บล.เกียรตินาคิน : SAT แนะนำถือ Fair Value (Bt)’53 : 21.63
แม้เราจะเชื่อว่าผลประกอบการของ SAT ในช่วง 3-4 ปีต่อจากนี้ (2554-2556)
มีโอกาสเติบระดับ 17% ต่อปีตามการเติบโตของอุตฯ ยานยนต์ไทยและ Order ใหม่
จากลูกค้าใหม่อย่าง Kubota แต่อย่างไรก็ตาม ระดับราคาหุ้น SAT ในปัจจุบันสูงกว่า
ราคาเหมาะสมที่เราประเมินแล้วและเรายังไม่มีการปรับราคาเหมาะสมเพิ่มขึ้น เนื่อง
จากอุตฯ ยานยนต์ไทยยังมีความเสี่ยงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความ
เปราะบางและ SAT เองก็มีความเสี่ยงจากภาวะภัยแล้งส่งผลกระทบเป้ายอดขาย
Kubota เราจึงเปลี่ยนคำแนะนำเป็นเพียง “ถือ” (จากเดิม “ซื้อ”) เพื่อติดตามการเติบ
โตของอุตฯ ยานยนต์ไทยต่อไป
คาดอุตฯ ยานยนต์ไทยช่วงปี 2553-2557 เติบโตเฉลี่ยปีละ 12%
PricewaterhouseCoopers คาดการณ์การเติบโตของยอดผลิตยานยนต์ทั่ว
โลกในช่วงปี 2553-2557 จะเติบโตเฉลี่ยปีละ 7% จากยอดผลิตรวม 57.2 ล้านคันทั่ว
โลกในปี 2552 เป็น 85.2 ล้านคันในปี 2557 และคาดยอดผลิตในภูมิภาคเอเชียจะ
เติบโตเฉลี่ยปีละ 7% เช่นกัน ขณะเดียวกันกลุ่ม SAT คาดการณ์ยอดผลิตยานยนต์ใน
ประเทศไทยในช่วงปี 2553-2557 จะเติบโตเฉลี่ยปีละ 12% โดยเป็นการเติบโตจาก
Eco Car และการส่งออกเป็นหลัก โดยรถกระบะยังครองส่วนแบ่งตลาดหลักประมาณ
60% และ Eco Car จะมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 20% ส่วนในปี 53 คาดยอดผลิต
ยานยนต์ไทยจะเติบโต 50-60% มียอดผลิตยานยนต์รวมประมาณ 1.5-1.6 ล้านคัน
Eco Car ยังรอการพิสูจน์ต่อไปในปี 54-55
Eco Car จะเป็น Product Champion ยานยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยตัวที่
2 ถัดจากรถกระบะได้หรือไม่ยังคงต้องรอการพิสูจน์ต่อไป แม้ว่าเบื้องต้นจะมีแนวโน้ม
ค่อนข้างดีจากการประสบความสำเร็จของ Nissan “March” Eco Car คันแรกของ
ประเทศไทยที่เปิดตัวในเดือน มี.ค. 53 ที่ผ่านมา จนถึงเดือน มิ.ย. 53 มียอดผลิตรวม
ประมาณ 1.4 หมื่นคัน ช่วยดันให้ Nissan มียอดผลิตรถยนต์นั่งขึ้นแซง AAT
(Ford&Mazda) ขึ้นเป็นอันดับ 3 รองจาก Honda และ Toyota โดย Nissan ตั้งเป้า
ยอดผลิต Eco Car ในปี 53 ที่ระดับ 50,000 คันและเพิ่มขึ้นเป็น 100,000 คันในปี 54
อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามต่อไปว่า Eco Car ของค่ายรถยนต์อื่น ๆ ที่เข้าร่วม
โครงการส่งเสริมการลงทุนอีก 4 ค่าย ประกอบด้วย Honda, Toyota, Mitsubishi และ
Suzuki ที่จะทยอยเปิดตัวในปี 54-55 จะประสบความสำเร็จเหมือนกับ
Nissan “March” ได้หรือไม่ เนื่องจากการแข่งขันในตลาดในประเทศที่จะสูงขึ้นตาม
การเปิดตัวและการแข่งขันในตลาดต่างประเทศจากรถยนต์ราคาถูกของ
ประเทศ “จีน” และ “อินเดีย” เป็นต้น
คาดกำไรในช่วงปี 2553-2556 ของ SAT เติบโตเฉลี่ยปีละ 17%
เราคาดผลประกอบการของ SAT ในช่วงปี 2553-2556 จะเติบโตต่อเนื่อง
ตามการเติบโตของอุตฯ ยานยนต์ไทย และคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้าหลักรายใหม่
คือ Kubota ที่มีแนวโน้มจะสั่งสินค้าจาก SAT เพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลังจากที่ Kubota เข้า
มาขยายฐานการผลิตรถแทรกเตอร์ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2552 เราคาดปี 2553
