/วัน ถึง 54.3% และทำให้มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยตั้งแต่ต้น
ปีเพิ่มขึ้นมาเป็น 2.6 หมื่นล้านบาท ทำให้เราปรับสมมติฐานมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อ
วันของปี 2553 ขึ้นเป็น 2.3 หมื่นล้านบาท/วัน จากเดิม 2 หมื่นล้านบาท/วัน แต่ทั้งนี้ใน
ไตรมาสนี้ PHATRA มีส่วนแบ่งตลาดค่านายหน้าลดลงเหลือ 3.6% จากไตรมาสก่อน
ที่มีส่วนแบ่งตลาดค่านายหน้า 4.01% แต่มูลค่าการซื้อขายที่เพิ่มสูงขึ้นมาก ทำให้เรา
คาดว่ารายได้ค่านายหน้าของ PHATRA ในไตรมาส 3/53 นั้นจะเพิ่มสูงขึ้น ถึงแม้ว่า
ส่วนแบ่งตลาดจะปรับลดลงก็ตาม
PHATRA มีจุดเด่นทางด้านวาณิขธนกิจ คาดมีการบันทึกรายได้จากการเป็น
ที่ปรึกษาทางการเงินการเพิ่มทุนการบินไทยในไตรมาสนี้ เมื่อรวมกับรายได้ค่านาย
หน้าที่เพิ่มขึ้น คาดว่าจะทำให้ผลประกอบการไตรมาส 3/53 ออกมาโดดเด่นมาก
PHATRA นั้นมีจุดเด่นทางด้านงานวาณิชธนกิจ และมีงานวาณิชธนกิจขนาดใหญ่ใน
มืออยู่อีกเป็นจำนวนมาก เช่นการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินในการขายหุ้นเพิ่มทุนของ
การบินไทย ซึ่งมีมูลค่าการระดมทุนสูงถึง 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งหุ้นเพิ่มทุนนี้ได้ทำ
การซื้อขายแล้วในวันที่ 28 ก.ย. 2553 ทำให้เราคาดว่า PHATRA จะมีการบันทึกราย
ได้ค่าธรรมเนียมจากการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินครั้งนี้ประมาณ 30 ล้านบาท ในไตร
มาส 3/53 ซึ่งจะทำให้เมื่อรวมรายได้ค่านายหน้าที่จะเพิ่มสูงขึ้นมากจากมูลค่าการซื้อ
ขายที่เพิ่มสูงขึ้นแล้ว จะทำให้ผลประกอบการของ PHATRA ในไตรมาส 3/53
ออกมาดีมาก
จากการปรับเพิ่มสมมติฐานมูลค่าการซื้อขายขึ้น ทำให้ประมาณการกำไร
สุทธิปี 2553-54 เพิ่มขึ้นด้วยเป็น 577 และ 514 ตามลำดับ และปรับเพิ่มประมาณการ
การจ่ายปันผลขึ้นด้วยเป็น 2.60 และ 2.35 บาท ตามลำดับ
จากการปรับเพิ่มสมมติฐานมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในปี 2553 และปี 2554 ขึ้น
เป็น 2.3 หมื่นล้านบาท และ 2.4 หมื่นล้านบาทตามลำดับ และเราได้ปรับเพิ่มประมาณ
การรายได้ค่าธรรมเนียมของ PHATRA ขึ้นส่งผลให้ประมาณกำไรสุทธิปี 2553 และ
2554 เพิ่มขึ้นเป็น 577 ล้านบาท และ 514 ล้านบาท ตามลำดับ จากเดิมที่เราคาดไว้
ที่ 399 และ 345 ตามลำดับ และเราได้ปรับเพิ่มประมาณการการจ่ายปันผลของปี
2553 และ 2554 ขึ้นด้วยเป็น 2.60 บาท/หุ้น และ 2.35 บาท/หุ้น ตามลำดับ โดย
PHATRA นั้นได้มีการจ่ายปันผลระหว่างกาลปี 2553 ไปแล้วจำนวน 1.35 บาท/หุ้น
คาดว่า PHATRA จะมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นในปี 2554 จากการปรับวิธีการ
คิดส่วนแบ่งค่านายหน้ากับเมอริล ลินช์ และการนำการซื้อขายแบบโปรแกรมมาใช้
และปรับไปใช้ราคาเหมาะสมปี 2554 ที่ 33.74 บาท มี upside gain อยู่ 22.7% และ
PHATRA นั้นเป็นหุ้นที่มีเงินปันผลสูง เราจึงปรับคำแนะนำของ PHATRA ขึ้น
จาก “ถือ” เป็น “ซื้อ”
ในปี 2554 เราคาดว่ากำไรสุทธิของ PHATRA จะปรับตัวลดลง เนื่องจาก
ในปีนี้ PHATRA มีดีลวาณิชธนกิจขนาดใหญ่อย่างการบินไทย ส่วนในปี 2554 นั้นเรา
ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับงานวาณิชธนกิจขนาดใหญ่ของ PHATRA เราจึงยังไม่รวมราย
ได้ส่วนนี้ไว้ในประมาณการ ทั้งนี้จากการที่เราคาดว่ามูลค่าการซื้อขายใน ตลท. จะ
ปรับตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และการที่คาดว่าส่วนแบ่งตลาดค่า
นายหน้าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น จากการปรับวิธีการคิดส่วนแบ่งรายได้กับเมอริล ลินช์ รวม
ถึงการที่ PHATRA จะนำระบบการซื้อขายแบบโปรแกรมมาใช้ ถึงแม้ว่าอาจจะทำให้
ค่านายหน้าเฉลี่ยของ PHATRA นั้นลดลง แต่น่าจะทำให้มูลค่าการซื้อขายของ
PHATRA เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้รายได้ค่านายหน้าของ PHATRA เพิ่มสูงขึ้นด้วย เรา
จึงปรับ P/E ที่ใช้ในการคำนวณราคาที่เหมาะสมของ PHATRA ขึ้นจากเดิม 12 เท่า
ขึ้นเป็น 14 เท่า และปรับไปใช้ราคาเหมาะสมปี 2554 ที่ 33.74 บาท มี upside gain
อยู่ 22.7% และ PHATRA นั้นเป็นหุ้นที่มีเงินปันผลสูง เราจึงปรับคำแนะนำของ
PHATRA ขึ้นจาก “ถือ” เป็น “ซื้อ”
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:03:32
เป็น 2.6 หมื่นล้านบาท/วัน เราจึงปรับสมมติฐานมูลค่าการซื้อขายปี 2553 ขึ้นเป็น
2.3 หมื่นล้านบาท/วัน คาดมีการบันทึกรายได้จากการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินการ
เพิ่มทุนการบินไทยในไตรมาสนี้ เมื่อรวมกับรายได้ค่านายหน้าที่เพิ่มขึ้น คาดว่าจะทำ
ให้ผลประกอบการไตรมาส 3/53 ออกมาโดดเด่นมาก ปรับประมาณการกำไรสุทธิและ
เงินปันผลปี 2553-54 ขึ้น และปรับไปใช้ราคาเหมาะสมปี 2554 ที่ 33.74 บาท มี
upside gain อยู่ 22.7% และ PHATRA นั้นเป็นหุ้นที่มีเงินปันผลสูง เราจึงปรับคำ
แนะนำของ PHATRA ขึ้นจาก “ถือ” เป็น “ซื้อ”
ผลจากเงินทุนไหลเข้าทำให้มูลค่าการขายเฉลี่ยต่อวันของปี 2553 เพิ่มขึ้น
เป็น 2.6 หมื่นล้านบาท/วัน เราจึงปรับสมมติฐานมูลค่าการซื้อขายปี 2553 ขึ้นเป็น 2.3
หมื่นล้านบาท/วัน ถึงแม้ PHATRA จะมีส่วนแบ่งตลาดในไตรมาส 3/52 ลดลง แต่
มูลค่าการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นมากน่าจะทำให้รายได้ค่านายหน้าของ PHATRA เพิ่มขึ้น
จากไตรมาสก่อน
ผลจากเงินทุนไหลเข้าส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ใน ตลท.
