วันอังคารที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2553

บล.เกียรตินาคิน : BTS แนะนำซื้อ ประเมินราคาที่เหมาะสม 1.05 บาท

- กำไร 1Q53/54 (เม.ย. – มิ.ย. 53) ไม่น่าประทับใจ จากปัญหาการเมือง และ
ภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นมากกว่าคาด แต่ภาพรวมจะฟื้นตัวใน 2Q53/54
- คาดกำไร 2Q53/54 (ก.ค. – ก.ย. 53) ฟื้นตัวตามจำนวนผู้โดยสาร และรายได้
เฉลี่ยต่อคนเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาระดอกเบี้ยจ่ายคาดว่าจะไม่สูงเหมือน 1Q53/54
ที่ผ่านมา หลังจากคืนหนี้ไปแล้วกว่า 12,000 ล้านบาท จากเงินเพิ่มทุน
- ผลประกอบการยังมีขาดทุนสะสม เป็นอุปสรรคต่อการจ่ายปันผล แต่บริษัทมี
แผนล้างขาดทุนสะสม คาดจะสามารถกลับมาจ่ายเงินปันผลได้ในปี 2553/54 (เม.ย.
53 – มี.ค. 54) คาดได้ข้อสรุป 4Q53/54 (ม.ค. – มี.ค. 54)
- คาดกำไรสุทธิปี 2553/54 อยู่ที่ 328 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46%yoy
- ประเมินราคาที่เหมาะสม 1.05 บาท (ประเมินจากวิธี Sum of the part)
- ให้คำแนะนำ ซื้อ สำหรับ BTS

ผลประกอบการ 1Q53/54 (เม.ย. – มิ.ย. 53) ไม่น่าประทับใจจากปัญหาการเมือง
ในประเทศ และภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น แต่คาดว่าจะฟื้นตัวใน 2Q53/54
ผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 53/54 ได้รับผลกระทบจาก (1) ปัญหา
การเมืองในประเทศ (2) ภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากถึง 757%yoy (3) ค่า
ใช้จ่ายพิเศษจากการควบรวมกิจการประมาณ 111 ล้านบาท (4) รายได้จากธุรกิจรับ
เหมาก่อสร้างที่ลดลง เนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีรายได้จากการส่งมอบบ้าน
เอื้ออาทร ทำให้บริษัทมีผลขาดทุน 254 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับผลกำไรสุทธิ
280 ล้านบาท ใน 1Q52/53
ผลประกอบการ 1Q53/54 ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองในประเทศ
ทำให้การดำเนินงานของธุรกิจรถไฟฟ้าจำเป็นต้องหยุดเดินรถ 8 วันในเดือน พ.ค. 53
รวมทั้งต้องหยุดดำเนินการก่อนเวลาในบางวัน ทำให้จำนวนผู้โดยสารลดลงเหลือ
324,157 คนต่อวัน ลดลง 17.4yoy แม้บริษัทจะมีรายได้เฉลี่ยต่อคนเพิ่มขึ้น 4.2%yoy
จากการปรับราคาบัตรโดยสารรายเดือน แต่ไม่สามารถชดเชยจำนวนผู้โดยสารที่ลด
ลงได้ ด้านความเสียหายที่เกิดขึ้นจากช่วงเหตุการณ์ความไม่สงบ บริษัทได้ยื่นเรื่อง
ต่อกรุงเพทมหานครเพื่อขอรับค่าชดเชย โดยบริษัทประเมินไว้ที่ 5.8 ล้านบาท

