วันอังคารที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2553

บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : TSTH แนะนำ 'ซื้อ' ราคาพื้นฐาน 2.48 บาท

• ความต้องการใช้เหล็กเส้นในประเทศมีแนวโน้มฟื้นตัว หนุนโดยการก่อสร้างที่
เพิ่มขึ้นหลังบรรยากาศในการลงทุนดีขึ้นหลังปัญหาการเมืองคลี่คลาย และรัฐบาลเร่งเดินหน้า
โครงการลงทุนต่างๆ ตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 เราคาดว่าอุปสงค์เหล็กเส้นในประเทศ
จะเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกับตลาดโลก โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 13%YoY เป็น 5.1 ล้านตันในปี
53 ปริมาณขายเหล็กของ TSTH คาดว่าจะเพิ่มขึ้น โดยในเดือนก.ค.-ส.ค.53 ปริมาณขายสูงขึ้น
6% เป็นเฉลี่ย 105,000 ตันต่อเดือน จาก 99,000 ตันต่อเดือนในไตรมาสก่อนหน้า ราคาขาย
เฉลี่ยทรงตัวที่ 19,500 บาทต่อตัน แม้ว่าการฟื้นตัวจะยังไม่มากแต่ก็ถือว่าธุรกิจของ TSTH ได้
ผ่านจุดต่ำสุดในรอบนี้มาแล้ว และมีแนวโน้มที่จะดีขึ้นเป็นลำดับ
• คาดกำไรสุทธิ 2H54 จะดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับกำไรสุทธิ 2Q54 (ก.ค.-
ก.ย.53) คาดว่าจะยังคงเป็นแค่คุ้มทุน เพราะปริมาณขายเพิ่มขึ้นไม่มาก อัตรากำไรขั้นต้นถูกกด
ดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูง และราคาขายเฉลี่ยทรงตัว แต่ใน 2H54 (ต.ค. 53-มี.ค.54) คาดว่าจะ
กระเตื้องขึ้น เพราะปริมาณการใช้เหล็กในประเทศมีแนวโน้มดีตามการก่อสร้างที่ฟื้นตัว อัตรา
กำไรขั้นต้นสูงขึ้นจากการปรับเพิ่มราคาขาย และได้รับประโยชน์จากโรงถลุงเหล็กขนาดเล็ก
เนื่องจากราคาเศษเหล็กปรับขึ้นเร็วกว่าราคาถ่านหินโค้ก (Coke) ฝ่ายวิจัยฯ ปรับเพิ่มประมาณ
การกำไรสุทธิปี 54 ของบริษัทขึ้น 56% เป็น 1.14 พันล้านบาท
• ปรับเพิ่มคำแนะนำ TSTH เป็นซื้อ (เดิม Fully Valued) ทั้งนี้มองว่าความต้อง
การใช้เหล็กในประเทศปี 53-54 จะเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจและภาคก่อสร้าง และ
ราคาขายค่อยๆ ขยับขึ้น ผลประกอบการของ TSTH ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และมีแนวโน้มดีขึ้น
นับจากนี้ เราชอบ TSTH เพราะเป็นบริษัทที่จะได้ประโยชน์สูงจากการฟื้นตัวของการก่อสร้างใน
ประเทศ ทั้งยังเป็นผู้ผลิตที่มีประสิทธิภาพในการผลิตสูงสุด เราปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น
2.48 บาท (เดิม 1.16 บาท) โดยราคาตามพื้นฐานใหม่ อิงกับ P/BV ปี 54 ที่ 1.2 เท่า ซึ่งเท่า
กับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 7 ปี + 1SD



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 15:11:11

บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : SSI แนะนำ 'Fully Valued' ราคาพื้นฐาน 2.10 บาท

• SSI จะเข้าซื้อโรงงานถลุงเหล็กและผลิต Slab ที่อังกฤษ ทาง SSI แจ้งตลาดฯเมื่อ
วันศุกร์ที่ 27 ส.ค.53 ว่า บริษัทได้เซ็น MOU กับ Corus UK Limited (Corus) ซึ่งเป็นบริษัทใน
กลุ่มของ Tata Steel Group เพื่อพิจารณาเข้าซื้อสินทรัพย์โรงงานถลุงเหล็กและผลิตเหล็กแท่ง
แบน (Slab) คือ Teesside Cast Products (TCP) รวมถึงระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน และ
การขนส่งเพื่อรองรับกระบวนการผลิต มูลค่าเงินลงทุนประมาณ 500 ล้านเหรียญสหรัฐ และเงิน
ลงทุนในวัตถุดิบ สินค้าคงเหลือ และสินทรัพย์หมุนเวียนอื่นๆ ตามเกณฑ์ที่ตกลงร่วมกัน ทั้งนี้วัตถุ
ประสงค์ในการเข้าซื้อก็เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ของ SSI ที่จะขยายไปยังอุตสาหกรรมเหล็ก
ต้นน้ำเพื่อให้เป็นผู้ผลิตที่ครบวงจรและมีความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น
• เกี่ยวกับ Teesside Cast Products (TCP) เป็นโรงถลุงเหล็กและผลิตเหล็กกล้า
ประเภทเหล็กแท่งแบน (Slab) ครบวงจรกำลังการผลิต Slab เท่ากับ 3.5 ล้านตันต่อปี ซึ่งโรง
งานของ TCP ได้หยุดผลิตตั้งแต่เดือนก.พ.53 เนื่องจากติดปัญหาเรื่องสภาพคล่องทางการเงินทำ
ให้ไม่มีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอในการผลิต สำหรับการกลับมาดำเนินงานของ TCP ทาง
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Corus กล่าวว่า หากข้อตกลงระหว่างบริษัทกับ SSI เดินหน้าตาม
แผน TCP จะกลับมาเริ่มผลิตได้ตั้งแต่ 1H54 เป็นต้นไป
• การเข้าซื้อสินทรัพย์ครั้งนี้คาดว่าจะเป็นผลดีในระยะยาว แต่กังวลเรื่องเพิ่มทุนและ
ประสิทธิภาพของโรงงาน TCP เรามองว่าการขยายการลงทุนไปสู่ธุรกิจต้นน้ำจะทำให้ SSI มี
ความมั่นคงด้านวัตถุดิบมากขึ้น, บริหารสินค้าคงคลังเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ, มีความหลาก
หลายของผลิตภัณฑ์มากขึ้นเพราะมีโรงถลุงเหล็กของตัวเอง ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสและขยาย
ตลาดได้ดีขึ้นทั้งในประเทศและตลาดส่งออก อย่างไรก็ตาม มีประเด็นที่กังวล คือ
1. เรื่องเงินทุนที่ใช้ในการเข้าซื้อกิจการ รวมถึงเงินทุนที่ต้องใช้ในการดำเนินงาน (ลง
ทุนในวัตถุดิบ สินค้าคงคลัง และสินทรัพย์หมุนเวียนอื่นๆ ) ซึ่งคาดว่าจะเป็นจำนวนที่สูงกว่า 1.5
หมื่นล้านบาท กรณีที่ยังไม่มีการซื้อสินทรัพย์ครั้งนี้ เราประมาณการว่า ณ สิ้นปี 53 ทาง SSI จะมี
หนี้สินที่ต้องจ่ายดอกเบี้ย 1.48 หมื่นล้านบาท และมีสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net Gearing)
เท่ากับ 0.74 เท่า และมีหนี้สินรวมเท่ากับ 1.92 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนหนี้สินต่อทุน
(D/E) เท่ากับ 0.96 เท่า แต่หากมีการกู้มาซื้อสินทรัพย์และลงทุนอีก 1.5-2.0 หมื่นล้านบาท
Net gearing จะเพิ่มเป็น 1.48-1.73 เท่า และ D/E เพิ่มเป็น 1.71-1.95 เท่า ตามลำดับ ซึ่งสูง
มากและมีโอกาสที่บริษัทจะต้องเพิ่มทุน
2. ประสิทธิภาพในการผลิตและผลดำเนินงานของ TCP ทั้งนี้เราไม่แน่ใจว่าในช่วงแรก
ของการกลับมาผลิตของ TCP ในปี 54 บริษัทจะสามารถทำกำไรได้ดีแค่ไหน และจะเพียงพอกับ
ภาระดอกเบี้ยจ่ายของ SSI ที่จะเพิ่มขึ้น 900-1,200 ล้านบาทต่อปี (กรณีกู้ทั้งหมด 15,000-
20,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เท่ากับ 6% ต่อปี) หรือไม่และหากมีการเพิ่มทุนก็จะเกิด
Dilution effect ต่อ EPS ซึ่งไม่แน่นอนว่าผลประกอบการของ TCP จะสามารถชดเชยกับ
Dilution effect ได้หรือไม่
• สำหรับผลประกอบการ 2H53 ของ SSI คาดว่าจะลดลง HoH เนื่องจากต้นทุน
วัตถุดิบ Slab ที่ใช้ผลิตสูงขึ้น ยังผลให้อัตรากำไรขั้นต้นจะลดลงจาก 1H53 ในเบื้องต้นประมาณ
การว่ากำไรสุทธิ 3Q53 จะเท่ากับ 500+/- ล้านบาท ส่วนทั้งปีนี้ประเมินยอดขายของบริษัทไว้ที่
4.9 หมื่นล้านบาท และกำไรสุทธิ 3.4 พันล้านบาท ซึ่งเติบโตก้าวกระโดดจาก 1.3 พันล้านบาทใน
ปี 52 โดยกำไรสุทธิ 1H53 คิดเป็น 69% ของกำไรสุทธิทั้งปี 53 ที่คาดการณ์ไว้
• ปรับลดคำแนะนำจากซื้อเป็น Fully Valued โดยประเมินราคาตามพื้นฐานได้ที่
2.10 บาท อิงกับ P/BV ปี 54 ที่ 1.2 เท่า ทั้งนี้ราคา SSI ได้ปรับขึ้นมาแล้ว 26% หลังจากเรา
แนะนำซื้อครั้งล่าสุดเมื่อ 7 มิ.ย.53 และราคาปัจจุบันได้สะท้อนการฟื้นตัวของธุรกิจในปี 53 แล้ว
ส่วนเรื่องการเข้าซื้อ TCP ยังต้องรอความชัดเจนหลังการเข้าตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน รวม
ถึงแหล่งที่มาของเงินลงทุนก่อน เราจึงยังไม่รวมเรื่องนี้ไว้ในประมาณการและราคาเป้าหมาย



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 15:08:57

บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : KGI แนะนำ 'ซื้อ' ราคาพื้นฐาน 1.90 บาท

• KGI ประกาศผลการดำเนินงานใน 2Q53 มีกำไรสุทธิ 191 ล้านบาท
(EPS=0.10 บาท) เพิ่มขึ้นมากจาก 32 ล้านบาทใน 1Q53 ซึ่งดีกว่าที่เราประมาณการไว้ เนื่อง
จากกำไรจากการซื้อขายห/ท ที่เพิ่มขึ้นเป็น 197 ล้านบาทจาก 46 ล้านบาทใน 1Q53 และ Tax
rate ที่ลดลงเหลือ 14% ในไตรมาส 2 นี้ จากรายได้จากเงินปันผลรับที่สูงขึ้น
• รายได้ค่านายหน้าเพิ่มขึ้น 14% QoQ เนื่องจากมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่เพิ่ม
ขึ้น 22% QoQ และส่วนแบ่งการตลาดที่เพิ่มขึ้นจาก 3.38% ใน 1Q53 มาเป็น 3.67% แต่
อัตราค่าคอมมิชชั่นยังคงลดลง 4% QoQ จาก 0.18% มาเป็น 0.173% ใน 2Q53 จากการใช้
อัตราค่าคอมมิชชั่นใหม่คือ Sliding Scale ในด้านรายได้ค่าธรรมเนียมลด 3% QoQ ใน
2Q53 บริษัทมีรายได้จากเงินปันผลรับเพิ่มขึ้น 69% QoQ ส่วนค่าใช้จ่ายพนักงานนั้นเพิ่มขึ้น
เพียง 6% QoQ น้อยกว่ารายได้ค่านายหน้าที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ สัดส่วนค่าใช้จ่ายพนักงานต่อรายได้
ค่านายหน้าซื้อขาย ห/ท ลดลงเหลือ 90% จาก 97% ใน 1Q53
• เปลี่ยนคำแนะนำเป็นซื้อเก็งกำไร เราปรับประมาณการปี 2553 และ 2554 เพิ่มขึ้น
59% และ 52% จากผลประกอบการใน 2Q53 ที่สูงกว่าที่ประมาณการไว้มาก และเราปรับ
สมมติฐานมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้นเป็น 20.0 และ 22.0 หมื่นล้านบาท ในปี 2553
และ 2554 ตาม และส่วนแบ่งการตลาดที่ 3.40% และมีอัตราค่าคอมมิชชั่นเฉลี่ยที่ 0.175%
ทั้ง 2 ปี จากการที่ตลาดฯ จะมีการใช้อัตราค่าคอมมิชชั่นใหม่ Sliding Scale เราจึงปรับคำแนะ
นำเป็นซื้อเก็งกำไร โดยมีราคาตามปัจจัยพื้นฐานใหม่ที่ 1.90 บาท (คิดจาก P/E ในปี 2554 ที่
10 เท่า)



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 15:06:10

บล.ยูไนเต็ด : CFRESH แนะนำ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” ราคาเป้าหมายปี 54 ใหม่ที่ 6.15 บาท

บล.ยูไนเต็ด : CFRESH แนะนำ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” ราคาเป้าหมายปี 54 ใหม่ที่ 6.15 บาท

มองแนวโน้ม 2H53 จะดีกว่า 1H53 ที่มีกำไรสุทธิ 73 M฿
ผลพวงจากต้นทุนวัตถุดิบกุ้งที่ปรับตัวขึ้นแรงกดดันอัตราทำกำไรช่วง 2Q53 ชะลอตัว
แต่มีบันทึกกลับมูลค่าสินค้าคงคลังกว่า 25 ล้านบาทก็ผลักดันกำไรสุทธิ 2Q53 โตต่อ
ได้
แนวโน้มคำสั่งซื้อ 3Q53 โตต่อเนื่องจาก 2Q53 โดยทั้งปี 53 ยังคงเป้าโตสูงกว่า
10%YoY
สะท้อนแรงกดดันเรื่องต้นทุนวัตถุดิบ จึงปรับคาดการณ์กำไรปกติปี 53-54 ลง -22%
ต่อปี
แต่อาจมีบันทึกกลับมูลค่าสินค้าคงคลังอีกใน 2H53 จึงคงตัวเลขกำไรสุทธิปี 53 ที่
207 M฿
จัดเป็นหุ้นจ่ายปันผลที่ดีกว่า7-8% จึงแนะนำ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” มีราคาเป้าหมาย
6.15 บาท

Investment Theme :
เหตุการณ์ : CFRESH เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายกุ้งส่งออกรายใหญ่ของประเทศ โดยมี
กำลังการผลิตรวมราว 20,000 ตันต่อปี โดยจากการเข้าร่วมประชุมกับผู้บริหารเมื่อวานนี้ (30
ส.ค.53) เราสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
มีบันทึกกลับมูลค่าสินค้าคงคลัง จึงช่วยดันกำไร 2Q53 ยังโตแรง โดยแม้ในแง่ยอด
ขายในช่วง 2Q53 จะขยายตัวได้ถึง 44%QoQ และ 2%YoY ที่ 608 ล้านบาทตามผลบวกของ
สภาวะการตึงตัวของผลผลิตกุ้งในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ด้วยทิศทางราคาวัตถุดิบกุ้งที่ปรับตัว
ขึ้นค่อนข้างแรงประกอบกับสัดส่วนรายจ่ายในการดำเนินงาน 2Q53 ที่ก็ปรับตัวสูงขึ้น เพราะมีตั้ง
สำรองหนี้สงสัยจะสูญราว 14 ล้านบาท ก็กดดันอัตรากำไรจากการดำเนินงานช่วง 2Q53 หดตัวลง
จากระดับ 5.0% ใน 1Q53 เหลือ เพียง 3.2% และส่งผลต่อกำไรปกติลดลงเหลือ 18 ล้านบาท
แต่จากมีบันทึกกลับมูลค่าตั้งสำรองสินค้าและอื่นๆรวมราว 27 ล้านบาท จึงช่วยผลักดันบริษัทแจ้ง
กำไรสุทธิ 2Q53 ยังโตแรง 51%YoY และ 65%QoQ มาอยู่ที่ 45.5 ล้านบาท
ผู้บริหารยังคงเป้ารายได้ทั้งปี 53 โตมากกว่า 10% ซึ่งปัจจัยกระตุ้นหลักยังคงเป็นผล
จาก 1) สภาวะการตึงตัวของผลผลิตกุ้งโลกหลังประเทศคู่แข่งขันหลักอย่างเวียดนาม,บราซิล,อิน
โดนีเชียและจีนเกิดปัญหาโรคระบาดในกุ้งและสภาพภูมิอากาศไม่เอื้ออำนวยต่อการเลี้ยง ในขณะ
ที่ด้าน 2) คำสั่งซื้อจากประเทศสหรัฐและยุโรปก็ฟื้นตัวต่อเนื่อง ดังนั้น จึงส่งผลผู้บริหารประเมิน
แนวโน้ม 2H53 แม้ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นค่อนข้างเร็ว แต่ด้วยกลยุทธ์
กระจายความเสี่ยงไปยังตลาดอื่นๆ ของบริษัท เช่น ญี่ปุ่น (สัดส่วน 30-35%ของตลาดรวม) ที่ทิศ
ทางค่าเงินเยนแข็งค่ากว่าบาทเช่นกัน ก็ส่งผลคาดชดเชยผลกระทบการอ่อนค่าของดอลลาร์ได้
และยังคงคาดยอดขาย 2H53 จะดีขึ้นกว่าช่วง 2H52 ได้ราว 20%YoY และผลักดันยังคงเชื่อ
มั่นรายได้ทั้งปี 53 จะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10%YoY
ปรับกลยุทธ์ปี 54 เน้นเชิงรุกมากขึ้น ตั้งเป้าคำสั่งซื้อโต 20-30%YoY ด้วยทิศทาง
สภาวะอุตสาหกรรมส่งออกกุ้งไทยที่สดใส โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้ากุ้งปรุงสุก ประกอบกับปัญหา
การขาดแคลนแรงงานของบริษัทที่เริ่มทุเลาลงแล้ว ก็ส่งผลผู้บริหารคาดเตรียมกลับมาเปิดโรง
แห่งที่ 4 ใหม่ได้อีกครั้งในต้นปี 54 และตั้งเป้าปริมาณคำสั่งซื้อปี 54 โตอีกราว 20-30%YoY
ผลกระทบ : เพื่อสะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนวัตถุดิบกุ้งที่ปรับตัวขึ้นค่อนข้างแรงใน
ช่วงที่ผ่านมา และกดดันอัตราทำกำไรจากการดำเนินงานช่วง 1H53 ไม่โดดเด่นนัก ดังนั้น เราจึง
ปรับประมาณการกำไรปกติทั้งปี 53-54 ลงจากเดิมเฉลี่ย -22%YoY เหลือ 147 ล้านบาทและ
220 ล้านบาท ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ด้วยคาดใน 2H53 บริษัทอาจบันทึกกลับรายการค่าเผื่อ
สินค้าคงคลังที่เหลืออยู่ 105 ล้านบาทมาอีกบางส่วน ดังนั้น เราจึงคงคาดการณ์ตัวเลขกำไรสุทธิ
ทั้งปี 53 ที่ 207 ล้านบาท ซึ่งเติบโต13%YoY
คำแนะนำ : แม้ผลการดำเนินงานปกติ 2Q53 ที่ออกมาจะไม่โดดเด่นนัก แต่ด้วยมุม
มองเชิงบวกของเราต่อแนวโน้มผลประกอบการ 2H53 ประกอบกับจัดเป็นหุ้นอีกตัวหนึ่งที่ให้ผล
ตอบแทนจากเงินปันผลที่ดีสม่ำเสมอราว 7-8% ต่อปี เราจึงปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น “ซื้อเมื่ออ่อน
ตัว” โดยใช้ราคาเป้าหมายปี 54 ใหม่ที่ 6.15 บาท อ้างอิงวิธี PER เป็น 12x ตามค่าเฉลี่ย
อุตสาหกรรมเกษตรที่สูงขึ้น




เรียบเรียง โดย สุกัญญา ลาสุธรรม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 12:34:21