เพิ่มสูงขึ้นมาก โดยในไตรมาส 3/53 มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย (ไม่รวมมูลค่าการซื้อ
ขายของบัญชี บล.) สูงถึง 3.2 หมื่นล้านบาท/วัน เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่มีมูลค่า
การซื้อขาย 2 หมื่นล้านบาท/วัน ถึง 54.3% และทำให้มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยตั้งแต่ต้น
ปีเพิ่มขึ้นมาเป็น 2.6 หมื่นล้านบาท ทำให้เราปรับสมมติฐานมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อ
วันของปี 2553 ขึ้นเป็น 2.3 หมื่นล้านบาท/วัน จากเดิม 2 หมื่นล้านบาท/วัน แต่ทั้งนี้ใน
ไตรมาสนี้ PHATRA มีส่วนแบ่งตลาดค่านายหน้าลดลงเหลือ 3.6% จากไตรมาสก่อน
ที่มีส่วนแบ่งตลาดค่านายหน้า 4.01% แต่มูลค่าการซื้อขายที่เพิ่มสูงขึ้นมาก ทำให้เรา
คาดว่ารายได้ค่านายหน้าของ PHATRA ในไตรมาส 3/53 นั้นจะเพิ่มสูงขึ้น ถึงแม้ว่า
ส่วนแบ่งตลาดจะปรับลดลงก็ตาม
PHATRA มีจุดเด่นทางด้านวาณิขธนกิจ คาดมีการบันทึกรายได้จากการเป็น
ที่ปรึกษาทางการเงินการเพิ่มทุนการบินไทยในไตรมาสนี้ เมื่อรวมกับรายได้ค่านาย
หน้าที่เพิ่มขึ้น คาดว่าจะทำให้ผลประกอบการไตรมาส 3/53 ออกมาโดดเด่นมาก
PHATRA นั้นมีจุดเด่นทางด้านงานวาณิชธนกิจ และมีงานวาณิชธนกิจขนาดใหญ่ใน
มืออยู่อีกเป็นจำนวนมาก เช่นการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินในการขายหุ้นเพิ่มทุนของ
การบินไทย ซึ่งมีมูลค่าการระดมทุนสูงถึง 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งหุ้นเพิ่มทุนนี้ได้ทำ
การซื้อขายแล้วในวันที่ 28 ก.ย. 2553 ทำให้เราคาดว่า PHATRA จะมีการบันทึกราย
ได้ค่าธรรมเนียมจากการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินครั้งนี้ประมาณ 30 ล้านบาท ในไตร
มาส 3/53 ซึ่งจะทำให้เมื่อรวมรายได้ค่านายหน้าที่จะเพิ่มสูงขึ้นมากจากมูลค่าการซื้อ
ขายที่เพิ่มสูงขึ้นแล้ว จะทำให้ผลประกอบการของ PHATRA ในไตรมาส 3/53
ออกมาดีมาก
จากการปรับเพิ่มสมมติฐานมูลค่าการซื้อขายขึ้น ทำให้ประมาณการกำไร
สุทธิปี 2553-54 เพิ่มขึ้นด้วยเป็น 577 และ 514 ตามลำดับ และปรับเพิ่มประมาณการ
การจ่ายปันผลขึ้นด้วยเป็น 2.60 และ 2.35 บาท ตามลำดับ
จากการปรับเพิ่มสมมติฐานมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในปี 2553 และปี 2554 ขึ้น
เป็น 2.3 หมื่นล้านบาท และ 2.4 หมื่นล้านบาทตามลำดับ และเราได้ปรับเพิ่มประมาณ
การรายได้ค่าธรรมเนียมของ PHATRA ขึ้นส่งผลให้ประมาณกำไรสุทธิปี 2553 และ
2554 เพิ่มขึ้นเป็น 577 ล้านบาท และ 514 ล้านบาท ตามลำดับ จากเดิมที่เราคาดไว้
ที่ 399 และ 345 ตามลำดับ และเราได้ปรับเพิ่มประมาณการการจ่ายปันผลของปี
2553 และ 2554 ขึ้นด้วยเป็น 2.60 บาท/หุ้น และ 2.35 บาท/หุ้น ตามลำดับ โดย
PHATRA นั้นได้มีการจ่ายปันผลระหว่างกาลปี 2553 ไปแล้วจำนวน 1.35 บาท/หุ้น
คาดว่า PHATRA จะมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นในปี 2554 จากการปรับวิธีการ
คิดส่วนแบ่งค่านายหน้ากับเมอริล ลินช์ และการนำการซื้อขายแบบโปรแกรมมาใช้
และปรับไปใช้ราคาเหมาะสมปี 2554 ที่ 33.74 บาท มี upside gain อยู่ 22.7% และ
PHATRA นั้นเป็นหุ้นที่มีเงินปันผลสูง เราจึงปรับคำแนะนำของ PHATRA ขึ้น
จาก “ถือ” เป็น “ซื้อ”
ในปี 2554 เราคาดว่ากำไรสุทธิของ PHATRA จะปรับตัวลดลง เนื่องจาก
ในปีนี้ PHATRA มีดีลวาณิชธนกิจขนาดใหญ่อย่างการบินไทย ส่วนในปี 2554 นั้นเรา
ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับงานวาณิชธนกิจขนาดใหญ่ของ PHATRA เราจึงยังไม่รวมราย
ได้ส่วนนี้ไว้ในประมาณการ ทั้งนี้จากการที่เราคาดว่ามูลค่าการซื้อขายใน ตลท. จะ
ปรับตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และการที่คาดว่าส่วนแบ่งตลาดค่า
นายหน้าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น จากการปรับวิธีการคิดส่วนแบ่งรายได้กับเมอริล ลินช์ รวม
ถึงการที่ PHATRA จะนำระบบการซื้อขายแบบโปรแกรมมาใช้ ถึงแม้ว่าอาจจะทำให้
ค่านายหน้าเฉลี่ยของ PHATRA นั้นลดลง แต่น่าจะทำให้มูลค่าการซื้อขายของ
PHATRA เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้รายได้ค่านายหน้าของ PHATRA เพิ่มสูงขึ้นด้วย เรา
จึงปรับ P/E ที่ใช้ในการคำนวณราคาที่เหมาะสมของ PHATRA ขึ้นจากเดิม 12 เท่า
ขึ้นเป็น 14 เท่า และปรับไปใช้ราคาเหมาะสมปี 2554 ที่ 33.74 บาท มี upside gain
อยู่ 22.7% และ PHATRA นั้นเป็นหุ้นที่มีเงินปันผลสูง เราจึงปรับคำแนะนำของ
PHATRA ขึ้นจาก “ถือ” เป็น “ซื้อ”
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:03:32
บล.ธนชาต : BEC แนะนำซื้อ TP Bt49.00
ปัจจุบัน BEC กำลังเข้าสู่ช่วงที่อัตราค่าโฆษณาสามารถถูกปรับขึ้นได้อีก
ในทุกๆ ปี เราเชื่อว่าบริษัทฯ จะปรับอัตราค่าโฆษณาขึ้นอีกครั้งในเดือนต.ค.
11 นอกจากนี้ BEC ยังได้ประโยชน์จาการมีต้นทุนคงที่ในระดับสูงอีกด้วย
ดังนั้นเราจึงคาดว่าบริษัทฯ จะมีอัตราการเติบโตของ EPS เฉลี่ยต่อปี
ในช่วงปี 2010-12F ที่ 22% และด้วยเป็นบริษัทที่ไม่มีหนี้ และมี ROE สูงสุด
ใน SET เราจึงแนะนำ “ซื้อ” BEC
ปัจจัยขับเคลื่อนทุกตัวในปัจจุบันเริ่มฟื้นตัว
เรายังคงแนะนำ “ซื้อ” BEC และมีมุมมองที่เป็นบวกต่อแนวโน้มของ
บริษัทด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ 1) เนื่องจากมีเม็ดเงินโฆษณาไหลที่เข้ามา
ต่อเนื่อง ดังนั้นเราจึงเชื่อว่า ปัจจุบันบริษัทฯ กำลังกลับมามีอำนาจต่อรอง
กับลูกค้ามากขึ้น ซึ่งหมายความว่าบริษัทฯ จะสามารถปรับเพิ่มอัตราค่า
โฆษณาขึ้นได้ทุกปี อย่างที่เคยเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจรุ่งเรืองในอดีต 2)
บริษัทฯ ได้ประโยชน์จากการมีต้นทุนคงที่ในระดับสูงในช่วงที่อุตสาหกรรม
เข้าสู่ช่วงขาขึ้น และ 3) เพราะบริษัทฯ ได้ประโยชน์จากการมีต้นทุนคงที่สูง
เราจึงคาดว่า ROE ของบริษัทฯ จะทำสถิติสูงสุดที่ 52.6% ในปี 2011
น่าจะมีการปรับอัตราค่าโฆษณาอย่างต่อเนื่อง
เราเชื่อว่า ปัจจุบัน BEC กำลังกลับมามีอำนาจต่อรองกับลูกค้า
ความต้องการเวลาโฆษณาสื่อโทรทัศน์เริ่มแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็น
ได้จากเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์ ซึ่งรายงานโดยบริษัทเนลสัน มีเดีย
รีเสิร์ช (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งทำสถิติสูงสุดติดต่อกันเป็นเวลาหลายเดือน
ในปีนี้ ขณะที่ช่วงเวลาออกอากาศของผู้ประกอบการโทรทัศน์ส่วนใหญ่
รวมถึง BEC ปัจจุบันค่อนข้างเต็มแล้ว ความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์ และ
อุปทาน ในปัจจุบันมีลักษณะคล้ายกับสถานการณ์ที่เศรษฐกิจรุ่งเรืองในปี
1999-2003 ซึ่งในช่วงเวลานั้น BEC รับมือกับสถานการณ์โดยการปรับเพิ่ม
อัตราค่าโฆษณาขึ้นราว 10% ทุกๆ ปี ซึ่งในรอบนี้ เราคาดว่า BEC จะทำ
การปรับขึ้นอัตราค่าโฆษณาขึ้นเช่นกัน โดยเริ่มตั้งแต่ปีนี้
คาดจะมีอัตราการเติบโตของ EPS เฉลี่ยต่อปีในปี 2010-12F ที่
22% เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรของเราขึ้นราว 3% ในปี 2010 และราว
20% โดยเฉลี่ย เริ่มตั้งแต่ปี 2011 ซึ่งสะท้อนการปรับเพิ่มอัตราค่าโฆษณา
ราว 10% อย่างต่อเนื่องสำหรับช่วง 3 ปีข้างหน้า และด้วยบริษัทฯ มีต้นทุนคงที่
สูง เราจึงคาดว่าอัตราการเติบโตของกำไรเฉลี่ยต่อปีในช่วงปี 2010-12F
ของบริษัทฯ จะอยู่ที่ 22% อีกทั้งยังคาดว่า ROE ปี 2011 จะอยู่ที่ 52.6%
ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในตลาดหุ้นไทย
ไม่แพง เนื่องจากไม่มีหนี้ และให้ ROE สูงสุด
เนื่องจากให้ ROE ที่สูงที่สุดในตลาด, เป็นบริษัทที่ปลอดหนี้, มี dividend
yield ที่สูง และมีอัตราการเติบโตของกำไรเป็นตัวเลขสองหลักในช่วง 3 ปี
ข้างหน้า เราจึงมองว่า BEC ไม่แพง เนื่องจากซื้อขายที่ PE ที่ 19 เท่า ในปี
2011 และมีแนวโน้มลดลง เราเชื่อว่าปัจจัยบวกเหนือความคาดหมาย
สำหรับกำไรช่วง 3Q10 และการปรับประมาณการกำไรอย่างต่อเนื่องของ
ตลาด จะเป็นปัจจัยผลักดันราคาหุ้นในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 9:23:10
ในทุกๆ ปี เราเชื่อว่าบริษัทฯ จะปรับอัตราค่าโฆษณาขึ้นอีกครั้งในเดือนต.ค.
