ประเด็นการลงทุน: แนวโน้มของ ROJNA ยังไม่ดีขึ้น แม้ว่าในช่วง 6 สัปดาห์ที่ผ่าน
มายอดขายบ้านในจีนได้ฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่การประกาศเพิ่มมาตรการคุมเข้มภาคอสังหาฯของจีน
เมื่อวานนี้มีแนวโน้มที่จะทำให้ยอดขายคอนโดชะลอตัวในระยะสั้นถึงระยะกลาง แม้แต่ในธุรกิจ
ขายที่ดินอุตสาหกรรมในประเทศ ยอดขายของบริษัทก็ดูด้อยกว่าบริษัทคู่แข่ง ดังนั้นแนวโน้มกำไร
สุทธิในช่วงครึ่งหลังปี 53 จนถึงปี 2554 ไม่น่าสนใจเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นๆ เราจึงยังคงคำแนะ
นำ “ถือ” และแนะนำให้ลงทุนใน HEMRAJ แทน
เพิ่มนโยบายคุมเข้ม: วานนี้รัฐบาลจีนได้ประกาศนโยบายคุมเข้มเพิ่มเติมจากนโยบาย
ที่ออกมาแล้วในเดือน เม.ย. 2553 โดยเพิ่มการวางดาวน์สำหรับบ้านใหม่หลังแรกเป็น 30% จาก
เดิม 20% สำหรับบ้านใหม่หลังที่ 2 เป็น 50% หรือสูงกว่าและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงกว่าอัตราพื้น
ฐานของธนาคารกลางจีน 10% สำหรับผู้ซื้อบ้านหลังที่ 3 และผู้ที่ไม่ได้มีถิ่นฐานพำนักในประเทศ
จีนจะไม่สามารถกู้ได้ ภาษีที่เคยยกเว้นสำหรับการเรียกเก็บในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ก็กลับ
มาใช้อีกครั้ง สำหรับผู้พัฒนาอสังหาฯ รัฐบาลจะเข้มงวดการชำระภาษีและพฤติกรรมที่มิชอบอาทิ
เช่นการตุนที่ดินและการตั้งใจที่ทำให้การก่อสร้างล่าช้า
เลื่อนการโอน เฟส 2 ออกไป: โครงการคอนโดเฟส 2 ของ ROJNA ในจีนมีแนวโน้ม
ว่าจะไม่สามารถได้โอนได้ทันในปีหน้าเนื่องจากงานฐานรากเพิ่งจะเสร็จ ดังนั้นเราได้ปรับ
สมมติฐานการโอนออกไปเป็นไตรมาส 1/55 ซึ่งทำให้ประมาณการกำไรสุทธิปี 2554 ลดลง
10%
โครงการคอนโดในไทยเลื่อนออกไป: ROJNA ตัดสินใจที่จะเลื่อนโครงการคอนโดซึ่ง
ใกล้กับรถไฟฟ้าสายสีม่วง มูลค่า 2 พันล้านบาทออกไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากบริษัทอยากที่
จะรอให้อุปสงค์ในบริเวณดังกล่าวเพิ่มมากกว่านี้ ซึ่งอาจจะเป็นช่วงก่อนที่รถไฟฟ้าจะสร้างเสร็จ
เล็กน้อย
ยอดขายที่ดินมีแนวโน้มแย่กว่าคู่แข่ง: ปัจจัยหนุนเพียงปัจจัยเดียวในระยะอันใกล้นี้คือ
การขายที่ดิน 300 ไร่ให้แก่ลูกค้ารายหนึ่งในไตรมาส 4/53 ซึ่งจะช่วยหนุนให้ยอดขายที่ดินรวมปีนี้
เป็น 550 ไร่ อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นลูกค้าหลักของ ROJNA มีแนวโน้ม
ชะลอการลงทุน ดังนั้นเราจึงให้สมมติฐานว่าบริษัทจะขายที่ได้ 450 ไร่ในปีหน้าซึ่งใกล้เคียงกับที่
บริษัทตั้งเป้าไว้
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 12:24:35
วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553
บล.บัวหลวง : HEMRAJ แนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมายปี 2554 ที่ 2.42 บาท
เข้าซื้อสัดส่วนหุ้นที่เหลือ 75% ใน SIL
ประเด็นใหม่: HEMRAJ ได้เข้าซื้อสัดส่วนหุ้นที่เหลือ 75% ใน SIL
Industrial Land Co Ltd (SIL) จาก Cement Thai Holding Co Ltd ซึ่งเป็นบริษัทลูก
ของ SCC ที่มูลค่าการเข้าซื้อ 763.7 ล้านบาท (เพิ่มเติมจากเงินกู้ที่ปล่อยให้ SIL
จำนวน 380 ล้านบาท) โดยเงินทุนในการเข้าซื้อมาจากกระแสเงินสดภายใน
SIL เป็นสวนอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในจังหวัดสระบุรี โดย ณ สิ้นเดือนมิ.ย.มี
ที่ดินรวม 3,619 ไร่และมีที่ดินพร้อมขาย 1,064 ไร่ นอกจากนี้ SIL ยังถือสัดส่วนหุ้น
100% ใน Rayong Industrial Land Co Ltd (RIL) ซึ่งเป็นสวนอุตสาหกรรมในจังหวัด
ระยอง ซึ่งมีที่ดินรวม 3,438 ไร่และยังมีที่ดินพร้อมขาย 1,711 ไร่
ความคิดเห็นของเรา: การเข้าซื้อ SIL เป็นตามที่ผู้บริหารเคยให้ข้อมูลไว้ ซึ่ง
ส่งผลให้ HEMRAJ เป็นผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมรายใหญ่ที่สุดในประเทศ
โดยมีนิคมอุตสาหกรรม 6 แห่งภายใต้การบริหาร เราเห็นว่าการเข้าซื้อดังกล่าวเป็น
ประโยชน์ต่อบริษัท ราคาเข้าซื้อต่อที่ดินพร้อมขายอยู่ที่เพียง 550,000 บาทต่อไร่ ซึ่ง
ใกล้เคียงกับที่ดินเปล่าในบริเวณใกล้เคียง นอกจากนี้ การเข้าถือ SIL ทั้ง 100% จะ
ส่งผลให้ HEMRAJ สามารถวางแผน พัฒนา และทำการตลาดสำหรับสวน
อุตสาหกรรมทั้งสองแห่งนี้ได้มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลมากขึ้น นอกจากนี้ SIL
ยังช่วยให้บริษัทขยายส่วนแบ่งการตลาดไปยังพื้นที่ตอนเหนือของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็น
ที่ตั้งของกลุ่มโรงงานอิเล็กทรอนิกส์และโรงงานผลิตอาหาร เราคาดว่ายอดขายที่ดิน
จากทั้ง 2 สวนอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง มากไปกว่านั้น สวนอุตสาหกรรม