คาดแนวโน้มผลประกอบการฟื้นตัวใน 2Q53/54 จากการฟื้นตัวของจำนวนผู้โดยสาร
แนวโน้มผลประกอบการ 2Q53/54 (ก.ค. – ก.ย. 53) แนวโน้มฟื้นตัว เนื่อง
จาก
(1) การปรับเพิ่มราคาตั๋วรายเดือน ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อคนเพิ่มขึ้น
(2) การฟื้นตัวของจำนวนผู้โดยสาร หลังเหตุการณ์ไม่สงบ โดยเฉพาะในเดือน มิ.ย.
53 จำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ 446,791 คนต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.05%yoy แต่ดีกว่าค่า
เฉลี่ยใน 2Q53/54 ที่อยู่ที่ระดับ 324,157 คนต่อวัน
(3) การเริ่มดำเนินการของรถโดยสารด่วนพิเศษ (BRT) จะเป็นปัจจัยเพิ่มจำนวนผู้
โดยสารในเส้นหลักของ BTS โดยเฉพาะในสถานีช่องนนทรี โดยเบื้องต้น กทม. คาด
ว่าจะมีจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ 20,000 คนต่อวัน
(4) ภาระดอกเบี้ยที่ลดลง หลังจากที่บริษัทจ่ายคืนเงินกู้ 12,000 ล้านบาท ด้วยเงินที่
ได้มาจากการเพิ่มทุน หลังจากที่ 1Q53/54 บริษัทมีภาระดอกเบี้ยจ่ายสูงถึง 441 ล้าน
บาท เพิ่มขึ้น 757%yoy เราคาดอัตราดอกเบี้ยจ่ายใน 2Q53/54 จะอยู่ที่ 200 – 250
ล้านบาท เท่านั้น

ผลการดำเนินงานที่เติบโตคาดจะทำให้ขาดทุนสะสมหมดในปี 57/58 แต่บริษัทมีแผน
ล้างขาดทุนใน 4Q53/54 ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลได้ เร็วขึ้น
แม้บริษัทจะมีผลประกอบการที่เป็นกำไรตลอด 4 ปีที่ผ่านมา แต่หาก
พิจารณาจากกำไรจากการดำเนินงานปกติพบว่าบริษัทมีผลขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง
ในระดับ 130 – 160 ล้านบาท อย่างไรก็ตามหลังจากบริษัทปรับโครงสร้างหนี้ ทำให้
สัดส่วนหนึ้สินต่อทุนลดลงมาอยู่ในระดับต่ำมาก ด้านผลประกอบการคาดว่าบริษัทจะมี
กำไรสุทธิในปี 2553/54 อยู่ที่ 328 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46%yoy
จากการเติบโตของผลประกอบการในอนาคตที่เราคาดการณ์ จะทำให้
บริษัทเริ่มมีกำไรสะสมในปี 2557/58 (ประมาณ 3 ปีข้างหน้า) ขณะที่ปัจจุบัน ณ สิ้นปี
2552/53 บริษัทมีผลขาดทุนสะสมอยู่ที่ 3,930 ล้านบาท อย่างไรก็ตามสัปดาห์ที่ผ่าน
มาบริษัทประกาศว่าจะมีแผนจะล้างขาดทุนสะสม โดยการลดพาร์เพื่อล้างขาดทุน
สะสม โดยจะทำให้บริษัทกลับมาสามารถจ่ายเงินปันผลได้เร็วกว่าที่คาดการณ์
บริษัทคาดว่าแผนดังกล่าวจะแล้วเสร็จใน 4Q53/54

สัดส่วนรายได้เปลี่ยนแปลงจาก ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเป็นรายได้จากค่าโดยสารและ
โฆษณา
สัดส่วนรายได้ในปี 2552 ที่ผ่านมา ส่วนมากอยู่กับธุรกิจบริการรับเหมา
ก่อสร้างและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในสัดส่วน 72% และ 10% ตามลำดับ แต่ภายหลัง
การรวมกิจการทำให้รายได้รวมในปี 2553/54 ที่เราคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 5,945 ล้าน
บาท (ปี 2552 รายได้รวมอยู่ที่ 1,060 ล้านบาท) มาจากรายได้ค่าโดยสาร 65% ราย
ได้จากธุรกิจโฆษณา ประมาณ 20% ขณะที่รายได้จากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างลดลง
จาก 71% ในปี 2552 เหลือเพียง 8% ในปี 2553/54 เท่านั้น
โครงสร้างรายได้ในช่วง 2 – 3 ปีข้างหน้า จะมีการเปลี่ยนแปลงมาก โดย
เฉพาะสัดส่วนรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะในโครงการ Abstracts
ที่คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ในปี 2555/56 และทำให้สัดส่วนรายได้ของธุรกิจอสังหาริม
ทรัพย์ในปี 2555/56 เพิ่มขึ้นเป็น 27% ขณะที่รายได้หลักจากค่าโดยสาร และธุรกิจ
โฆษณาจะลดลงเหลือ 45% และ 9% ตามลำดับ