11 นอกจากนี้ BEC ยังได้ประโยชน์จาการมีต้นทุนคงที่ในระดับสูงอีกด้วย
ดังนั้นเราจึงคาดว่าบริษัทฯ จะมีอัตราการเติบโตของ EPS เฉลี่ยต่อปี
ในช่วงปี 2010-12F ที่ 22% และด้วยเป็นบริษัทที่ไม่มีหนี้ และมี ROE สูงสุด
ใน SET เราจึงแนะนำ “ซื้อ” BEC
ปัจจัยขับเคลื่อนทุกตัวในปัจจุบันเริ่มฟื้นตัว
เรายังคงแนะนำ “ซื้อ” BEC และมีมุมมองที่เป็นบวกต่อแนวโน้มของ
บริษัทด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ 1) เนื่องจากมีเม็ดเงินโฆษณาไหลที่เข้ามา
ต่อเนื่อง ดังนั้นเราจึงเชื่อว่า ปัจจุบันบริษัทฯ กำลังกลับมามีอำนาจต่อรอง
กับลูกค้ามากขึ้น ซึ่งหมายความว่าบริษัทฯ จะสามารถปรับเพิ่มอัตราค่า
โฆษณาขึ้นได้ทุกปี อย่างที่เคยเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจรุ่งเรืองในอดีต 2)
บริษัทฯ ได้ประโยชน์จากการมีต้นทุนคงที่ในระดับสูงในช่วงที่อุตสาหกรรม
เข้าสู่ช่วงขาขึ้น และ 3) เพราะบริษัทฯ ได้ประโยชน์จากการมีต้นทุนคงที่สูง
เราจึงคาดว่า ROE ของบริษัทฯ จะทำสถิติสูงสุดที่ 52.6% ในปี 2011
น่าจะมีการปรับอัตราค่าโฆษณาอย่างต่อเนื่อง
เราเชื่อว่า ปัจจุบัน BEC กำลังกลับมามีอำนาจต่อรองกับลูกค้า
ความต้องการเวลาโฆษณาสื่อโทรทัศน์เริ่มแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็น
ได้จากเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์ ซึ่งรายงานโดยบริษัทเนลสัน มีเดีย
รีเสิร์ช (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งทำสถิติสูงสุดติดต่อกันเป็นเวลาหลายเดือน
ในปีนี้ ขณะที่ช่วงเวลาออกอากาศของผู้ประกอบการโทรทัศน์ส่วนใหญ่
รวมถึง BEC ปัจจุบันค่อนข้างเต็มแล้ว ความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์ และ
อุปทาน ในปัจจุบันมีลักษณะคล้ายกับสถานการณ์ที่เศรษฐกิจรุ่งเรืองในปี
1999-2003 ซึ่งในช่วงเวลานั้น BEC รับมือกับสถานการณ์โดยการปรับเพิ่ม
อัตราค่าโฆษณาขึ้นราว 10% ทุกๆ ปี ซึ่งในรอบนี้ เราคาดว่า BEC จะทำ
การปรับขึ้นอัตราค่าโฆษณาขึ้นเช่นกัน โดยเริ่มตั้งแต่ปีนี้
คาดจะมีอัตราการเติบโตของ EPS เฉลี่ยต่อปีในปี 2010-12F ที่
22% เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรของเราขึ้นราว 3% ในปี 2010 และราว
20% โดยเฉลี่ย เริ่มตั้งแต่ปี 2011 ซึ่งสะท้อนการปรับเพิ่มอัตราค่าโฆษณา
ราว 10% อย่างต่อเนื่องสำหรับช่วง 3 ปีข้างหน้า และด้วยบริษัทฯ มีต้นทุนคงที่
สูง เราจึงคาดว่าอัตราการเติบโตของกำไรเฉลี่ยต่อปีในช่วงปี 2010-12F
ของบริษัทฯ จะอยู่ที่ 22% อีกทั้งยังคาดว่า ROE ปี 2011 จะอยู่ที่ 52.6%
ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในตลาดหุ้นไทย
ไม่แพง เนื่องจากไม่มีหนี้ และให้ ROE สูงสุด
เนื่องจากให้ ROE ที่สูงที่สุดในตลาด, เป็นบริษัทที่ปลอดหนี้, มี dividend
yield ที่สูง และมีอัตราการเติบโตของกำไรเป็นตัวเลขสองหลักในช่วง 3 ปี
ข้างหน้า เราจึงมองว่า BEC ไม่แพง เนื่องจากซื้อขายที่ PE ที่ 19 เท่า ในปี
2011 และมีแนวโน้มลดลง เราเชื่อว่าปัจจัยบวกเหนือความคาดหมาย
สำหรับกำไรช่วง 3Q10 และการปรับประมาณการกำไรอย่างต่อเนื่องของ
ตลาด จะเป็นปัจจัยผลักดันราคาหุ้นในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 9:23:10
บล.กรุงศรีอยุธยา : PTTCH มูลค่าพื้นฐานที่ 162 บาท แนะนำ 'ซื้อ'
ปี 54 เติบโตสูงจากกำลังการผลิตใหม่
จากผลประกอบการ 3Q53 คาดว่าจะอ่อนตัวจากการปิดซ่อมบำรุงโรงงานและ
ส่วนต่างราคาที่ชะลอตัวอาจไม่มีนัยต่อราคาหุ้นในระยะสั้นอีกต่อไป เนื่องจากแนวโน้มกำไรสุทธิ
จะกลับมาเติบโตอย่างโดดเด่นตั้งแต่ 4Q53 ต่อเนื่องไปถึงปี 54 ด้วยกำลังการผลิตใหม่เป็น
ปัจจัยผลักดันที่มีนัยสำคัญรวมถึงมีแนวโน้มขยายโครงการลงทุนในต่างประเทศเพื่อรองรับการ
เติบโตต่อไป คงคำแนะนำ ซื้อ และปรับมูลค่าพื้นฐานปี 54 ขึ้นเป็น 162 บาท
คาดกำไรจากการดำเนินงาน 3Q53 หดตัว QoQ และ YoY
เราคาดการณ์กำไรจากการดำเนินงานงวด 3Q53 เท่ากับ 1,398 ล้านบาท (-
41%QoQ,-47%YoY) ผลจากปริมาณการผลิตโอเลฟินส์ลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงงาน I4-
1 (กำลังการผลิต 825,000 ตัน/ปี) เป็นเวลา 45 วัน ซึ่งทำให้ระดับการใช้กำลังการผลิตโอเลฟินส์
ลดลงจาก 80% ใน 2Q53 และ 95% ใน 3Q52 เหลือ 65% ใน 3Q53 ขณะที่ระดับการผลิต
เม็ดพลาสติกHDPE และ MEG ยังทรงตัวที่ 85% และ 80% ตามลำดับ ประกอบกับราคา
ผลิตภัณฑ์ที่ชะลอตัวจากแรงกดดันของอุปทานใหม่ที่เข้าสู่อุตสาหกรรม และการชะลอคำสั่งซื้อ
ของลูกค้าขั้นปลายน้ำตามราคาน้ำมันดิบที่ลดลงเป็นผลให้ส่วนต่างราคาเอทิลีนกับแนฟทางวด
3Q53 ลดลงเหลือ US$232/ตัน (-40%QoQ, -46%YoY) ส่วนต่างราคาโพรพิลีนกับแนฟทา
US$420/ตัน (-4%QoQ, -6%YoY) ส่วนต่างราคา HDPE กับแนฟทา US$443/ตัน (-9%
QoQ, -32%YoY) และส่วนต่างราคา MEG กับแนฟทา US$251/ตัน (-24%QoQ, +79%
YoY) อย่างไรก็ดี ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นกว่า 7% ตลอด 3Q53 เป็นผลให้บริษัทมีกำไรจาก
อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 800 ล้านบาท ซึ่งทำให้กำไรสุทธิ 3Q53 เท่ากับ 2,234 ล้านบาท (-
4%QoQ, -21%YoY)
โครงการขยายกำลังการผลิตเกือบทั้งหมดพร้อมเดินเครื่องผลิต
หลังจากศาลศาลปกครองกลางมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่ระงับการ
ดำเนินกิจกรรมชั่วคราวของ 76 โครงการในมาบตาพุด ในวันที่ 2 ก.ย. ที่ผ่านมา ปัจจุบัน
โครงการขยายกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์ขั้นปลายน้ำของ PTTCH อาทิ โครงการ HDPE I1
expansion เพื่อขยายกำลังการผลิตเม็ดพลาสติก HDPE 300,000 ตัน/ปี (PTTCH 50,000
ตัน, BPE 250,000 ตัน) และโครงการ I4-2 De-bottlenecking เพื่อขยายกำลังการผลิตเอทิลี
นจำนวน 100,000 ตัน/ปี และโพรพิลีน 50,000 ตัน/ปี ได้รับใบอนุญาตเพื่อประกอบกิจการแล้ว
โดยคาดว่าจะเริ่มการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ต้นปี 54 รวมไปถึงโครงการอีเทนแคร็กเกอร์เพื่อผลิตเอ
ทิลีนจำนวน 1 ล้านตัน/ปี ที่คาดว่าจะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในช่วงเดือน ธ.ค. นี้ หลังจากที่โรงแยก
ก๊าซแห่งที่ 6 ของ PTT เริ่มการผลิตเชิงพาณิชย์ คงเหลือเพียงโครงการขนาดเล็กอย่าง โครงการ
ผลิตเอทิลีนออกไซด์ และเอทิลีนไกลคอล (ส่วนขยาย) ที่อยู่ระหว่างการจัดทำผลการศึกษาผล
กระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และผลกระทบสุขภาพ (HIA) เพื่อประกอบการขอใบอนุญาตในอนาคต
คาดกำไรสุทธิปี 54 เติบโตก้าวกระโดด 85%YoY
เราคาดว่าผลประกอบการ 4Q53 มีแนวโน้มฟื้นตัว QoQ ทั้งจากปริมาณการผลิตที่
สูงขึ้นจากการไม่มีการปิดซ่อมบำรุงโรงงาน และกำลังการผลิตใหม่จากโครงการอีเทนแคร็กเกอร์
ที่จะเริ่มผลิตในเดือน ธ.ค. ประกอบกับส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบที่ฟื้นตัวจากการกลับมา
สะสมสินค้าของผู้ผลิตขั้นปลายน้ำหลังจากที่ชะลอคำสั่งซื้อตั้งแต่ปลาย 2Q53 และไม่มีแรงกดดัน
จากอุปทานใหม่ในต่างประเทศ โดยเรายังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 53 เท่ากับ 10,410 ล้าน
บาท เพิ่มขึ้น 53%YoY นอกจากนี้เราคาดว่ากำไรสุทธิปี 54 จะขยายตัวก้าวกระโดดอีก 85%
YoY เป็น 19,309 ล้านบาท โดยเป็นผลจากปริมาณการผลิตเอทิลีนที่เพิ่มขึ้นกว่า 86%YoY
จาก 1.3 ล้านตัน/ปี เป็น 2.4 ล้านตัน/ปี และเม็ดพลาสติก (HDPE, LLDPE, LDPE) เพิ่มขึ้น
2 เท่า YoY จาก 0.5 ล้านตัน/ปี เป็น 1.5 ล้านตัน/ปี โดยเราประเมินระดับการผลิตเต็มที่ 100%
เช่นเดียวกับสมมติฐานของบริษัท ขณะที่ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบมีแนวโน้มเสถียรภาพ
มากขึ้นจากปริมาณอุปทานใหม่ที่เข้าสู่อุตสาหกรรมในปี 54 เพียง 4 ล้านตัน เทียบกับปี 53 ที่
เข้ามากว่า 8 ล้านตัน ใกล้เคียงกับอุปสงค์ส่วนเพิ่มในปี 54 ที่ 4 ล้านตัน เราสมมติฐานส่วนต่าง
ราคาเอทิลีนกับแนฟทาเท่ากับ US$384/ตัน (+2%YoY) และส่วนต่างราคา HDPE กับ
แนฟทา US$560/ตัน (+3%YoY)
อยู่ระหว่างศึกษาโครงการใหม่ๆ
บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาโครงการลงทุนใหม่เพื่อขยายสินค้าสู่อุตสาหกรรมเฉพาะทาง
(Specialty products) เช่นอุตสาหกรรมยา และเครื่องสำอาง เพื่อรักษาการเติบโตของผล
ประกอบการในอนาคตหลังจากที่โครงการขยายกำลังการผลิตต้นน้ำ (หรือโครงการอีเทนแค