SAT จะมียอดขายเติบโต 47% เป็น 6.3 พันล้านบาท และมีกำไรสุทธิเติบโต 140%
เป็น 754 ล้านบาท และคาดในช่วงปี 2553-2556 ยอดขายของ SAT จะเติบโตเฉลี่ย
ปีละ 12% และกำไรสุทธิเติบโตเฉลี่ยปีละ 17%
อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้น SAT สูงกว่าราคาเหมาะสมที่เราประเมินแล้ว
ในขณะที่เมื่อพิจารณาระดับราคาหุ้น SAT วานนี้ปิดที่ระดับ 23.20 บาท
สูงกว่าราคาเหมาะสมปี 53 (21.63 บาท) และ 54 (22.32 บาท) ที่เราประเมินแล้ว และ
เรายังไม่มีการปรับประมาณการและราคาเหมาะสมของ SAT เพิ่มขึ้น เนื่องจากภาวะ
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงรวมถึงปริมาณคำสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้า
หลักรายใหม่ Kubota ก็มีความเสี่ยงที่จะไม่เป็นไปตามเป้าจากปัญหาภัยแล้ง
ภาวะเศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงและ Order Kubota อาจไม่ได้ตามเป้า
แม้เราคาดว่าอุตฯ ยานยนต์ไทยจะมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในปี
2553-2557 แต่อย่างไรก็ตาม อุตฯ ยานยนต์ไทยยังมีความเสี่ยงจากภาวะการฟื้นตัว
ของเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความเปราะบางเนื่องจากยอดผลิตยานยนต์ในประเทศไทย
เป็นการผลิตเพื่อการส่งออกมากกว่า 50% โดยมีแนวโน& 63243;มว่าภาวะเศรษฐกิจในสหรัฐ
อเมริกาและญี่ปุ่นจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลงในครึ่งปีหลังปี 53 และเศรษฐกิจใน
สหภาพยุโรปยังคงมีความเปราะบางจากป& 63248;ญหาหนี้สาธารณะในบางประเทศ ในขณะ
ที่ SAT ก็มีความเสี่ยงจากยอดขายสินค้าลูกค้ารายใหม่ (Kubota) อาจไม่เป็นไปตาม
เป้าหลังจากเกิดปัญหาภัยแล้งส่งผลต่อยอดขายรถแทรกเตอร์ของ Kubota ในปี 53
ทำให้ผู้บริหารปรับเป้ายอดจำหน่ายรถแทรกเตอร์ของ Kubota ในปี 53 เป็นเพียงทรง
ตัวจากเดิมคาดเติบโต 8% จากปี 52
เราจึงเปลี่ยนคำแนะนำเป็นเพียง “ถือ” เพื่อติดตามการเติบโตของอุตฯ ยานยนต์ไทย
ต่อไป
แม้เราจะยังมีมุมมองบวกต่อการเติบโตของอุตฯ ยานยนต์ไทยและผล
ประกอบการของบริษัทในช่วงปี 2553-2556 แต่อย่างไรก็ตาม ระดับราคาหุ้น SAT สูง
กว่าราคาเหมาะสมที่เราประเมินแล้วและเรายังไม่มีการปรับราคาเหมาะสมเพิ่มขึ้น เรา
จึงเปลี่ยนคำแนะนำเป็นเพียง “ถือ” เพื่อติดตามการเติบโตของอุตฯ ยานยนต์ไทยต่อ
ไป (จากเดิม “ซื้อ”) โดยเราคาดปี 53 และ 54 SAT จะมีกำไรเติบโต 140% และ
11% ตามลำดับ และคาดว่าจะจ่ายเงินปันผลเท่ากับ 0.78 บาท/หุ้น และ 0.86 บาท/
หุ้น ตามลำดับ ส่วนกระบวนการเพิ่มทุนจำนวน 40 ล้านหุ้น (จากการใช้สิทธิของ SAT-
T1 (25 ล้านหุ้น) และการขายให้กับผู้ลงทุนเฉพาะเจาะจง (15 ล้านหุ้น)) คาดว่าจะแล้ว
เสร็จภายในเดือน ต.ค. 53 ซึ่งะเราคาดว่าระดับราคาหุ้น SAT ในปัจจุบันที่เคลื่อนไหว
ในระดับที่สูงกว่าราคาเหมาะสมที่เราประเมินเนื่องจากได้รับปัจจัยบวกจากการทำ
Bookbuild เพื่อกำหนดราคาขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับผู้ลงทุนเฉพาะเจาะจงภายในเดือน
ก.ย. 53 นี้
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 10:37:19
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น