เราให้คำแนะนำ ซื้อ ด้วยราคาที่เหมาะสม 1.05 บาท (ประเมินจากวิธี Sum of the
part)
มุมมองต่อผลประกอบการในอนาคตมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยหลังปรับโครงการ
หนี้ทำให้สภาพคล่องของบริษัทเพิ่มขึ้น นอกจากนี้การความชัดเจนของการขยายเส้น
ทางรถไฟฟ้าใหม่เป็นปัจจัยที่สร้างความน่าสนใจในการลงทุนที่เพิ่มขึ้นกับ BTS
เราประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของ BTS จากวิธี Sum of the part ให้ราคาที่เหมาะสม
ไว้ที่ระดับ 1.05 บาท (โดยประเมินมูลค่าธุรกิจรถไฟฟ้า และโฆษณาจากการคิดลด
กระแสเงินสด หรือ DCF ให้ WACC ที่ระดับ 11% ได้ราคา 0.98 บาท ไม่รวมมูลค่าที่
จะเพิ่มขึ้นหากบริษัทได้เป็นผู้บริหารเส้นทางใหม่ทีอยู่ระหว่างการประมูลและก่อ
สร้าง และประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จาก PER ได้ราคา
0.07 บาท) ทำให้เราให้คำแนะนำ ซื้อ สำหรับ BTS

ข้อมูลเพิ่มเติมของ BTS
โครงสร้างธุรกิจ
ปัจจุบันบริษัทประกอบธุรกิจหลัก 4 อย่างได้แก่ 1. ธุรกิจบริการระบบขนส่ง
มวลชน 2. ธุรกิจโฆษณา บนสถานีรถไฟฟ้า 3. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และ 4.ธุรกิจให้
บริการด้านอื่นๆ
ธุรกิจบริการระบบขนส่งมวลชน: หรือที่เรารู้จัดในนามรถไฟฟ้า BTS
บริษัทอยู่ในฐานะผู้บริหารการเดินรถ ปัจจุบันบริษัทให้บริการอยู่ 2 สาย ได้แก่ (1)
สายสุขุมวิท เดินรถระหว่างสถานีหมอชิตถึงสถานีอ่อนนุช (2) สายสีลม เดินรถระหว่าง
สะพานตากสินถึงสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ถือเป็นเส้นทางที่ศักยภาพมากที่สุด เนื่อง
จากครอบคลุมเส้นทางหลักในเขตใจกลางเมืองกรุงเทพฯ รวมระยะทาง 23.5
กิโลเมตร นอกจากนี้บริษัทยังมีการรับรู้รายได้ในการบริหาร (ไม่รวมรายได้จากค่า
โดยสาร) ในเส้นทางต่อขยายสายสีลม ธุรกิจของ BTS นอกจากจะรับผิดชอบการเดิน
รถในเส้นทางของรถไฟฟ้า 2 เส้นทางหลักแล้ว BTS ยังเป็นผู้บริหารการเดินรถ BRT
ที่เริ่มเดินรถอย่างเป็นทางการตั้งแต่ มิ.ย. 53 อายุสัญญา 7 ปี
ธุรกิจโฆษณา: เป็นอีกธุรกิจที่มีศักยภาพในการสร้างกำไรให้กับบริษัท
เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจโฆษณาบนสถานีรถไฟฟ้า และขบวนรถไฟฟ้า อยู่ภายใต้การ
บริหารของ บริษัท วีจีไอ โกลบอล มีเดีย (VGI) เพียงผู้เดียว เป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุน
ต่ำ แต่ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนสูงมาก โดยปัจจุบันถือเป็นธุรกิจที่สร้างกำไรให้
กับบริษัทมากที่สุด
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์: ปัจจุบันบริษัทมีโครงการธนาซิตี้ (อาคารชุดเพื่อการ
อยู่อาศัย) โครงการโรงแรม โครงการเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ และอาคารสำนักงาน ภาย
ใต้การบริหารงานของกลุ่มธนายง ที่ผ่านมากลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สร้างรายได้ให้
กับบริษัทประมาณ 82% ของรายได้รวมในปี 2552 แต่ผลการดำเนินงานของกลุ่ม
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังประสบปัญหาขาดทุน
ธุรกิจบริการด้านอื่นๆ ได้แก่ (1) ธุรกิจบริการบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ในระบบ
Smart Card เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสาร ระบบดังกล่าวสามารถใช้ร่วม
กับ BMCL (รถไฟใต้ดิน) และธนาคารกรุงเทพ (2) ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง โดยปัจจุบัน
เริ่มก่อสร้างโครงการโรงแรม Four Points by Sheraton เป็นโรงแรมที่อยู่ใกล้เส้นทาง
รถไฟฟ้า โดยปัจจุบันโครงการคืบหน้าไปแล้วกว่า 20% (3) บริหารโรงแรม U และ
โรงแรม Eastin (4) ธุรกิจสนามกอล์ฟ โครงการธนาซิตี้ ทั้งนี้ธุรกิจด้านอื่นๆ ยังมีผลต่อ
ผลประกอบการน้อยมากในช่วงที่ผ่านมา