ร็กเกอร์) และปลายน้ำ (หรือโครงการขยายและผลิต HDPE, LLDPE, LDPE) เข้าสู่ช่วงเก็บ
เกี่ยวผลกำไรในปี 54-55 ทั้งนี้รูปแบบการลงทุนจะเป็นลักษณะเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศเป็น
หลักเพื่อให้สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ทันที อย่างไรก็ดี เราคาดว่าผลประกอบการจากการลง
ทุนในช่วงเริ่มต้นจะไม่มีนัยเมื่อเทียบกับธุรกิจหลักในปัจจุบันของบริษัท โดยเราคาดว่า
แผนการลงทุนดังกล่าวจะเริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้นในช่วงต้น-กลางปี 54
ควบรวม PTTAR-PTTCH อาจไม่ใช่คู่ที่เหมาะสม
จากกระแสข่าวที่อาจมีการเปลี่ยนคู่การควบรวมจาก PTTAR-IRPC เป็น PTTAR-
PTTCH เราประเมินว่าอาจเป็นการควบรวมที่ยังไม่เหมาะสมในทางปฏิบัติ เนื่องจากรูปแบบการ
ผลิตที่ใช้วัตถุดิบหลักคนละชนิด โดย PTTAR เป็นผู้ผลิตสาย Naphtha ขณะที่ PTTCH อยู่ใน
สาย Ethane อีกทั้งปัจจุบัน PTTAR และ PTTCH มีการร่วมมือเพื่อดำเนินธุรกิจบางส่วนแล้ว
เป็นผลให้ผลประโยชน์ส่วนเพิ่มจากการควบรวมอาจไม่จูงใจต่อผู้ถือหุ้นทั้งสองบริษัท นอกจากนี้
เราคาดว่าการควบรวมระหว่าง PTTAR-PTTCH ยังไม่มีความชัดเจน เมื่อเทียบกับกรณี
PTTAR-IRPC ที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและศึกษาประโยชน์จากการควบรวมในครั้งนั้นอย่าง
ละเอียด อย่างไรก็ดีประเด็นการควบรวมยังจำเป็นต้องติดตามต่อไปเนื่องจากมีสาระสำคัญต่อการ
เปลี่ยนแปลงด้านพื้นฐานไปในทิศทางที่ดีขึ้น
ราคาหุ้นไม่แพงเมื่อเทียบกับภูมิภาค
ราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา หลังจากปัญหามาบตาพุด
คลี่คลายและทำให้โครงการขยายกำลังการผลิตทั้งผลิตภัณฑ์ต้นน้ำและปลายน้ำของบริษัท
สามารถเริ่มการผลิตได้ตามแผนในต้นปี 54 แม้ว่าราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแล้วกว่า 31% และซื้อขาย
ที่ระดับ Prospective P/E ratio ปี 54 ที่ 10.5 เท่า ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของผู้ประกอบการอื่น
ในภูมิภาคที่ 10.6 เท่า แต่เราประเมินว่าหุ้น PTTCH สามารถซื้อขายในระดับ P/E ratio ที่สูง
กว่าค่าเฉลี่ยเนื่องจากมีอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้นปี 54 ที่สูงกว่า 85%YoY เทียบกับ
ค่าเฉลี่ยของผู้ประกอบการในภูมิภาคที่อยู่เพียง 7%
ปรับมูลค่าพื้นฐานขึ้น 29% เป็น 162 บาท แนะนำ ซื้อ
เราปรับลดอัตราคิดลดกระแสเงินสดที่ใช้ในการคำนวณมูลค่าพื้นฐานลงจาก 12.8%
เหลือ 11.3% นอกจากนี้เรานำการคำนวณมูลค่าพื้นฐานโดยวิธี P/E multiple มาร่วมในการ
ประเมินมูลค่าพื้นฐานใหม่เพื่อสะท้อนผลประกอบการที่ขยายตัวสูงในปี 54 และราคาหุ้นที่ขยาย
ตัวในปัจจุบัน โดยสมมติฐาน P/E ratio ปี 54 เท่ากับ 13 เท่า ใกล้เคียงกับผู้ประกอบการราย
ใหญ่ในภูมิภาคเป็นผลให้มูลค่าพื้นฐานใหม่สำหรับปี 54 เพิ่มขึ้น 29% จาก 125 บาท เป็น 162
บาท
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 9:21:11
จากผลประกอบการ 3Q53 คาดว่าจะอ่อนตัวจากการปิดซ่อมบำรุงโรงงานและ
ส่วนต่างราคาที่ชะลอตัวอาจไม่มีนัยต่อราคาหุ้นในระยะสั้นอีกต่อไป เนื่องจากแนวโน้มกำไรสุทธิ
จะกลับมาเติบโตอย่างโดดเด่นตั้งแต่ 4Q53 ต่อเนื่องไปถึงปี 54 ด้วยกำลังการผลิตใหม่เป็น
ปัจจัยผลักดันที่มีนัยสำคัญรวมถึงมีแนวโน้มขยายโครงการลงทุนในต่างประเทศเพื่อรองรับการ
เติบโตต่อไป คงคำแนะนำ ซื้อ และปรับมูลค่าพื้นฐานปี 54 ขึ้นเป็น 162 บาท
คาดกำไรจากการดำเนินงาน 3Q53 หดตัว QoQ และ YoY
เราคาดการณ์กำไรจากการดำเนินงานงวด 3Q53 เท่ากับ 1,398 ล้านบาท (-
41%QoQ,-47%YoY) ผลจากปริมาณการผลิตโอเลฟินส์ลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงงาน I4-
1 (กำลังการผลิต 825,000 ตัน/ปี) เป็นเวลา 45 วัน ซึ่งทำให้ระดับการใช้กำลังการผลิตโอเลฟินส์
ลดลงจาก 80% ใน 2Q53 และ 95% ใน 3Q52 เหลือ 65% ใน 3Q53 ขณะที่ระดับการผลิต
เม็ดพลาสติกHDPE และ MEG ยังทรงตัวที่ 85% และ 80% ตามลำดับ ประกอบกับราคา
ผลิตภัณฑ์ที่ชะลอตัวจากแรงกดดันของอุปทานใหม่ที่เข้าสู่อุตสาหกรรม และการชะลอคำสั่งซื้อ
ของลูกค้าขั้นปลายน้ำตามราคาน้ำมันดิบที่ลดลงเป็นผลให้ส่วนต่างราคาเอทิลีนกับแนฟทางวด
3Q53 ลดลงเหลือ US$232/ตัน (-40%QoQ, -46%YoY) ส่วนต่างราคาโพรพิลีนกับแนฟทา
US$420/ตัน (-4%QoQ, -6%YoY) ส่วนต่างราคา HDPE กับแนฟทา US$443/ตัน (-9%
QoQ, -32%YoY) และส่วนต่างราคา MEG กับแนฟทา US$251/ตัน (-24%QoQ, +79%
YoY) อย่างไรก็ดี ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นกว่า 7% ตลอด 3Q53 เป็นผลให้บริษัทมีกำไรจาก
อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 800 ล้านบาท ซึ่งทำให้กำไรสุทธิ 3Q53 เท่ากับ 2,234 ล้านบาท (-
4%QoQ, -21%YoY)
โครงการขยายกำลังการผลิตเกือบทั้งหมดพร้อมเดินเครื่องผลิต
หลังจากศาลศาลปกครองกลางมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่ระงับการ
ดำเนินกิจกรรมชั่วคราวของ 76 โครงการในมาบตาพุด ในวันที่ 2 ก.ย. ที่ผ่านมา ปัจจุบัน
โครงการขยายกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์ขั้นปลายน้ำของ PTTCH อาทิ โครงการ HDPE I1
expansion เพื่อขยายกำลังการผลิตเม็ดพลาสติก HDPE 300,000 ตัน/ปี (PTTCH 50,000
ตัน, BPE 250,000 ตัน) และโครงการ I4-2 De-bottlenecking เพื่อขยายกำลังการผลิตเอทิลี
นจำนวน 100,000 ตัน/ปี และโพรพิลีน 50,000 ตัน/ปี ได้รับใบอนุญาตเพื่อประกอบกิจการแล้ว
โดยคาดว่าจะเริ่มการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ต้นปี 54 รวมไปถึงโครงการอีเทนแคร็กเกอร์เพื่อผลิตเอ
ทิลีนจำนวน 1 ล้านตัน/ปี ที่คาดว่าจะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในช่วงเดือน ธ.ค. นี้ หลังจากที่โรงแยก
ก๊าซแห่งที่ 6 ของ PTT เริ่มการผลิตเชิงพาณิชย์ คงเหลือเพียงโครงการขนาดเล็กอย่าง โครงการ
ผลิตเอทิลีนออกไซด์ และเอทิลีนไกลคอล (ส่วนขยาย) ที่อยู่ระหว่างการจัดทำผลการศึกษาผล
กระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และผลกระทบสุขภาพ (HIA) เพื่อประกอบการขอใบอนุญาตในอนาคต
คาดกำไรสุทธิปี 54 เติบโตก้าวกระโดด 85%YoY
เราคาดว่าผลประกอบการ 4Q53 มีแนวโน้มฟื้นตัว QoQ ทั้งจากปริมาณการผลิตที่
สูงขึ้นจากการไม่มีการปิดซ่อมบำรุงโรงงาน และกำลังการผลิตใหม่จากโครงการอีเทนแคร็กเกอร์
ที่จะเริ่มผลิตในเดือน ธ.ค. ประกอบกับส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบที่ฟื้นตัวจากการกลับมา
สะสมสินค้าของผู้ผลิตขั้นปลายน้ำหลังจากที่ชะลอคำสั่งซื้อตั้งแต่ปลาย 2Q53 และไม่มีแรงกดดัน
จากอุปทานใหม่ในต่างประเทศ โดยเรายังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 53 เท่ากับ 10,410 ล้าน
บาท เพิ่มขึ้น 53%YoY นอกจากนี้เราคาดว่ากำไรสุทธิปี 54 จะขยายตัวก้าวกระโดดอีก 85%
YoY เป็น 19,309 ล้านบาท โดยเป็นผลจากปริมาณการผลิตเอทิลีนที่เพิ่มขึ้นกว่า 86%YoY
จาก 1.3 ล้านตัน/ปี เป็น 2.4 ล้านตัน/ปี และเม็ดพลาสติก (HDPE, LLDPE, LDPE) เพิ่มขึ้น
2 เท่า YoY จาก 0.5 ล้านตัน/ปี เป็น 1.5 ล้านตัน/ปี โดยเราประเมินระดับการผลิตเต็มที่ 100%
เช่นเดียวกับสมมติฐานของบริษัท ขณะที่ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบมีแนวโน้มเสถียรภาพ
มากขึ้นจากปริมาณอุปทานใหม่ที่เข้าสู่อุตสาหกรรมในปี 54 เพียง 4 ล้านตัน เทียบกับปี 53 ที่
เข้ามากว่า 8 ล้านตัน ใกล้เคียงกับอุปสงค์ส่วนเพิ่มในปี 54 ที่ 4 ล้านตัน เราสมมติฐานส่วนต่าง
ราคาเอทิลีนกับแนฟทาเท่ากับ US$384/ตัน (+2%YoY) และส่วนต่างราคา HDPE กับ
แนฟทา US$560/ตัน (+3%YoY)
อยู่ระหว่างศึกษาโครงการใหม่ๆ
บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาโครงการลงทุนใหม่เพื่อขยายสินค้าสู่อุตสาหกรรมเฉพาะทาง
(Specialty products) เช่นอุตสาหกรรมยา และเครื่องสำอาง เพื่อรักษาการเติบโตของผล
ประกอบการในอนาคตหลังจากที่โครงการขยายกำลังการผลิตต้นน้ำ (หรือโครงการอีเทนแค
ร็กเกอร์) และปลายน้ำ (หรือโครงการขยายและผลิต HDPE, LLDPE, LDPE) เข้าสู่ช่วงเก็บ
เกี่ยวผลกำไรในปี 54-55 ทั้งนี้รูปแบบการลงทุนจะเป็นลักษณะเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศเป็น
หลักเพื่อให้สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ทันที อย่างไรก็ดี เราคาดว่าผลประกอบการจากการลง