ทั้ง 2 แห่งนี้จะเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญในระยะยาวเนื่องจาก HEMRAJ สามารถเพิ่ม
การให้บริการต่างๆ แก่
คำแนะนำการลงทุน: HEMRAJ ยังคงเป็นหุ้นแนะนำอันดับแรกในกลุ่มนิคม
อุตสาหกรรม เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมายปี 2554 ที่ 2.42 บาท โรงงาน
ที่ตั้งอยู่เป็นจำนวนมากในสวนอุตสาหกรรมได้
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 12:24:24
ประเด็นใหม่: HEMRAJ ได้เข้าซื้อสัดส่วนหุ้นที่เหลือ 75% ใน SIL
Industrial Land Co Ltd (SIL) จาก Cement Thai Holding Co Ltd ซึ่งเป็นบริษัทลูก
ของ SCC ที่มูลค่าการเข้าซื้อ 763.7 ล้านบาท (เพิ่มเติมจากเงินกู้ที่ปล่อยให้ SIL
จำนวน 380 ล้านบาท) โดยเงินทุนในการเข้าซื้อมาจากกระแสเงินสดภายใน
SIL เป็นสวนอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในจังหวัดสระบุรี โดย ณ สิ้นเดือนมิ.ย.มี
ที่ดินรวม 3,619 ไร่และมีที่ดินพร้อมขาย 1,064 ไร่ นอกจากนี้ SIL ยังถือสัดส่วนหุ้น
100% ใน Rayong Industrial Land Co Ltd (RIL) ซึ่งเป็นสวนอุตสาหกรรมในจังหวัด
ระยอง ซึ่งมีที่ดินรวม 3,438 ไร่และยังมีที่ดินพร้อมขาย 1,711 ไร่
ความคิดเห็นของเรา: การเข้าซื้อ SIL เป็นตามที่ผู้บริหารเคยให้ข้อมูลไว้ ซึ่ง
ส่งผลให้ HEMRAJ เป็นผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมรายใหญ่ที่สุดในประเทศ
โดยมีนิคมอุตสาหกรรม 6 แห่งภายใต้การบริหาร เราเห็นว่าการเข้าซื้อดังกล่าวเป็น
ประโยชน์ต่อบริษัท ราคาเข้าซื้อต่อที่ดินพร้อมขายอยู่ที่เพียง 550,000 บาทต่อไร่ ซึ่ง
ใกล้เคียงกับที่ดินเปล่าในบริเวณใกล้เคียง นอกจากนี้ การเข้าถือ SIL ทั้ง 100% จะ
ส่งผลให้ HEMRAJ สามารถวางแผน พัฒนา และทำการตลาดสำหรับสวน
อุตสาหกรรมทั้งสองแห่งนี้ได้มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลมากขึ้น นอกจากนี้ SIL
ยังช่วยให้บริษัทขยายส่วนแบ่งการตลาดไปยังพื้นที่ตอนเหนือของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็น
ที่ตั้งของกลุ่มโรงงานอิเล็กทรอนิกส์และโรงงานผลิตอาหาร เราคาดว่ายอดขายที่ดิน
จากทั้ง 2 สวนอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง มากไปกว่านั้น สวนอุตสาหกรรม
ทั้ง 2 แห่งนี้จะเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญในระยะยาวเนื่องจาก HEMRAJ สามารถเพิ่ม
การให้บริการต่างๆ แก่
คำแนะนำการลงทุน: HEMRAJ ยังคงเป็นหุ้นแนะนำอันดับแรกในกลุ่มนิคม
อุตสาหกรรม เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมายปี 2554 ที่ 2.42 บาท โรงงาน
ที่ตั้งอยู่เป็นจำนวนมากในสวนอุตสาหกรรมได้
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 12:24:24
บล.เคที ซีมิโก้ : TCAP แนะนำ “ซื้อ” มูลค่าพื้นฐาน 48.50 บาท
ประโยชน์จากการผสานพลังทางธุรกิจจะเห็นชัดใน 4Q53
หากกำไร 3Q53 เป็นไปตามคาด กำไรใน 9M53 คิดเป็น 94% ของประมาณการกำไร
ทั้งปี 53 แต่เรายังไม่มีการปรับประมาณการเพิ่ม ณ ขณะนี้แต่อย่างใด เพราะกังวลว่าอาจมีค่าใช้
จ่ายเกี่ยวกับการควบรวมกิจการก้อนใหญ่บันทึกใน 4Q53 แม้ด้วยประมาณการกำไรเชิงอนุรักษ์
ราคาหุ้นของ TCAP ยังถือว่าต่ำในเชิงประเมินมูลค่า โดยซื้อขายที่ PER 12 เท่าในปี 53 และจะ
ลดเหลือ 9.5 เท่าในปี 54 หลังการรวมกิจการกับ SCIB เราเชื่อว่าจะเกิดการผสานพลังทาง
ธุรกิจ โดยเฉพาะการจัดหาเงินทุน และการขายสินค้าร่วมในสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งจะเห็นผล
ชัดตั้งแต่ 4Q53 เป็นต้นไป ดังนั้น เราจึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”
รับผลควบรวมเต็มที่ใน 3Q53…แต่กำไรเติบโตเพียง 3%QoQ
การรวมกิจการกับ SCIB แล้วเสร็จสมบูรณ์ใน 3Q53 เราจึงคาดว่ารายได้ดอกเบี้ยรับ
สุทธิจะเติบโต 8%QoQ และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยรับสุทธิเติบดต 12%QoQ อย่างไรก็ดี
ประโยชน์จากการควบรวมกิจการบางส่วนจะถูกหักล้างด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพนักงาน
และการควบรวม ดังนั้น กำไรสุทธิอาจเติบโตเพียงแค่ 3%QoQ (+40%YoY) เป็น 1.4 พันล้าน
บาท เท่านั้น
สินเชื่อเติบโต...ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิทรงตัว
การปล่อยสินเชื่อในธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งในเดือน ส.ค.(หลังจาก
ชะลอตัวมากว่า 6 เดือน) ด้วยสินเชื่อใหม่ 3.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4%MoM และ 6% นับ
จากต้นปี ด้วยธุรกิจรถยนต์เข้าสู่ช่วงฤดูกาลการขาย ทำให้เราคาดว่า สินเชื่อดังกล่าวจะเติบโตต่อ