บล.บัวหลวง : PTTCH แนะนำพื้นฐาน 'ซื้อ' เป้าหมายพื้นฐาน 139.00 บาท

แนวโน้มกำไรเติบโตแข็งแกร่งในปี 2554
ประเด็นการลงทุน: ราคาหุ้น PTTCH ได้ outperform SET ในเดือนที่ผ่านมา
เนื่องจากราคาและส่วนต่างปิโตรเคมีค่อยๆฟื้นตัวขึ้น และนักลงทุนกลับมาเชื่อมั่นอีก
ครั้ง จากการแก้ไขปัญหากรณีมาบตาพุด เราคิดว่าราคาหุ้นจะยังคงแนวโน้มขาขึ้น
จากการคาดการณ์ราคาและส่วนต่างปิโตรเคมีฟื้นตัวแข็งแกร่งในไตรมาส 4/53 เนื่อง
จากเป็นช่วงไฮซีซัน แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากกำลังการผลิตใหม่เริ่มดำเนินงานและ
บางโครงการของ PTTCH ถูกระงับดำเนินงาน แต่บริษัทยังคงมีแนวโน้มแข็งแกร่ง เรา
คาดการณ์การเติบโตกำไรเฉลี่ยที่ 69% ในปี 2552-2554 (เทียบกับค่าเฉลี่ยในกลุ่มที่
เพียง 17%)
ส่วนต่างและราคาปิโตรเคมีถึงจุดต่ำสุดในไตรมาส 3/53: ราคาและส่วนต่างปิ
โตรเคมีได้ปรับตัวลงอย่างมากตั้งแต่ต้นไตรมาส 3 จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากมีอุปทาน
ส่วนเกินจากกำลังการผลิตใหม่ขณะที่อยู่ในช่วงโลว์ซีซันของอุปสงค์ นอกจากนี้เรา
คาดว่าปริมาณขายรวมในไตรมาส 3/53 จะเพิ่มขึ้น QoQ เนื่องจากการปิดซ่อมบำรุง
โรงงานโดยวางแผนล่วงหน้า แต่อย่างไรก็ตามเราคิดว่าส่วนต่างปิโตรเคมีได้ผ่านจุด
ต่ำสุดแล้ว และเริ่มจะฟื้นตัว ปัจจัยหลักจากช่วงไฮซีซันก่อนเทศกาลคริสต์มาสและปี
ใหม่
คาดกำไรไตรมาส 4/53 เติบโค QoQ: PTTCH คาดว่าจะรายงานกำไรไตร
มาส 4/53 ฟื้นตัว QoQ เนื่องจากส่วนต่างผลิตภัณฑ์ขยายตัวและปริมาณขายเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้มีแนวโน้มที่กำไรจะปรับขึ้นหากโรงแยกก๊าซโรงที่ 6 (โรงผลิตวัตถุดิบ) ได้
รับอนุญาตให้กลับมาดำเนินงานในไตรมาส 4/53 ซึ่งจะส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการ
ผลิตของโรงงาน PTTPE จะยิ่งสูงขึ้น QoQ
เติบโตอย่างมากในปี 2554: เราคาดว่ากำลังการผลิตและกำไรจะเพิ่มขึ้นอย่าง
มากในปีหน้า เนื่องจากการเริ่มดำเนินงานเชิงพาณิชย์ของโครงการใหม่หลาย
โครงการในปี 2553 รวมถึง (หวังว่า) การแก้ไขปัญหากรณีมาบตาพุดจะเสร็จสิ้นใน
เดือนธ.ค.
ความเสี่ยงต่ำจากส่วนต่างปิโตรเคมีอ่อนตัว: PTTCH ได้เปรียบด้านวัตถุดิบ
เหนือคู่แข่งรายอื่น เนื่องจากอีเธนราคาถูกกว่าแนฟทา การศึกษาของเราชี้ว่าบริษัท
จะยังคงได้ประโยชน์จากราคาวัตถุดิบที่ต่ำกว่าตราบที่ราคาน้ำมันยังคงเหนือระดับ 40
เหรียญต่อบาร์เรล




เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 12:11:29

บล.เคที ซีมิโก้ : SSI แนะนำ “ขาย” มูลค่าพื้นฐาน 1.67 บาท

กลยุทธ์ขยายธุรกิจแนวดิ่ง..ถูกต้อง แต่ยังไม่ชัดและไม่มั่นใจ
เราเห็นด้วยกับแนวทางการขยายลงทุนสู่เหล็กต้นน้ำของ SSI เพื่อเป็นผู้ผลิตเหล็กที่
ครบวงจร และสร้างมั่นคงด้านวัตถุดิบให้แก่ธุรกิจ รวมทั้งโอกาสในการขยายตลาด แต่ด้วยขนาด
เงินลงทุนที่มีนัยเมื่อเทียบกับขนาดสินทรัพย์เดิม และการระดมทุนเพิ่มไม่ว่าจะเป็นการกู้หรือการ
เพิ่มทุน ล้วนทำให้บริษัทและผู้ถือหุ้นเดิมมีภาระเพิ่มขึ้น ขณะที่ความสามารถในการทำกำไรยัง
ไม่ชัดเจน เพราะที่ผ่านมา แม้จะอยู่ภายใต้การบริหารของผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของโลกที่มี
ประสบการณ์ยาวนานอย่าง Tata Steel Group แต่โรงถลุงนี้ก็ทำได้แค่เพียงระดับคุ้มทุน เมื่อ
ผนวกกับแนวโน้มธุรกิจของ SSI เองยังไม่สดใสในระยะสั้นนัก เราจึงคงคำแนะนำ “ขาย”

คาดดีลนี้ได้ข้อสรุป สิ้นปี 53
วานนี้ SSI จัดประชุมนักวิเคราะห์ เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมกรณีซื้อโรงถลุงเหล็กใน
อังกฤษ - Teesside Cast Products (TCP) ทั้งความเป็นมาของดีลนี้ ลักษณะเชิงยุทธศาสตร์
ของโรงถลุงเหล็ก ผลบวกที่จะได้รับจากการลงทุน และความเป็นไปได้ของแหล่งเงินทุน โดย
บริษัทยังไม่สามารถให้ข้อมูลลงไปในรายละเอียดได้ด้วยเหตุผลว่าอยู่ระหว่างการทำดีล แต่คาดว่า
จะได้ข้อสรุปข้อตกลงทั้งหมดภายในสิ้นปีนี้

การขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์...ส่งผลบวกในระยะยาว
เราเห็นด้วยกับแนวทางที่ SSI ต้องการขยายธุรกิจสู่เหล็กต้นน้ำ ด้วยการซื้อสินทรัพย์
ของ TCP ซึ่งจะทำให้ SSI เป็นผู้ผลิตเหล็กแผ่นครบวงจร สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูงขึ้น
เพิ่มโอกาสในการขยายตลาดในต่างประเทศ แถมยังมีความมั่นคงทางด้านวัตถุดิบ สามารถทน
แต่แรงเสียดทานต่อการเปลี่ยนแปลงในวงจรของธุรกิจเหล็กได้ดีขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ยังกังวลถึง
ความสามารถในการทำกำไรในอนาคต เนื่องจากโรงถลุงเหล็กดังกล่าวต้องผลิตถึง 3.2 ล้านตัน/
ปี (91% ของกำลังการผลิตรวม) จึงจะไม่ขาดทุน ที่ผ่านมาแม้จะอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ
ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของโลกที่มีประสบการณ์ยาวนานอย่างกลุ่มทาทาโรงถลุงเหล็กดังกล่าวยังทำ
ได้เพียงแค่จุดคุ้มทุนเท่านั้น

มีความเป็นไปได้ที่อาจต้องเพิ่มทุน
แม้การประชุมวานนี้ SSI จะยังไม่มีการสรุปแหล่งเงินทุนเพื่อใช้ในการซื้อโรงถลุง
เหล็ก TCP ชัดเจน แต่เนื่องด้วยมูลค่าการลงทุนสูงถึงกว่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ(รวมเงินทุน
หมุนเวียน) ในขณะที่ SSI มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน 1 เท่า ทำให้มีความเป็นไปได้ที่ SSI จะต้อง
เพิ่มทุน หากสมมติให้บริษัทคงอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนไว้คงเดิมเท่ากับปัจจุบัน หมายความว่า
บริษัทต้องเพิ่มทุนใหม่ให้กับผู้ถือหุ้นเดิมราว 31% (คำนวณจากราคาปิดล่าสุด) หรือหากจัดสรร
หุ้นให้แก่บุคคลแบบเฉพาะเจาะจง ก็จะเกิด diulution effect กับผู้ถือหุ้นเดิมราว 24%



เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 11:16:05

บล.ทิสโก้ : SSI ปรับลดคำแนะนำเป็น“ถือ” จากเดิม“ซื้อ”

บล.ทิสโก้ : SSI ปรับลดคำแนะนำเป็น“ถือ” จากเดิม“ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 2.20
บาท (residual income model)

SSI : เข้าซื้อโรงถลุงเหล็ก Teesside Steel กับ Corus UK ปรับลดคำแนะนำ
เป็น “ถือ”

SSI จะกลายมาเป็นผู้ผลิตเหล็กครบวงจร หลังจากการเข้าซื้อสินทรัพย์ในครั้งนี้
SSI เซ็นเอ็มโอยู (MOU) กับ Corus UK ในการซื้อโรงถลุงเหล็ก Teesside
Steel ในตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอังกฤษ ซึ่งจะทำให้ SSI กลายมาเป็นผู้
ผลิตเหล็กครบวงจร ผลประกอบการของ SSI น่าจะมีความมั่นคงมากขึ้นแม้มีความ
ผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังขาดข้อมูลและการเข้าซื้อในครั้ง
นี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เรายังคงประมาณการผลประกอบการของเรา แต่ปรับลดคำแนะ
นำเป็น “ถือ” จากเดิม “ซื้อ” อิงจาก upside ที่จำกัดต่อราคาเป้าหมายของเรา 2.20
บาท (residual income model)

ผลประกอบการของ SSI น่าจะมั่นคงขึ้นแม้มีความผันผวนจากต้นทุนวัตถุดิบ
การเข้าซื้อในครั้งนี้จะทำให้ SSI กลายมาเป็นผู้ผลิตเหล็กครบวงจรด้วยต้นทุน
การลงทุนที่ต่ำ ส่งผลให้มีอุปทานเหล็กแท่งแบน (Slab) ที่แน่นอนที่จะป้อนใช้สำหรับ
การผลิต รวมทั้งน่าจะทำให้การจัดการสินค้าคงคลัง และทำให้ต้นทุนวัตถุดิบไม่
ผันผวนมากนัก

การจัดหาเงินทุนยังไม่ได้ข้อสรุป ; ผู้บริหารยังไม่ตัดสินใจที่จะเพิ่มทุน
ผู้บริหารยังไม่เปิดเผยแหล่งเงินทุนสำหรับการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ แต่ยังไม่
มีการเพิ่มทุน ถ้างบลงทุนทั้งหมดอยู่ที่ 500 ล้านเหรียญฯ หรือ 1.6 หมื่นล้านบาท น่า
จะสามารถหาได้จากการกู้ยืม โดยอัตราส่วนเงินกู้ต่อทุน (gearing) จะเพิ่มขึ้นจาก 1
เท่ามาอยู่ที่ 1.8 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับเริ่มสูง ในมุมมองของเราเห็นว่า การจัดหา
เงินทุนของ SSI น่าจะประกอบทั้งการกู้ยืมและการเพิ่มทุนรวมเข้าด้วยกัน




เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 11:13:11

บล.เกียรตินาคิน : BAT-3K แนะนำทยอยซื้อ

บล.เกียรตินาคิน : BAT-3K แนะนำทยอยซื้อ โดยมีราคาเหมาะสมปี 54 ที่ 66.50
บาท

-ใน 2Q53 บริษัทเริ่มมีผลประกอบการพลิกมาเป็นบวกที่ 17ล้านบาท หลังใน
1Q53 มีผลประกอบการที่ขาดทุน แต่ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี
ก่อน
-คาดผลประกอบการ2H53 มีโอกาสฟื้นตัวและปรับดีขึ้นเมื่อเทียบกับ ครึ่งปี
แรก คาดระดับราคาตะกั่วเริ่มปรับดีขึ้นตามภาวะตลาดในขณะที่บริษัทปรับเพิ่มราคา
จำหน่ายในต่างประเทศ โดยมีปริมาณความต้องการใช้ในประเทศเติบโตพร้อมกำลัง
การผลิตใหม่ช่วยเพิ่มรายได้ ในขณะที่ยังมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องการแข็งค่าของเงินบาท
รวมถึงความผันผวนของราคาตะกั่ว ปรับคำแนะนำจาก ซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว
เป็น”ทยอยซื้อ” คาดจ่ายปันผลของปี53 ที่ 2 บาท ให้ผลตอบแทน Dividend Yield
3.4% โดยมีราคาที่เหมาะสมปี 54ที่ 66.50บาท มี Upside gain 12%

ใน 2Q53 บริษัทเริ่มมีผลประกอบการพลิกมาเป็นบวกที่ 17 ล้านบาท หลังใน1Q53 มี
ผลประกอบการที่ขาดทุน แต่ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนสาเหตุ
จากอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับลด
รายได้จากการขาย 1,153 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3%QoQ และ เพิ่มขึ้น 31%YoY
มาจากการรับรู้รายได้ที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ
อัตรากำไรขั้นต้นปรับลดลงเป็น 16.6% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับ1Q53
ที่ 16.4% แต่ลดลงเมื่อเทียบกับ 2Q52ที่ 35.5% มาจากระดับระดับราคาตะกั่วที่ปรับ
ตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย2,200 -2,300 เหรียญต่อตัน ส่งผลต่อภาระต้นทุนที่เกิดจากราคา
ตะกั่ว ทำให้กดดันอัตรากำไรขั้นต้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนนอกจากนั้น
การแข็งค่าของเงินบาทส่งผลต่อภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการส่งออกที่บริษัทมีสัด
ส่วนการส่งออกที่50%
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 179ล้านบาท ลดลง17% QoQ และทรงตัวเมื่อ
เทียบกับรายปี เมื่อเทียบกับยอดขาย SG&A/Sale อยู่ที่ 15.5% ลดลงเมื่อเทียบกับ
รายไตรมาสและรายปีมาจากบริษัทควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น โดยมีส่วนหนี้สินต่อทุน
ปรับเพิ่มเป็น 1.31 เท่า เมื่อเทียบกับ 1Q53 ที่ 1.21 เท่า
สำหรับผลประกอบการ 1H53 มีขาดทุนสุทธิ 1.95 ล้านบาท ลดลง 101%
YoY มาจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับลดลงค่อนข้างมากซึ่งเป็นผลจากราคาวัตถุดิบ ตะ
กั๋ว ที่ผันผวน ลดลงเป็น 16.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 33.6%

ผลประกอบการ1Q52บริษัทประกาศกำไรสุทธิ 48.3ล้านบาท ลดลง 42%QoQ และ
ลดลง 17%YoY มาจากการรับรู้รายได้ที่ปรับลด ในขณะที่ใน1Q51 มีกำไรจากการ
ขายเงินลงทุน
รายได้จากการก่อสร้างและบริหาร 2,656ล้านบาท ลดลง 28%QoQ และ
ลดลง 27%YoY มาจากการรับรู้รายได้จากโครงการ ARL ที่เริ่มหมดลง
อัตรากำไรขั้นต้นทรงตัวอยู่ที่3.8% เมื่อเทียบกับ 4Q51 ที่ 3.7% และปรับ
เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับ 1Q51 ที่ 3.1% บริษัทเริ่มทยอยรับรู้รายได้โครงการใหม่เช่น
Pluto LPG Plant Module และงานก่อสร้างหลังคาโครงสร้างของมหารัตนะของวัด
ธรรมกาย ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ค่อนข้างดีประมาณ 8-10%
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 88 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 84%QoQ และ 2%
YoYซึ่งเมื่อเทียบกับยอดขาย SG&A/Sale อยู่ที่ 3.3% เมื่อเทียบกับ 4Q51 อยู่ที่
1.3% และ 1Q51 อยู่ที่ 2.4% มาจากใน4Q51 บริษัทตัดตั้งสำรองโบนัสพนักงานทำ
ให้มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าปกติ
อัตรากำไรสุทธิ 1.8%ลดลง เมื่อเทียบกับ 4Q51 ที่ 2.3% แต่เพิ่มขึ้นเมื่อ
เทียบกับ 1Q51 ที่ 1.6% มาจากใน1Q52 บริษัทมีบันทึกรายได้อื่นๆ 38.3 ล้านบาท
เข้ามา ในขณะเดียวกันบริษัทมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนที่ลดลงจากเดิม ใน4Q51 ที่ 1.79
เท่า เป็น 1.60 เท่าใน1Q52 และ 2.71 เท่า ใน 1Q51

กำลังการผลิตใหม่ของผลิตภัณฑ์ใหม่..เริ่มเห็นชัดเจนขึ้นในปี54
ปี53 คาดบริษัทมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจากในปี 52 มาจากความต้องการใช้ที่
เพิ่มขึ้น ตามทิศทางการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มลูกค้า
ประเภทรถกระบะ ซึ่งเป็นกลุ่มจากอุตสาหกรรมภาคการผลิตและเกษตรกรรมทำให้มี
การผลิตที่ 280,000 -300,000 ลูกต่อเดือนอประมาณ 3.36-3.60 ล้านลูกต่อปี โดยมี
แผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ต่อเดือนได้ประมาณ 3Q53 ที่ประมาณ 50,000 ลูก
ต่อเดือน ซึ่งจะทำให้กำลังการผลิตเต็มของบริษัทต่อเดือนทำได้ 350,000 ลูกต่อ
เดือน โดยกำลังการผลิตใหม่เป็นสินค้าใหม่คือเป็นแบตเตอรี่ไม่เติมน้ำกลั่นโดยคาด
ว่าจะทยอยเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นใน4Q53 ที่ประมาณ 20,000- 30,000 ลูกต่อเดือน
ทั้งนี้ช่วงจังหวะการขายที่เติบโตจะเป็นในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งเป็นช่วงหลังการเก็บ
เกี่ยว ถือเป็นฤดูกาลของยอดขายที่เติบโต โดยคาดในปี 54 บริษัทสามารถใช้กำลัง
การผลิตได้เต็มที่ 350,000 ลูกต่อเดือน พร้อมมองตลาดแบตเตอร์รี่ทดแทน (REM) มี
โอกาสเติบโตต่อเนื่องจากความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นทั้งตลาดภายในประเทศและต่าง
ประเทศ โดยบริษัทยังคงสัดส่วนการขายในประเทศและต่างประเทศที่ 50:50

ความผันผวนของราคาตะกั่ว…ยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อผลประกอบการ
การเปลี่ยนแปลงของราคาตะกั่วบริสุทธิ์ ที่มีการปรับตัวขึ้นลงอย่างผันผวน
ส่งผลต่อผลประกอบการของบริษัท หลังมีนักลงทุนมีความวิตกกังวลต่อปัญหาการ
เงินในยุโรป ส่งผลต่อการควบคุมราคาขายและต้นทุนของบริษัท จากในช่วง ต.ค-ธ.
ค.52.ระดับราคาเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 2,200-2,300 เหรียญสหรัฐต่อตัน โดยใน1Q53 เริ่ม
ปรับลดราคาเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 2,000-2,200 เหรียญสหรัฐต่อตัน และในช่วง เม.ย-พ.ค
53 เริ่มอ่อนตัวลงสู่ระดับ 1,700-1,800 เหรียญสหรัฐต่อตัน และฟื้นตัวดีขึ้นในเดือน มิ.
ย-ส.ค 53 ที่ 1,800-2,200 เหรียญสหรัฐต่อตัน โดยระดับราคาตะกั่วที่ไม่ผันผวนใน
ระดับคงที่ที่ระดับราคาระหว่าง 2,200-2,300 เหรียญสหรัฐต่อตัน จะทำให้บริษัท
สามารถควบคุมต้นขายและความสามารถในการทำกำไรได้ดีขึ้น

ปัจจัยเสี่ยง
-การเร่งยอดขายของบริษัทและคู่แข่งซึ่งจากการแข่งขันเพื่อรักษายอดขายใน
ตลาด ทำให้มีการส่งเสริมการขายและ Promotion ต่างๆ ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการขาย
และบริหารที่เพิ่มสูงขึ้น
- เนื่องจากบริษัทมีรายได้จากการส่งออกในสัดส่วน 50% ทำให้การแข็งค่า
ของเงินบาท 1 บาท ส่งผลต่ออัตรากำไรขั้นต้นลดลง 2-3%
- ระดับราคาตะกั่วที่มีความผันผวนซึ่งส่งผลต่อการควบคุมต้นทุนขายและอัตรา
กำไรขั้นต้นเนื่องจาก50%ของต้นทุนการผลิตมาจากตะกั่ว

คาดผลประกอบการ2H53 มีโอกาสฟื้นตัวและปรับดีขึ้นเมื่อเทียบกับ ครึ่งปีแรก
คาดผลประกอบการ 2H53 มีโอกาสปรับตัวดีขึ้นเนื่องจากเป็นช่วงหน้าฤดูกาล
โดยปี53 ประเมินว่าจะมีรายได้ทั้งปีอยู่ที่ 4,380 ล้านบาท และเติบโตในปี 54
ประมาณ 7%อยู่ที่ 4,702 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากกำลังการผลิตใหม่ โดยคาด
ความสามารถในการทำกำไรจะค่อยๆ ฟื้นตัวหลังจากราคาตลาดเริ่มปรับดีขึ้น รวมถึง
การแข็งค่าของเงินบาท คาดในปี 53 มีกำไรสุทธิ 71 ล้านบาทลดลง และกำไรสุทธิปี
54 ที่ 173 ล้านบาท โดยมีราคาที่เหมาะสมปี 54 อยู่ที่ 67 บาท (ประเมินจาก PBV ที่
0.70เท่า) คาดจ่ายปันผลปี 53 ได้ 2 บาท ให้ผลตอบแทน Dividend Yield 3.35%
และปี 54 อยู่ที่ 4.35% แนะนำ “ซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว” โดยบริษัทยังคงมีจุดเด่นจาก
การจ่ายปันผลที่สม่ำเสมอและต่อเนื่อง ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 4-5% ต่อปี





เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 10:42:49

บล.โกลเบล็ก : SSI แนะนำ 'ถือ' ราคาเป้าหมายปี 53 ที่ 2.08 บาท

* SSI ลงนาม MOU ซื้อโรงงานถลุงเหล็กที่ประเทศอังกฤษ: SSI ได้มีการลงนาม
บันทึกความเข้าใจกับ Corus UK Limited (Corus) บริษัทในกลุ่ม Tata Steel Group เพื่อ
แสดงเจตนารมณ์ในการพิจารณาเข้าทำรายการซื้อสินทรัพย์โรงงานถลุงเหล็ก Teesside Cast
Products (TCP) ของ Corus โดยจะเป็นการซื้อสินทรัพย์การผลิตเหล็กต้นน้ำ (โรงงานตั้งอยู่
ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอังกฤษ) มูลค่าประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย
TCP เป็นโรงงานผลิตเหล็กแท่งแบน (Slab) ครบวงจร เป็นโรงงานถลุงเหล็กและผลิตเหล็กกล้า
ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป มีกำลังการผลิต Slab ประมาณ 3.5 ล้านตันต่อปี (คิดเป็นต้นทุน
ประมาณ 0.14 US$bn/mt ถูกกว่าโรงงานที่สร้างใหม่คิดเป็นต้นทุนประมาณ 1.28 US$/mt)
* คาดส่งผลบวกในระยะยาว: เราคาดว่าการลงทุนซื้อโรงงานดังกล่าวจะส่งผลบวกใน
ระยะยาว ทั้งในด้านของการวางแผนการผลิตและสต็อกสินค้าได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น รวมทั้งจะ
ช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างกำไรในอนาคต อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะยังต้องใช้เวลาในการศึกษา
รายละเอียดอีกไม่ต่ำกว่า 6 เดือน โดยแหล่งเงินทุนคาดว่าจะมีการกู้เงินรวมถึงการเพิ่มทุน ดัง
นั้น ในระยะสั้นยังคงไม่ได้รับปัจจัยบวกดังกล่าว
* คาดกำไร 2H53 มีแนวโน้มชะลอตัว: เราคาดว่าผลประกอบการ 3Q53 จะมีกำไร
ลดลงจากไตรมาสก่อน แม้คาดว่าปริมาณขายจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน อย่างไรก็ตาม
คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบในสต็อกเพิ่มที่สูง
ขึ้น ขณะที่ราคาขายเฉลี่ยคาดว่าจะทรงตัวถึงปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม คาดแนว
โน้มผลประกอบการใน 4Q53 จะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง ทั้งนี้ เราคาดกำไรสุทธิในปี 53 ที่ 3,371
ล้านบาท เพิ่มขึ้น 165% YoY
* แนะนำ 'ถือ' ราคาเป้าหมาย 2.08 บาท: จากแนวโน้มผลประกอบการโดยรวมในปี
53 ที่คาดว่าจะเติบโตค่อนข้างมาก แม้ใน 2H53 จะชะลอตัว ส่วนโรงงานถลุงเหล็กคาดส่งผลบ
วกในระยะยาวมากกว่า แต่อาจมีความเสี่ยงที่จะต้องเพิ่มทุน ทั้งนี้ เราแนะนำ ถือ (จากเดิมซื้อ)
ประเมินมูลค่าเหมาะสมโดยใช้ PER ราว 8 เท่า ได้ราคาเป้าหมายปี 53 ที่ 2.08 บาท



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 10:40:09

บล.เกียรตินาคิน : SAT แนะนำถือ Fair Value (Bt)’53 : 21.63

บล.เกียรตินาคิน : SAT แนะนำถือ Fair Value (Bt)’53 : 21.63

แม้เราจะเชื่อว่าผลประกอบการของ SAT ในช่วง 3-4 ปีต่อจากนี้ (2554-2556)
มีโอกาสเติบระดับ 17% ต่อปีตามการเติบโตของอุตฯ ยานยนต์ไทยและ Order ใหม่
จากลูกค้าใหม่อย่าง Kubota แต่อย่างไรก็ตาม ระดับราคาหุ้น SAT ในปัจจุบันสูงกว่า
ราคาเหมาะสมที่เราประเมินแล้วและเรายังไม่มีการปรับราคาเหมาะสมเพิ่มขึ้น เนื่อง
จากอุตฯ ยานยนต์ไทยยังมีความเสี่ยงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความ
เปราะบางและ SAT เองก็มีความเสี่ยงจากภาวะภัยแล้งส่งผลกระทบเป้ายอดขาย
Kubota เราจึงเปลี่ยนคำแนะนำเป็นเพียง “ถือ” (จากเดิม “ซื้อ”) เพื่อติดตามการเติบ
โตของอุตฯ ยานยนต์ไทยต่อไป

คาดอุตฯ ยานยนต์ไทยช่วงปี 2553-2557 เติบโตเฉลี่ยปีละ 12%
PricewaterhouseCoopers คาดการณ์การเติบโตของยอดผลิตยานยนต์ทั่ว
โลกในช่วงปี 2553-2557 จะเติบโตเฉลี่ยปีละ 7% จากยอดผลิตรวม 57.2 ล้านคันทั่ว
โลกในปี 2552 เป็น 85.2 ล้านคันในปี 2557 และคาดยอดผลิตในภูมิภาคเอเชียจะ
เติบโตเฉลี่ยปีละ 7% เช่นกัน ขณะเดียวกันกลุ่ม SAT คาดการณ์ยอดผลิตยานยนต์ใน
ประเทศไทยในช่วงปี 2553-2557 จะเติบโตเฉลี่ยปีละ 12% โดยเป็นการเติบโตจาก
Eco Car และการส่งออกเป็นหลัก โดยรถกระบะยังครองส่วนแบ่งตลาดหลักประมาณ
60% และ Eco Car จะมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 20% ส่วนในปี 53 คาดยอดผลิต
ยานยนต์ไทยจะเติบโต 50-60% มียอดผลิตยานยนต์รวมประมาณ 1.5-1.6 ล้านคัน

Eco Car ยังรอการพิสูจน์ต่อไปในปี 54-55
Eco Car จะเป็น Product Champion ยานยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยตัวที่
2 ถัดจากรถกระบะได้หรือไม่ยังคงต้องรอการพิสูจน์ต่อไป แม้ว่าเบื้องต้นจะมีแนวโน้ม
ค่อนข้างดีจากการประสบความสำเร็จของ Nissan “March” Eco Car คันแรกของ
ประเทศไทยที่เปิดตัวในเดือน มี.ค. 53 ที่ผ่านมา จนถึงเดือน มิ.ย. 53 มียอดผลิตรวม
ประมาณ 1.4 หมื่นคัน ช่วยดันให้ Nissan มียอดผลิตรถยนต์นั่งขึ้นแซง AAT
(Ford&Mazda) ขึ้นเป็นอันดับ 3 รองจาก Honda และ Toyota โดย Nissan ตั้งเป้า
ยอดผลิต Eco Car ในปี 53 ที่ระดับ 50,000 คันและเพิ่มขึ้นเป็น 100,000 คันในปี 54
อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามต่อไปว่า Eco Car ของค่ายรถยนต์อื่น ๆ ที่เข้าร่วม
โครงการส่งเสริมการลงทุนอีก 4 ค่าย ประกอบด้วย Honda, Toyota, Mitsubishi และ
Suzuki ที่จะทยอยเปิดตัวในปี 54-55 จะประสบความสำเร็จเหมือนกับ
Nissan “March” ได้หรือไม่ เนื่องจากการแข่งขันในตลาดในประเทศที่จะสูงขึ้นตาม
การเปิดตัวและการแข่งขันในตลาดต่างประเทศจากรถยนต์ราคาถูกของ
ประเทศ “จีน” และ “อินเดีย” เป็นต้น

คาดกำไรในช่วงปี 2553-2556 ของ SAT เติบโตเฉลี่ยปีละ 17%
เราคาดผลประกอบการของ SAT ในช่วงปี 2553-2556 จะเติบโตต่อเนื่อง
ตามการเติบโตของอุตฯ ยานยนต์ไทย และคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้าหลักรายใหม่
คือ Kubota ที่มีแนวโน้มจะสั่งสินค้าจาก SAT เพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลังจากที่ Kubota เข้า
มาขยายฐานการผลิตรถแทรกเตอร์ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2552 เราคาดปี 2553
SAT จะมียอดขายเติบโต 47% เป็น 6.3 พันล้านบาท และมีกำไรสุทธิเติบโต 140%
เป็น 754 ล้านบาท และคาดในช่วงปี 2553-2556 ยอดขายของ SAT จะเติบโตเฉลี่ย
ปีละ 12% และกำไรสุทธิเติบโตเฉลี่ยปีละ 17%

อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้น SAT สูงกว่าราคาเหมาะสมที่เราประเมินแล้ว
ในขณะที่เมื่อพิจารณาระดับราคาหุ้น SAT วานนี้ปิดที่ระดับ 23.20 บาท
สูงกว่าราคาเหมาะสมปี 53 (21.63 บาท) และ 54 (22.32 บาท) ที่เราประเมินแล้ว และ
เรายังไม่มีการปรับประมาณการและราคาเหมาะสมของ SAT เพิ่มขึ้น เนื่องจากภาวะ
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงรวมถึงปริมาณคำสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้า
หลักรายใหม่ Kubota ก็มีความเสี่ยงที่จะไม่เป็นไปตามเป้าจากปัญหาภัยแล้ง

ภาวะเศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงและ Order Kubota อาจไม่ได้ตามเป้า
แม้เราคาดว่าอุตฯ ยานยนต์ไทยจะมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในปี
2553-2557 แต่อย่างไรก็ตาม อุตฯ ยานยนต์ไทยยังมีความเสี่ยงจากภาวะการฟื้นตัว
ของเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความเปราะบางเนื่องจากยอดผลิตยานยนต์ในประเทศไทย
เป็นการผลิตเพื่อการส่งออกมากกว่า 50% โดยมีแนวโน& 63243;มว่าภาวะเศรษฐกิจในสหรัฐ
อเมริกาและญี่ปุ่นจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลงในครึ่งปีหลังปี 53 และเศรษฐกิจใน
สหภาพยุโรปยังคงมีความเปราะบางจากป& 63248;ญหาหนี้สาธารณะในบางประเทศ ในขณะ
ที่ SAT ก็มีความเสี่ยงจากยอดขายสินค้าลูกค้ารายใหม่ (Kubota) อาจไม่เป็นไปตาม
เป้าหลังจากเกิดปัญหาภัยแล้งส่งผลต่อยอดขายรถแทรกเตอร์ของ Kubota ในปี 53
ทำให้ผู้บริหารปรับเป้ายอดจำหน่ายรถแทรกเตอร์ของ Kubota ในปี 53 เป็นเพียงทรง
ตัวจากเดิมคาดเติบโต 8% จากปี 52

เราจึงเปลี่ยนคำแนะนำเป็นเพียง “ถือ” เพื่อติดตามการเติบโตของอุตฯ ยานยนต์ไทย
ต่อไป
แม้เราจะยังมีมุมมองบวกต่อการเติบโตของอุตฯ ยานยนต์ไทยและผล
ประกอบการของบริษัทในช่วงปี 2553-2556 แต่อย่างไรก็ตาม ระดับราคาหุ้น SAT สูง
กว่าราคาเหมาะสมที่เราประเมินแล้วและเรายังไม่มีการปรับราคาเหมาะสมเพิ่มขึ้น เรา
จึงเปลี่ยนคำแนะนำเป็นเพียง “ถือ” เพื่อติดตามการเติบโตของอุตฯ ยานยนต์ไทยต่อ
ไป (จากเดิม “ซื้อ”) โดยเราคาดปี 53 และ 54 SAT จะมีกำไรเติบโต 140% และ
11% ตามลำดับ และคาดว่าจะจ่ายเงินปันผลเท่ากับ 0.78 บาท/หุ้น และ 0.86 บาท/
หุ้น ตามลำดับ ส่วนกระบวนการเพิ่มทุนจำนวน 40 ล้านหุ้น (จากการใช้สิทธิของ SAT-
T1 (25 ล้านหุ้น) และการขายให้กับผู้ลงทุนเฉพาะเจาะจง (15 ล้านหุ้น)) คาดว่าจะแล้ว
เสร็จภายในเดือน ต.ค. 53 ซึ่งะเราคาดว่าระดับราคาหุ้น SAT ในปัจจุบันที่เคลื่อนไหว
ในระดับที่สูงกว่าราคาเหมาะสมที่เราประเมินเนื่องจากได้รับปัจจัยบวกจากการทำ
Bookbuild เพื่อกำหนดราคาขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับผู้ลงทุนเฉพาะเจาะจงภายในเดือน
ก.ย. 53 นี้





เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 10:37:19

บล.พัฒนสิน : ADVANC แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายปี 2011F 120 บาท

ADVANC แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายปี 2011F 120 บาท
การเซ็นสัญญา IC ระหว่าง ADVANC กับ CAT Telecom น่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อ
ADVANC เนื่องจากคาดว่า ADVANC จะมีการบันทึกรายได้พิเศษจากการคิดค่า IC ย้อนหลัง
เช่นเดียวกับ DTAC อย่างไรก็ตาม ในระยะกลางถึงยาว การเซ็นสัญญาดังกล่าวจะสะท้อนแนว
โน้มค่า IC ที่จะลดลงจากระดับ 1 บาทต่อนาทีในปัจจุบัน และอาจสร้างแรงกดดันต่อการอัตราค่า
บริการปัจจุบันและแนวโน้มการขยายตัวของรายได้ในอนาคต แต่ในระยะสั้นเราคาดว่าอัตราค่า
IC ระหว่างผู้ประกอบการหลักจะยังคงอยู่ที่ 1 บาทต่อนาที ยังคงแนะนำ BUY ราคาหุ้นปัจจุบันให้
อัตราผลตอบแทน 31% การเปิดประมูลใบอนุญาต 3G ในอีก 1 เดือนข้างหน้าน่าจะเป็นปัจจัย
บวกต่อราคาหุ้น ส่วนปัจจัยลบในระยะสั้น คือการฟ้องร้องADVANC เกี่ยวกับคดีทักษิณโดย
TOT หรือ กระทรวง ICT ซึ่งยังไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน ซึ่งหากมีการฟ้องร้องจริงเราคาดว่าจะ
ส่งผลลบในเชิง Sentiment ต่อราคาหุ้น แต่ไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานจนกว่าจะมีคำดสิน
ของศาล ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2-3 ปี
• เราสอบถาม ADVANC ซึ่งยืนยันการเซ็นสัญญา IC กับ CAT Telecom แล้ว แต่ยังไม่
สามารถบอกรายละเอียดเพิ่มเติมได้
• เราคาดว่าการเซ็นสัญญาดังกล่าวจะทำให้ ADVANC มีการบันทึกรายได้พิเศษ ที่เกิด
จากการคิดค่า IC ย้อนหลังเหมือนกับกรณีของ DTAC ซึ่งได้เซ็นสัญญา IC กับ CAT Telecom
ไปในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา และจะมีการบันทึกรายได้พิเศษ 500 ล้านบาท (ก่อนภาษี)ใน 3Q10
นี้ ก่อนหน้า
• เราได้ประเมินรายได้พิเศษสำหรับ ADVANC จากการเซ็นสัญญา IC กับ CAT
Telecom ที่ 500 ล้านบาท ในประมาณการกำไรสุทธิในปี 2010 แล้ว โดยสมมติให้เท่ากับ
DTAC หาก ADVANC ประกาศรายได้พิเศษมากกว่า 500 ล้านบาทจะเป็น upside ต่อ
ประมาณการของเรา ขณะที่เราคาดว่านักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ในตลาดยังไม่ได้รวมรายได้พิเศษไว้
ในประมาณการ
• ขณะเดียวกัน เราคาดว่าการเซ็นสัญญา IC กับ CAT Telecom จะไม่ได้ทำให้ค่า Net
IC ของ ADVANC เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากปริมาณการโทรเข้าออกของ Hutch
และ CAT CDMA ซึ่งเป็นผู้บริการโทรศัพท์มือถือภายใต้ CAT Telecom น่าจะมีสัดส่วนที่น้อย
มาก อิงจากฐานลูกค้าของ Hutch และ CAT CDMA ที่ประมาณ 1.5ล้านราย เทียบกับ ฐาน
ลูกค้ารวมของ 3 ผู้ประกอบการหลัก ที่ 67 ล้านราย
• นอกจากนี้ การเซ็นสัญญา IC ที่ 0.5 บาทต่อนาที ระหว่าง ADVANC DTAC และ
CAT Telecom กำลังสะท้อนว่าอัตราค่า IC ที่ 1 บาทต่อนาทีในปัจจุบัน ที่เซ็นระหว่างผู้ประกอบ
การหลัก 3 ราย (ADVANC DTAC และ TRUEMOVE) น่าจะมีแนวโน้มลดลงในอนาคต ซึ่ง
จะส่งผลกระทบให้อัตราค่าบริการลดลงและกดดันการขยายตัวของรายได้ค่าบริการในระยะยาว
• หลักการ IC ของ กทช. คือให้ผู้ประกอบการ 2 ฝ่ายเจรจา ค่า IC กันเอง หากตกลงกันไม่
ได้ให้ใช้ค่า IC กล่างที่ กทช.ประกาศคือ 0.5 บาทต่อนาที ขณะที่ปัจจุบันผู้ประกอบการรายใหญ่
3 ราย (ADVANC DTAC และ TRUE MOVE)เซ็น IC ที่ 1 บาทต่อนาที
• เราเห็นว่า การลดลงของค่า IC ที่ 1 บาทต่อนาทีของผู้ประกอบการหลักในปัจจุบันจะยังไม่
น่าจะลดลงในระยะสั้นนี้ทั้งนี้ ค่า IC ที่เซ็นไว้ระหว่างกันจะเปลี่ยนแปลงต่อเมื่อผู้ประกอบการอีก
ฝ่ายต้องการเปลี่ยนแปลง แล้วจึงต้องมีการเจรจากันใหม่ ซึ่งหากเจรจากันไม่ได้ ก็จะไปฟ้อง
กทช. เข้าสู่กระบวนการยุติข้อพิพาท และในที่สุดาจต้องใช้อัตรากลางที่ กทช. กำหนดที่ 0.5 บาท
ต่อนาที
• ปัจจุบัน เราเห็นว่า ADVANC และ DTAC ยังไม่ต้องการเปลี่ยนค่า IC ที่ 1 บาทต่อนที
ในตอนนี้ ตรงกันข้ามกับ TRUE MOVE ซึ่งผู้บริหารเคยให้ความเห็นก่อนหน้าว่าหากมีการเซ็น
สัญญา IC ที่ 0.5บาทต่อนาที ระหว่าง ADVANC และDTAC กับ CAT Telecom TRUE
MOVE จะจ่ายค่า IC ที่ 0.5บาทต่อนาทีกับ ADVANC และ DTAC ซึ่งต่ำกว่าค่าIC ที่ตกลงกัน
ไว้ที่ 1 บาทต่อนาที การกระทำดังกล่าวอาจทำให้ต้องมีการเจรจาค่า IC กันใหม่ระหว่าง 3
ผู้ประกอบการหลัก และเกิดข้อพิพาทระหว่างกัน ซึ่งจะเข้าสู่กระบวนการข้อพิพาท โดยเราคาดว่า
จะใช้เวลไม่ต่ำกว่า 1ปี ก่อนจะได้ข้อสรุป




เรียบเรียง โดย สุกัญญา ลาสุธรรม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 10:34:19

บล.พัฒนสิน : PTTEP แนะนำ BUY 2011F TP : 211 บาท

PTTEP คาดราคาหุ้นยังคง Underperform จนกว่าจะมีข้อสรุปที่ชัดเจนในอีก 1 เดือน
ข้างหน้าจากกรณีที่รัฐบาลอินโดฯฟ้องร้อง แม้บริษัทจะมีความเชื่อมั่นว่าน้ำมันรั่วไหลที่
Montara ไม่ได้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และไม่ได้กังวลต่อการเรียกร้องค่าเสียหายราว
US$2.4 พันล้าน ของรัฐบาลอินโดนีเซียที่ไม่มีหลักฐานรองรับ แต่คาดการณ์downside risk
จากประเด็นดังกล่าว (หากกรณีเลวร้ายสุดเกิดขึ้น เราประเมินจะกระทบต่อการลดลงของกำไร
สุทธิปี2010F ของ PTTEP ราว 83% และอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้ถือหุ้น PTTEP ราว 10
บาท/หุ้น) จะยังเป็นปัจจัยกดดันราคาหุ้น PTTEP อีกย่างน้อยราว 1 เดือน จนกว่าผลการศึกษาสิ่ง
แวดล้อม และ / หรือ Montara Commission of Inquiryจะมีการเปิดเผยต่อสาธารณชน อย่าง
ไรก็ตามหากมองข้าม downside risk ของกำไรสุทธิปี 2010F จากค่าชดเชยความเสียหาย
one-time ดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้น เรายังเชื่อมั่นแนวโน้มการขยายตัวของกำไรสุทธิอย่างแข็งแกร่ง
ในปี 2011-12Fและคงคำแนะนำ BUY (2011F TP : 211 บาท)




เรียบเรียง โดย สุกัญญา ลาสุธรรม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 10:31:23

บล.เอเซียพลัส : SIAM ราคาหุ้นที่เหมาะสม 3.95 บาท แนะนำซื้อ

4Q52/53 กำไรจากการดำเนินงาน 54.27 ล้านบาท
SIAM รายงานผลประกอบการงวด 4Q52/53 มีกำไรสุทธิ 105 ล้านบาท แต่ถ้าหัก
กำไรจากรายการพิเศษต่างๆรวม 51 ล้านบาท จะมีกำไรจากการดำเนินงาน 54.27 ล้านบาท นับ
เป็นการกลับมาทำกำไรได้เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส เกิดจากยอดการรับรู้รายได้ที่เติบโต
ก้าวกระโดด 74%QoQ เป็น 722 ล้านบาท เนื่องจากมีการส่งมอบงานอาคารสำเร็จรูปไป
ออสเตรเลียจำนวน 1 ตู้ มูลค่าประมาณ 8.6 ล้านเหรียญฯ ซึ่งเป็นงานให้ margin สูง ส่งผลให้มี
gross margin เฉลี่ยปรับขึ้นเป็น 22.1% รวมถึงยังได้รับส่วนแบ่งกำไรตามวิธีส่วนได้เสียจาก
SSSC เข้ามาอีก 13 ล้านบาท ทำให้ปี 2552/53 SIAM สามารถพลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 66
ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33%YoY และมีการประกาศจ่ายเงินปันผลหุ้นละ 0.02 บาท โดยจะขึ้นเครื่อง
หมาย XD วันที่ 5 พ.ย. 53 ด้านโครงสร้างการเงิน SIAM ดำรงสถานะเป็น Net Cash และมี
Book Value เพิ่มขึ้นอย่างมากเป็น 4.58 บาท เนื่องจากมีการประเมินราคาที่ดิน อาคาร เพิ่ม
ขึ้นมา 429 ล้านบาท