ทุนในช่วงเริ่มต้นจะไม่มีนัยเมื่อเทียบกับธุรกิจหลักในปัจจุบันของบริษัท โดยเราคาดว่า
แผนการลงทุนดังกล่าวจะเริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้นในช่วงต้น-กลางปี 54
ควบรวม PTTAR-PTTCH อาจไม่ใช่คู่ที่เหมาะสม
จากกระแสข่าวที่อาจมีการเปลี่ยนคู่การควบรวมจาก PTTAR-IRPC เป็น PTTAR-
PTTCH เราประเมินว่าอาจเป็นการควบรวมที่ยังไม่เหมาะสมในทางปฏิบัติ เนื่องจากรูปแบบการ
ผลิตที่ใช้วัตถุดิบหลักคนละชนิด โดย PTTAR เป็นผู้ผลิตสาย Naphtha ขณะที่ PTTCH อยู่ใน
สาย Ethane อีกทั้งปัจจุบัน PTTAR และ PTTCH มีการร่วมมือเพื่อดำเนินธุรกิจบางส่วนแล้ว
เป็นผลให้ผลประโยชน์ส่วนเพิ่มจากการควบรวมอาจไม่จูงใจต่อผู้ถือหุ้นทั้งสองบริษัท นอกจากนี้
เราคาดว่าการควบรวมระหว่าง PTTAR-PTTCH ยังไม่มีความชัดเจน เมื่อเทียบกับกรณี
PTTAR-IRPC ที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและศึกษาประโยชน์จากการควบรวมในครั้งนั้นอย่าง
ละเอียด อย่างไรก็ดีประเด็นการควบรวมยังจำเป็นต้องติดตามต่อไปเนื่องจากมีสาระสำคัญต่อการ
เปลี่ยนแปลงด้านพื้นฐานไปในทิศทางที่ดีขึ้น
ราคาหุ้นไม่แพงเมื่อเทียบกับภูมิภาค
ราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา หลังจากปัญหามาบตาพุด
คลี่คลายและทำให้โครงการขยายกำลังการผลิตทั้งผลิตภัณฑ์ต้นน้ำและปลายน้ำของบริษัท
สามารถเริ่มการผลิตได้ตามแผนในต้นปี 54 แม้ว่าราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแล้วกว่า 31% และซื้อขาย
ที่ระดับ Prospective P/E ratio ปี 54 ที่ 10.5 เท่า ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของผู้ประกอบการอื่น
ในภูมิภาคที่ 10.6 เท่า แต่เราประเมินว่าหุ้น PTTCH สามารถซื้อขายในระดับ P/E ratio ที่สูง
กว่าค่าเฉลี่ยเนื่องจากมีอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้นปี 54 ที่สูงกว่า 85%YoY เทียบกับ
ค่าเฉลี่ยของผู้ประกอบการในภูมิภาคที่อยู่เพียง 7%
ปรับมูลค่าพื้นฐานขึ้น 29% เป็น 162 บาท แนะนำ ซื้อ
เราปรับลดอัตราคิดลดกระแสเงินสดที่ใช้ในการคำนวณมูลค่าพื้นฐานลงจาก 12.8%
เหลือ 11.3% นอกจากนี้เรานำการคำนวณมูลค่าพื้นฐานโดยวิธี P/E multiple มาร่วมในการ
ประเมินมูลค่าพื้นฐานใหม่เพื่อสะท้อนผลประกอบการที่ขยายตัวสูงในปี 54 และราคาหุ้นที่ขยาย
ตัวในปัจจุบัน โดยสมมติฐาน P/E ratio ปี 54 เท่ากับ 13 เท่า ใกล้เคียงกับผู้ประกอบการราย
ใหญ่ในภูมิภาคเป็นผลให้มูลค่าพื้นฐานใหม่สำหรับปี 54 เพิ่มขึ้น 29% จาก 125 บาท เป็น 162
บาท
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 9:21:11
บล.กิมเอ็ง : SGP แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 23.40 บาท
ปรับราคาเป้า หมายขึ้นเป็น 23.40บาท อิง P/E เป้าหมายปี 2554 ที่ 12 เท่า แนะนำ
ซื้อ เพื่อรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการขยายธุรกิจในจีน และเวียดนาม
จากการเข้าซื้อธุรกิจ LPG ในประเทศจีนถึง 2 แห่งคือ BPZH และ COGEL
เพื่อใช้เป็นแหล่งกระจายก๊าซ LPG จากถังเก็บใต้ดินขนาด 2 แสนตัน และ 1 แสนตัน
ตามลำดับในประเทศจีน และประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออก และเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ โดยรวมจะช่วยหนุนการเติบโตของกำไรแบบก้าวกระโดดในปี
หน้า ดังนี้เราจึงปรับราคาเป้าหมายใหม่ขึ้นเป็น 23.40บาท อ้างอิง P/E เป้าหมายปี
2554 ที่ 12 เท่า ขณะเดียวกันเราปรับคำแนะนำจาก ซื้อเมื่ออ่อนตัว เป็น ซื้อ สำหรับ
SGP จาก upside 37% และราคาหุ้นที่ยังซื้อขายบน P/E ต่ำว่ากลุ่มพลังงาน
คาดกำไรไตรมาส 3/53 ที่ 330 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% qoq และ 2% yoy
?ราคาดว่าบริษัทจะรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/53 ออกมามีกำไร
สุทธิ 330 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.35 บาท เพิ่มขึ้น 30% qoq ?ากผลของฤดู
กาล, การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ, และอัตรากำไรขั้นต้นที่กลับสู่ระดับปกติที่
ประมาณ 10% เนื่องจากบริษัทไม่ต้องแบกรับภาระต้นทุนผลิตภัณฑ์แอมโมเนียที่
ปรับตัวสูง ขึ้นจากปัญหา Supply Shortage เช่นในไตรมาส 2/53 ขณะเดียวกันเรา
คาดว่า?ำไรไตรมาสนี้จะขยายตัว 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (yoy) จากยอด?
ำหน่ายก๊าซ LPG ของบริษัทที่คาดว่าจะขยายตัว 13% yoy เป็น 3 แสนตันในไตรมาส
นี้ โดยได้แรงหนุนจากการบริโภคก๊าซ LPG ในภาคครัวเรือน (+15% yoy) และภาค
อุตสาหกรรมในประเทศ (+21% yoy) ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจใน
ประเทศ รวมถึงการรับรู้ยอดขายจากบริษัท SUPERGAS (?ริษัทลูกที่เวียดนาม) และ
บริษัท SGLS (บริษัทลูกที่สิงคโปร์) ?พิ่มขึ้นเป็น 150 และ 160 ล้านบาทตามลำดับ?
นไตรมาสนี้ด้วย โดยรวมจะช่วยหนุนให้ยอดขายในไตรมาส 3/53 ขยายตัวได้ราว
13% yoy เป็น 5,501 ล้านบาท
รอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการขยายธุรกิจในจีน และเวียดนาม
การเข้าซื้อกิจการ BPZH และ COGEL ในประเทศจีนตอนใต้ซึ่งมีถังเก็บ
ก๊าซ LPG ใต้ดินขนาด 2 แสนตัน และ 1 แสนตัน ตามลำดับ ใหญ่เป็นอันดับ 2 และ
3 ของประเทศจีน จะเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการกระจายก๊าซ LPG ที่นำเข้าจาก
แถบตะวันออกกลางมาจำหน่ายในมณฑลตอนใต้ของจีน และเอเชียตะวันออกเฉียง
ใต้ เพราะได้เปรียบคู่แข่งในเรื่องการประหยัดจากขนาด และอำนาจต่อรองกับผู้ขาย
เมื่อผนวกกับความต้องการใช้ LPG ในประเทศที่คาดเติบโต 10-15% ต่อปีตามทิศ
ทางการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจ เราคาดว่ากำไรปี 2554 เติบโตแข็งแกร่ง 42% yoy
เป็น 1,851 ล้านบาท (คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 1.95 บาท) ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายบน P/E
ปี 2553 และ 2554 ที่ 12.4 เท่า และ 8.8 เท่า ตามลำดับ ต่ำกว่ากลุ่มพลังงานที่ซื้อ
ขายบน P/E 13.18 เท่า ด้วย upside ที่สูงกว่า 37% จากราคาเป้าหมายใหม่ของเราที่
23.40 บาท อิง P/E ปี 2554 ที่ 12 เท่า เราจึงปรับคำแนะนำจาก ซื้อเมื่ออ่อนตัว เป็น
ซื้อ สำหรับ SGP
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 8:53:21
ซื้อ เพื่อรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการขยายธุรกิจในจีน และเวียดนาม
จากการเข้าซื้อธุรกิจ LPG ในประเทศจีนถึง 2 แห่งคือ BPZH และ COGEL
เพื่อใช้เป็นแหล่งกระจายก๊าซ LPG จากถังเก็บใต้ดินขนาด 2 แสนตัน และ 1 แสนตัน
ตามลำดับในประเทศจีน และประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออก และเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ โดยรวมจะช่วยหนุนการเติบโตของกำไรแบบก้าวกระโดดในปี
หน้า ดังนี้เราจึงปรับราคาเป้าหมายใหม่ขึ้นเป็น 23.40บาท อ้างอิง P/E เป้าหมายปี
2554 ที่ 12 เท่า ขณะเดียวกันเราปรับคำแนะนำจาก ซื้อเมื่ออ่อนตัว เป็น ซื้อ สำหรับ
SGP จาก upside 37% และราคาหุ้นที่ยังซื้อขายบน P/E ต่ำว่ากลุ่มพลังงาน
คาดกำไรไตรมาส 3/53 ที่ 330 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% qoq และ 2% yoy
?ราคาดว่าบริษัทจะรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/53 ออกมามีกำไร
สุทธิ 330 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.35 บาท เพิ่มขึ้น 30% qoq ?ากผลของฤดู
กาล, การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ, และอัตรากำไรขั้นต้นที่กลับสู่ระดับปกติที่
ประมาณ 10% เนื่องจากบริษัทไม่ต้องแบกรับภาระต้นทุนผลิตภัณฑ์แอมโมเนียที่
ปรับตัวสูง ขึ้นจากปัญหา Supply Shortage เช่นในไตรมาส 2/53 ขณะเดียวกันเรา
คาดว่า?ำไรไตรมาสนี้จะขยายตัว 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (yoy) จากยอด?
ำหน่ายก๊าซ LPG ของบริษัทที่คาดว่าจะขยายตัว 13% yoy เป็น 3 แสนตันในไตรมาส
นี้ โดยได้แรงหนุนจากการบริโภคก๊าซ LPG ในภาคครัวเรือน (+15% yoy) และภาค
อุตสาหกรรมในประเทศ (+21% yoy) ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจใน
ประเทศ รวมถึงการรับรู้ยอดขายจากบริษัท SUPERGAS (?ริษัทลูกที่เวียดนาม) และ
บริษัท SGLS (บริษัทลูกที่สิงคโปร์) ?พิ่มขึ้นเป็น 150 และ 160 ล้านบาทตามลำดับ?