เนื่องใน 3Q-4Q53 ขณะที่สินเชื่ออื่น (จาก SCIB) คาดว่าจะเติบโตเพียงแค่ 1%QoQ เท่านั้น
แม้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์จะเผชิญกับแรงกดดันอัตรากำไร แต่รายได้ปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ก็
ช่วยให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิทรงตัวได้
คาดตั้งสำรองระดับต่ำเพียงแค่ 45bps
ด้วย NPLs ใหม่ไหลเข้ายังคงอยู่ในระดับต่ำ และอัตราการกันสำรองก็อยู่ในระดับใกล้
เคียงกับคู่แข่ง TCAP จึงไม่มีแรงกดดันเกี่ยวกับการกันสำรองเพิ่มเติมมากนัก ทั้งนี้ TCAP ให้
แนวทางว่า อัตราการกันสำรองเมื่อเทียบกับสินเชื่อจะยังคงอยู่ในระดับต่ำประมาณ 45bps
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:30:19
หากกำไร 3Q53 เป็นไปตามคาด กำไรใน 9M53 คิดเป็น 94% ของประมาณการกำไร
ทั้งปี 53 แต่เรายังไม่มีการปรับประมาณการเพิ่ม ณ ขณะนี้แต่อย่างใด เพราะกังวลว่าอาจมีค่าใช้
จ่ายเกี่ยวกับการควบรวมกิจการก้อนใหญ่บันทึกใน 4Q53 แม้ด้วยประมาณการกำไรเชิงอนุรักษ์
ราคาหุ้นของ TCAP ยังถือว่าต่ำในเชิงประเมินมูลค่า โดยซื้อขายที่ PER 12 เท่าในปี 53 และจะ
ลดเหลือ 9.5 เท่าในปี 54 หลังการรวมกิจการกับ SCIB เราเชื่อว่าจะเกิดการผสานพลังทาง
ธุรกิจ โดยเฉพาะการจัดหาเงินทุน และการขายสินค้าร่วมในสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งจะเห็นผล
ชัดตั้งแต่ 4Q53 เป็นต้นไป ดังนั้น เราจึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”
รับผลควบรวมเต็มที่ใน 3Q53…แต่กำไรเติบโตเพียง 3%QoQ
การรวมกิจการกับ SCIB แล้วเสร็จสมบูรณ์ใน 3Q53 เราจึงคาดว่ารายได้ดอกเบี้ยรับ
สุทธิจะเติบโต 8%QoQ และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยรับสุทธิเติบดต 12%QoQ อย่างไรก็ดี
ประโยชน์จากการควบรวมกิจการบางส่วนจะถูกหักล้างด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพนักงาน
และการควบรวม ดังนั้น กำไรสุทธิอาจเติบโตเพียงแค่ 3%QoQ (+40%YoY) เป็น 1.4 พันล้าน
บาท เท่านั้น
สินเชื่อเติบโต...ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิทรงตัว
การปล่อยสินเชื่อในธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งในเดือน ส.ค.(หลังจาก
ชะลอตัวมากว่า 6 เดือน) ด้วยสินเชื่อใหม่ 3.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4%MoM และ 6% นับ
จากต้นปี ด้วยธุรกิจรถยนต์เข้าสู่ช่วงฤดูกาลการขาย ทำให้เราคาดว่า สินเชื่อดังกล่าวจะเติบโตต่อ
เนื่องใน 3Q-4Q53 ขณะที่สินเชื่ออื่น (จาก SCIB) คาดว่าจะเติบโตเพียงแค่ 1%QoQ เท่านั้น
แม้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์จะเผชิญกับแรงกดดันอัตรากำไร แต่รายได้ปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ก็
ช่วยให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิทรงตัวได้
คาดตั้งสำรองระดับต่ำเพียงแค่ 45bps
ด้วย NPLs ใหม่ไหลเข้ายังคงอยู่ในระดับต่ำ และอัตราการกันสำรองก็อยู่ในระดับใกล้
เคียงกับคู่แข่ง TCAP จึงไม่มีแรงกดดันเกี่ยวกับการกันสำรองเพิ่มเติมมากนัก ทั้งนี้ TCAP ให้
แนวทางว่า อัตราการกันสำรองเมื่อเทียบกับสินเชื่อจะยังคงอยู่ในระดับต่ำประมาณ 45bps
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:30:19
บล.เอเซียพลัส : กลุ่มโรงแรม แนะนำลงทุนเท่า
บล.เอเซียพลัส : กลุ่มโรงแรม แนะนำลงทุนเท่ากับตลาด แนะนำซื้อลงทุน
CENTEL (FV@ 6.65 บาท), ERAWAN (FV@3.04 บาท) และ MINT (FV@15.53
บาท)
เข้าสู่ High Season…เข้าสู่หุ้นกลุ่มโรงแรม
นักท่องเที่ยวต่างชาติเดือน ส.ค. 2553 คงเพิ่มขึ้น 9% yoy
ธปท. รายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย
เดือน ส.ค. 2553 อยู่ที่ 1.251 ล้านคน ใกล้เคียงเดือน ก.ค. 2553 แต่เพิ่มขึ้น 9% yoy
ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยของโรงแรมทั่วประเทศเดือนดังกล่าว ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง
สู่ระดับ 50% จาก 47% ในเดือน ก.ค. 2553 และ 49% ในเดือน ส.ค. 2552 สำหรับ
ภาพรวม 8M53 (ม.ค. – ส.ค. 2553) มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยทั้ง
สิ้น 10.045 ล้านคน เพิ่มขึ้น 13.5% yoy
ท่องเที่ยวจะสดใสมากขึ้น...รับ High Season 4Q53
สถานการณ์ท่องเที่ยวไทยงวด 3Q53 ส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เห็นได้
จากนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับตัวดีขึ้นทันที หลังสิ้นสุดเหตุการเมืองรุนแรงเดือน พ.ค.
