- คาดค่าการกลั่น 2H53 ของ BCP ดีกว่าตลาดสิงค์โปร์ เนื่องจากมีสัดส่วนผลิต
น้ำมันดีเซลและน้ำมันเครื่องบินมากกว่า
- ค่าการกลั่นตลาดสิงค์โปร์ 3Q53 (Qtd) อยู่ที่ 4.78 เหรียญต่อบาร์เรล เพิ่ม
ขึ้น 28%qoq และ 51%yoy
- บริษัทมีแผนกระจายความเสี่ยงไปสู่ธุรกิจอื่น ลดการพึ่งพารายได้จาก
โรงกลั่น แต่ยังไม่มีนัยสำคัญมากนัก
- PER ในระดับปัจจุบันเหมาะสมกับ BCP แต่ยังคาดหวังเงินปันผลระหว่าง
กาลได้
- คาดเงินปันผลระหว่างกาลอยู่ที่ 0.45 บาท ให้ Yield 3.1%
- เรายังคงแนะนำ ถือ ด้วยมูลค่าที่เหมาะสม 15.8 บาท (Upside Gain 7.5%)
แนวโน้มกำไร 2H53 ฟื้นตัวจากค่าการกลั่น และราคาน้ำมันดิบที่ฟื้นตัว
ผลประกอบการ 1H53 ที่ผ่านมาลดลง 72%yoy เนื่องจากบริษัทไม่มี
Hedging Gain มากเหมือนช่วงปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามเรายังมีมุมมองที่เป็นบวกต่อ
ผลประกอบการ 2H53 โดยเราคาดว่าบริษัทการฟื้นตัวของค่าการกลั่น จะเป็นปัจจัย
หนุนผลประกอบการ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบที่คาดว่าจะฟื้นตัวใน 2H53 จะทำให้ธุรกิจ
โรงกลั่นมี Stock Gain
ปัจจุบันค่าการกลั่นเฉลี่ย 3Q53 (Qtd) ในตลาดสิงค์โปร์อยู่ที่ 4.78 เหรียญต่อ
บาร์เรล เพิ่มขึ้น 28%qoq และ 51%yoy แต่เราเชื่อว่าค่าการกลั่นของ BCP จะสูงกว่า
ตลาดสิงค์โปร์ เนื่องจากมีผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปขั้นกลางในสัดส่วนที่มากกว่า โดย
ปัจจุบันบริษัทผลิตน้ำมันดีเซลและน้ำมันเครื่องบินรวมในสัดส่วน 62% โดยค่าการก
ลั่น 3Q53 (Qtd) ของน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 9.7 เหรียญต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 3%qoq และ
35%yoy ขณะที่ค่าการกลั่นน้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 10.6 เหรียญต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 5%
qoq และ 43%yoy ซึ่งปัจจุบันในกลุ่มโรงกลั่นในประเทศ BCP ถือเป็นโรงกลั่นที่มีสัด
ส่วนการผลิตน้ำมันทั้ง 2 ประเภทมากที่สุด
ขยายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งโรงกลั่น แต่ยังคงต้องพึ่งธุรกิจโรงกลั่น
และการตลาดไม่น้อยกว่า 70%
ที่ผ่านมาบริษัทเริ่มขยายการลงทุนไปในธุรกิจโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ขนาด
38 เมกะวัตต์ และธุรกิจเหมืองแร่โปรแตช (BCP ถือหุ้นในสัดส่วน 16.4%) โดยเฉพาะ
ธุรกิจโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ที่บริษัทมีแผนจะขยายกำลังการผลิตขึ้นไปถึง 120
เมกะวัตต์
ขณะที่บริษัทเชื่อวมั่นว่ายังคงได้ส่วนเพิ่มค่าไฟฟ้าในอัตรา 8 บาท เท่ากับ
กำลังการผลิตในส่วนแรก (38 เมกะวัตต์) ขณะที่การทำธุรกิจเหมืองแร่โปรแตช เป็น
การรองรับความต้องการใช้ปุ๋ยภายในประเทศและทดแทนการนำเข้า
นอกจากนี้บริษัทมีแผนขยายการลงทุนในธุรกิจเอทานอล ปัจจุบันอยู่
ระหว่างการเจรจาคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 3Q53 ขณะที่ธุรกิจการตลาด บริษัทยัง
คงมีเป้าหมายในการขยายสถานีบริการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสถานีบริการน้ำมัน
E20 โดยเรามองว่าการเจรจาลงทุนในธุรกิจเอทานอล เป็นการรองรับการขยายธุรกิจ
การตลาดที่ดี
แผนขยายการลงทุนในธุรกิจอื่น เรามองว่าเป็นการลดความเสี่ยงจากการพึ่ง
รายได้จากธุรกิจโรงกลั่น แต่อย่างไรก็ตามก็ตามการกระจายธุรกิจยังไม่สามารถเพิ่ม
สัดส่วนรายได้จากธุรกิจอื่นมากนัก เนื่องจากเราคาดว่าหลังเริ่มโครงการโรงไฟฟ้าแสง
อาทิตย์ และธุรกิจเหมืองแร่โปรแตซ บริษัทยังมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจโรงกลั่นและ
การตลาดประมาณ 70%
PER เหมาะสมกับขนาดของธุรกิจ แต่ยังคาดหวังจากเงินปันผลระหว่างกาลไม่น้อย
กว่า 0.45 บาท ให้ Yield 3.1% ทำให้เรายังคงแนะนำ ถือ
แม้ปัจจุบัน BCP จะมี PER ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับโรงกลั่นในประเทศ
เนื่องจาก BCP เป็นโรงกลั่นแบบ Stand Alone มีความยืดหยุ่นของโครงสร้างธุรกิจที่
น้อยกว่าโรงกลั่นอื่นที่มีปิโตรเคมี ทำให้ PER ของ BCP ในปัจจุบันอยู่ที่ 6.3 เท่า ต่ำ
กว่าเมื่อเทียบกับโรงกลั่นอื่นที่เป็น Complex Refinery มี PER อยู่ที่ระดับ 9 – 10
เท่า ขณะที่ PER เฉลี่ยในภูมิภาคอยู่ที่ 9.8 เท่า ขณะที่เราประเมินราคาที่เหมาะสม
ของ BCP ไว้ที่ 15.80 บาท มี Upside Gain เหลือเพียง 7.5% แต่เราคาดว่าบริษัทจะ
จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไม่น้อยกว่า 0.45 บาท ให้ Yield 3.1% ทำให้เรายังคง
แนะนำ ถือ สำหรับ BCP
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/08/10 เวลา 10:19:10
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น