นไตรมาสนี้ด้วย โดยรวมจะช่วยหนุนให้ยอดขายในไตรมาส 3/53 ขยายตัวได้ราว
13% yoy เป็น 5,501 ล้านบาท
รอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการขยายธุรกิจในจีน และเวียดนาม
การเข้าซื้อกิจการ BPZH และ COGEL ในประเทศจีนตอนใต้ซึ่งมีถังเก็บ
ก๊าซ LPG ใต้ดินขนาด 2 แสนตัน และ 1 แสนตัน ตามลำดับ ใหญ่เป็นอันดับ 2 และ
3 ของประเทศจีน จะเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการกระจายก๊าซ LPG ที่นำเข้าจาก
แถบตะวันออกกลางมาจำหน่ายในมณฑลตอนใต้ของจีน และเอเชียตะวันออกเฉียง
ใต้ เพราะได้เปรียบคู่แข่งในเรื่องการประหยัดจากขนาด และอำนาจต่อรองกับผู้ขาย
เมื่อผนวกกับความต้องการใช้ LPG ในประเทศที่คาดเติบโต 10-15% ต่อปีตามทิศ
ทางการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจ เราคาดว่ากำไรปี 2554 เติบโตแข็งแกร่ง 42% yoy
เป็น 1,851 ล้านบาท (คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 1.95 บาท) ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายบน P/E
ปี 2553 และ 2554 ที่ 12.4 เท่า และ 8.8 เท่า ตามลำดับ ต่ำกว่ากลุ่มพลังงานที่ซื้อ
ขายบน P/E 13.18 เท่า ด้วย upside ที่สูงกว่า 37% จากราคาเป้าหมายใหม่ของเราที่
23.40 บาท อิง P/E ปี 2554 ที่ 12 เท่า เราจึงปรับคำแนะนำจาก ซื้อเมื่ออ่อนตัว เป็น
ซื้อ สำหรับ SGP
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 8:53:21
บล.ซิกโก้ : CPALL ราคาเหมาะสม FY11E ที่ 56.50 บาท แนะนำ “ซื้อ”
คาดยอดขาย 3Q10E เพิ่มขึ้น 20.0% YoY แต่ Same Store Sale ลด
3Q10E เข้าสู่ Low Season ของธุรกิจ เนื่องจากปริมาณฝนที่ตกชุกเป็นอุปสรรค
ทำให้จำนวนลูกค้าเข้าร้านได้น้อยลง ซึ่งเป็นผลให้ SSEC คาดยอดขายจากสาขาเดิม (Same
Store Sale: SSS) จะปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 10.0% จากใน 2Q10A มี SSS อยู่ที่ระดับ
12.6% แต่อย่างไรก็ดี การขยายสาขาอย่างต่อเนื่องของร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven รวมถึงกลยุทธ์
การปรับเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มอาหาร “เป็นร้านสะดวกอิ่ม 24 ชม. ที่ใกล้บ้านคุณ” ทำให้คาดยอด
ขาย 3Q10E เพิ่มขึ้นเท่ากับ 20.0% YoY และ 2.7% QoQ
3Q10E คาดกำไรสุทธิเติบโต 28.9% YoY และ 3.1% QoQ
SSEC คาดจะเห็นอัตราการทำกำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin: GPM) ของ
CPALL ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยใน 3Q10E คาดจะเท่ากับ 27.2% จาก 3Q09A อยู่ที่
26.6% และ 2Q10A ที่ระดับ 27.1% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก การปรับเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่ม
อาหารใน FY10E ให้สูงขึ้นเท่ากับ 30% (จาก FY09A อยู่ที่ 27.7%) และประสิทธิภาพของผู้
จัดการแต่ละสาขาในการบริหารสินค้ารวมถึง สัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้รวม (SG&A/Total
Revenues) มีแนวโน้มปรับตัวลดลง โดย 3Q10E คาดจะอยู่ที่ระดับ 23.0% ลดลงจาก
3Q09A ที่ระดับ 23.5% และ 2Q10A ที่ระดับ 23.2% เพราะการเน้นขยายสาขาในรูปแบบ
Franchise มีมากขึ้น นอกจากนี้ในส่วนของการจัดโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขายทั้ง ซื้อสุดคุ้ม
ชุดคู่ประหยัด ยังได้รับการสนับสนุนจาก Supplier ทำให้คาด 3Q10E มีรายได้อื่น (Other
Income) เพิ่มขึ้น 14.1% YoY และ 1.8% QoQ ทั้งนี้เป็นผลให้ คาดกำไรสุทธิ 3Q10E จะ
เติบโต 28.9% YoY และ 3.1% QoQ
กลยุทธ์ต่อจากนี้...เน้นขยายสาขาไปในต่างจังหวัดมากขึ้น
CPALL เน้นขยายสาขาเข้าในต่างหวัดมากขึ้นเรื่อย (ปัจจุบันสัดส่วนร้าน 7-Eleven ใน
สาขาต่างจังหวัดอยู่ที่ 51% และเขตกทม.-ปริมณฑลที่ 49%) ซึ่ง SSEC คาดจะเห็นสัดส่วน
สาขาในต่างจังหวัดเพิ่มเป็น 55% ได้ใน FY12E จากปัจจัยสนับสนุน อันได้แก่ 1) จำนวน
ประชากร และพื้นที่ในต่างจังหวัดที่มีอยู่มากทำให้แข่งขันของตลาดในต่างจังหวัดที่น้อยกว่าตลาด
ในเขตกทม.-ปริมณฑล 2) แนวโน้มราคาสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้น ทำให้รายได้ของผู้บริโภคในต่าง
จังหวัดปรับตัวสูงขึ้น และ 3) การปรับขึ้นค่าครองชีพของแรงงานขั้นต่ำ ทำให้มีอำนาจใช้
จ่ายสูงขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะมีครอบครัวอยู่ในต่างจังหวัด
ประเมินราคาเหมาะสม FY11E ไว้ที่ 56.50 บาท แนะนำ “ซื้อ”
SSEC ประเมินราคาเหมาะสม FY11E เท่ากับ 56.50 บาท จากวิธี DCF มี
WACC ที่ 4.9% ซึ่งมองว่า การขยายสาขาต่อเนื่องปี 400-450 สาขา ของ CPALL จะเป็นผล
ทำให้ผลประกอบการเติบโตต่อเนื่อง และธุรกิจเป็นเงินสด จึงไม่มีภาระหนี้สิน รวมถึงนโยบายการ
จ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิเฉพาะบริษัท ทั้งนี้ ราคาหุ้นปัจจุบันเทียบกับราคาเหมาะ
สมให้ผลตอบแทนเท่ากับ 36.8% (มี Upside Gain ที่ 33.7%) ทำให้แนะนำ “ซื้อ”
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 8:46:01
3Q10E เข้าสู่ Low Season ของธุรกิจ เนื่องจากปริมาณฝนที่ตกชุกเป็นอุปสรรค
ทำให้จำนวนลูกค้าเข้าร้านได้น้อยลง ซึ่งเป็นผลให้ SSEC คาดยอดขายจากสาขาเดิม (Same
Store Sale: SSS) จะปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 10.0% จากใน 2Q10A มี SSS อยู่ที่ระดับ
12.6% แต่อย่างไรก็ดี การขยายสาขาอย่างต่อเนื่องของร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven รวมถึงกลยุทธ์
การปรับเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มอาหาร “เป็นร้านสะดวกอิ่ม 24 ชม. ที่ใกล้บ้านคุณ” ทำให้คาดยอด
ขาย 3Q10E เพิ่มขึ้นเท่ากับ 20.0% YoY และ 2.7% QoQ
3Q10E คาดกำไรสุทธิเติบโต 28.9% YoY และ 3.1% QoQ
SSEC คาดจะเห็นอัตราการทำกำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin: GPM) ของ
CPALL ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยใน 3Q10E คาดจะเท่ากับ 27.2% จาก 3Q09A อยู่ที่
26.6% และ 2Q10A ที่ระดับ 27.1% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก การปรับเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่ม
อาหารใน FY10E ให้สูงขึ้นเท่ากับ 30% (จาก FY09A อยู่ที่ 27.7%) และประสิทธิภาพของผู้
จัดการแต่ละสาขาในการบริหารสินค้ารวมถึง สัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้รวม (SG&A/Total
Revenues) มีแนวโน้มปรับตัวลดลง โดย 3Q10E คาดจะอยู่ที่ระดับ 23.0% ลดลงจาก
3Q09A ที่ระดับ 23.5% และ 2Q10A ที่ระดับ 23.2% เพราะการเน้นขยายสาขาในรูปแบบ
Franchise มีมากขึ้น นอกจากนี้ในส่วนของการจัดโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขายทั้ง ซื้อสุดคุ้ม
ชุดคู่ประหยัด ยังได้รับการสนับสนุนจาก Supplier ทำให้คาด 3Q10E มีรายได้อื่น (Other
Income) เพิ่มขึ้น 14.1% YoY และ 1.8% QoQ ทั้งนี้เป็นผลให้ คาดกำไรสุทธิ 3Q10E จะ
เติบโต 28.9% YoY และ 3.1% QoQ
กลยุทธ์ต่อจากนี้...เน้นขยายสาขาไปในต่างจังหวัดมากขึ้น
CPALL เน้นขยายสาขาเข้าในต่างหวัดมากขึ้นเรื่อย (ปัจจุบันสัดส่วนร้าน 7-Eleven ใน
สาขาต่างจังหวัดอยู่ที่ 51% และเขตกทม.-ปริมณฑลที่ 49%) ซึ่ง SSEC คาดจะเห็นสัดส่วน
สาขาในต่างจังหวัดเพิ่มเป็น 55% ได้ใน FY12E จากปัจจัยสนับสนุน อันได้แก่ 1) จำนวน
ประชากร และพื้นที่ในต่างจังหวัดที่มีอยู่มากทำให้แข่งขันของตลาดในต่างจังหวัดที่น้อยกว่าตลาด
ในเขตกทม.-ปริมณฑล 2) แนวโน้มราคาสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้น ทำให้รายได้ของผู้บริโภคในต่าง
จังหวัดปรับตัวสูงขึ้น และ 3) การปรับขึ้นค่าครองชีพของแรงงานขั้นต่ำ ทำให้มีอำนาจใช้
จ่ายสูงขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะมีครอบครัวอยู่ในต่างจังหวัด
ประเมินราคาเหมาะสม FY11E ไว้ที่ 56.50 บาท แนะนำ “ซื้อ”
SSEC ประเมินราคาเหมาะสม FY11E เท่ากับ 56.50 บาท จากวิธี DCF มี
WACC ที่ 4.9% ซึ่งมองว่า การขยายสาขาต่อเนื่องปี 400-450 สาขา ของ CPALL จะเป็นผล
ทำให้ผลประกอบการเติบโตต่อเนื่อง และธุรกิจเป็นเงินสด จึงไม่มีภาระหนี้สิน รวมถึงนโยบายการ
จ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิเฉพาะบริษัท ทั้งนี้ ราคาหุ้นปัจจุบันเทียบกับราคาเหมาะ