2553 และสามารถกลับมายืนเหนือระดับ 1 ล้านคนต่อเดือนได้ไม่ยาก สะท้อนถึง
ภาพรวมท่องเที่ยวที่เริ่มกลับสู่ภาวะปกติ เชื่อว่านับจากนี้ภายใต้สมมติฐานเหตุการ
เมืองไม่มีความรุนแรงอีก จะเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามามากขึ้น โดยมี
จำนวนไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคนต่อเดือนในช่วงเดือน ก.ย. 2553 และเพิ่มมากกว่า 1.2 ล้าน
คนต่อเดือนในงวด 4Q53 จากแรงสนับสนุนของช่วง High Season และแผนกระตุ้น
การท่องเที่ยวของภาครัฐ โดยขยายไปยังตลาดใหม่ เช่น กลุ่ม BRIC (บราซิล รัส
เซีย อินเดีย และจีน) และกลุ่มตลาดยุโรปตะวันออกกลาง ซึ่งมีกำลังซื้อมากขึ้น ทั้งปี
2553 ประเมินนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทยอย่างน้อย 15 ล้าน
คน เพิ่มขึ้น 6% yoy
เปิดโรงแรมใหม่ รับฤดูกาล หนุนผลประกอบการ 4Q53 โดดเด่น
การฟื้นตัวเร็วของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยดังข้างต้น จะส่งผลบวกต่อกลุ่ม
ธุรกิจเกี่ยวเนื่องอย่างโรงแรมฟื้นตัวตามมาด้วย โดยเชื่อว่าผลประกอบการของบริษัท
ในกลุ่มโรงแรม จะปรับตัวดีขึ้นใน 3Q53 และโดดเด่นใน 4Q53 จากอานิสงค์ของช่วง
High Season และการเปิดให้บริการโรงแรมใหม่ของทั้ง 3 บริษัทรวม 608 ห้องพัก
ทั้งนี้สำหรับประเด็นค่าเงินบาทที่แข็งค่านั้น คาดจะไม่ส่งผลต่อการดำเนินงานอย่างมี
นัยสำคัญ เนื่องจากอัตราค่าห้องพักของโรงแรมทั้ง 3 บริษัท คิดเป็นค่าเงินบาท โดย
แม้หากแปลงเป็นเงินสกุลดอลลาร์ อาจทำให้ราคาสูงขึ้นบ้าง แต่อย่างไรก็ดีผลจาก
การจัดโปรโมชั่นของโรงแรมเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว ทำให้อัตราค่าห้องพักเฉลี่ยต่อ
คืนของโรงแรมในประเทศไทยคงมีราคาถูกอยู่ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำหรับกลุ่ม
โรงแรมฯ ของไทย จึงคงแนะนำลงทุนเท่ากับตลาด แนะนำซื้อลงทุน CENTEL
(FV@ 6.65 บาท), ERAWAN (FV@3.04 บาท) และ MINT (FV@15.53 บาท)
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:22:16
CENTEL (FV@ 6.65 บาท), ERAWAN (FV@3.04 บาท) และ MINT (FV@15.53
บาท)
เข้าสู่ High Season…เข้าสู่หุ้นกลุ่มโรงแรม
นักท่องเที่ยวต่างชาติเดือน ส.ค. 2553 คงเพิ่มขึ้น 9% yoy
ธปท. รายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย
เดือน ส.ค. 2553 อยู่ที่ 1.251 ล้านคน ใกล้เคียงเดือน ก.ค. 2553 แต่เพิ่มขึ้น 9% yoy
ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยของโรงแรมทั่วประเทศเดือนดังกล่าว ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง
สู่ระดับ 50% จาก 47% ในเดือน ก.ค. 2553 และ 49% ในเดือน ส.ค. 2552 สำหรับ
ภาพรวม 8M53 (ม.ค. – ส.ค. 2553) มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยทั้ง
สิ้น 10.045 ล้านคน เพิ่มขึ้น 13.5% yoy
ท่องเที่ยวจะสดใสมากขึ้น...รับ High Season 4Q53
สถานการณ์ท่องเที่ยวไทยงวด 3Q53 ส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เห็นได้
จากนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับตัวดีขึ้นทันที หลังสิ้นสุดเหตุการเมืองรุนแรงเดือน พ.ค.
2553 และสามารถกลับมายืนเหนือระดับ 1 ล้านคนต่อเดือนได้ไม่ยาก สะท้อนถึง
ภาพรวมท่องเที่ยวที่เริ่มกลับสู่ภาวะปกติ เชื่อว่านับจากนี้ภายใต้สมมติฐานเหตุการ
เมืองไม่มีความรุนแรงอีก จะเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามามากขึ้น โดยมี
จำนวนไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคนต่อเดือนในช่วงเดือน ก.ย. 2553 และเพิ่มมากกว่า 1.2 ล้าน
คนต่อเดือนในงวด 4Q53 จากแรงสนับสนุนของช่วง High Season และแผนกระตุ้น
การท่องเที่ยวของภาครัฐ โดยขยายไปยังตลาดใหม่ เช่น กลุ่ม BRIC (บราซิล รัส
เซีย อินเดีย และจีน) และกลุ่มตลาดยุโรปตะวันออกกลาง ซึ่งมีกำลังซื้อมากขึ้น ทั้งปี
2553 ประเมินนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทยอย่างน้อย 15 ล้าน
คน เพิ่มขึ้น 6% yoy
เปิดโรงแรมใหม่ รับฤดูกาล หนุนผลประกอบการ 4Q53 โดดเด่น
การฟื้นตัวเร็วของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยดังข้างต้น จะส่งผลบวกต่อกลุ่ม
ธุรกิจเกี่ยวเนื่องอย่างโรงแรมฟื้นตัวตามมาด้วย โดยเชื่อว่าผลประกอบการของบริษัท
ในกลุ่มโรงแรม จะปรับตัวดีขึ้นใน 3Q53 และโดดเด่นใน 4Q53 จากอานิสงค์ของช่วง
High Season และการเปิดให้บริการโรงแรมใหม่ของทั้ง 3 บริษัทรวม 608 ห้องพัก
ทั้งนี้สำหรับประเด็นค่าเงินบาทที่แข็งค่านั้น คาดจะไม่ส่งผลต่อการดำเนินงานอย่างมี
นัยสำคัญ เนื่องจากอัตราค่าห้องพักของโรงแรมทั้ง 3 บริษัท คิดเป็นค่าเงินบาท โดย
แม้หากแปลงเป็นเงินสกุลดอลลาร์ อาจทำให้ราคาสูงขึ้นบ้าง แต่อย่างไรก็ดีผลจาก
การจัดโปรโมชั่นของโรงแรมเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว ทำให้อัตราค่าห้องพักเฉลี่ยต่อ
คืนของโรงแรมในประเทศไทยคงมีราคาถูกอยู่ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำหรับกลุ่ม
โรงแรมฯ ของไทย จึงคงแนะนำลงทุนเท่ากับตลาด แนะนำซื้อลงทุน CENTEL
(FV@ 6.65 บาท), ERAWAN (FV@3.04 บาท) และ MINT (FV@15.53 บาท)
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:22:16
บล.เคที ซีมิโก้ : EGCO แนะนำถือ มูลค่าพื้นฐาน 96.00 บาท
อัตราปันผลจูงใจ ศักยภาพการเติบโตยังมี