งานออสเตรเลียเหลืออีก 52 ล้านเหรียญฯ ส่งมอบภายใน มิ.ย. 2554
งานอาคารในออสเตรเลียมีการปรับเพิ่มมูลค่าจากเดิมตู้ละ 5 ล้านเหรียญ เป็น 8.6
ล้าน เหรียญฯ โดย ณ สิ้น มิ.ย. 53 SIAM เหลือมูลค่างานที่จะส่งมอบอีก 52 ล้านเหรียญฯ ซึ่งจะ
กำหนดส่งมอบงานทั้งหมดภายใน มิ.ย. 54 นอกจากนี้ SIAM ยังมีงานตกแต่งภายในให้กับ
บริษัท ปตท. อีกประมาณ 100 ล้านบาท และอยู่ในระหว่างเจรจางานเพิ่มเติมกับผู้ว่าจ้างใน
ออสเตรเลียอีก รวมถึงยังมีโอกาสบันทึกหนี้สูญรับคืนจากกิจการร่วมค้า สยาม-วังสิงห์คำ ที่เคย
บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายไปแล้วในงบการเงินปี 2552/53 ไม่ตำกว่า 30 ล้านบาท จึงเชื่อว่าผล
ประกอบการในปี 2553/54 ( ก.ค. 53- มิ.ย. 54 ) จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับปี
2553

จะเห็นการฟื้นตัวชัดเจนในปี 2553/54 ปรับเพิ่มคำแนะนำจาก ถือ เป็น ซื้อ
ผลประกอบการที่มีแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจน ประกอบกับฐานะการเงินที่แข็งแกร่งโดยการ
ดำรงสถานะเป็น Net Cash มาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ SIAM มีความน่าสนใจในฐานะที่เป็นหุ้น
Turnaround ที่มีความเสี่ยงต่ำ จึงไม่น่าจะซื้อขายในระดับต่ำกว่ามูลค่าหุ้นตามบัญชี ฝ่ายวิจัยจึง
ปรับเพิ่ม Fair Value จากเดิมที่กำหนดที่ PBV 0.60 เท่า เป็น PBV 1 เท่า แต่ได้มีการปรับ
ปรุงรายการโดยตัดประเมินมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มออกเพื่อความอนุรักษ์นิยม จะให้ราคาหุ้นที่เหมาะ
สม ณ สิ้น มิ.ย. 54 ที่ 3.95 บาท มี Upside 36% จึงปรับเพิ่มคำแนะนำจาก ถือ เป็น ซื้อ




เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 10:30:03

บล.เอเซียพลัส : THANA แนะนำถือ Fair Value 2.75 บาท

2H53 เตรียมเปิด 4 โครงการ 1.4 พันล้านบาท สร้าง Presale เติบโต
สินค้าแนวราบของ THANA ยังขายดีอย่างต่อเนื่อง ทั้งในจ.นนทบุรีและภูเก็ต โดย
ตั้งแต่ต้นเดือนจนถึงปัจจุบันมียอด Presale เท่ากับ 603 ล้านบาท จากเป้าหมายปี 2553 ที่ตั้ง
ไว้ 1,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 609 ล้านบาทในปี 2552 ขณะที่สินค้าคงเหลือจากโครงการที่
เปิดขายในปัจจุบันเหลือเพียง 344 ล้านบาท ทำให้ในช่วง 2H53 THANA มีแผนเปิดโครงการ
แนวราบที่จ.นนทบุรีเพิ่มอีก 3 โครงการ ได้แก่ คลัสเตอร์วิลล์ ราชพฤกษ์-พระราม5, คลัสเตอร์
วิลล์ ปิ่นเกล้า-ราชพฤกษ์ และไพร์มเพลส ราชพฤกษ์-บางใหญ่ ส่วนที่ภูเก็ตจะเปิดเพิ่ม 1
โครงการ ได้แก่ ไพร์มเพลส เนรมิต-อนุสาวรีย์4 มูลค่ารวมกว่า 1,420 ล้านบาท สำหรับแผนการ
เปิดโครงการในปี 2554 จะยังคงเน้นทำเลนนทบุรีและภูเก็ตเช่นเดิม ซึ่งปัจจุบันได้ทยอยซื้อ
Land Bank ไว้รองรับแล้ว จากงบทั้งปี 700 ล้านบาท ส่วนที่ดินเปล่า 104 ไร่ ณ หาดกมลา จ.
ภูเก็ต ที่มีราคาประเมินสูงถึง 620 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ที่จะ
พัฒนาโครงการ และกำลังรอการพัฒนาสาธารณูปโภครอบพื้นที่ จึงคาดว่าจะยังไม่เห็นแผนการที่
เป็นรูปธรรมใน 1-2 ปีนี้

แนวโน้มกำไร 3Q53 ลดลง QoQ แต่จะสูงสุดใน 4Q53
ผลจากสต็อกสินค้าที่เหลืออยู่ไม่มาก และยอด Backlog ณ สิ้น 2Q53 ที่เหลือเพียง
52 ล้านบาท จึงคาดว่ายอดโอนฯและกำไรงวด 3Q53 จะลดลง QoQ แต่ในงวด 4Q53 คาดว่า
กำไรจะเป็นจุดสูงสุดในปี เพราะโครงการเตอร์วิลล์ ราชพฤกษ์-พระราม5 และคลัสเตอร์วิลล์ ปิ่น
เกล้า-ราชพฤกษ์ ที่เปิดในช่วง 3Q53 จะเริ่มโอนฯได้ สำหรับประสิทธิภาพการทำกำไรช่วง
2H53 คาดว่า Gross Margin จะลดลงเหลือ 31-33% จาก 35.6% ในงวด 1H53 และจะมี
SG&A/Sales ที่เพิ่มขึ้นจากการกลับมาจ่ายภาษีธุรกิจเฉพาะที่อัตรา 3.3% แต่จะได้สิทธิ
ประโยชน์ทางภาษีที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จึงคาดว่าปี 2553 จะมี Norm Profit
Margin ที่ระดับ 12.7% และกำไรจากการดำเนินงานเท่ากับ 115 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 72% YoY

ราคาเต็มมูลค่าที่แท้จริง เปลี่ยนคำแนะนำจาก ซื้อ เป็น ถือรับเงินปันผล
ราคาหุ้น THANA ปรับเพิ่มขึ้นถึง 44% ในรอบ 2 เดือน จนใกล้เคียงกับ Fair Value
ของฝ่ายวิจัยที่ 2.75 บาท จึงเปลี่ยนคำแนะนำจาก ซื้อ เป็น ถือรับเงินปันผล จาก Dividend
Yield ระดับ 6.5% ต่อปี




เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 10:25:00

บล.เอเซียพลัส : SSI ราคาเหมาะสมอยู่ที่ 1.84 บาท แนะนำขาย

ลงนาม MOU ซื้อสินทรัพย์โรงงานถลุงเหล็ก Teesside ในประเทศอังกฤษ
SSI ได้เข้าลงนามบันทึกความเข้าใจกับ Corus UK Limited เพื่อเข้าซื้อสินทรัพย์ใน
โรงงานถลุงเหล็ก Teesside Cast Products (TCP) ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศอังกฤษ รวมกับระบบ
สาธารณูปโภคพื้นฐาน ได้แก่ ท่าเรือ และ โรงไฟฟ้า ของโรงงานดังกล่าว โดย TCP เป็นโรงถลุง
เหล็กที่มีเตาถลุงใหญ่เป็นอันดับสองในทวีปยุโรป และสามารถผลิต Slab ได้ปีละ 3.5 ล้านตัน แต่
ได้หยุดการผลิตไปตั้งแต่ 21 ก.พ. 53 หลังสัญญาการขายสินค้าให้กับลูกค้าหลัก 4 ราย ถูกยกเลิก
ไปเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจ โดยมูลค่าเงินลงทุนเบื้องต้น จะประกอบไปด้วยเงินลงทุนในที่ดิน
และสินทรัพย์การผลิตเหล็กต้นน้ำประมาณ 500 ล้านเหรียญฯ และเงินทุนหมุนเวียนอีกไม่เกิน
100 ล้านเหรียญฯ ในการทำให้โรงงานกลับมาผลิตได้อีกครั้ง โดยปัจจุบัน SSI อยู่ในระหว่างการ
ศึกษารายละเอียดของสินทรัพย์ และจัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับการซื้อสินทรัพย์ดังกล่าว

ส่งผลดีในระยะยาว แต่มีความเป็นไปได้สูงที่จะต้องเพิ่มทุน
การเข้าซื้อสินทรัพย์ในโรงถลุงเหล็กและผลิต Slab จะทำให้ SSI กลายเป็นบริษัท
เหล็กที่ครบวงจร และสามารถรักษา margin จากการขายได้มีเสถียรภาพมากขึ้น เนื่องจากวัตถุ
ดิบต้นทางที่ใช้จะเปลี่ยนจาก Slab ที่เดิมต้องนำเข้าทั้ง 100% มาเป็น สินแร่เหล็ก และ ถ่าน
โค๊ก ซึ่งเป็นตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ขนาดใหญ่ที่สามารถทำสัญญาซื้อขายในระยะยาวได้ นอกจากนี้
ยังทำให้ SSI สามารถลดระยะเวลาการเก็บสต๊อกสินค้าลงได้ จากการที่เข้าไปวางแผนการผลิต
Slab ได้เอง และมีศักยภาพในการพัฒนาสินค้าคุณภาพสูง อย่างไรก็ตาม มูลค่าเงินลงทุนที่สูง
เกือบ 600 ล้านเหรียญฯ ขณะที่ SSI มีทุนจดทะเบียนเพียง 1.31 หมื่นล้านบาท และมี Net
Gearing ปัจจุบันอยู่ที่ 0.98 เท่า จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ SSI จะต้องเพิ่มทุน ซึ่งจะส่งผลให้
เกิด Dilution effect ต่อกำไรในปี 2554 รวมถึงยังอาจต้องแบกรับผลขาดทุนที่เกิดจากการเข้า
ซื้อโรงงาน TCP ในช่วงที่ยังไม่ผลิตสินค้าถึงจุดคุ้มทุน ( จุดคุ้มทุนอยู่ที่ 3.2 ล้านตัน/ปี ) เนื่องจาก
จะมีภาระค่าใช้จ่ายพนักงานของ TCP จำนวนกว่า 1,000 คน รวมกับดอกเบี้ยจ่ายจากการกู้ยืม
เงินมาเพื่อซื้อสินทรัพย์, ค่าเสื่อมราคา และรายการตัดจำหน่ายอื่นๆที่อาจจะเกิดขึ้น

ราคาหุ้นสูงเกิน Fair Value ปรับลดคำแนะนำจาก ถือ เป็น ขาย
ราคาหุ้น SSI ที่ปรับตัวขึ้นมากว่า 25% ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา น่าจะเป็นการคาด
หวังข่าวดีจากการเข้าซื้อโรงงานผลิต Slab ซึ่งจะทำให้ SSI กลายเป็นบริษัทเหล็กครบวงจร แต่
ความเสี่ยงจากการเพิ่มทุน ประกอบกับผลกำไรในปี 2554 ที่อาจปรับตัวลง จากต้องแบกรับค่าใช้
จ่ายจาก TCP เข้ามา โดยที่ราคาหุ้นปัจจุบันอยู่สูงกว่า Fair Value ที่ฝ่ายวิจัยกำหนดที่ PER 8
เท่า ซึงจะให้ราคาเหมาะสมอยู่ที่ 1.84 บาท จึงปรับลดคำแนะนำจาก ถือ เป็น ขาย โดยฝ่ายวิจัย
ประเมินความเป็นไปได้เกี่ยวกับจำนวนและราคาหุ้นเพิ่มทุนของ SSI โดยใช้สมมุติฐานเกี่ยวกับ
อัตราส่วนหนี้สิน : ทุน ต่างๆ สำหรับการเข้าซื้อ TCP จากนั้นก็ประเมินราคาหุ้นเพิ่มทุน ที่อัตรา
ส่วนหุ้นเดิม ต่อหุ้นใหม่ ที่ระดับต่างๆ โดยมีรายละเอียดตามตารางแนบด้านหลัง




เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 10:17:47

บล.กิมเอ็ง : SSI แนะนำถือ และคงราคาเป้าหมาย 2 บาท

ผู้บริหาร SSI มีมุมมองด้านบวกในการเข้าซื้อสินทรัพย์โรงถลุงเหล็ก TCP เราคงคำแนะนำ ถือ
จากข้อมูลยังไม่ชัดเจน
ผู้บริหาร SSI มีมุมมองด้านบวก 7 ประเด็นในการเข้าซื้อสินทรัพย์โรงถลุงเหล็ก
TCP โดยเฉพาะประเด็น ขยายธุรกิจไปยังอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้ผลิตเหล็ก
ครบวงจร ลดต้นทุนการผลิต แต่เนื่องจากข้อมูล ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องต้นทุนการผลิตของ
TCP รวมถึงสัดส่วนระหว่างหนี้ต่อทุน ดังนั้น เราคงคำแนะนำ ถือ และ คงราคาเป้าหมาย 2 บาท

ผู้บริหาร SSI มีมุมมองด้านบวก 7 ประเด็นในการเข้าซื้อ TCP
บมจ. สหวิริยาสตีลอินดัสตรี (SSI) ได้จัดประชุมนักวิเคราะห์เมื่อวาน (31 ส.ค.)
ผู้บริหารมีมุมมองด้านบวกในการเข้าซื้อสินทรัพย์โรงถุลงเหล็ก Teesside Cast Products
(TCP) ของ Corus UK ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Tata Steel Group ด้วยเหตุผล 6 ประการ 1.)
สามารถซื้อด้วยราคาถูกเพียง 500 ล้านเหรียญ เทียบกับกำลังการผลิต 3.5 ล้านตัน โดยโรงถลุง
ใหม่ในบราซิลต้องใช้เงินลงทุนถึง 6.6 พันล้านเหรียญ จากกำลังการผลิต 5 ล้านตัน 2.) เพิ่ม
โอกาสทางการตลาด และ เป็นผู้นำการผลิตเหล็กในภูมิภาคอาเซียน 3.) ขยายการผลิตไปสู่เหล็ก
ต้นน้ำ ทำให้มีการผลิตแบบครบวงจร 4.) TCP จะเป็นแหล่งวัตถุดิบให้ SSI 5.) เพิ่มความได้
เปรียบในด้านต้นทุนการผลิต ผลจากการรวมกิจการในแนวดิ่ง 6.) กระจายความหลากหลาย ทั้ง
ตลาดและผลิตภัณฑ์ ช่วยต้านภาวะผันผวนของอุตสาหกรรมเหล็ก และ 7.) ลดระยะเวลาในการสั่ง
ซื้อรวมถึงการเก็บสินค้าคงเหลือลง จาก 200 วัน เหลือ 120 วัน

เวบไซต์ Corus Group ระบุถึงสาเหตุที่ TCP ต้องหยุดผลิตเมื่อ 19 ก.พ. 2553
จากข้อมูลใน www.corusgroup.com ได้กล่าวถึง “Myths and Facts” ของการ
หยุดผลิต TCP คือ 1.) TCP ผลิตได้เฉพาะสินค้ากึ่งวัตถุดิบ คือ Slab (Slab เป็นวัตถุดิบดิบใน
การผลิตเหล็กรีดร้อน) โดยกลุ่มผู้ชื่อ Slab ผิดสัญญาระยะยาว เนื่องจากสามารถซื้อ Slab ใน
ตลาดได้ถูกกว่าซื้อจาก TCP ซึ่งมีลักษณะเป็นการบวกต้นทุนหรือ Cost Plus 2.) ผลการดำเนิน
งานของ TCP ประสบปัญหาขาดทุนหนัก โดยระหว่าง เม.ย. – ธ.ค. 2552 ขาดทุนเท่ากับ 150
ล้านปอนด์ 3.) TCP เป็นโรงถลุงแบบ Single Blast Furnace ไม่สามารถผลิตให้มี
ประสิทธิภาพ ภายใต้การผลิตต่ำได้ ซึ่งจะต้องผลิตเกือบเต็มกำลังการผลิตที่ 3.5 ล้านตัน จึงจะมี
ประสิทธิภาพ 4.) TCP มีความสามารถทำกำไรต่ำ (Low-Margin conversion business)
เนื่องจากต้องนำเข้าวัตถุดิบระยะทางไกล เช่นจากออสเตรเลีย และ ส่งออก Slab ไปประเทศ
แถบอาเซียน ทำให้มีต้นทุนค่าขนส่งสูง และ 5.) กลุ่ม Corus UK มีกำลังการผลิต 14 ล้านตัน ใน
ขณะที่ความต้องการภาวะปกติจะมีประมาณ 10 ล้านตัน จึงทำให้ TCP เป็นส่วนเกิน

ข้อมูลยังไม่ชัดเจน คงคำแนะนำ ถือ และ ราคาเป้าหมาย 2 บาท
ข้อมูลดัง กล่าวข้างต้นยังมีความไม่ชัดเจน 1.) เรื่องต้นทุนและประสิทธิภาพการผลิต
ของ TCP 2.) สัดส่วนระหว่าง ทุน และ หนี้ที่จะต้องเพิ่มขึ้น 3.) จากประสบการณ์ของ Tata
Steel Group อินเดีย เข้าซื้อ Corus ซึ่งได้ฉุดผลประกอบการของกลุ่ม Tata ให้ประสบภาวะ
ขาดทุนเท่ากับ 447 ล้านเหรียญ ในปีก่อน และ บวกกับ 4.) ถ้าหาก GSTEEL และ GJS
ประสบความสำเร็จในการหาพันธมิตรร่วมทุน และ กลับมาผลิตได้ จะทำให้กำลังการผลิตเหล็กรีด
ร้อนในระบบเพิ่มขึ้นมาทันทีประมาณ 2.4 ล้านตัน ส่งผลให้ SSI ไม่สามารถผลิตได้ในระดับ 3.5
ล้านตัน ซึ่งจะส่งผลกระทบในด้านลบต่อการถลุงเหล็กของ TCP ดังนั้น จากความไม่ชัดเจนรวม
ดังกล่าว เราคงคำแนะนำ ถือ และ คงประเมินราคาเป้าหมายเท่ากับ 2 บาท





เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 8:58:37

บล.กิมเอ็ง : JUTHA แนะนำขาย มูลค่าเหมาะสมปี 54 ที่ 5 บาท

บล.กิมเอ็ง : JUTHA แนะนำขาย มูลค่าเหมาะสมปี 54 ที่ 5 บาท

ไตรมาส 2 ฟื้นตัวดีขึ้นมีกำไรปกติ 5.7 ล้านบาท แต่ยังน้อยเกินไป
JUTHA รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2/53 พลิกกลับมามีกำไรปกติที่ 5.7
ล้านบาท ดีขึ้นจากไตรมาสแรกที่ขาดทุนปกติ 4.8 ล้านบาท บริษัทฯมีขาดทุนจากอัตราแลก
เปลี่ยน 1.5 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมรายการนี้ทำให้มีกำไรสุทธิที่ 4.1 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาส
ก่อนเพราะไม่มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนและจากการขายเรือ เราต้องปรับลดประมาณการกำไร
ปกติปี 53 ลงเป็น 15 ล้านบาท จาก 30 ล้านบาท และปี 54 ลงเป็น 22 ล้านบาท จาก 71 ล้าน
บาท จากผลการดำเนินงานงวดครึ่งปีแรกมีกำไรปกติเพียงแค่ 1 ล้านบาท ประเมินมูลค่าหุ้นด้วย
วิธีคิดลดกระแสเงินสด แนะนำ ขาย

แนะนำ ขาย กำไรยังฟื้นตัวช้ากว่าคาด
เราต้องปรับลดประมาณการกำไรปกติปี 53 ลงเป็น 15 ล้านบาท จาก 30 ล้านบาท และ
ปี 54 ลงเป็น 22 ล้านบาท จาก 71 ล้านบาท จากผลการดำเนินงานงวดครึ่งปีแรกมีกำไรปกติ
เพียงแค่ 1 ล้านบาท และแนวโน้มค่าระวางแม้จะหมดฤดูกาลซบเซาแต่ก็ไม่ปรับขึ้นร้อนแรงนัก
อย่างไรก็ดีเรามีมุมมองเป็นบวกในระยะยาว หลังจากที่บริษัทได้รับบริหารเรือเพิ่มขึ้นจาก 3 ลำ
เป็น 10 ลำตามที่บริษัทได้ตั้งเป้าไว้ ทำให้เราคาดว่ารายได้ของบริษัทจะมีความมั่นคงมากขึ้น
โดยเราคาดว่ารายได้จากการบริหารเรือ 10 ลำจะคิดเป็นเงินประมาณ 35 ล้านบาท/ปี ปัจจุบัน
บริษัทปล่อยเช่าเรือเทกองทั้ง 5 ลำส่วนใหญ่เป็นการปล่อยเช่าระยะสั้น-กลาง มีจำนวน 3 ลำจะ
หมดสัญญาต้นปี 54 และอีก 2 ลำจะครบกำหนดในไตรมาส 4/53 ซึ่งทำให้งวดไตรมาส 3 ที่ค่า
ระวางปรับลดลงคาดว่าบริษัทจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่ระยะยาวก็ยังคงมีความเสี่ยงต่อค่า
ระวางที่ผันผวนอยู่ เราประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสด ระยะเวลา 5 ปี ใช้อัตราคิดลด
ที่ 8.9% จะได้มูลค่าเหมาะสมปี 54 ที่ 5 บาท ราคาหุ้นซื้อขายเกินกว่าราคาเหมาะสมดังนั้นยังคง
แนะนำ ขาย