สมให้ผลตอบแทนเท่ากับ 36.8% (มี Upside Gain ที่ 33.7%) ทำให้แนะนำ “ซื้อ”
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 8:46:01
บล.กิมเอ็ง : SCB แนะนำ'ซื้อ' มูลค่าเหมาะสมใหม่ที่ 120 บาท
กำไรไตรมาส 3/53 ขยายตัวสูง 22.1%qoq และ 24.8%yoy
เราประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 3/53 ไว้ที่ 6,490 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.1% qoq
และ 24.8% yoy เป็นผลมาจากกำไรจากการขายเงินลงทุน เงินปันผลรับจากกองทุนวายุภักษ์
สินเชื่อที่ขยายตัวต่อเนื่อง และ NIM ที่ปรับตัวสูงขึ้น เราประเมินสินเชื่อไตรมาส 4/53 มีแนวโน้ม
ขยายตัวสูงโดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการเงินทุนหมุนเวียน การลงทุนภาครัฐและเอกชน
สินเชื่อรายย่อยที่ขยายตัวต่อเนื่อง และการเป็นช่วง High season ของสินเชื่อเช่าซื้อและสินเชื่อ
บัตรเครดิต จากการไรพิเศษจากการขายเงินลงทุนที่สูง ประกอบกับแรงกดดันในการตั้งสำรองฯที่
ลดลง ส่งผลให้เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 53-54 เพิ่มขึ้น 4.5% และ 2.1% ตามลำดับ
จากผลประกอบการที่แข็งแกร่ง และโอกาสเติบโตของสินเชื่อที่สูงในช่วงครึ่งปีหลัง ประกอบกับ
ราคาหุ้นในช่วงครึ่งปีแรกที่ค่อนข้าง laggard เมื่อเทียบกับกลุ่มธนาคารและตลาดโดยรวม ส่งผล
ให้หุ้น SCB มีความน่าสนใจในช่วงครึ่งปีหลัง เราคงคำแนะนำ 'ซื้อ' ด้วยมูลค่าที่เหมาะสมใหม่
ที่ 120.00 บาท/หุ้น อ้างอิงกับ 2.5 เท่าของมูลค่าทางบัญชีปี 54
ประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 3/53 ไว้ที่ 6,490 ล้านบาท
เราประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 3/53 ไว้ที่ 6,490 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.1% จาก
ไตรมาสก่อน (qoq) สาเหตุหลักมาจากการรับรู้กำไรจากการขายหุ้น กรุงเทพซินธิติกส์ ประมาณ
1 พันล้านบาท ส่งผลให้รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยขยายตัวสูง 23.4% qoq และเงินปันผลรับจากกอง
ทุนวายุภักษ์ประมาณ 3 ร้อยกว่าล้านบาท หากเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนพบว่า
กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 24.8% yoy จากกำไรจากการขายเงินลงทุนดังกล่าว ประกอบกับค่าใช้จ่ายใน
การตั้งสำรองฯที่ลดลง
สินเชื่อไตรมาส 3/53 เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่คาดจะกลับมาเติบโตสูงในไตรมาส 4/53
เราประเมินสินเชื่อไตรมาส 3/53 ขยายตัวเพียงเล็กน้อย 1.0% qoq เนื่องจากได้รับผล
กระทบจากการชำระคืนในกลุ่มสินเชื่อภาคธุรกิจในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้สินเชื่อ 9 เดือน
แรกขยายตัว 4.5% จากสิ้นปีก่อน เราประเมินสินเชื่อจะขยายตัวได้สูงในไตรมาส 4/53 ซึ่งเป็น
ช่วง High Season ของสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ และสินเชื่อบัตรเครดิต ประกอบ
กับความต้องการเงินทุนหมุนเวียน การลงทุนภาคเอกชน และโครงการภาครัฐ ดังนี้เราจึงปรับเป้า
หมายสินเชื่อปี 53 เพิ่มขึ้นจาก 6% เป็น 7% ในขณะที่เป้าหมายสินเชื่อปีนี้ของธนาคารอยู่ที่ 7-
10% ในขณะที่ NIM ปรับตัวเพิ่มขึ้น 8bps จาก 3.56% ในไตรมาสก่อน เป็น 3.64% ใน
ไตรมาสนี้
ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 53-54 เพิ่มขึ้น 4.5% และ 2.1% ตามลำดับ
เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 53 เพิ่มขึ้น 4.5% เป็น 23,364 ล้านบาท จากการ
ปรับเป้าหมายสินเชื่อเพิ่มขึ้นจาก 6% เป็น 7% และกำไรจากเงินลงทุนที่สูงในปีนี้ ประกอบกับ
การปรับลดค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯลงจาก 60bps เป็น 55bps เนื่องจากคุณภาพสินทรัพย์ที่
ปรับตัวดีขึ้น นอกจากนี้เราได้ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 54 เพิ่มขึ้น 2.1% เป็น 25,028 ล้าน
บาท จากการปรับลดค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯลงจาก 60bps เป็น 55bps ส่งผลให้มูลค่าที่
เหมาะสมปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 113 บาท/หุ้น เป็น 120 บาท/หุ้น อ้างอิงกับ 2.5 เท่าของมูลค่าทาง
บัญชีปี 54
คงคำแนะนำ 'ซื้อ' จากโอกาสเติบโตสูงในไตรมาส 4/53
จากผล ประกอบการที่แข็งแกร่ง และโอกาสเติบโตของสินเชื่อที่สูงในช่วงครึ่งปีหลัง
ประกอบกับราคาหุ้นในช่วงครึ่งปีแรกที่ค่อนข้าง laggard เมื่อเทียบกับกลุ่มธนาคารและตลาด
โดยรวม ส่งผลให้หุ้น SCB มีความน่าสนใจในช่วงครึ่งปีหลัง เราคงคำแนะนำ 'ซื้อ' ด้วยมูลค่าที่
เหมาะสมใหม่ที่ 120.00 บาท/หุ้น อ้างอิงกับ 2.5 เท่าของมูลค่าทางบัญชีปี 54
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 8:20:38
เราประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 3/53 ไว้ที่ 6,490 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.1% qoq
และ 24.8% yoy เป็นผลมาจากกำไรจากการขายเงินลงทุน เงินปันผลรับจากกองทุนวายุภักษ์
สินเชื่อที่ขยายตัวต่อเนื่อง และ NIM ที่ปรับตัวสูงขึ้น เราประเมินสินเชื่อไตรมาส 4/53 มีแนวโน้ม
ขยายตัวสูงโดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการเงินทุนหมุนเวียน การลงทุนภาครัฐและเอกชน
สินเชื่อรายย่อยที่ขยายตัวต่อเนื่อง และการเป็นช่วง High season ของสินเชื่อเช่าซื้อและสินเชื่อ
บัตรเครดิต จากการไรพิเศษจากการขายเงินลงทุนที่สูง ประกอบกับแรงกดดันในการตั้งสำรองฯที่
ลดลง ส่งผลให้เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 53-54 เพิ่มขึ้น 4.5% และ 2.1% ตามลำดับ
จากผลประกอบการที่แข็งแกร่ง และโอกาสเติบโตของสินเชื่อที่สูงในช่วงครึ่งปีหลัง ประกอบกับ
ราคาหุ้นในช่วงครึ่งปีแรกที่ค่อนข้าง laggard เมื่อเทียบกับกลุ่มธนาคารและตลาดโดยรวม ส่งผล
ให้หุ้น SCB มีความน่าสนใจในช่วงครึ่งปีหลัง เราคงคำแนะนำ 'ซื้อ' ด้วยมูลค่าที่เหมาะสมใหม่
ที่ 120.00 บาท/หุ้น อ้างอิงกับ 2.5 เท่าของมูลค่าทางบัญชีปี 54
ประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 3/53 ไว้ที่ 6,490 ล้านบาท
เราประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 3/53 ไว้ที่ 6,490 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.1% จาก
ไตรมาสก่อน (qoq) สาเหตุหลักมาจากการรับรู้กำไรจากการขายหุ้น กรุงเทพซินธิติกส์ ประมาณ
1 พันล้านบาท ส่งผลให้รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยขยายตัวสูง 23.4% qoq และเงินปันผลรับจากกอง
ทุนวายุภักษ์ประมาณ 3 ร้อยกว่าล้านบาท หากเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนพบว่า
กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 24.8% yoy จากกำไรจากการขายเงินลงทุนดังกล่าว ประกอบกับค่าใช้จ่ายใน
การตั้งสำรองฯที่ลดลง
สินเชื่อไตรมาส 3/53 เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่คาดจะกลับมาเติบโตสูงในไตรมาส 4/53
เราประเมินสินเชื่อไตรมาส 3/53 ขยายตัวเพียงเล็กน้อย 1.0% qoq เนื่องจากได้รับผล
กระทบจากการชำระคืนในกลุ่มสินเชื่อภาคธุรกิจในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้สินเชื่อ 9 เดือน
แรกขยายตัว 4.5% จากสิ้นปีก่อน เราประเมินสินเชื่อจะขยายตัวได้สูงในไตรมาส 4/53 ซึ่งเป็น
ช่วง High Season ของสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ และสินเชื่อบัตรเครดิต ประกอบ
กับความต้องการเงินทุนหมุนเวียน การลงทุนภาคเอกชน และโครงการภาครัฐ ดังนี้เราจึงปรับเป้า
หมายสินเชื่อปี 53 เพิ่มขึ้นจาก 6% เป็น 7% ในขณะที่เป้าหมายสินเชื่อปีนี้ของธนาคารอยู่ที่ 7-
10% ในขณะที่ NIM ปรับตัวเพิ่มขึ้น 8bps จาก 3.56% ในไตรมาสก่อน เป็น 3.64% ใน
ไตรมาสนี้
ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 53-54 เพิ่มขึ้น 4.5% และ 2.1% ตามลำดับ
เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 53 เพิ่มขึ้น 4.5% เป็น 23,364 ล้านบาท จากการ
ปรับเป้าหมายสินเชื่อเพิ่มขึ้นจาก 6% เป็น 7% และกำไรจากเงินลงทุนที่สูงในปีนี้ ประกอบกับ
การปรับลดค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯลงจาก 60bps เป็น 55bps เนื่องจากคุณภาพสินทรัพย์ที่
ปรับตัวดีขึ้น นอกจากนี้เราได้ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 54 เพิ่มขึ้น 2.1% เป็น 25,028 ล้าน