เราเชื่อว่าราคาหุ้น EGCO ได้สะท้อนการเข้าซื้อหุ้นน้ำเทิน 2 เพิ่มแล้ว และผลจากการ
ปรับประมาณการกำไร ทำให้เราได้มูลค่าพื้นฐานปี 54 ใหม่ที่ 96 บาท (อิง PBV 0.9 เท่า) คงคำ
แนะนำ “ถือ” ด้วยอัตราปันผลตอบแทนสม่ำเสมอในอัตราที่จูงใจราว 6% ต่อปี และศักยภาพการ
เติบโตในอนาคตจากโครงการใหม่ ซึ่งบริษัทมีความพร้อมทั้งความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้ง รวม
ถึงเงินสดในมือจำนวนมากและอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่ต่ำที่พร้อมจะลงทุนเพิ่ม
ซื้อหุ้นน้ำเทิน 2 จาก ITD อีก 10% ราคา 73.33 ล้านเหรียญ
EGCO ตกลงซื้อหุ้นบริษัท น้ำเทิน 2 เพาเวอร์ (NTPC) จำนวน 450,000 หุ้น คิด
เป็นสัดส่วน 10% ของหุ้นทั้งหมด จาก ITD ในราคา 73.33 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งได้ลงนามใน
สัญญา 29 ก.ย.ที่ผ่านมา
เป็นไปตามคาด
การซื้อหุ้นน้ำเทิน 2 เป็นไปตามความคาดหมายของเราและตลาดฯ ซึ่งจะทำให้
EGCO มีสัดส่วนการถือหุ้นโดยตรงใน NTPC เพิ่มเป็น 35% (จาก 25%) โดยการเข้าซื้อหุ้นน้ำ
เทิน 2 นี้ สะท้อนถึงต้นทุนที่ 163 เหรียญ/หุ้น (สูงกว่าคาด) คิดเป็น PER 11.4 เท่า (อิงกับ
ประมาณการกำไร น้ำเทิน 2 ปี 54 ที่ 65 ล้านเหรียญ) ซึ่งเราเห็นว่าค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับ
PER ของโรงไฟฟ้าใน SET ที่ 8.5-9.5 เท่า อย่างไรก็ตามด้วยเงินลงทุนการเข้าซื้อน้ำเทิน 2 ที่
2.3 พันล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับการประเมินมูลค่าส่วนของผู้ถือหุ้นโครงการนี้ ทำให้ไม่มีส่วน
เพิ่มอย่างมีนัยจากการเข้าซื้อหุ้นครั้งนี้
ปรับกำไรปี 54 เพิ่มจากเดิม 3% สะท้อนส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้น
หากอิงกับประมาณการกำไรของน้ำเทิน 2 ที่เราคาดไว้ 2 พันล้านบาทในปี 54 ทำให้
EGCO รับรู้ส่วนแบ่งผลกำไรจากโครงการนี้เพิ่มราว 200 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยพยุงกำไรในปี 54
ที่ได้รับผลกระทบจากอัตราค่าไฟที่ลดในช่วงท้ายสัญญา ทั้งนี้เราปรับประมาณการกำไรปี 54
เพิ่มจากเดิม 3%
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:21:56
เราเชื่อว่าราคาหุ้น EGCO ได้สะท้อนการเข้าซื้อหุ้นน้ำเทิน 2 เพิ่มแล้ว และผลจากการ
ปรับประมาณการกำไร ทำให้เราได้มูลค่าพื้นฐานปี 54 ใหม่ที่ 96 บาท (อิง PBV 0.9 เท่า) คงคำ
แนะนำ “ถือ” ด้วยอัตราปันผลตอบแทนสม่ำเสมอในอัตราที่จูงใจราว 6% ต่อปี และศักยภาพการ
เติบโตในอนาคตจากโครงการใหม่ ซึ่งบริษัทมีความพร้อมทั้งความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้ง รวม
ถึงเงินสดในมือจำนวนมากและอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่ต่ำที่พร้อมจะลงทุนเพิ่ม
ซื้อหุ้นน้ำเทิน 2 จาก ITD อีก 10% ราคา 73.33 ล้านเหรียญ
EGCO ตกลงซื้อหุ้นบริษัท น้ำเทิน 2 เพาเวอร์ (NTPC) จำนวน 450,000 หุ้น คิด
เป็นสัดส่วน 10% ของหุ้นทั้งหมด จาก ITD ในราคา 73.33 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งได้ลงนามใน
สัญญา 29 ก.ย.ที่ผ่านมา
เป็นไปตามคาด
การซื้อหุ้นน้ำเทิน 2 เป็นไปตามความคาดหมายของเราและตลาดฯ ซึ่งจะทำให้
EGCO มีสัดส่วนการถือหุ้นโดยตรงใน NTPC เพิ่มเป็น 35% (จาก 25%) โดยการเข้าซื้อหุ้นน้ำ
เทิน 2 นี้ สะท้อนถึงต้นทุนที่ 163 เหรียญ/หุ้น (สูงกว่าคาด) คิดเป็น PER 11.4 เท่า (อิงกับ
ประมาณการกำไร น้ำเทิน 2 ปี 54 ที่ 65 ล้านเหรียญ) ซึ่งเราเห็นว่าค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับ
PER ของโรงไฟฟ้าใน SET ที่ 8.5-9.5 เท่า อย่างไรก็ตามด้วยเงินลงทุนการเข้าซื้อน้ำเทิน 2 ที่
2.3 พันล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับการประเมินมูลค่าส่วนของผู้ถือหุ้นโครงการนี้ ทำให้ไม่มีส่วน
เพิ่มอย่างมีนัยจากการเข้าซื้อหุ้นครั้งนี้
ปรับกำไรปี 54 เพิ่มจากเดิม 3% สะท้อนส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้น
หากอิงกับประมาณการกำไรของน้ำเทิน 2 ที่เราคาดไว้ 2 พันล้านบาทในปี 54 ทำให้
EGCO รับรู้ส่วนแบ่งผลกำไรจากโครงการนี้เพิ่มราว 200 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยพยุงกำไรในปี 54
ที่ได้รับผลกระทบจากอัตราค่าไฟที่ลดในช่วงท้ายสัญญา ทั้งนี้เราปรับประมาณการกำไรปี 54
เพิ่มจากเดิม 3%
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:21:56
บล.เอเซียพลัส : EGCO แนะนำถือ Fair Value ใหม่ปี 2554 เท่ากับ 99.51 บาท
ซื้อหุ้นน้ำเทิน 2 เพิ่ม 10%...ปรับเพิ่มประมาณการและ Fair Value
ซื้อหุ้นโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 2 เพิ่มอีก 10% เป็น 35%...ยื่นเสนอโครงการ SPP
EGCO ได้ทำการเข้าซื้อหุ้นของบริษัทน้ำเทิน 2 เพาเวอร์ จำกัด (NTPC) เพิ่ม
สัดส่วน 10% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดจากบริษัทอิตาเลียนไทยดิเวล็อปเมนต์ จำกัด
(มหาชน) (ITD) ในราคา 73.33 ล้านเหรียญฯ หรือราว 2.3 พันล้านบาท โดยใช้กระแส
เงินสดจากการดำเนินงานในการชำระค่าหุ้นทั้งหมด ส่งผลให้ EGCO ถือหุ้นใน
โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำน้ำเทิน 2 ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 1,086.8 เมกะวัตต์ ตั้ง
อยู่ในสปป.ลาว รวมสัดส่วน 35% โดยมีสัญญาขายไฟฟ้าระยะยาว 25 ปี กับ กฟผ.