โครงสร้างผู้ถือหุ้น
จาก TYONG สู่ BTS ทำให้รายได้หลักของบริษัทเปลี่ยนจากธุรกิจพัฒนา
อสังหาริมทรัพย์ มาเป็นธุรกิจบริการเดินรถไฟฟ้าและธุรกิจโฆษณา รวมทั้งอนาคตจะ
มีธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในแนวเส้นทางรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยโครง
สร้างผู้ถือหุ้นหลังปรับโครงสร้างทางธุรกิจ ทำให้คุณคีรี กาญจนพาสน์ และครอบครัว
ถือหุ้นรวมในสัดส่วน 39% และบริษัท Siam Capital Development (Hong Kong) ถือ
หุ้นในสัดส่วน 23%

ในการปรับโครงสร้างทุนที่ผ่านมา บริษัทได้เพิ่มทุนจำนวน 28,167 ล้านหุ้น ให้กับ
กลุ่มผู้ถือหุ้น BTSC เดิม 4 กลุ่มหลักได้แก่
1. กลุ่ม Siam Capital Development ใช้หุ้น BTSC จำนวน 5,748 ล้านหุ้น
แลกหุ้นเพิ่มทุน 10,778 ล้านบาท กับเงินสดจำนวน 7,903 ล้านบาท
2. กลุ่ม Keen Leader Investment ใช้หุ้น BTSC จำนวน 508 ล้านหุ้น แลก
หุ้นเพิ่มทุน 953 ล้านบาท กับเงินสดจำนวน 699 ล้านบาท
3. นายคีรี กาญจนพาสน์ ใช้หุ้น BTSC จำนวน 400 ล้านหุ้น แลกหุ้นเพิ่มทุน 750 ล้าน
บาท กับเงินสดจำนวน 550 ล้านบาท

4. กลุ่มบริษัท สยาม เรลล์ ทรานสปอร์ต แอนด์ อินฟราสตรัคเจอร์ จำกัด ใช้หุ้น
BTSC จำนวน 8,365 ล้านหุ้น แลกหุ้นเพิ่มทุน 15,685 ล้านบาท กับเงินสดจำนวน
11,503 ล้านบาท

จำนวนหุ้น TYONG เดิม 7,614 ล้านหุ้น
+ หุ้นเพิ่มทุน เพื่อซื้อหุ้น BTSC
28,167 ล้านหุ้น *
+ หุ้นเพิ่มทุน PP 4,459 ล้านหุ้น
+ หุ้นเพิ่มทุน 14,572 ล้านหุ้น
**
+ หุ้นเพิ่มทุนให้แก่นักลงทุนสถาบัน และลูกค้าหลักทรัพย์ 1,076 ล้านหุ้น
***
* ให้กับกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมของ BTSC
** ให้กับผู้ถือหุ้นเดิม ในสัดส่วน 7 หุ้นเก่า ต่อ 4 หุ้นใหม่ ในราคา 0.63 บาทต่อหุ้น
*** ราคา 0.82 บาทต่อหุ้น โดยยังมีหุ้นเหลือจากการขายในรอบนี้ประมาณ 43 ล้านหุ้น






เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/08/10 เวลา 10:27:18

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น