บาท จากการปรับลดค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯลงจาก 60bps เป็น 55bps ส่งผลให้มูลค่าที่
เหมาะสมปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 113 บาท/หุ้น เป็น 120 บาท/หุ้น อ้างอิงกับ 2.5 เท่าของมูลค่าทาง
บัญชีปี 54
คงคำแนะนำ 'ซื้อ' จากโอกาสเติบโตสูงในไตรมาส 4/53
จากผล ประกอบการที่แข็งแกร่ง และโอกาสเติบโตของสินเชื่อที่สูงในช่วงครึ่งปีหลัง
ประกอบกับราคาหุ้นในช่วงครึ่งปีแรกที่ค่อนข้าง laggard เมื่อเทียบกับกลุ่มธนาคารและตลาด
โดยรวม ส่งผลให้หุ้น SCB มีความน่าสนใจในช่วงครึ่งปีหลัง เราคงคำแนะนำ 'ซื้อ' ด้วยมูลค่าที่
เหมาะสมใหม่ที่ 120.00 บาท/หุ้น อ้างอิงกับ 2.5 เท่าของมูลค่าทางบัญชีปี 54
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 8:20:38
บล.กิมเอ็ง : MAJOR แนะนำซื้อ ปรับราคาเหมาะสมขึ้นเป็น 17.40 บาท
เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ MAJOR โดยปรับราคาเหมาะสมซึ่งประเมินจาก Sum-of-
the-parts ขึ้นเป็น 17.40 บาทเนื่องจากมีการปรับประมาณการกำไรขึ้นสะท้อนถึงรายได้
ภาพยนตร์ที่แข็ง แกร่งและการฟื้นตัวของรายได้ โฆษณาซึ่งมีอัตรากำไรสูง ส่วนในไตรมาส
4/53 ต่อเนื่องไปในปี 2554 ยังมีภาพยนตร์ที่คาดว่าจะทำรายได้สูงเข้าฉายอีกหลายเรื่องประกอบ
กับราคาตั๋ว เฉลี่ยมีแนวโน้มสูงขึ้นจากการปรับราคา และการฉายภาพยนตร์ 3D มากขึ้น ส่วนการ
โอน ซูซูกิอเวนิว เข้ากองทุน MJLF ในไตรมาส 4/53 คาดว่าจะทำให้บริษัทบันทึกกำไรพิเศษ
เพิ่มเติม 80-100 ล้านบาท
ปรับราคาเหมาะสมขึ้นเป็น 17.40 บาท
เรามีการปรับประมาณการกำไรปีนี้และปีหน้าของ MAJOR ขึ้น 9% และ 8% ตามลำดับ
จากการที่ภาพยนตร์หลายเรื่องทำรายได้สูงกว่าคาดและรายได้ยังมีแนว โน้มขยายตัวดีต่อเนื่อง
จากการมีภาพยนตร์หลักๆ ทยอยเข้าฉาย ในขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัวและอุตสาหกรรม
โฆษณาเติบโตดีส่งผลให้ รายได้โฆษณาของ MAJOR ฟื้นตัว แม้เรายังไม่ได้รวมกำไรพิเศษ
ประมาณ 80-100 ล้านบาท จากการโอนโครงการ ซูซูกิ อเวนิว เข้ากองทุน MJLF ในไตรมาส
4/53 แต่กำไรปกติของ MAJOR คาดว่าจะเติบโตถึง 86% เป็น 578 ล้านบาท (0.66 บาท/หุ้น)
ในปีนี้และเพิ่มขึ้น 15% เป็น 663 ล้านบาท (0.75 บาท/หุ้น) ในปี 2554 ราคาเหมาะสมซึ่ง
ประเมินด้วยวิธี Sum-of-the-parts ปรับขึ้นเป็น 17.40 บาท คงคำแนะนำ ซื้อ
คาดกำไรไตรมาส 3/53 แข็งแกร่ง
กำไรปกติไตรมาส 3/53 คาดว่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 130% yoy (เทียบกับกำไรปกติ
ไตรมาส 3/52 ที่ 69 ล้านบาท) เนื่องจากมีภาพยนตร์ทำรายได้ดีหลายเรื่อง เช่น กวนมึนโฮ
(129 ล้านบาท) The Twilight Saga : Eclipse (102 ล้านบาท) Resident Evil : Afterlife
(94 ล้านบาท) สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารัก (78 ล้านบาท) The Sorcerer’s Apprentice (65 ล้าน
บาท) ตุ๊กกี้เจ้าหญิงขายกบ (63 ล้านบาท) และ Inception (62 ล้านบาท) อีกทั้งค่าตั๋วเฉลี่ย
(ATP) คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3% yoy ซึ่งเป็นผลมาจากการทยอยปรับราคาและการเพิ่มจำนวน
ภาพยนตร์ที่ฉายภาพยนตร์ระบบ 3D ขณะที่โรงภาพยนตร์ที่สยามพารากอนกลับมาเปิดตามปกติ
เต็มทั้งไตรมาสหลังจากปิด ไปประมาณ 2 เดือนในช่วงการชุมนุม นอกจากนั้นธุรกิจโฆษณาซึ่งมี
อัตรากำไรสูงกว่า 80% ก็ฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่องหลังจากเจ้าของสินค้ากลับมาใช้งบโฆษณากันมาก
ขึ้น ส่วนอัตรากำไรจะถูกผลักดันจากธุรกิจโฆษณาและค่าเสื่อมราคาที่ลดลงจากการขยาย
ประมาณการอายุการใช้งานของอุปกรณ์
รายได้ภาพยนตร์มีแนวโน้มดีต่อเนื่องในไตรมาส 4/53 และปี 2554
ภาพยนตร์ ที่จะเข้าฉายในไตรมาส 4/53 คาดว่าจะทำรายได้ดีต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น
Harry Potter 7.1 (เข้าฉาย 18 พ.ย) หลังจากภาค 1-6 ทำรายได้ภาคละ 140-190 ล้านบาท
และ พระนเรศวร 3 (เข้า 2 ธ.ค.) โดยภาค 1 และ 2 ทำรายได้ 241 ล้านบาทและ 235 ล้านบาท
ซึ่งนับเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลอันดับที่ 3 และ 4 ในประเทศไทย ตามลำดับ (รอง
จาก สุริโยไท และ Avatar) ส่วนในปี 2554 ภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ ได้แก่ Harry Potter 7.2,
Transformers 3, Pirates of the Caribbean: On Stranger Tides, X-Men : First
Class, The Twilight Saga : Breaking Dawn (Part I), Mission Impossible 4 และ พระ
นเรศวร 4
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 8:17:13
the-parts ขึ้นเป็น 17.40 บาทเนื่องจากมีการปรับประมาณการกำไรขึ้นสะท้อนถึงรายได้
ภาพยนตร์ที่แข็ง แกร่งและการฟื้นตัวของรายได้ โฆษณาซึ่งมีอัตรากำไรสูง ส่วนในไตรมาส
4/53 ต่อเนื่องไปในปี 2554 ยังมีภาพยนตร์ที่คาดว่าจะทำรายได้สูงเข้าฉายอีกหลายเรื่องประกอบ
กับราคาตั๋ว เฉลี่ยมีแนวโน้มสูงขึ้นจากการปรับราคา และการฉายภาพยนตร์ 3D มากขึ้น ส่วนการ
โอน ซูซูกิอเวนิว เข้ากองทุน MJLF ในไตรมาส 4/53 คาดว่าจะทำให้บริษัทบันทึกกำไรพิเศษ
เพิ่มเติม 80-100 ล้านบาท
ปรับราคาเหมาะสมขึ้นเป็น 17.40 บาท
เรามีการปรับประมาณการกำไรปีนี้และปีหน้าของ MAJOR ขึ้น 9% และ 8% ตามลำดับ
จากการที่ภาพยนตร์หลายเรื่องทำรายได้สูงกว่าคาดและรายได้ยังมีแนว โน้มขยายตัวดีต่อเนื่อง
จากการมีภาพยนตร์หลักๆ ทยอยเข้าฉาย ในขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัวและอุตสาหกรรม
โฆษณาเติบโตดีส่งผลให้ รายได้โฆษณาของ MAJOR ฟื้นตัว แม้เรายังไม่ได้รวมกำไรพิเศษ
ประมาณ 80-100 ล้านบาท จากการโอนโครงการ ซูซูกิ อเวนิว เข้ากองทุน MJLF ในไตรมาส
4/53 แต่กำไรปกติของ MAJOR คาดว่าจะเติบโตถึง 86% เป็น 578 ล้านบาท (0.66 บาท/หุ้น)
ในปีนี้และเพิ่มขึ้น 15% เป็น 663 ล้านบาท (0.75 บาท/หุ้น) ในปี 2554 ราคาเหมาะสมซึ่ง
ประเมินด้วยวิธี Sum-of-the-parts ปรับขึ้นเป็น 17.40 บาท คงคำแนะนำ ซื้อ
คาดกำไรไตรมาส 3/53 แข็งแกร่ง
กำไรปกติไตรมาส 3/53 คาดว่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 130% yoy (เทียบกับกำไรปกติ
ไตรมาส 3/52 ที่ 69 ล้านบาท) เนื่องจากมีภาพยนตร์ทำรายได้ดีหลายเรื่อง เช่น กวนมึนโฮ
(129 ล้านบาท) The Twilight Saga : Eclipse (102 ล้านบาท) Resident Evil : Afterlife
(94 ล้านบาท) สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารัก (78 ล้านบาท) The Sorcerer’s Apprentice (65 ล้าน
บาท) ตุ๊กกี้เจ้าหญิงขายกบ (63 ล้านบาท) และ Inception (62 ล้านบาท) อีกทั้งค่าตั๋วเฉลี่ย
(ATP) คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3% yoy ซึ่งเป็นผลมาจากการทยอยปรับราคาและการเพิ่มจำนวน
ภาพยนตร์ที่ฉายภาพยนตร์ระบบ 3D ขณะที่โรงภาพยนตร์ที่สยามพารากอนกลับมาเปิดตามปกติ
เต็มทั้งไตรมาสหลังจากปิด ไปประมาณ 2 เดือนในช่วงการชุมนุม นอกจากนั้นธุรกิจโฆษณาซึ่งมี
อัตรากำไรสูงกว่า 80% ก็ฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่องหลังจากเจ้าของสินค้ากลับมาใช้งบโฆษณากันมาก
ขึ้น ส่วนอัตรากำไรจะถูกผลักดันจากธุรกิจโฆษณาและค่าเสื่อมราคาที่ลดลงจากการขยาย
ประมาณการอายุการใช้งานของอุปกรณ์
รายได้ภาพยนตร์มีแนวโน้มดีต่อเนื่องในไตรมาส 4/53 และปี 2554
ภาพยนตร์ ที่จะเข้าฉายในไตรมาส 4/53 คาดว่าจะทำรายได้ดีต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น
Harry Potter 7.1 (เข้าฉาย 18 พ.ย) หลังจากภาค 1-6 ทำรายได้ภาคละ 140-190 ล้านบาท
และ พระนเรศวร 3 (เข้า 2 ธ.ค.) โดยภาค 1 และ 2 ทำรายได้ 241 ล้านบาทและ 235 ล้านบาท
ซึ่งนับเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลอันดับที่ 3 และ 4 ในประเทศไทย ตามลำดับ (รอง
จาก สุริโยไท และ Avatar) ส่วนในปี 2554 ภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ ได้แก่ Harry Potter 7.2,
Transformers 3, Pirates of the Caribbean: On Stranger Tides, X-Men : First
Class, The Twilight Saga : Breaking Dawn (Part I), Mission Impossible 4 และ พระ
นเรศวร 4
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 8:17:13
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)