จำนวน 995 เมกะวัตต์ และส่วนที่เหลืออีก 75 เมกะวัตต์ ขายให้กับรัฐวิสาหกิจไฟฟ้า
ลาว ซึ่งโครงการดังกล่าวได้ดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์มาแล้วตั้งแต่งวด 2Q53 นอก
จากนี้EGCO ได้ทำการยื่นขอจำหน่ายไฟฟ้าในโครงการผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP)
ตามที่กฟผ.ได้เปิดให้ยื่นจำหน่ายไฟฟ้าจำนวน 2 พันเมกะวัตต์ จำนวน 4 โครงการๆ
ละ 110 เมกะวัตต์ (ขณะนี้มีผู้เสนอยื่นถึง 40 ราย คิดเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 4
พันเมกะวัตต์) โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปในช่วงเดือน ธ.ค. 2553 – ม.ค. 2554 ในเบื้อง
ต้น EGCO มีแผนที่จะลงทุนเองทั้งหมด เนื่องจากมีความพร้อมด้านเงินทุนทั้งกระแส
เงินสดจากการดำเนินงาน และวงเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน
ปรับเพิ่มประมาณการสะท้อนสัดส่วนน้ำเทิน 2 ที่เพิ่มขึ้น
ฝ่ายวิจัยได้ทำทบทวนประมาณการในปี 2553-2554 โดยเป็นการรับรู้ส่วนแบ่ง
กำไรจากเงินลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 2 เพิ่ม ดังกล่าวข้างต้น และทำการ
ปรับเพิ่มต้นทุนการซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะในงวด 3Q53 ที่มีการหยุดเดิน
เครื่องเพื่อซ่อมบำรุงของโรงไฟฟ้าทุกแห่งของ EGCO โดยรวมแล้วส่งผลให้
ประมาณการกำไรปี 2553 ลดลง 7.4% จากเดิม แต่ประมาณการกำไรปี 2554 เพิ่ม
ขึ้น 1.3% จากเดิม ดังตาราง อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัยคาดผลการดำเนินงานงวด 3Q53
จะปรับตัวลดลงถึง 33.8%qoq เนื่องจากโรงไฟฟ้าทุกแห่งได้ทำการหยุดเดินเครื่อง
เพื่อซ่อมบำรุง ทำให้รายได้ค่าความพร้อมจ่ายปรับตัวลดลง อีกทั้งยังส่งผลให้ต้นทุน
ค่าซ่อมบำรุงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับงวด 2Q53 นอกจากนี้คาดจะมีการบันทึกค่าใช้จ่ายที่
ทยอยเพิ่มขึ้นจากการตัดจำหน่าย Inventory และ Spare parts ของโรงไฟฟ้าระยอง
(REGCO) และขนอม (KEGCO) ที่จะหมดสัญญาลงในปี 2557 และปี 2559 ตาม
ลำดับ ส่งผลให้ประมาณการกำไรงวด 9M53 เท่ากับ 5.8 พันล้านบาท ลดลง 12.1%
yoy และคิดเป็น 89% ของประมาณการทั้งปี 2553 ใหม่
Fair Value ใหม่ปี 2554 เท่ากับ 99.51 บาทต่อหุ้น...แนะนำถือ
ภายใต้ประมาณการใหม่ ฝ่ายวิจัยได้ประเมินมูลค่าพื้นฐาน ณ สิ้นปี 2554 โดย
วิธี DCF เท่ากับ 99.51 บาทต่อหุ้น ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.86 บาทต่อหุ้น สะท้อนสัดส่วน
การถือหุ้นน้ำเทิน 2 ดังกล่าวข้างต้น ฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำถือ เนื่องจากราคาหุ้นใน
ปัจจุบันนั้นใกล้เคียงกับ Fair Value ปี 2554 อีกทั้งมีมุมมองว่าการเข้าซื้อกิจการต่างๆ
ของ EGCO ในขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในประเทศดังกล่าวข้างต้น หรือจะเป็น
การเข้าซื้อกิจการโรงไฟฟ้าในต่างประเทศทั้งฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ซึ่งในขณะนี้
ยังอยู่ระหว่างการเจรจา โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปในช่วง 4Q53 นั้น เป็นเพียงการรักษา
ฐานกำไรของ EGCO ในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า ไม่ให้ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยฯตาม
สัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าหลักระยองและขนอมที่จะหมดลง เพราะในช่วง
ท้ายของสัญญาจะต้องเผชิญกับผลขาดทุน แต่อย่างไรก็ตามคาดว่าในระยะสั้นอาจจะ
ยังไม่เห็นการเติบโตของกิจการถึงแม้จะเข้าซื้อกิจการใหม่ๆเพิ่มเติม
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:14:58
ซื้อหุ้นโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 2 เพิ่มอีก 10% เป็น 35%...ยื่นเสนอโครงการ SPP
EGCO ได้ทำการเข้าซื้อหุ้นของบริษัทน้ำเทิน 2 เพาเวอร์ จำกัด (NTPC) เพิ่ม
สัดส่วน 10% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดจากบริษัทอิตาเลียนไทยดิเวล็อปเมนต์ จำกัด
(มหาชน) (ITD) ในราคา 73.33 ล้านเหรียญฯ หรือราว 2.3 พันล้านบาท โดยใช้กระแส
เงินสดจากการดำเนินงานในการชำระค่าหุ้นทั้งหมด ส่งผลให้ EGCO ถือหุ้นใน
โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำน้ำเทิน 2 ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 1,086.8 เมกะวัตต์ ตั้ง
อยู่ในสปป.ลาว รวมสัดส่วน 35% โดยมีสัญญาขายไฟฟ้าระยะยาว 25 ปี กับ กฟผ.
จำนวน 995 เมกะวัตต์ และส่วนที่เหลืออีก 75 เมกะวัตต์ ขายให้กับรัฐวิสาหกิจไฟฟ้า
ลาว ซึ่งโครงการดังกล่าวได้ดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์มาแล้วตั้งแต่งวด 2Q53 นอก
จากนี้EGCO ได้ทำการยื่นขอจำหน่ายไฟฟ้าในโครงการผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP)
ตามที่กฟผ.ได้เปิดให้ยื่นจำหน่ายไฟฟ้าจำนวน 2 พันเมกะวัตต์ จำนวน 4 โครงการๆ
ละ 110 เมกะวัตต์ (ขณะนี้มีผู้เสนอยื่นถึง 40 ราย คิดเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 4
พันเมกะวัตต์) โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปในช่วงเดือน ธ.ค. 2553 – ม.ค. 2554 ในเบื้อง
ต้น EGCO มีแผนที่จะลงทุนเองทั้งหมด เนื่องจากมีความพร้อมด้านเงินทุนทั้งกระแส
เงินสดจากการดำเนินงาน และวงเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน
ปรับเพิ่มประมาณการสะท้อนสัดส่วนน้ำเทิน 2 ที่เพิ่มขึ้น
ฝ่ายวิจัยได้ทำทบทวนประมาณการในปี 2553-2554 โดยเป็นการรับรู้ส่วนแบ่ง
กำไรจากเงินลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 2 เพิ่ม ดังกล่าวข้างต้น และทำการ
ปรับเพิ่มต้นทุนการซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะในงวด 3Q53 ที่มีการหยุดเดิน
เครื่องเพื่อซ่อมบำรุงของโรงไฟฟ้าทุกแห่งของ EGCO โดยรวมแล้วส่งผลให้
ประมาณการกำไรปี 2553 ลดลง 7.4% จากเดิม แต่ประมาณการกำไรปี 2554 เพิ่ม
ขึ้น 1.3% จากเดิม ดังตาราง อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัยคาดผลการดำเนินงานงวด 3Q53
จะปรับตัวลดลงถึง 33.8%qoq เนื่องจากโรงไฟฟ้าทุกแห่งได้ทำการหยุดเดินเครื่อง
เพื่อซ่อมบำรุง ทำให้รายได้ค่าความพร้อมจ่ายปรับตัวลดลง อีกทั้งยังส่งผลให้ต้นทุน
ค่าซ่อมบำรุงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับงวด 2Q53 นอกจากนี้คาดจะมีการบันทึกค่าใช้จ่ายที่
ทยอยเพิ่มขึ้นจากการตัดจำหน่าย Inventory และ Spare parts ของโรงไฟฟ้าระยอง
(REGCO) และขนอม (KEGCO) ที่จะหมดสัญญาลงในปี 2557 และปี 2559 ตาม
ลำดับ ส่งผลให้ประมาณการกำไรงวด 9M53 เท่ากับ 5.8 พันล้านบาท ลดลง 12.1%
yoy และคิดเป็น 89% ของประมาณการทั้งปี 2553 ใหม่
Fair Value ใหม่ปี 2554 เท่ากับ 99.51 บาทต่อหุ้น...แนะนำถือ
ภายใต้ประมาณการใหม่ ฝ่ายวิจัยได้ประเมินมูลค่าพื้นฐาน ณ สิ้นปี 2554 โดย
วิธี DCF เท่ากับ 99.51 บาทต่อหุ้น ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.86 บาทต่อหุ้น สะท้อนสัดส่วน
การถือหุ้นน้ำเทิน 2 ดังกล่าวข้างต้น ฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำถือ เนื่องจากราคาหุ้นใน
ปัจจุบันนั้นใกล้เคียงกับ Fair Value ปี 2554 อีกทั้งมีมุมมองว่าการเข้าซื้อกิจการต่างๆ
ของ EGCO ในขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในประเทศดังกล่าวข้างต้น หรือจะเป็น
การเข้าซื้อกิจการโรงไฟฟ้าในต่างประเทศทั้งฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ซึ่งในขณะนี้
ยังอยู่ระหว่างการเจรจา โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปในช่วง 4Q53 นั้น เป็นเพียงการรักษา
ฐานกำไรของ EGCO ในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า ไม่ให้ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยฯตาม
สัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าหลักระยองและขนอมที่จะหมดลง เพราะในช่วง
ท้ายของสัญญาจะต้องเผชิญกับผลขาดทุน แต่อย่างไรก็ตามคาดว่าในระยะสั้นอาจจะ
ยังไม่เห็นการเติบโตของกิจการถึงแม้จะเข้าซื้อกิจการใหม่ๆเพิ่มเติม
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:14:58
บล.เกียรตินาคิน : PHATRA แนะนำซื้อ ราคาเหมาะสมปี 2554 ที่ 33.74 บาท
ผลจากเงินทุนไหลเข้าทำให้มูลค่าการขายเฉลี่ยต่อวันของปี 2553 เพิ่มขึ้น
เป็น 2.6 หมื่นล้านบาท/วัน เราจึงปรับสมมติฐานมูลค่าการซื้อขายปี 2553 ขึ้นเป็น
2.3 หมื่นล้านบาท/วัน คาดมีการบันทึกรายได้จากการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินการ
เพิ่มทุนการบินไทยในไตรมาสนี้ เมื่อรวมกับรายได้ค่านายหน้าที่เพิ่มขึ้น คาดว่าจะทำ
ให้ผลประกอบการไตรมาส 3/53 ออกมาโดดเด่นมาก ปรับประมาณการกำไรสุทธิและ
เงินปันผลปี 2553-54 ขึ้น และปรับไปใช้ราคาเหมาะสมปี 2554 ที่ 33.74 บาท มี
upside gain อยู่ 22.7% และ PHATRA นั้นเป็นหุ้นที่มีเงินปันผลสูง เราจึงปรับคำ
แนะนำของ PHATRA ขึ้นจาก “ถือ” เป็น “ซื้อ”
ผลจากเงินทุนไหลเข้าทำให้มูลค่าการขายเฉลี่ยต่อวันของปี 2553 เพิ่มขึ้น
เป็น 2.6 หมื่นล้านบาท/วัน เราจึงปรับสมมติฐานมูลค่าการซื้อขายปี 2553 ขึ้นเป็น 2.3
หมื่นล้านบาท/วัน ถึงแม้ PHATRA จะมีส่วนแบ่งตลาดในไตรมาส 3/52 ลดลง แต่
มูลค่าการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นมากน่าจะทำให้รายได้ค่านายหน้าของ PHATRA เพิ่มขึ้น
จากไตรมาสก่อน
ผลจากเงินทุนไหลเข้าส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ใน ตลท.
เพิ่มสูงขึ้นมาก โดยในไตรมาส 3/53 มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย (ไม่รวมมูลค่าการซื้อ
ขายของบัญชี บล.) สูงถึง 3.2 หมื่นล้านบาท/วัน เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่มีมูลค่า
การซื้อขาย 2 หมื่นล้านบาท/วัน ถึง 54.3% และทำให้มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยตั้งแต่ต้น
ปีเพิ่มขึ้นมาเป็น 2.6 หมื่นล้านบาท ทำให้เราปรับสมมติฐานมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อ
วันของปี 2553 ขึ้นเป็น 2.3 หมื่นล้านบาท/วัน จากเดิม 2 หมื่นล้านบาท/วัน แต่ทั้งนี้ใน
ไตรมาสนี้ PHATRA มีส่วนแบ่งตลาดค่านายหน้าลดลงเหลือ 3.6% จากไตรมาสก่อน
ที่มีส่วนแบ่งตลาดค่านายหน้า 4.01% แต่มูลค่าการซื้อขายที่เพิ่มสูงขึ้นมาก ทำให้เรา
คาดว่ารายได้ค่านายหน้าของ PHATRA ในไตรมาส 3/53 นั้นจะเพิ่มสูงขึ้น ถึงแม้ว่า
ส่วนแบ่งตลาดจะปรับลดลงก็ตาม
PHATRA มีจุดเด่นทางด้านวาณิขธนกิจ คาดมีการบันทึกรายได้จากการเป็น
ที่ปรึกษาทางการเงินการเพิ่มทุนการบินไทยในไตรมาสนี้ เมื่อรวมกับรายได้ค่านาย
หน้าที่เพิ่มขึ้น คาดว่าจะทำให้ผลประกอบการไตรมาส 3/53 ออกมาโดดเด่นมาก
PHATRA นั้นมีจุดเด่นทางด้านงานวาณิชธนกิจ และมีงานวาณิชธนกิจขนาดใหญ่ใน