กำไรสุทธิที่ 4.1 ล้านบาท ลดลง 87% qoq แต่พลิกจากขาดทุนปกติกลับมามีกำไร
JUTHA รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2/53 พลิกกลับมามีกำไรปกติที่ 5.7
ล้านบาท ดีขึ้นจากไตรมาสแรกที่ขาดทุนปกติ 4.8 ล้านบาท และดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่
ขาดทุนปกติ 2 แสนบาท บริษัทฯมีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 1.5 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมรายการ
นี้ทำให้มีกำไรสุทธิที่ 4.1 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อนเพราะไม่มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน
และจากการขายเรือ ผลการดำเนินงานของธุรกิจเดินเรือดีขึ้นจากไตรมาสก่อนเพราะค่าระวางเรือ
เช่า มีอัตราเพิ่มขึ้น 12% qoq เป็น 6,556 เหรียญ/วัน ตามค่าระวางตลาดที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น
อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 29% จาก 20% ในไตรมาสก่อน รายได้จากการเดินเรือเพิ่มขึ้น
10% qoq มาจากค่าระวางที่เพิ่มขึ้น รวมถึงรายได้บริหารจัดการเรือเพิ่มขึ้น 35% qoq เป็น
6.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นตามจำนวนการบริหารเรือจาก 3 ลำเป็น 10 ลำ ในช่วงกลางไตรมาส 2 รวม
แล้วงวดครึ่งปีแรก JUTHA ทำกำไรปกติได้เพียง 1 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิที่ 36 ล้านบาท
(0.43 บาท/หุ้น) ลดลง 29% yoy





เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 8:43:53

วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2553

บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : AMATA แนะนำซื้อ ราคาพื้นฐาน 17.01 บาท

บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : AMATA แนะนำซื้อ ราคาพื้นฐาน 17.01 บาท (เดิม 12.00
บาท)

ปรับเพิ่มประมาณการยอดขายนิคม
• ยอดขายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมของ AMATA ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD)
เป็น 320 ไร่ (1 ไร่ = 0.4 เอเคอร์) ดีกว่ายอดขายทั้งปี 52 ที่ทำได้เพียง 254 ไร่ ทั้งนี้
โดยปกติแล้วยอดขายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมจะดีที่สุดในไตรมาส 4 ดังนั้นเราจึงคาด
ว่า 4Q53 AMATA จะขายพื้นที่นิคมได้อีกมาก
• เราเชื่อว่า AMATA จะได้รับประโยชน์เป็นรายแรกๆ เมื่อเม็ดเงินลงทุนโดยตรง
จากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ปรับตัวดีขึ้น เพราะทำเลที่ตั้ง
(logistic) ของนิคมอุตสาหกรรมมีศักยภาพสูง น่าดึงดูดใจในการลงทุน และเหนือกว่า
คู่แข่ง ผู้บริหารยังคงเป้าหมายการขายปีนี้ไว้ที่ 900 ไร่ ขณะที่การเจรจาเพื่อขาย
นิคมฯกับลูกค้าที่มีศักยภาพยังเป็นไปตามแผนผลพวงจากการที่บริษัทมียอดขาย
พื้นที่นิคมฯดีกว่าที่เราคาดไว้เดิม จึงได้ปรับประมาณการยอดขายพื้นที่นิคมฯปีนี้เป็น
600 ไร่ (เดิม 400 ไร่) และปี 54 เป็น 900 ไร่ (เดิม 600 ไร่) ผลลัพธ์ที่ได้ตามมาคือ
อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิเทียบ y-o-y น่าประทับใจคือ ปี 53 เป็น 71% และปี
54 เป็น 66%
• คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาหุ้นได้ปรับตัวขึ้นมาแล้ว 68% นับตั้งแต่เราปรับเพิ่มคำ
แนะนำจาก ถือ มาเป็น ซื้อ เมื่อ มิ.ย.53 ณ ราคาหุ้นปัจจุบัน ซื้อขายด้วย P/E และ
P/BV ปี 54 ที่ระดับ 16.6 และ 2.4 เท่า ตามลำดับ ซึ่งยังต่ำกว่าการซื้อขายในอดีตที่มี
ค่าเฉลี่ย P/BV ที่ 3.2 เท่า ดังนั้นเราจึงคงคำแนะนำ ซื้อ AMATA ราคาพื้นฐานปรับ
เพิ่มขึ้นเป็น 17.00 บาท ซึ่งประเมินด้วยมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของบริษัท (RNAV) ราคา
ปิดมีส่วนเพิ่มเทียบกับราคาพื้นฐานได้อีกถึง 21% ผนวกกับคาดการณ์อัตราผลตอบ
แทนเงินปันผลปี 54 ที่ 2.4%





เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 27/08/10 เวลา 13:46:47

บล.เคที ซีมิโก้ : TMT แนะนำ “ซื้อ” มูลค่าพื้นฐาน 6.00 บาท

หุ้นปันผลตอบแทนสูง 9-10% ต่อปี
แม้ยอดขายและอัตรากำไรใน 3Q53 มีแนวโน้มชะลอตัวลงใน 3Q53 เพราะเข้าสู่
ฤดูฝนและราคาเหล็กลดตามราคาภูมิภาค ซึ่งเราก็รวมไว้ในประมาณการทั้งปี 53 ที่ 284 ล้าน
บาท (+13% YoY) แล้ว ก่อนที่ราคาและความต้องการในประเทศจะฟื้นตัวดีขึ้นใน 4Q53 (มาบ
ตาพุดชัดเจน) กอปรกับ TMT มีฐานะการเงินที่แข็งแรงปลอดหนี้ระยะยาว และคาดจะให้อัตรา
เงินปันผลตอบแทนราว 9-10% ต่อปี (ปันผลปีละครั้ง คาดปันผล 0.50 บาท/หุ้น สำหรับปี 53) จึง
คงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยมูลค่าพื้นฐาน 6.00 บาท (PER ปี 53-54 ที่ 8.5 เท่า)

แนวโน้มราคาเหล็กเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น หากมาบตาพุดชัดยิ่งส่งผลดี
สถานการณ์ตลาดเหล็กใน 2H53 เริ่มมีสัญญาณที่ดี เพราะกรณีมาบตาพุดเริ่มมี
ความชัดเจน แต่คงจะไม่เห็นผลทันที กอปรกับ 3Q53 เป็นฤดูฝนทำให้ตลาดไม่คึกคักมากนัก
แต่คาดว่าภาพการลงทุนที่ชัดเจนขึ้นจะขับเคลื่อนอุปสงค์ตั้งแต่ 4Q53 ด้านราคาเหล็กปัจจุบันเริ่ม
ฟื้นตัวขึ้นจากปลาย 2Q53 และมีแนวโน้มจะปรับขึ้นต่อเนื่องไปจนถึง 4Q53 เพราะแรงผลักดัน
จากต้นทุนสินแร่เหล็กและเศษเหล็กที่ปรับขึ้น รวมทั้งแนวโน้มอุปสงค์ที่คาดว่าจะฟื้นตัว

แนวโน้ม 3Q53 คาดกำไรชะลอตัว QoQ
ผู้บริหารเผยว่าปริมาณขายยังไปได้ดีใน 3Q53 เพราะเริ่มมีความต้องการซื้อเพื่อ
การ Re inventory ทำให้ในเดือนก.ค. มีปริมาณขายส่งมอบแล้ว 2.4 หมื่นตัน และผู้บริหารมั่น
ใจว่าปริมาณขายใน 3Q53 ยังมีโมเมนตัมที่ดีราว 7 หมื่นตัน (+1%QoQ,-2%YoY) แต่ด้วย
ราคาขายที่คาดว่าจะลด 3%QoQ แต่เพิ่ม 8%YoY เป็น 24 บาท/กก. เราจึงประมาณการเบื้อง
ต้น 3Q53 จะมียอดขาย 1.68 พันล้านบาท (-1%QoQ, +7%YoY) และกำไรสุทธิ 59 ล้านบาท
ลด 14%YoY และ 44%QoQ เพราะอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดเป็น 8.3% จาก 9.9% ใน 3Q52
และ 12.1% ใน 2Q53 เพราะต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ในขณะที่ราคาขายลดลง

คงประมาณการกำไรปี 53 ที่คาดว่าจะเติบโต 13% YoY
แม้แนวโน้มกำไรที่คาดว่าจะอ่อนตัวลงใน 3Q53 เพราะยอดขายและอัตรากำไรที่
คาดว่าจะลดตามฤดูกาลและราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง แต่ด้วย TMT มีคำสั่งซื้อล่วงหน้าบางส่วนจาก
ลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรม (เช่น ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ และเครื่องจักรกลทางการเกษตร) ที่จะต้อง
ทยอยส่งมอบต่อเนื่องไปจนถึงปลายปีนี้ทำให้สมมติฐานปริมาณขายที่เราคาดว่าเพิ่มขึ้น 10%
YoY เป็น 2.8 แสนตัน (1H53 มีปริมาณขาย 1.44 แสนตัน คิดเป็น 51% ของประมาณการทั้งปี
ที่เราคาด) ยังมีความเป็นไปได้ (ในเชิงบวก) จึงคงประมาณการกำไรสุทธิปี 53 ไว้ที่ 284 ล้าน
บาท เติบโต 13% YoY



เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 27/08/10 เวลา 11:26:21

บล.เคที ซีมิโก้ : GLOW แนะนำซื้อ มูลค่าพื้นฐาน 50 บาท

มีโอกาสขยายตัวได้อีก
นอกจากความน่าสนใจในแง่ที่ GLOW เป็นโรงไฟฟ้าที่มีการเติบโตของกำลังการผลิต
สูงสุดในกลุ่ม และความสามารถในการทำกำไรเพิ่มจากประสิทธิภาพโรงงานใหม่แล้ว GLOW
ยังมีศักยภาพที่จะชนะการประมูลโรงไฟฟ้า SPP รอบใหม่อีกด้วย โดยเราประเมินว่า หาก
GLOW ชนะการประมูลตามโครงการที่เสนอ ก็จะส่งผลให้มูลค่าพื้นฐานปรับเพิ่มได้อีก 4.15
บาท (อิงวิธีเปรียบเทียบมูลค่ากิจการกับจำนวนเมกกะวัตต์) จาก 50 บาทในปัจจุบัน

มีแผนที่ประมูลโรงไฟฟ้า SPP รอบนี้ถึง 230 เมกกะวัตต์
GLOW มีแผนที่จะยื่นประมูลโรงไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ที่ใช้ในระบบพลังงานความ
ร้อนร่วมมากถึง 230 เมกกะวัตต์ จากแผนการรับซื้อของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
(กฟผ.) รวม 2,000 เมกกะวัตต์ โดยจะมาจากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมเชื้อเพลิงก๊าซ
ธรรมชาติแห่งใหม่ ขนาด 70 เมกกะวัตต์ และจะขายไฟฟ้าให้กับ กฟผ. ในปี 58 อีก 90 เมกกะ
วัตต์มาจากงานขยายระยะที่ 5 (382 เมกกะวัตต์) ซึ่งจะจ่ายไฟฟ้าในปี 60 และสุดท้ายอีก 70
เมกกะวัตต์มาจากกำลังผลิตเดิมของ GLOW SPP2 ซึ่ง GLOW จะย้ายลูกค้าอุตสาหกรรมไป
ยังโรงไฟฟ้าที่สัญญาซื้อขายไฟฟ้า SPP เดิมจะหมดอายุในปี 60

กำลังผลิตส่วนเพิ่มจะมากกว่าจากความต้องการของลูกค้าอุตสาหกรรม
หาก GLOW ชนะการประมูลรอบนี้ เราคาดว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าให้กับ
GLOW ได้มากกว่า 230 เมกกะวัตต์ อันเป็นผลจากความต้องการของลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ หาก GLOW ชนะการประมูลทั้งหมดตามกำลังการผลิตที่เสนอไป เราคาดว่า กำลังการผลิต
รวมจะเพิ่มขึ้นเป็น 310 – 320 เมกกะวัตต์

จุดเด่นเรื่องที่ตั้ง...ทำให้มีโอกาสชนะประมูลสูง
รอบนี้ GLOW มีศักยภาพที่จะชนะการประมูลอย่างน้อย 2 รายการ การตั้งในพื้นที่
นิคมอุตสาหกรรม ทำให้มีความสมดุลย์ระหว่างความต้องการใช้ไฟฟ้า และไอน้ำ อีกทั้งความต้อง
การยังสูงและสม่ำเสมอ จะเป็นปัจจัยสำคัญให้ กฟผ. พิจารณาอนุมัติข้อเสนอ ไม่เพียงแค่นั้น
เนื่องด้วยเป็นการขยายงานในพื้นที่เดิม ซึ่งมีการลงทุนสาธารณูปโภคไว้เรียบร้อยแล้ว ทำให้
GLOW มีผลตอบแทนจากการลงทุนมากกว่าโครงการเดิมอีกด้วย



เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 27/08/10 เวลา 11:09:08

บล.ฟิลลิป : SINGER แนะนำ 'ซื้อ' ราคาพื้นฐานปี 2554 อยู่ที่ 3.90 บาท

คาดเห็นผลประกอบการปีหน้าฟื้นตัวต่อเนื่อง
กำไรงวด 6 เดือน 2553 มีจำนวน 36.88 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.8% YoY โดยเป็นผล
หลักจากยอดขายเครื่องปรับอากาศที่สูงถึง 17,000 เครื่อง
กำไรทั้งปี 2553 คาดไว้ที่ 77.21 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 111.3% จาก 36.53 ล้านบาท
YoYขาดทุนสะสมจะลดลงมาเหลือเพียง 5.73 ล้านบาท
กำไรของปี 2554 คาดขยายตัวได้ต่อเนื่อง 38.1% YoY สู่ 106.61 ล้านบาท โดยคาด
สามารถกลับมาจ่ายปันผลได้ อยู่ที่ว่าคณะกรรมการจะมีมติอย่างไร
ราคาพื้นฐานปี 2554 อยู่ที่ 3.90 บาท/หุ้น โดยทางฝ่ายปรับคำแนะนำเป็น 'ซื้อ'

ผลกำไรงวด 6 เดือน 2553 ขยายตัว 25.8% YoY
กำไรงวด 6 เดือน 2553 มีจำนวน 36.88 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 25.8% YoY รายได้
รวมขยายตัว 15.1% จากยอดขายเครื่องปรับอากาศที่สูงถึง 17,000 เครื่องจากอากาศที่ร้อนจัด
และแคมเปญผ่อนวันละ 30 บาท อย่างไรก็ตามอัตรา Gross Profit Margin ปรับลงจากการส่ง
เสริมการขายเครื่องปรับอากาศโดยไม่คิดค่าติดตั้งในช่วงแรก ด้านอัตรา Cost/Income คุมได้ดี
ขึ้น โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 48.5% เทียบ 58.6% YoY
ในครึ่งปีแรกยอดขายเครื่องปรับอากาศมีสัดส่วนสูงถึง 31% ของยอดขายรวมเทียบ
เพียง3% ในช่วงเดียวกันของปีก่อนขณะที่ผลิตภัณฑ์ใหม่คือตู้เติมเงินโทรศัพท์ (Airtime
Vending Machine) ที่เริ่มขายมาได้ราว 6 เดือนมีสัดส่วนอยู่ที่ 4%

ผลประกอบการปี 2553 คาดขยายตัวได้ 111.3% YoY
ผู้บริหารคาดรายได้ปี 2553 จะขยับขึ้นแตะระดับ 2,000 ล้านบาทได้ ซึ่งปกติแล้วราย
ได้ 1H : 2Hจะอยู่ในสัดส่วน 55 : 45 ทั้งนี้ทางฝ่ายมองปัจจัยสนับสนุนได้แก่: 1) ยอดขายเครื่อง
ปรับอากาศที่ยังคงไปได้แม้จะปรับลงจาก 1H จากอากาศที่ไม่ร้อนเท่า โดยผู้บริหารคาดยอดขาย
ทั้งปีอยู่ที่ 25,000 เครื่องหรือเท่ากับยอดขาย 8,000 เครื่องใน 2H53 ยอดขายทั้งปีที่ราว 600
ล้านบาท2) ยอดขายตู้เติมเงินโครศัพท์คาดปรับตัวสูงขึ้น โดยครึ่งปีแรกขายไปแล้ว 1,200
เครื่อง เป้าทั้งปีอยู่ที่2,150 เครื่อง รับรู้รายได้ราว 100 ล้านบาท 3) เป้ายอดขายตู้แช่อยู่ที่
15,000 เครื่องคิดเป็นรายได้400 ล้านบาท 4) นอกจากนี้บริษัทมีแผนออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่
ทีวีดาวเทียม โฮมเธียเตอร์เครื่องซักผ้ารุ่นใหม่ เครื่องสูบน้ำ รวมถึงแผนเปิดสาขาอีก 5 สาขา
จากที่ได้เปิดไปแล้ว 5 สาขาใน1H53 ส่งผลให้มีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 180 แห่ง
กำไร 2H53 คาดอยู่ที่ 40.33 ล้านบาท โดยกำไรทั้งปี 2553 จะอยู่ที่ 77.21 ล้านบาท
เพิ่มขึ้น 111.3%จาก 36.53 ล้านบาท YoY และปรับขึ้นจากประมาณการเดิมของฝ่ายที่
47.11 ล้านบาทอยู่ 63.9%ขาดทุนสะสมจะลดลงมาเหลือเพียง 5.73 ล้านบาท

คาดปี 2554 จะสามารถกลับมาจ่ายปันผลได้หลังล้างขาดทุนหมด
ทางฝ่ายมองว่าการปรับโครงสร้างการบริหารธุรกิจใหม่เป็น 2 กลุ่ม คือ Consumer และ
กลุ่มลูกค้าที่เป็นโชห่วย/ SME จะทำให้การบริหารในส่วนที่เป็นบุคลากรมีความคล่องตัวมากขึ้น
นอกจากนี้การจับฐานลูกค้าแถบชุมชนในเขตตัวเมืองมากขึ้นคาดจะช่วยลดผลกระทบของการอิง
กับฐานเกษตรกรที่มีการบริโภคที่เป็นฤดูกาล ทั้งนี้ทางฝ่ายคาดหมายรายได้ปี 2554 ขยายตัวได้
ต่อเนื่องราว 10.5% จากการขยายตัวของทั้งยอดขายและดอกเบี้ยรับ ด้าน Gross Profit
Margin คาดขยับสูงขึ้นเล็กน้อยขณะอัตราค่าใช้จ่ายขายและบริหารลดลงจากฐานรายได้ที่ขยาย
ตัว โดยกำไรของปี2554 คาดไว้ที่ 106.61 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 38.1% YoY
จากผลขาดทุน ณ สิ้นปี 2553 ที่เหลือไม่มากทำให้คาดว่าภายในไตรมาสแรก 2554 จะ
สามารถล้างได้หมดทำให้กลับมาจ่ายปันผลได้อีกครั้งหลังจากที่จ่ายครั้งสุดท้ายสำหรับครึ่งแรก
ของปี 2548อย่างไรก็ตามการจะจ่ายปันผลหรือไม่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของกรรมการบริษัท
เนื่องจากอาจมีโครงการใช้เงินลงทุนขยายธุรกิจ ทั้งนี้ในประมาณการของฝ่ายนั้นยังไม่ได้คำนึง
เรื่องปันผลสำหรับนโยบายปันผลของบริษัทนั้นอยู่ที่ไม่เกิน 60% ของกำไรสุทธิ

ราคาพื้นฐานปี 2553-54 อยู่ที่ 3.06 บาท/หุ้นและ 3.90 บาท/หุ้น ตามลำดับ
จากผลประกอบการที่มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น ทางฝ่ายจึงปรับสมมุติฐาน ROE มาที่
13.5% ส่งผลให้มูลค่า P/BV และ P/E ที่เหมาะสมอยู่ที่ 1.4 เท่าและ 10.3 เท่าตามลำดับ โดย
ราคาพื้นฐานอิงกับค่าเฉลี่ยตามมูลค่าดังกล่าวจะอยู่ที่ 3.06 บาท/หุ้นในปี 2553 และปรับขึ้นสู่
3.90 บาท/หุ้นในปี 2554ทางฝ่ายปรับคำแนะนำเป็น 'ซื้อ' สำหรับหุ้น SINGER บนมุมมอง
เป็น Recovery Play




เรียบเรียง โดย สุกัญญา ลาสุธรรม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 27/08/10 เวลา 10:11:56

วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2553

บล.ฟิลลิป : MINT แนะนำ “ทยอยสะสม” ราคาพื้นฐานปี 53 ที่ 13.80 บาท

กำไรสุทธิ 1H53 เติบโต 7.9%YoY และเทียบเป็น 44.7% จากประมาณการ
ผลประกอบการ 1H53 บริษัทมีกำไรสุทธิเท่ากับ 680 ล้านบาท เติบโต 7.9%YoY
และเทียบเป็น 44.7% จากประมาณกำไรสุทธิปี 2553 ที่ทางฝ่ายคาดไว้ที่ 1,523 ล้านบาท
เติบโต 8.8%YoY กำไรสุทธิที่ทางฝ่ายคาดต่ำกว่าเป้าหมายบริษัทที่ตั้งไว้ว่าจะเติบโต 20% และ
ต่ำกว่าตลาดคาดการณ์ตาม SAA Consensus อยู่ที่ 2.4% แต่อย่างไรก็ตามทางฝ่ายยังคงประ
มาณการเดิมเนื่องจาก 1)ภาพรวมของธุรกิจโรงแรมใน 2H53 คาดไม่เห็นการเติบโต แม้ว่า
อัตราเข้าพักปรับตัวดี ขึ้นจากนักท่องเที่ยวที่ฟืนตัวเร็วกว่าคาด โดยเฉลี่ย OR ในเดือนก.ค.53
เพิ่มขึ้นเป็น 50% จาก 2Q53 เฉลี่ย 41% แต่อัตราค่าห้องพักปรับลดลงประมาณ 5% 2)มีบัน
ทึกค่าใช้จ่ายในการเปิดโรงแรมใหม่ 2 แห่ง(Anantara Kihavah Maldives, St.Regis) ประ
มาณ 120 ล้านบาท โดยทางฝ่ายคาดว่าแนวโน้มกำไรใน 2H53 จะเติบโตจาก 1)ธุรกิจอาหารที่
เติบโตจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ดีขึ้นจากการขยายตัวของราคาสินค้าเกษตร โดย SSSG
เดือนก.ค.53 ของร้านสาขาในไทยเพิ่มขึ้นเป็น 8% จากมิ.ย.53 อยู่ที่ 3% และช่วงเดียวกันปีที่
แล้วติดลบประมาณ 6.5% 2)บันทึกรายได้อสังหาริมทรัพย์จากโครงการ เซนส์ รีจีส
คอนโดมิเนียม ประมาณ 1,500 ล้านบาท

บริษัทยังคงเป้าหมายการเติบโตในระดับ 20%
บริษัทมีเป้าหมายที่จะมีกำไรสุทธิเติบโตในระดับ 20% ต่อปี โดยมี 3 กลยุทธ์ที่จะ
ดำเนินการเพื่อให้บรรลุผลคือ 1)Oraganic Expansion& Asset Light Strategy ซึ่งลงทุน
ขยายทั้งโรงแรมและร้านอาหารเพิ่มขึ้นประมาณ 8-10% ต่อปี โดยเปิดร้านอาหารเพิ่ม 80-100
แห่งต่อปี และพัฒนาโรงแรมใหม่ 2)Mixed-Use Development เป็นการลงทุนในธุรกิจที่เพิ่ม
มูลค่าจากธุรกิจโรงแรม เช่นโครงการอสังหาริมทรัพย์, Shopping Plaza และโครงการ
Timeshare ซึ่งในปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างดำเนินการคือโครงการคอนโดมิเนียมเซนต์ รีจีส,
บ้านพักตากอากาศสมุย(The Estate Samui Residence) และกำลังจะเปิดโครงการ
Timeshare ซึ่งสินทรัพย์ของโครงการจะเป็นห้องพักแบบพูลวิลล่า ขนาด 2 ห้องนอน ของ
โรงแรมในเครืออนันทาราทั้งในและต่างประเทศ โดยอยู่ระหว่างคัดเลือกทำเลและในเบื้องต้น
คาดว่าจะประกอบด้วยที่สมุย, ภูเก็ต และบาหลี 3)New Acquisition โดยจะซื้อกิจการทั้ง
โรงแรมและอาหารซึ่งจะขนาดรายได้ของกิจการที่จะซื้อไม่ต่ำกว่า 10% ของรายได้เดิม

คาด 4Q53 กำไรจะกลับมาเติบโต แนะนำ “ทยอยสะสม”
คาดแนวโน้มกำไรใน 3Q53 ยังไม่น่าสนในเมื่อเทียบ YoY แต่จะดีขึ้น QoQ โดยทาง
ฝ่ายคาดว่ากำไรจะกลับมาเติบโตได้ทั้ง YoY, QoQ ใน 4Q53 เนื่องจากจะมีรับรู้รายได้จากการ
ขายคอนโดมิเนียม แนะนำ “ทยอยสะสม” ราคาพื้นฐานปี 2553 ที่ 13.80 บาท(DCF)



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 25/08/10 เวลา 9:31:45

บล.กรุงศรีอยุธยา : QH แนะนำ 'ซื้อ' มูลค่าพื้นฐานปี 54 เท่ากับ 3.30 บาท

เพิ่มโครงการใหม่เชิงรุกใน 2H53
แผนการเปิดโครงการใหม่ในช่วง 2H53 จะเป็นไปในเชิงรุกในโครงการแนวราบ
และคอนโดมิเนียม คาดว่าความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในกลุ่มโครงการแนวราบจะเร่งตัวมาก
ขึ้นในช่วงเริ่มต้นของอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น (ไตรมาส 3-4/53) จะเข้ามาสร้างยอด Pre-Sale
ที่แข็งแกร่งให้แก่ QH ในช่วง 2H53 และช่วยผลักดันอัตราเติบโตของผลประกอบการในปี
53 และปี 54 คงคำแนะนำ ซื้อ ประเมินมูลค่าพื้นฐานปี 54 เท่ากับ 3.30 บาท

การเปิดโครงการเชิงรุกมากขึ้นเสริมยอด Pre-Sale ใน 2H53
ยอด Pre-Sale โครงการแนวราบใน 2Q53 เท่ากับ 2.2 พันล้านบาทลดลง 15.4%
จาก 1Q53 เป็นผลลบจากความรุนแรงทางการเมืองในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. 53 ซึ่งกระทบต่อผู้
ประกอบการ ทั้งอุตสาหกรรม แนวโน้มการขายโครงการแนวราบนับตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. 53 จน
ถึงปัจจุบันยังไม่กระเตื้องขึ้นและอยู่ที่ 1 พันล้านบาท เราคาดว่าเกิดจากแนวทางอนุรักษ์นิยม
สำหรับการเปิดโครงการใหม่ในช่วง 1H53 ซึ่ง QH เปิดโครงการทาวน์เฮ้าส์ใหม่ขนาดเล็กเพียง
2 แห่ง คือ คาซ่าซิตี้ พระราม 2 (มูลค่า 216 ล้านบาท) และ คาซ่า ซิตี้ สุขุมวิท 101/1 (มูลค่า
230 ล้านบาท) เป็นปัจจัยที่ทำให้ยอด Pre-Sale นับตั้งแต่ต้น 3Q53 ไม่กระเตื้องขึ้นเท่าที่ควร
อย่างไรก็ตามแนวโน้มการเปิดโครงการใหม่เชิงรุกมากขึ้นในช่วง 2H53 โดย QH เตรียมเปิด
โครงการใหม่มูลค่ารวมประมาณ 21 พันล้านบาทซึ่งเติบโตในอัตราที่สูงประมาณ 5 เท่าตัวเทียบ
กับ 1H53 โดยใช้แบรนด์ The Trust ซึ่งเป็นทั้งโครงการแนวราบและคอนโดมิเนียมเจาะตลาด
กลุ่มลูกค้าระดับล่างและการเปิดขายโครงการคอนโดมิเนียมแบรนด์ดั้งเดิมทั้ง Q-House และ
Casa เข้ามาเสริมยอด Pre-Sale ในช่วง 2H53 และเราคาดการณ์ว่ายอด Pre-Sale ทั้งปี 53
จะมีแนวโน้มเติบโต 8%YoY หรือ 11 พันล้านบาท โดยที่ภาพรวมอุปสงค์ใน 2H53 ของ
โครงการแนวราบจะได้รับผลบวกจากจุดเริ่มต้นของแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นที่ช่วยเร่งการ
ตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย

เก็บเกี่ยวผลประกอบการจากธุรกิจคอนโดมิเนียม
อัตราเติบโตของกำไรสุทธิในปี 53 ที่ 22.7%YoY และในปี 54 ที่ 10.9%YoY ยังมี
ความเป็นไปได้สูงจากแนวทางการดำเนินธุรกิจปัจจุบันด้วยการเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการ
คอนโดมิเนียมนับตั้งแต่ 1Q53 และวางเป้าหมายในระยะยาวโดยสัดส่วนรายได้จากโครงการ
คอนโดมิเนียมจะอยู่ที่ 25-30% ของรายได้จากการขายโครงการ แม้ว่าโครงการคอนโดมิเนียม
Q หลังสวนซึ่งเป็นโครงการหลักสำหรับการรับรู้รายได้ในช่วง 4Q53 ปัจจุบันมียอด Pre-Sale
เพียง 15% ของมูลค่าโครงการ เราใช้สมมติฐานการรับรู้รายได้จากโครงการนี้ภายในปี 53 เท่า
กับ 25% ของมูลค่าโครงการจึงยังมีความเป็นไปได้สูงภายในช่วงเวลา 4 เดือนที่เหลือของปีนี้
เราคาดว่าการตัดสินใจซื้อของลูกค้าจะเร่งตัวขึ้นภายหลังที่โครงการนี้พัฒนาเสร็จพร้อมโอน
กรรมสิทธิ์ในเดือนพ.ย. 53 ในขณะที่การรับรู้รายได้ในปี 54 จะมีโครงการคอนโดมิเนียมที่เปิด
ขายในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเป็นโครงการหลักที่รับรู้รายได้ ไม่ว่าจะเป็น ส่วนที่เหลือจากปี 53
ของโครงการ Q หลังสวน, คาซ่า คอนโด ท่าพระ, คาซ่า คอนโด สุขุมวิท 97 และ The Trust
Residence นวลจันทร์

คงคำแนะนำ ซื้อ
คงคำแนะนำ ซื้อ ประเมินมูลค่าพื้นฐานปี 54 ของหุ้น QH เท่ากับ 3.30 บาท ตาม
วิธี Sum-ofthe-parts โดยแบ่งเป็น
1) มูลค่าธุรกิจขายโครงการที่อยู่อาศัย เท่ากับ 1.80 บาทต่อหนึ่งหุ้น QH โดยอิง
P/E ในธุรกิจขายโครงการที่อยู่อาศัยที่ 10 เท่า
2) มูลค่าของสินทรัพย์ประเภท Recurring Income ทั้งเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์และ
อาคารสำนักงาน บวกกับมูลค่าของการลงทุนในบริษัทร่วม (HMPRO, LH-Bank, และ
QHPF) และมูลค่าสินทรัพย์อื่นๆ หักลบหนี้สินเงินกู้ที่มีภาระดอกเบี้ย เท่ากับ 1.50 บาทต่อหนึ่ง
หุ้น QH



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 25/08/10 เวลา 9:15:12

บล.ธนชาต : MAJOR แนะนำซื้อ TP Bt17.00

บล.ธนชาต : MAJOR แนะนำซื้อ TP Bt17.00

เนื่องจากปัจจุบันรายได้จากโฆษณา และโรงภาพยนตร์ ซึ่งเป็น
ปัจจัยผลักดันกำไรเริ่มฟื้นตัวขึ้น ประมาณการกำไรสำหรับปี 2010-11F
ล่าสุดของเราจึงอยู่ในระดับที่สูงกว่าของตลาด 25% เราเชื่อว่าแนวโน้มกำไรที่
แข็งแกร่ง และการปรับเพิ่มประมาณการกำไรของตลาดอีกครั้ง จะเป็นตัว
ขับเคลื่อนราคาหุ้น คงคำแนะนำ “ซื้อ”

ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 17 บาท/หุ้น แนะนำ “ซื้อ”
เราปรับเพิ่มราคาเป้าหมายสำหรับ MAJOR เป็น 17 บาท/หุ้น จาก
14 บาท หลังจาก 1) เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรโดยเฉลี่ยขึ้นราว 15%
เริ่มตั้งแต่ปี 2010 เพื่อสะท้อนรายได้โฆษณาที่ฟื้นตัวแข็งแกร่งกว่าคาด และ
อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจโรงภาพยนตร์ที่ดีกว่าคาด และ 2) การเพิ่มขึ้น
มูลค่าของบริษัทในเครือ เพื่อสะท้อนราคาตลาดในปัจจุบัน ซึ่งจากการปรับ
เพิ่มประมาณการกำไรของเรา ทำให้ประมาณการกำไรปีนี้ของเราอยู่ใน
ระดับที่สูงกว่าของ consensus 29% เราคาดว่าแนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่ง
และการปรับเพิ่มประมาณการกำไรของตลาด น่าจะเป็นสองปัจจัยที่ช่วย
ผลักดันราคาหุ้นได้ คงคำแนะนำ “ซื้อ” MAJOR

รายได้โฆษณาเริ่มฟื้นตัว แต่ยังคงต่ำกว่าระดับปกติอยู่มาก
เราเชื่อว่าการเติบโตของรายได้โฆษณา ซึ่งเป็นปัจจัยหลักผลักดันกำไร
ของ MAJOR ในช่วงหลายปีข้างหน้า เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น แม้ว่าสภาวะแวดล้อม
ทางเศรษฐกิจในช่วง 2Q10 จะย่ำแย่อย่างมาก เนื่องจากเกิดความวุ่นวาย
ทางการเมือง แต่บริษัทฯ ยังสามารถบริหารจัดการให้มีรายได้ค่าโฆษณาที่
เติบโตถึง 73%y-y มาอยู่ที่ 175 ลบ. ในช่วง 2Q10 ซึ่งดีกว่าที่เราคาดได้
แต่อย่างไรก็ตามระดับรายได้โฆษณานี้ ยังคงเป็นระดับที่ต่ำกว่าระดับปกติ
ที่เห็นในปี 2007 และ 2008 ที่ 210 ลบ. ต่อไตรมาส เนื่องจากเราเห็นว่า
เศรษฐกิจดีขึ้น และมีภาพยนตร์เข้าฉายแข็งแกร่งในช่วง 2H10 และปี 2011
เราจึงคาดว่ารายได้โฆษณาจะมีจำนวน 670 ลบ. ในปี 2010 และเพิ่มขึ้น
เป็น 782 ลบ. ในปี 2011

ค่าตั๋วชมภาพยนตร์เฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น ช่วยผลักดันอัตรากำไรขั้นต้น
เราเชื่อว่าความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจโรงภาพยนตร์จะเริ่มเข้าสู่
ฐานใหม่ และน่าจะอยู่ในระดับที่ดีเหนือคาด ซึ่งจะเห็นได้จากในช่วง 2Q10
ที่บริษัทฯ รายงานรายได้จากโรงภาพยนตร์จำนวน 650 ลบ. ซึ่งใกล้เคียง
กับช่วง 3Q08 แต่มีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ในระดับที่สูงกว่าในช่วง 3Q08
อย่างมาก (15% vs 10%) เราเชื่อว่ามีสาเหตุหลักมาจากกลยุทธ์ด้านราคา
ของบริษัทฯ ซึ่งค่าตั๋วชมภาพยนตร์เฉลี่ยสูงขึ้นจาก 122 บาท/ที่นั่ง เป็น
131 บาท/ที่นั่ง และจากการที่มีภาพยนตร์เข้าฉายในระบบ 3D ที่แข็งแกร่ง
ค่าตั๋วชมภาพยนตร์เฉลี่ย และอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทฯ จึงสูงขึ้น

มีโอกาสที่จะปรับขึ้นไปได้อีก
ถึงแม้ว่าราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงเดือนที่ผ่านมา แต่เรา
ยังเห็นโอกาสที่ราคาหุ้น MAJOR จะปรับตัวขึ้นไปได้อีก ขณะที่เราคาดว่าบริษัทฯ
น่าจะมีกำไรปกติแตะระดับสูงสุดที่ 711 ลบ. ในปี 2011 หรือสูงกว่าระดับ
สูงสุดในปี 2007 ราว 13% แต่ MAJOR ยังคงซื้อขายที่ระดับ PE และ
EV/EBITDA ที่ต่ำกว่าในปี 2007 ราว 25% MAJOR ให้ dividend yield
ที่สูงอย่างมากที่ 5%





เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 25/08/10 เวลา 9:00:11

บล.ธนชาต แนะซื้อ BEC-MAJOR รับผลดีงบโฆษณาเดือนก.ค.พุ่ง 16%

บทวิเคราะห์ บล.ธนชาต ระบุว่า กลุ่ม Media ได้ประโยชน์จาก Domestic
Consumption โดยนีลเส็นรายงานเม็ดเงินโฆษณาเดือน ก.ค. เพิ่ม 11%y-y ดีกว่าคาดเล็ก
น้อย โดยสื่อโทรทัศน์และสื่อโรงภาพยนตร์ได้รับงบโฆษณาเพิ่มเท่ากันที่ 16% y-y ในกลุ่มนี้เรา
แนะนำ “ซื้อ” BEC เพราะเชื่อว่าช่อง 3 น่าจะได้รับงบโฆษณาเพิ่มขึ้นมากเช่นเดียวกัน โดย
เฉพาะจากผู้ซื้อโฆษณารายใหญ่ ส่วนแนวโน้มของอุปสงค์โฆษณาในช่วงที่เหลือของปีนี้คาดว่าจะ
ยังขยายตัวต่อเนื่องตามการบริโภคเอกชนและเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ทำให้ช่อง 3 ทั้งปรับขึ้นค่า
โฆษณาและขายเวลาโฆษณาเพิ่ม(ราคาเป้าหมาย 35บาท Upside 19%) สำหรับ MAJOR ที่
เคยแนะนำไปก่อนหน้านี้ยังน่าสนใจเพราะนอกจากจะได้รับอานิสงค์จากการฟื้นตัวของธุรกิจ
โฆษณาที่เพิ่ม 31% YTD ธุรกิจโรงภาพยนตร์ยังประสบความสำเร็จอย่างสูงจากยอดขายบัตร
เดือน ก.ค. ทำสถิติสูงสุดในรอบปี TNS ปรับมูลค่าเหมาะสมเพิ่มเป็น 17 บาท Upside 27%



เรียบเรียง โดย อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร
อนุมัติ โดย พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 25/08/10 เวลา 8:53:00

บล.กิมเอ็ง : DRT แนะนำ ซื้อลงทุนรับปันผล ราคาเหมาะสม 4.8 บาท

บล.กิมเอ็ง : DRT แนะนำ ซื้อลงทุนรับปันผล ราคาเหมาะสม 4.8 บาท

หุ้นปันผลเด่น คาดปันผลครึ่งปีแรก 0.18-0.20 บาท และปีนี้ 0.38-0.40 บาท แนวโน้มครึ่งปีหลัง
ยังเติบโตต่อแม้จะชะลอตัวจากครึ่งปีแรก
คณะกรรมการบริษัทฯมีกำหนดจะประชุมเพื่อพิจารณาจ่าย เงินปันผลงวดครึ่งปีแรกใน
ช่วงปลายเดือนนี้ คาดปันผลกำไรครึ่งปีแรกเท่ากับ 0.18-0.20 บาท และ ทั้งปี 0.35-0.38 บาท
แนวโน้มผลประกอบการปีนี้ และ ปีหน้าจะเติบโตต่อเนื่อง หุ้นปันผลเด่น คงคำแนะนำ ซื้อ ลงทุน
รับปันผล ราคาเหมาะสม 4.8 บาท

กำไรครึ่งปีหลังจะชะลอตัวเล็กน้อยจากครึ่งปีแรก ทำให้กำไรจะมากกว่าคาด
บมจ. กระเบื้องหลังคาตราเพชร (DRT) เราประเมินแนวโน้มผลประกอบการครึ่งปีหลัง
จะยังเติบโตจากปีก่อน โดยมีกำไรต่อไตรมาสประมาณ 110-120 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่มี
กำไรต่อไตรมาส 76-94 ล้านบาท แม้ว่าจะชะลอตัวลงจากครึ่งปีแรกที่มีกำไรต่อไตรมาสเท่ากับ
113-140 ล้านบาท ซึ่งปกติแล้วครึ่งปีหลังจะเป็นช่วงโลซีซั่น จากเป็นฤดูทำนาในต่างจังหวัด รวม
ถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยผลิตภัณฑ์ของ DRT ส่วนใหญ่จะขายไปยังต่างจังหวัดคิดเป็น
ประมาณ 80% จึงมีผลกระทบต่อกระเบื้องชนิดไฟเบอร์ซีเมนต์ ซึ่งมีสัดส่วนยอดขายประมาณ
64% อย่างไรก็ตาม กำลังการผลิตใหม่ สายการผลิตที่ 9 (NT-9) เน้นผลิตภัณฑ์ไม้สังเคราะห์ ได้
รับการตอบรับการสั่งจองสินค้าที่มากกว่าคาดยังช่วยหนุนยอดขาย และ ในครึ่งปีหลังมีนโยบายจะ
ผลักดันสินค้าเข้าสู่งานโครงการมากขึ้น ตัวเลขกำไรครึ่งปีแรกคิดเป็นสัดส่วนถึง 56% จากตัว
เลขประมาณการกำไรดังกล่าวจะทำให้ผลประกอบการในปีนี้จะมากกว่าที่เรา คาดไว้เท่ากับ
450 ล้านบาท (กำไรต่อหุ้น 0.45) เติบโต 20% จากปีก่อน

ลงทุนโรงงานใหม่สายการผลิต 10 (NT-10) รับการเติบโตสองปีข้างหน้า
กำลังการผลิตใหม่ สายการผลิตที่ 9 เน้นผลิตภัณฑ์ไม้สังเคราะห์ ได้รับการตอบรับ
มากกว่าคาด ต้องผลิตเต็มกำลังการผลิต ทำให้ทาง DRT ต้องลงทุนสายการผลิตที่ 10 เพิ่มเติม
ด้วยเงินลงทุน 480 ล้านบาท เน้นผลิตภัณฑ์ไม้สังเคราะห์เช่นเดียวกับสายการผลิตที่ 9 ช่วยเพิ่ม
กำลังการผลิต 72,000 ตัน จากปัจจุบัน 550,000 ตัน คาดจะเสร็จกลางปี 2555 จะช่วยเพิ่มยอด
ขายอีกประมาณ 350-500 ล้านบาท

แนวโน้มปีหน้าผู้บริหารตั้งเป้าจะเติบโตอีก 10%
แนวโน้มปี 2554 ผู้บริหารตั้งเป้าจะเติบโตอีก 10% โดยจะได้แรงหนุนจาก
1.) โครงการ NT-9 จะมียอดขายเพิ่มจาก 300 ล้านบาท เป็น 500 ล้านบาท และ 2.) ลงทุนเพิ่ม
50 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิต กระเบื้องคอนกรีต จะช่วยเพิ่มยอดขายประมาณ 100 ล้าน
บาท สำหรับประมาณของเราค่อนข้างอนุรักษ์นิยมโดยประเมินยอดขายและกำไรจะเติบโตต่อ
ประมาณ 5%-6%

คาดประกาศจ่ายปันผลครึ่งปีแรก 0.18-0.20 บาท ช่วงปลายเดือน ส.ค. นี้
DRT มีการจ่ายเงินปันผลปีละสองครั้ง และ มีการจ่ายเงินปันผลคิดเป็นอัตราที่สูง
ประมาณ 80% ของกำไร คณะกรรมการบริษัทฯมีกำหนดจะประชุมเพื่อพิจารณาจ่ายเงินปันผล
งวดครึ่งปีแรกใน ช่วงปลายเดือนนี้ เราคาดจะจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรก
เท่ากับ 0.18-0.20 บาท และ จ่ายปันผลในปี 2553 เท่ากับ 0.35-0.38 บาท หรือ คิดเป็นเงินปัน
ผลตอบแทนถึง 8.0% เราคงประเมินราคาเหมาะสมของ DRT เท่ากับ 4.8 บาท บนฐาน P/E ปี
2554 เท่ากับ 10 เท่า เราคงคำแนะนำ ซื้อ ในลักษณะลงทุนรับปันผล





เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 25/08/10 เวลา 8:47:21

วันอังคารที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2553

บล.พัฒนสิน : PTTAR แนะนำ ซื้อ ทั้งระยะยาวและเก็งกำไร Laggard play

บล.พัฒนสิน : PTTAR แนะนำ ซื้อ ทั้งระยะยาวและเก็งกำไร Laggard play (TP: 30
บาท)

PTTAR แนะนำ ซื้อ ทั้งระยะยาวและเก็งกำไร Laggard play (TP: 30 บาท)
PTTAR ถือว่าเป็นหุ้น Laggard จากผลการดำเนินงาน 2Q10 ที่ไม่น่าประทับใจ และ
แผนการควบรวมกิจการระหว่างPTTAR-IRPC ที่ยังไม่มีความคืบหน้า ทำให้ราคาตลาดปัจจุบัน
ลงมาซื้อขายที่กรอบล่างของ P/BV ราว 1x 2011F P/BV ใกล้เคียงกับระดับ Mean และระดับ -
0.5SD ที่ 1.1 เท่า และ 0.9 เท่า ตามลำดับ ซึ่งเรามอง Downside Risk เริ่มจำกัด (ไม่
คาดจะลงไปซื้อขายที่ 0.5-0.6x ในช่วง 4Q08-1Q09 ที่มีผลกระทบของ Global Crisis)
ดังนั้น เราคงแนะนำ BUY PTTAR (2011F TP ที่ 30 บาท อิง 7x EV/EBITDA) โดยคาดผล
การดำเนินงาน 2Q10 จะเป็นจุดต่ำสุดในรอบปีนี้ และคาดจะปรับดีขึ้นตั้งแต่ 2H10F จากการฟื้น
ตัวของค่าการกลั่นอย่างมีเสถียรภาพ และการ reverse inventory mark-down รวมทั้ง
spread PX ที่คาดจะฟื้นตัวในช่วง 2H11F




เรียบเรียง โดย สุกัญญา ลาสุธรรม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/08/10 เวลา 11:08:25

บล.พัฒนสิน : CCET แนะนำ Reduce ราคาเป้าหมาย 3.35 บาท

CCET Downgrade to Reduce (TP: 3.37บาท)
เราปรับคำแนะนำเป็น Reduce จาก Neutral เพราะราคาหุ้นสูงกว่ามูลค่าพื้นฐาน โดยถึง
แม้เราจะ roll over ไปใช้ 11F TP ที่ 3.35 บาท (8x P/E จากเดิม 10F TP ที่ 3.06 บาทบน
8x P/E เท่าเดิม) TP ก็ยังต่ำกว่าราคาหุ้นถึง 11% ทั้งนี้ใน Aalystmeeting เมื่อวันที่ 20 ส.
ค. 10 นับเป็นครั้งที่สองที่เราได้พบเพียงทีม IR จึงไม่ได้รับทราบนโยบายระยะยาวของบริษัท แต่
สิ่งที่ใช้เป็นตัวชี้นำทิศทางธุรกิจคือการประกาศ 1) ซื้อบริษัทผลิตชิ้นส่วนพลาสติก 2) เข้าถือหุ้น
บริษัทผลิตชิ้นส่วนสแตนเลส 3)สร้างโรงงานใหม่ในมาเลเซียและมหาชัย โดยทั้งหมดนี้ทำไปโดย
ยังไม่มีการเปิดเผยแผนการผลิตสินค้าใหม่แต่เป็นการเพิ่มน้ำหนักยอดขายในกลุ่มฮาร์ดดิส ซึ่งทำ
ให้เรากังวลว่าในปี 11-12F บริษัทจะมี GPM ลดลง และการเติบโตของกำไรจะค่อนข้างต่ำ
เพียง 3% รวมทั้งยังมีความเสี่ยงจาก 1) ค่าแรงและอัตราเงินเฟ้อที่อาจเพิ่มขึ้น 2) ค่าเงินบาทที่
น่าจะแข็งค่าขึ้นอีก 3) การเพิ่มกำลังการผลิตของคู่แข่งทำให้มีการแข่งขันราคามากขึ้น
เราคาดว่ากำไรสุทธิใน 3Q10F จะอยู่ที่ 498 ล้านบาท (+12%y-y -8%q-q) โดยการ
เพิ่มขึ้น y-y เป็นเพราะยอดขายเครื่องรับสัญญาณดาวเทียม เครื่องพิมพ์ ฮาร์ดดิส ต่างจะเพิ่มขึ้น
ทั้งหมด อย่างไรก็ตามคาดกำไรสุทธิน่าจะลดลง q-qเพราะ GPM ลดลง เนื่องจากฮาร์ดดิสซึ่งเป็น
สินค้าที่มีมาร์จิ้นต่ำที่สุดมียอดขายเพิ่มขึ้นมากที่สุดในกลุ่ม ขณะที่เครื่องรับสัญญาณดาวเทียมซึ่ง
เป็นสินค้ามาร์จิ้นสูงมียอดขายค่อนข้างคงที่ นอกจากนี้เราคาดกำไรสุทธิใน 4Q10F จะลดลง q-q
ตามฤดูกาลส่งออกที่จะอ่อนตัวลง
ปี 2011F : เราคาดว่ากลุ่มฮาร์ดดิสจะยังเป็นตัวกระตุ้นการเติบโตของยอดขาย โดยการ
สร้างโรงงานมาเลเซียเป็นตัวชี้ว่าCCET ยังให้ความสำคัญกับลูกค้ากลุ่มนี้ เราคาดว่าโรงงานนี้จะ
มียอดขายราว 1 ใน 6 ของยอดขายรวมของ CCET และทำให้ยอดขายของบริษัทในปี 11Fเติบ
โต 11% ในรูปดอลลาร์และ 7% ในรูปเงินบาท อย่างไรก็ตาม GPM น่าจะลดลงเพราะกลุ่มฮา
ร์ดดิสมี GPM ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ CCET เราจึงคาดว่ากำไรสุทธิปี 11F จะเติบโตไม่มากเพียง
3%
เราปรับประมาณกำไรสุทธิปี 10-11F ขึ้นจากเดิม 7% และ 2% จาก 1)ปรับสมมติฐาน
GPM ปี 10F ขึ้นเพราะ GPM ที่ดีกว่าคาดใน 2Q10 เนื่องจากคำสั่งซื้อเครื่องรับสัญญาณดาว
เทียมมีมาร์จิ้นสูงกว่าคาด 2) ปรับประมาณการยอดขายปี 11F ขึ้นเพราะยอดขายของมาเลเซีย
น่าจะเข้ามาตั้งแต่ 1Q11F




เรียบเรียง โดย สุกัญญา ลาสุธรรม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/08/10 เวลา 11:05:15

บล.เกียรตินาคิน : RS แนะนำ“ซื้อ” ราคาเหมาะสมเท่ากับ 3.39 บาท

RS: ครึ่งปีหลังยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากการปรับขึ้นค่าบริการดาวน์โหลดและ
ผลสำรวจ AC Nielsen ระบุช่องทีวีดาวเทียม RS ได้รับความนิยมสูงเป็นอันดับ 1
ราคาตลาดล่าสุด: 2.48 บาท
ประเด็น: ธุรกิจหลักของ RS (เพลงและสื่อโฆษณา) มีแนวโน้มแข็งแรง
ต่อเนื่องในครึ่งปีหลังปี 53 จากการปรับขึ้นอัตราค่าบริการดาวน์โหลดสินค้าเพลง
ของบริษัท (“ซุปเปอร์เหมา *339 (ยอดสมาชิกปัจจุบัน ~3 ล้านราย) และ Ring Back
Tone) ตั้งแต่เดือน ก.ค. 53 รวมถึงยอดขาย MP3 รวมเพลง RS ผ่านร้าน 7-11 ยังมี
กำลังซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ธุรกิจสื่อก็มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องตามการ
ฟื้นตัวของเม็ดเงินโฆษณาในปี 53 โดยเฉพาะธุรกิจใหม่ “สื่อทีวีดาวเทียม” (ปัจจุบัน
บริษัทให้บริการ 2 ช่อง คือ “สบายดีทีวี” และ “ยูแชนแนล”) ที่กำลังเป็นที่สนใจของ
เจ้าของสินค้าและบริการและ Agency โฆษณา ซึ่งจากผลสำรวจความนิยมล่าสุด
โดย AC Nielsen ระบุว่าช่องทีวีดาวเทียมของ RS ทั้ง 2 ช่องจัดอยู่ในอันดับ 1 และ
2 ตามลำดับ ของกลุ่มตัวอย่างอายุ 15-24 ปี จึงเป็นโอกาสที่บริษัทจะมีรายได้จาก
ทีวีดาวเทียมทั้ง 2 ช่องเพิ่มขึ้น (บริษัทมีแผนเปิดช่องทีวีดาวเทียมเพิ่มขึ้นอีก 2 ช่อง
ในช่วงปลายปี 53) นอกจากนี้ ในไตรมาส 3/53 ยังมีรายได้จากการบริหาร
ลิขสิทธิ์ “บอลโลก 2010” ที่เหลืออยู่บางส่วนจะบันทึกเข้ามาอีกด้วย ส่วนในปี 54
คาดว่าการมาของ 3G จะทำให้ผู้ให้บริการ Content ทั้งหลายรวมถึง RS ได้
ประโยชน์จากช่องทางการขายสินค้าที่เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้นและมีโอกาสเติบโตสูง
จาก “อุตฯ สื่อทีวีดาวเทียม” ทียังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเติบโต (ที่มา: Analyst
Meeting 23 ส.ค. 53)
ความเห็น: แม้ว่าในครึ่งปีหลังตัวช่วยจากธุรกิจกีฬา (บอลโลก 2010) จะหาย
ไป แต่อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าธุรกิจหลักของบริษัท (เพลงและสื่อโฆษณา) จะยังคง
เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอย่างต่อเนื่องจากการปรับขึ้นค่าบริการและการฟื้น
ตัวของอุตฯ สื่อโฆษณารวมถึงการเติบโตจาก New Media “ทีวีดาวเทียม” เราอยู่
ระหว่างปรับประมาณการกำไรปี 53 ของบริษัทเพิ่มขึ้นจากเดิมหลังจากไตรมาส 2/53
ผลประกอบการออกมาดีกว่าคาดและยังมีแนวโน้มดีต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง เรายังคาด
ว่าจากผลการดำเนินงานปี 53 บริษัทจะกลับมาจ่ายเงินปันผลได้เป็นครั้งแรกในรอบ
3 ปี (0.10 บาท/หุ้น คิดเป็น Dividend Yield 4%) และแม้ว่าในปี 54 บริษัทจะไม่
มี “ซุปเปอร์คอนเทนต์ (บอลโลก)” เข้ามาช่วยผลักดันกำไรเหมือนในปี 53 แต่อย่าง
ไรก็ตาม เราคาดว่าผลประกอบการจากธุรกิจหลักของบริษัทจะยังคงเติบโตต่อเนื่อง
ได้ในปี 54 และยังมีโอกาสจากการมาของเทคโนโลยี 3G และการเติบโตของธุรกิจ
สื่อทีวีดาวเทียม เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยให้ราคาเหมาะสมเท่ากับ 3.39 บาท มี
Up-side Gain 37%





เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/08/10 เวลา 10:34:56

บล.ยูไนเต็ด : EGCO ราคาเป้าหมายปี 54 ที่ 99 บาท แนะนำ ถือ สำหรับการลงทุนระยะยาว

EGCO: (ถือลงทุน), บริษัทรายงานผลประกอบการ 2Q53
มีกำไรสุทธิ 2,274 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 4.32 บาท ลดลง -5%YoY แต่เพิ่มขึ้น
+10%QoQ ส่วนกำไรปกติจากการดำเนินงานลดลง -4%YoY เป็น 2,298 ล้านบาท (ไม่รวม
ขาดทุน FX ของบริษัท -24 ล้านบาท) และกำไรสุทธิ 1H53 เท่ากับ 4,345 ล้านบาท (รวมขาด
ทุน FX ของบริษัท 7.9 ล้านบาท) กำไรต่อหุ้น 8.25 บาท ลดลง -6% จากปีก่อน
กำไร 2Q53 ลดลงเพียง -5%YoY แต่เพิ่มขึ้น +10%QoQ สาเหตุหลักเกิดจากรับรู้
ส่วนแบ่งกำไรของโรงไฟฟ้าในต่างประเทศเพิ่มขึ้น +23%QoQ เป็น 1,950 ล้านบาท ส่วนใหญ่
มาจากรายได้ค่าไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 2 ในลาว (EGCO ถือหุ้น 25%) ที่เพิ่มขึ้นจากการ
เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย.53 ส่งผลให้กำลังผลิตไฟฟ้าของบริษัทเพิ่ม
ขึ้นอีก 271.7 เมกะวัตต์ (+7%) เป็น 4,252.40 เมกะวัตต์ในปัจจุบัน
จ่ายปันผล 1H53 ที่ 2.50 บาท/หุ้น คิดเป็น Dividend Yield ที่ 2.8% สำหรับ
1H53 กำหนดขึ้น XD วันที่ 2 ก.ย.นี้ และจ่ายปันผลในวันที่ 17 ก.ย.53

ความเห็น :
กำไร 2Q53 ดีกว่าคาด ทำให้กำไร 1H53 สูงกว่าประมาณการ คิดเป็น 64% ของ
กำไรทั้งปี 53 ที่ 6,742 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 12.81 บาท (-15%YoY) แต่เรายังคงประมาณ
การดังกล่าวไว้ เนื่องจากกำไร 2H53 มีแนวโน้มชะลอลง HoH จากกำไรของทุกโรงไฟฟ้าหลัก
(ระยอง ขนอม BLCP และ แก่งคอย 2) ลดลง ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ.ที่ลดลง แม้มี
กำไรจากโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 2 เข้ามา แต่ไม่สามารถชดเชยกับกำไรที่ลดลงของโรงไฟฟ้าหลักของ
บริษัทได้ อีกทั้งไม่มีกำลังการผลิตใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเข้าสู่ระบบ
คาดกำไรปี 54 อยู่ที่ 6,208 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 11.79 บาท (-8%YoY) จากราย
ได้ค่าไฟฟ้าที่ลดลง ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว (PPA) และให้ราคาเป้าหมายปี 54 ที่ 99
บาท (โดยคิดจากเงินปันผลปี 54 ที่ 5.25 บาทและอิงค่า Dividend Yield ราว 5.3% หรือคิด
เป็น P/E ปี 54 ที่ ~8.5x)
ปัจจัยบวกในอนาคต จาก 1) การเจรจาซื้อหุ้นเพิ่มอีก 10% ในโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 2
จาก ITD ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปใน 3Q53 2) การเจรจาซื้อหุ้นอย่างน้อย 25% ในโรงไฟฟ้า
IPP 2-3 โครงการ ที่อินโดนีเซียและ/หรือฟิลิปปินส์ ซึ่งเราคาดว่าจะได้ข้อสรุป 1 แห่งภายใน
3Q53 และ 3) กฟผ.มีแผนที่จะยืดอายุการใช้งานโรงไฟฟ้าเก่าที่จะปลดออกจากระบบไปก่อน ซึ่ง
จะเป็นผลดีต่อบริษัทที่กำลังเตรียมเจรจาขอต่ออายุโรงไฟฟ้าเก่าระยองและขนอม (สิ้นสุดอายุ
สัญญาในปี 57 และปี 59 ตามลำดับ)
จ่ายปันผลสม่ำเสมอ โดย EGCO จ่ายปันผล 1H53 ที่ 2.50 บาท/หุ้นจากทั้งปีนี้คาด
ไว้ที่ 5.25 บาท/หุ้น หรือให้ Dividend Yield ที่ 2.8% ใน 1H53 และราคาหุ้นได้ปรับขึ้นมาที่
89.75 บาท ซึ่งน่าจะสะท้อนกำไร 2Q53 ที่ออกมาดีไปบ้างแล้ว ทำให้มี upside gain เหลือ
10% จากราคาเป้าหมายปี 54 ที่ 99 บาท จึงแนะนำ ถือ สำหรับการลงทุนระยะยาว




เรียบเรียง โดย สุกัญญา ลาสุธรรม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/08/10 เวลา 10:33:29

บล.ยูไนเต็ด : AH แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 17.4 บาท

AH (ซื้อ), ผลประกอบการ 2Q53 มีกำไร 117 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 115%QoQ
และพลิกจากขาดทุน 38 ล้านบาท สำหรับ 1H53 มีกำไร 172 ล้านบาท พลิกเป็นขาดทุนสุทธิ
105 ล้านบาทในปีก่อน ทั้งนี้เป็นผลมาจาก
ใน 2Q53 มียอดขายเพิ่มขึ้น 27%QoQ และ 94%YoY เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจฟื้น
ตัวจากปีก่อน ส่งผลให้อุตสาหกรรมยานยนต์ใน 1H53 เติบโตโดดเด่นถึง 99% ประกอบกับมีคำ
สั่งซื้อใหม่ให้มาสด้า2 และนิสสันมาร์ช
อัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นเป็น 8.4%จากเดิมที่ 6.4%ในไตรมาสก่อน เนื่องจากการใช้
กำลังการผลิตที่สูงขึ้นอยู่ในระดับ 70-95% ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำลง และมีค่าใช้จ่ายในการ
บริหารลดลงเป็น 132 ล้านบาท
นอกจากนี้มีส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มเป็น 36 ล้านบาท จากเดิมที่ขาดทุน 7.4
ล้านบาทใน 2Q52
ประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับ 1H53 เท่ากับ 0.26 บาท/หุ้น กำหนดขึ้นเครื่องหมาย
XD วันที่ 26 ส.ค.53

ความเห็น:
ผลประกอบการที่ออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดไว้ ทำให้มีมุมมองเชิงบวก
ต่อบริษัทมากขึ้น และมีการปรับประมาณการณ์กำไรทั้งปีเพิ่มขึ้น
แนวโน้มกำไร 2H53 ยังเติบโตต่อเนื่องตามอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ยังเติบโตโดด
เด่น โดยคาดว่ายอดผลิตรถโดยรวมใน 2H53 ไม่ต่ำกว่า 7.9 แสนคัน เพิ่มขึ้น 5-8%จากช่วง
1H53 ทำให้มีแนวโน้มที่ทั้งปีจะมียอดผลิตเป็น 1.6-1.7 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 60-70% นอกจากนี้มี
คำสั่งซื้อใหม่จากชิ้นส่วนรถฟอร์ด Fiesta ส่งผลให้เราคาดว่ากำไรใน 2H53 ไม่ต่ำกว่าครึ่งปี
แรก และคาดว่ารายได้ปี 53 เติบโต 63% และกำไรเท่ากับ 381 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนปี
ก่อนที่ 109 ล้านบาท
แนวโน้มในระยะยาวได้รับประโยชน์จากโครงการอีโค่คาร์ เนื่องจากมีสัดส่วนลูกค้าที่
กระจายอยู่ทุกค่าย เราจึงคาดว่ากำไรปี 54 ยังเติบโต 6-10%
ในปัจจุบันราคาหุ้นยังต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี และเราอิง P/B 1x P/E 11x จะได้ราคา
เป้าหมาย 17.4 บาท มี Upside 18% และมีผลตอบแทนเงินปันผล 2.7%ต่อ




เรียบเรียง โดย สุกัญญา ลาสุธรรม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/08/10 เวลา 10:30:57

บล.เกียรตินาคิน : BTS แนะนำซื้อ ประเมินราคาที่เหมาะสม 1.05 บาท

- กำไร 1Q53/54 (เม.ย. – มิ.ย. 53) ไม่น่าประทับใจ จากปัญหาการเมือง และ
ภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นมากกว่าคาด แต่ภาพรวมจะฟื้นตัวใน 2Q53/54
- คาดกำไร 2Q53/54 (ก.ค. – ก.ย. 53) ฟื้นตัวตามจำนวนผู้โดยสาร และรายได้
เฉลี่ยต่อคนเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาระดอกเบี้ยจ่ายคาดว่าจะไม่สูงเหมือน 1Q53/54
ที่ผ่านมา หลังจากคืนหนี้ไปแล้วกว่า 12,000 ล้านบาท จากเงินเพิ่มทุน
- ผลประกอบการยังมีขาดทุนสะสม เป็นอุปสรรคต่อการจ่ายปันผล แต่บริษัทมี
แผนล้างขาดทุนสะสม คาดจะสามารถกลับมาจ่ายเงินปันผลได้ในปี 2553/54 (เม.ย.
53 – มี.ค. 54) คาดได้ข้อสรุป 4Q53/54 (ม.ค. – มี.ค. 54)
- คาดกำไรสุทธิปี 2553/54 อยู่ที่ 328 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46%yoy
- ประเมินราคาที่เหมาะสม 1.05 บาท (ประเมินจากวิธี Sum of the part)
- ให้คำแนะนำ ซื้อ สำหรับ BTS

ผลประกอบการ 1Q53/54 (เม.ย. – มิ.ย. 53) ไม่น่าประทับใจจากปัญหาการเมือง
ในประเทศ และภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น แต่คาดว่าจะฟื้นตัวใน 2Q53/54
ผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 53/54 ได้รับผลกระทบจาก (1) ปัญหา
การเมืองในประเทศ (2) ภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากถึง 757%yoy (3) ค่า
ใช้จ่ายพิเศษจากการควบรวมกิจการประมาณ 111 ล้านบาท (4) รายได้จากธุรกิจรับ
เหมาก่อสร้างที่ลดลง เนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีรายได้จากการส่งมอบบ้าน
เอื้ออาทร ทำให้บริษัทมีผลขาดทุน 254 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับผลกำไรสุทธิ
280 ล้านบาท ใน 1Q52/53
ผลประกอบการ 1Q53/54 ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองในประเทศ
ทำให้การดำเนินงานของธุรกิจรถไฟฟ้าจำเป็นต้องหยุดเดินรถ 8 วันในเดือน พ.ค. 53
รวมทั้งต้องหยุดดำเนินการก่อนเวลาในบางวัน ทำให้จำนวนผู้โดยสารลดลงเหลือ
324,157 คนต่อวัน ลดลง 17.4yoy แม้บริษัทจะมีรายได้เฉลี่ยต่อคนเพิ่มขึ้น 4.2%yoy
จากการปรับราคาบัตรโดยสารรายเดือน แต่ไม่สามารถชดเชยจำนวนผู้โดยสารที่ลด
ลงได้ ด้านความเสียหายที่เกิดขึ้นจากช่วงเหตุการณ์ความไม่สงบ บริษัทได้ยื่นเรื่อง
ต่อกรุงเพทมหานครเพื่อขอรับค่าชดเชย โดยบริษัทประเมินไว้ที่ 5.8 ล้านบาท

คาดแนวโน้มผลประกอบการฟื้นตัวใน 2Q53/54 จากการฟื้นตัวของจำนวนผู้โดยสาร
แนวโน้มผลประกอบการ 2Q53/54 (ก.ค. – ก.ย. 53) แนวโน้มฟื้นตัว เนื่อง
จาก
(1) การปรับเพิ่มราคาตั๋วรายเดือน ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อคนเพิ่มขึ้น
(2) การฟื้นตัวของจำนวนผู้โดยสาร หลังเหตุการณ์ไม่สงบ โดยเฉพาะในเดือน มิ.ย.
53 จำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ 446,791 คนต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.05%yoy แต่ดีกว่าค่า
เฉลี่ยใน 2Q53/54 ที่อยู่ที่ระดับ 324,157 คนต่อวัน
(3) การเริ่มดำเนินการของรถโดยสารด่วนพิเศษ (BRT) จะเป็นปัจจัยเพิ่มจำนวนผู้
โดยสารในเส้นหลักของ BTS โดยเฉพาะในสถานีช่องนนทรี โดยเบื้องต้น กทม. คาด
ว่าจะมีจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ 20,000 คนต่อวัน
(4) ภาระดอกเบี้ยที่ลดลง หลังจากที่บริษัทจ่ายคืนเงินกู้ 12,000 ล้านบาท ด้วยเงินที่
ได้มาจากการเพิ่มทุน หลังจากที่ 1Q53/54 บริษัทมีภาระดอกเบี้ยจ่ายสูงถึง 441 ล้าน
บาท เพิ่มขึ้น 757%yoy เราคาดอัตราดอกเบี้ยจ่ายใน 2Q53/54 จะอยู่ที่ 200 – 250
ล้านบาท เท่านั้น

ผลการดำเนินงานที่เติบโตคาดจะทำให้ขาดทุนสะสมหมดในปี 57/58 แต่บริษัทมีแผน
ล้างขาดทุนใน 4Q53/54 ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลได้ เร็วขึ้น
แม้บริษัทจะมีผลประกอบการที่เป็นกำไรตลอด 4 ปีที่ผ่านมา แต่หาก
พิจารณาจากกำไรจากการดำเนินงานปกติพบว่าบริษัทมีผลขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง
ในระดับ 130 – 160 ล้านบาท อย่างไรก็ตามหลังจากบริษัทปรับโครงสร้างหนี้ ทำให้
สัดส่วนหนึ้สินต่อทุนลดลงมาอยู่ในระดับต่ำมาก ด้านผลประกอบการคาดว่าบริษัทจะมี
กำไรสุทธิในปี 2553/54 อยู่ที่ 328 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46%yoy
จากการเติบโตของผลประกอบการในอนาคตที่เราคาดการณ์ จะทำให้
บริษัทเริ่มมีกำไรสะสมในปี 2557/58 (ประมาณ 3 ปีข้างหน้า) ขณะที่ปัจจุบัน ณ สิ้นปี
2552/53 บริษัทมีผลขาดทุนสะสมอยู่ที่ 3,930 ล้านบาท อย่างไรก็ตามสัปดาห์ที่ผ่าน
มาบริษัทประกาศว่าจะมีแผนจะล้างขาดทุนสะสม โดยการลดพาร์เพื่อล้างขาดทุน
สะสม โดยจะทำให้บริษัทกลับมาสามารถจ่ายเงินปันผลได้เร็วกว่าที่คาดการณ์
บริษัทคาดว่าแผนดังกล่าวจะแล้วเสร็จใน 4Q53/54

สัดส่วนรายได้เปลี่ยนแปลงจาก ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเป็นรายได้จากค่าโดยสารและ
โฆษณา
สัดส่วนรายได้ในปี 2552 ที่ผ่านมา ส่วนมากอยู่กับธุรกิจบริการรับเหมา
ก่อสร้างและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในสัดส่วน 72% และ 10% ตามลำดับ แต่ภายหลัง
การรวมกิจการทำให้รายได้รวมในปี 2553/54 ที่เราคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 5,945 ล้าน
บาท (ปี 2552 รายได้รวมอยู่ที่ 1,060 ล้านบาท) มาจากรายได้ค่าโดยสาร 65% ราย
ได้จากธุรกิจโฆษณา ประมาณ 20% ขณะที่รายได้จากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างลดลง
จาก 71% ในปี 2552 เหลือเพียง 8% ในปี 2553/54 เท่านั้น
โครงสร้างรายได้ในช่วง 2 – 3 ปีข้างหน้า จะมีการเปลี่ยนแปลงมาก โดย
เฉพาะสัดส่วนรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะในโครงการ Abstracts
ที่คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ในปี 2555/56 และทำให้สัดส่วนรายได้ของธุรกิจอสังหาริม
ทรัพย์ในปี 2555/56 เพิ่มขึ้นเป็น 27% ขณะที่รายได้หลักจากค่าโดยสาร และธุรกิจ
โฆษณาจะลดลงเหลือ 45% และ 9% ตามลำดับ

เราให้คำแนะนำ ซื้อ ด้วยราคาที่เหมาะสม 1.05 บาท (ประเมินจากวิธี Sum of the
part)
มุมมองต่อผลประกอบการในอนาคตมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยหลังปรับโครงการ
หนี้ทำให้สภาพคล่องของบริษัทเพิ่มขึ้น นอกจากนี้การความชัดเจนของการขยายเส้น
ทางรถไฟฟ้าใหม่เป็นปัจจัยที่สร้างความน่าสนใจในการลงทุนที่เพิ่มขึ้นกับ BTS
เราประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของ BTS จากวิธี Sum of the part ให้ราคาที่เหมาะสม
ไว้ที่ระดับ 1.05 บาท (โดยประเมินมูลค่าธุรกิจรถไฟฟ้า และโฆษณาจากการคิดลด
กระแสเงินสด หรือ DCF ให้ WACC ที่ระดับ 11% ได้ราคา 0.98 บาท ไม่รวมมูลค่าที่
จะเพิ่มขึ้นหากบริษัทได้เป็นผู้บริหารเส้นทางใหม่ทีอยู่ระหว่างการประมูลและก่อ
สร้าง และประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จาก PER ได้ราคา
0.07 บาท) ทำให้เราให้คำแนะนำ ซื้อ สำหรับ BTS

ข้อมูลเพิ่มเติมของ BTS
โครงสร้างธุรกิจ
ปัจจุบันบริษัทประกอบธุรกิจหลัก 4 อย่างได้แก่ 1. ธุรกิจบริการระบบขนส่ง
มวลชน 2. ธุรกิจโฆษณา บนสถานีรถไฟฟ้า 3. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และ 4.ธุรกิจให้
บริการด้านอื่นๆ
ธุรกิจบริการระบบขนส่งมวลชน: หรือที่เรารู้จัดในนามรถไฟฟ้า BTS
บริษัทอยู่ในฐานะผู้บริหารการเดินรถ ปัจจุบันบริษัทให้บริการอยู่ 2 สาย ได้แก่ (1)
สายสุขุมวิท เดินรถระหว่างสถานีหมอชิตถึงสถานีอ่อนนุช (2) สายสีลม เดินรถระหว่าง
สะพานตากสินถึงสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ถือเป็นเส้นทางที่ศักยภาพมากที่สุด เนื่อง
จากครอบคลุมเส้นทางหลักในเขตใจกลางเมืองกรุงเทพฯ รวมระยะทาง 23.5
กิโลเมตร นอกจากนี้บริษัทยังมีการรับรู้รายได้ในการบริหาร (ไม่รวมรายได้จากค่า
โดยสาร) ในเส้นทางต่อขยายสายสีลม ธุรกิจของ BTS นอกจากจะรับผิดชอบการเดิน
รถในเส้นทางของรถไฟฟ้า 2 เส้นทางหลักแล้ว BTS ยังเป็นผู้บริหารการเดินรถ BRT
ที่เริ่มเดินรถอย่างเป็นทางการตั้งแต่ มิ.ย. 53 อายุสัญญา 7 ปี
ธุรกิจโฆษณา: เป็นอีกธุรกิจที่มีศักยภาพในการสร้างกำไรให้กับบริษัท
เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจโฆษณาบนสถานีรถไฟฟ้า และขบวนรถไฟฟ้า อยู่ภายใต้การ
บริหารของ บริษัท วีจีไอ โกลบอล มีเดีย (VGI) เพียงผู้เดียว เป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุน
ต่ำ แต่ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนสูงมาก โดยปัจจุบันถือเป็นธุรกิจที่สร้างกำไรให้
กับบริษัทมากที่สุด
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์: ปัจจุบันบริษัทมีโครงการธนาซิตี้ (อาคารชุดเพื่อการ
อยู่อาศัย) โครงการโรงแรม โครงการเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ และอาคารสำนักงาน ภาย
ใต้การบริหารงานของกลุ่มธนายง ที่ผ่านมากลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สร้างรายได้ให้
กับบริษัทประมาณ 82% ของรายได้รวมในปี 2552 แต่ผลการดำเนินงานของกลุ่ม
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังประสบปัญหาขาดทุน
ธุรกิจบริการด้านอื่นๆ ได้แก่ (1) ธุรกิจบริการบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ในระบบ
Smart Card เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสาร ระบบดังกล่าวสามารถใช้ร่วม
กับ BMCL (รถไฟใต้ดิน) และธนาคารกรุงเทพ (2) ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง โดยปัจจุบัน
เริ่มก่อสร้างโครงการโรงแรม Four Points by Sheraton เป็นโรงแรมที่อยู่ใกล้เส้นทาง
รถไฟฟ้า โดยปัจจุบันโครงการคืบหน้าไปแล้วกว่า 20% (3) บริหารโรงแรม U และ
โรงแรม Eastin (4) ธุรกิจสนามกอล์ฟ โครงการธนาซิตี้ ทั้งนี้ธุรกิจด้านอื่นๆ ยังมีผลต่อ
ผลประกอบการน้อยมากในช่วงที่ผ่านมา

โครงสร้างผู้ถือหุ้น
จาก TYONG สู่ BTS ทำให้รายได้หลักของบริษัทเปลี่ยนจากธุรกิจพัฒนา
อสังหาริมทรัพย์ มาเป็นธุรกิจบริการเดินรถไฟฟ้าและธุรกิจโฆษณา รวมทั้งอนาคตจะ
มีธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในแนวเส้นทางรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยโครง
สร้างผู้ถือหุ้นหลังปรับโครงสร้างทางธุรกิจ ทำให้คุณคีรี กาญจนพาสน์ และครอบครัว
ถือหุ้นรวมในสัดส่วน 39% และบริษัท Siam Capital Development (Hong Kong) ถือ
หุ้นในสัดส่วน 23%

ในการปรับโครงสร้างทุนที่ผ่านมา บริษัทได้เพิ่มทุนจำนวน 28,167 ล้านหุ้น ให้กับ
กลุ่มผู้ถือหุ้น BTSC เดิม 4 กลุ่มหลักได้แก่
1. กลุ่ม Siam Capital Development ใช้หุ้น BTSC จำนวน 5,748 ล้านหุ้น
แลกหุ้นเพิ่มทุน 10,778 ล้านบาท กับเงินสดจำนวน 7,903 ล้านบาท
2. กลุ่ม Keen Leader Investment ใช้หุ้น BTSC จำนวน 508 ล้านหุ้น แลก
หุ้นเพิ่มทุน 953 ล้านบาท กับเงินสดจำนวน 699 ล้านบาท
3. นายคีรี กาญจนพาสน์ ใช้หุ้น BTSC จำนวน 400 ล้านหุ้น แลกหุ้นเพิ่มทุน 750 ล้าน
บาท กับเงินสดจำนวน 550 ล้านบาท

4. กลุ่มบริษัท สยาม เรลล์ ทรานสปอร์ต แอนด์ อินฟราสตรัคเจอร์ จำกัด ใช้หุ้น
BTSC จำนวน 8,365 ล้านหุ้น แลกหุ้นเพิ่มทุน 15,685 ล้านบาท กับเงินสดจำนวน
11,503 ล้านบาท

จำนวนหุ้น TYONG เดิม 7,614 ล้านหุ้น
+ หุ้นเพิ่มทุน เพื่อซื้อหุ้น BTSC
28,167 ล้านหุ้น *
+ หุ้นเพิ่มทุน PP 4,459 ล้านหุ้น
+ หุ้นเพิ่มทุน 14,572 ล้านหุ้น
**
+ หุ้นเพิ่มทุนให้แก่นักลงทุนสถาบัน และลูกค้าหลักทรัพย์ 1,076 ล้านหุ้น
***
* ให้กับกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมของ BTSC
** ให้กับผู้ถือหุ้นเดิม ในสัดส่วน 7 หุ้นเก่า ต่อ 4 หุ้นใหม่ ในราคา 0.63 บาทต่อหุ้น
*** ราคา 0.82 บาทต่อหุ้น โดยยังมีหุ้นเหลือจากการขายในรอบนี้ประมาณ 43 ล้านหุ้น






เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/08/10 เวลา 10:27:18

บล.เกียรตินาคิน : BCP แนะนำถือ มูลค่าที่เหมาะสม 15.8 บาท

- คาดค่าการกลั่น 2H53 ของ BCP ดีกว่าตลาดสิงค์โปร์ เนื่องจากมีสัดส่วนผลิต
น้ำมันดีเซลและน้ำมันเครื่องบินมากกว่า
- ค่าการกลั่นตลาดสิงค์โปร์ 3Q53 (Qtd) อยู่ที่ 4.78 เหรียญต่อบาร์เรล เพิ่ม
ขึ้น 28%qoq และ 51%yoy
- บริษัทมีแผนกระจายความเสี่ยงไปสู่ธุรกิจอื่น ลดการพึ่งพารายได้จาก
โรงกลั่น แต่ยังไม่มีนัยสำคัญมากนัก
- PER ในระดับปัจจุบันเหมาะสมกับ BCP แต่ยังคาดหวังเงินปันผลระหว่าง
กาลได้
- คาดเงินปันผลระหว่างกาลอยู่ที่ 0.45 บาท ให้ Yield 3.1%
- เรายังคงแนะนำ ถือ ด้วยมูลค่าที่เหมาะสม 15.8 บาท (Upside Gain 7.5%)

แนวโน้มกำไร 2H53 ฟื้นตัวจากค่าการกลั่น และราคาน้ำมันดิบที่ฟื้นตัว
ผลประกอบการ 1H53 ที่ผ่านมาลดลง 72%yoy เนื่องจากบริษัทไม่มี
Hedging Gain มากเหมือนช่วงปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามเรายังมีมุมมองที่เป็นบวกต่อ
ผลประกอบการ 2H53 โดยเราคาดว่าบริษัทการฟื้นตัวของค่าการกลั่น จะเป็นปัจจัย
หนุนผลประกอบการ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบที่คาดว่าจะฟื้นตัวใน 2H53 จะทำให้ธุรกิจ
โรงกลั่นมี Stock Gain
ปัจจุบันค่าการกลั่นเฉลี่ย 3Q53 (Qtd) ในตลาดสิงค์โปร์อยู่ที่ 4.78 เหรียญต่อ
บาร์เรล เพิ่มขึ้น 28%qoq และ 51%yoy แต่เราเชื่อว่าค่าการกลั่นของ BCP จะสูงกว่า
ตลาดสิงค์โปร์ เนื่องจากมีผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปขั้นกลางในสัดส่วนที่มากกว่า โดย
ปัจจุบันบริษัทผลิตน้ำมันดีเซลและน้ำมันเครื่องบินรวมในสัดส่วน 62% โดยค่าการก
ลั่น 3Q53 (Qtd) ของน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 9.7 เหรียญต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 3%qoq และ
35%yoy ขณะที่ค่าการกลั่นน้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 10.6 เหรียญต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 5%
qoq และ 43%yoy ซึ่งปัจจุบันในกลุ่มโรงกลั่นในประเทศ BCP ถือเป็นโรงกลั่นที่มีสัด
ส่วนการผลิตน้ำมันทั้ง 2 ประเภทมากที่สุด

ขยายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งโรงกลั่น แต่ยังคงต้องพึ่งธุรกิจโรงกลั่น
และการตลาดไม่น้อยกว่า 70%
ที่ผ่านมาบริษัทเริ่มขยายการลงทุนไปในธุรกิจโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ขนาด
38 เมกะวัตต์ และธุรกิจเหมืองแร่โปรแตช (BCP ถือหุ้นในสัดส่วน 16.4%) โดยเฉพาะ
ธุรกิจโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ที่บริษัทมีแผนจะขยายกำลังการผลิตขึ้นไปถึง 120
เมกะวัตต์
ขณะที่บริษัทเชื่อวมั่นว่ายังคงได้ส่วนเพิ่มค่าไฟฟ้าในอัตรา 8 บาท เท่ากับ
กำลังการผลิตในส่วนแรก (38 เมกะวัตต์) ขณะที่การทำธุรกิจเหมืองแร่โปรแตช เป็น
การรองรับความต้องการใช้ปุ๋ยภายในประเทศและทดแทนการนำเข้า
นอกจากนี้บริษัทมีแผนขยายการลงทุนในธุรกิจเอทานอล ปัจจุบันอยู่
ระหว่างการเจรจาคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 3Q53 ขณะที่ธุรกิจการตลาด บริษัทยัง
คงมีเป้าหมายในการขยายสถานีบริการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสถานีบริการน้ำมัน
E20 โดยเรามองว่าการเจรจาลงทุนในธุรกิจเอทานอล เป็นการรองรับการขยายธุรกิจ
การตลาดที่ดี
แผนขยายการลงทุนในธุรกิจอื่น เรามองว่าเป็นการลดความเสี่ยงจากการพึ่ง
รายได้จากธุรกิจโรงกลั่น แต่อย่างไรก็ตามก็ตามการกระจายธุรกิจยังไม่สามารถเพิ่ม
สัดส่วนรายได้จากธุรกิจอื่นมากนัก เนื่องจากเราคาดว่าหลังเริ่มโครงการโรงไฟฟ้าแสง
อาทิตย์ และธุรกิจเหมืองแร่โปรแตซ บริษัทยังมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจโรงกลั่นและ
การตลาดประมาณ 70%

PER เหมาะสมกับขนาดของธุรกิจ แต่ยังคาดหวังจากเงินปันผลระหว่างกาลไม่น้อย
กว่า 0.45 บาท ให้ Yield 3.1% ทำให้เรายังคงแนะนำ ถือ
แม้ปัจจุบัน BCP จะมี PER ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับโรงกลั่นในประเทศ
เนื่องจาก BCP เป็นโรงกลั่นแบบ Stand Alone มีความยืดหยุ่นของโครงสร้างธุรกิจที่
น้อยกว่าโรงกลั่นอื่นที่มีปิโตรเคมี ทำให้ PER ของ BCP ในปัจจุบันอยู่ที่ 6.3 เท่า ต่ำ
กว่าเมื่อเทียบกับโรงกลั่นอื่นที่เป็น Complex Refinery มี PER อยู่ที่ระดับ 9 – 10
เท่า ขณะที่ PER เฉลี่ยในภูมิภาคอยู่ที่ 9.8 เท่า ขณะที่เราประเมินราคาที่เหมาะสม
ของ BCP ไว้ที่ 15.80 บาท มี Upside Gain เหลือเพียง 7.5% แต่เราคาดว่าบริษัทจะ
จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไม่น้อยกว่า 0.45 บาท ให้ Yield 3.1% ทำให้เรายังคง
แนะนำ ถือ สำหรับ BCP





เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/08/10 เวลา 10:19:10