มืออยู่อีกเป็นจำนวนมาก เช่นการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินในการขายหุ้นเพิ่มทุนของ
การบินไทย ซึ่งมีมูลค่าการระดมทุนสูงถึง 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งหุ้นเพิ่มทุนนี้ได้ทำ
การซื้อขายแล้วในวันที่ 28 ก.ย. 2553 ทำให้เราคาดว่า PHATRA จะมีการบันทึกราย
ได้ค่าธรรมเนียมจากการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินครั้งนี้ประมาณ 30 ล้านบาท ในไตร
มาส 3/53 ซึ่งจะทำให้เมื่อรวมรายได้ค่านายหน้าที่จะเพิ่มสูงขึ้นมากจากมูลค่าการซื้อ
ขายที่เพิ่มสูงขึ้นแล้ว จะทำให้ผลประกอบการของ PHATRA ในไตรมาส 3/53
ออกมาดีมาก
จากการปรับเพิ่มสมมติฐานมูลค่าการซื้อขายขึ้น ทำให้ประมาณการกำไร
สุทธิปี 2553-54 เพิ่มขึ้นด้วยเป็น 577 และ 514 ตามลำดับ และปรับเพิ่มประมาณการ
การจ่ายปันผลขึ้นด้วยเป็น 2.60 และ 2.35 บาท ตามลำดับ
จากการปรับเพิ่มสมมติฐานมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในปี 2553 และปี 2554 ขึ้น
เป็น 2.3 หมื่นล้านบาท และ 2.4 หมื่นล้านบาทตามลำดับ และเราได้ปรับเพิ่มประมาณ
การรายได้ค่าธรรมเนียมของ PHATRA ขึ้นส่งผลให้ประมาณกำไรสุทธิปี 2553 และ
2554 เพิ่มขึ้นเป็น 577 ล้านบาท และ 514 ล้านบาท ตามลำดับ จากเดิมที่เราคาดไว้
ที่ 399 และ 345 ตามลำดับ และเราได้ปรับเพิ่มประมาณการการจ่ายปันผลของปี
2553 และ 2554 ขึ้นด้วยเป็น 2.60 บาท/หุ้น และ 2.35 บาท/หุ้น ตามลำดับ โดย
PHATRA นั้นได้มีการจ่ายปันผลระหว่างกาลปี 2553 ไปแล้วจำนวน 1.35 บาท/หุ้น
คาดว่า PHATRA จะมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นในปี 2554 จากการปรับวิธีการ
คิดส่วนแบ่งค่านายหน้ากับเมอริล ลินช์ และการนำการซื้อขายแบบโปรแกรมมาใช้
และปรับไปใช้ราคาเหมาะสมปี 2554 ที่ 33.74 บาท มี upside gain อยู่ 22.7% และ
PHATRA นั้นเป็นหุ้นที่มีเงินปันผลสูง เราจึงปรับคำแนะนำของ PHATRA ขึ้น
จาก “ถือ” เป็น “ซื้อ”
ในปี 2554 เราคาดว่ากำไรสุทธิของ PHATRA จะปรับตัวลดลง เนื่องจาก
ในปีนี้ PHATRA มีดีลวาณิชธนกิจขนาดใหญ่อย่างการบินไทย ส่วนในปี 2554 นั้นเรา
ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับงานวาณิชธนกิจขนาดใหญ่ของ PHATRA เราจึงยังไม่รวมราย
ได้ส่วนนี้ไว้ในประมาณการ ทั้งนี้จากการที่เราคาดว่ามูลค่าการซื้อขายใน ตลท. จะ
ปรับตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และการที่คาดว่าส่วนแบ่งตลาดค่า
นายหน้าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น จากการปรับวิธีการคิดส่วนแบ่งรายได้กับเมอริล ลินช์ รวม
ถึงการที่ PHATRA จะนำระบบการซื้อขายแบบโปรแกรมมาใช้ ถึงแม้ว่าอาจจะทำให้
ค่านายหน้าเฉลี่ยของ PHATRA นั้นลดลง แต่น่าจะทำให้มูลค่าการซื้อขายของ
PHATRA เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้รายได้ค่านายหน้าของ PHATRA เพิ่มสูงขึ้นด้วย เรา
จึงปรับ P/E ที่ใช้ในการคำนวณราคาที่เหมาะสมของ PHATRA ขึ้นจากเดิม 12 เท่า
ขึ้นเป็น 14 เท่า และปรับไปใช้ราคาเหมาะสมปี 2554 ที่ 33.74 บาท มี upside gain
อยู่ 22.7% และ PHATRA นั้นเป็นหุ้นที่มีเงินปันผลสูง เราจึงปรับคำแนะนำของ
PHATRA ขึ้นจาก “ถือ” เป็น “ซื้อ”
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:03:32
เป็น 2.6 หมื่นล้านบาท/วัน เราจึงปรับสมมติฐานมูลค่าการซื้อขายปี 2553 ขึ้นเป็น
2.3 หมื่นล้านบาท/วัน คาดมีการบันทึกรายได้จากการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินการ
เพิ่มทุนการบินไทยในไตรมาสนี้ เมื่อรวมกับรายได้ค่านายหน้าที่เพิ่มขึ้น คาดว่าจะทำ
ให้ผลประกอบการไตรมาส 3/53 ออกมาโดดเด่นมาก ปรับประมาณการกำไรสุทธิและ
เงินปันผลปี 2553-54 ขึ้น และปรับไปใช้ราคาเหมาะสมปี 2554 ที่ 33.74 บาท มี
upside gain อยู่ 22.7% และ PHATRA นั้นเป็นหุ้นที่มีเงินปันผลสูง เราจึงปรับคำ
แนะนำของ PHATRA ขึ้นจาก “ถือ” เป็น “ซื้อ”
ผลจากเงินทุนไหลเข้าทำให้มูลค่าการขายเฉลี่ยต่อวันของปี 2553 เพิ่มขึ้น
เป็น 2.6 หมื่นล้านบาท/วัน เราจึงปรับสมมติฐานมูลค่าการซื้อขายปี 2553 ขึ้นเป็น 2.3
หมื่นล้านบาท/วัน ถึงแม้ PHATRA จะมีส่วนแบ่งตลาดในไตรมาส 3/52 ลดลง แต่
มูลค่าการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นมากน่าจะทำให้รายได้ค่านายหน้าของ PHATRA เพิ่มขึ้น
จากไตรมาสก่อน
ผลจากเงินทุนไหลเข้าส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ใน ตลท.
เพิ่มสูงขึ้นมาก โดยในไตรมาส 3/53 มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย (ไม่รวมมูลค่าการซื้อ
ขายของบัญชี บล.) สูงถึง 3.2 หมื่นล้านบาท/วัน เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่มีมูลค่า
การซื้อขาย 2 หมื่นล้านบาท/วัน ถึง 54.3% และทำให้มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยตั้งแต่ต้น
ปีเพิ่มขึ้นมาเป็น 2.6 หมื่นล้านบาท ทำให้เราปรับสมมติฐานมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อ
วันของปี 2553 ขึ้นเป็น 2.3 หมื่นล้านบาท/วัน จากเดิม 2 หมื่นล้านบาท/วัน แต่ทั้งนี้ใน
ไตรมาสนี้ PHATRA มีส่วนแบ่งตลาดค่านายหน้าลดลงเหลือ 3.6% จากไตรมาสก่อน
ที่มีส่วนแบ่งตลาดค่านายหน้า 4.01% แต่มูลค่าการซื้อขายที่เพิ่มสูงขึ้นมาก ทำให้เรา
คาดว่ารายได้ค่านายหน้าของ PHATRA ในไตรมาส 3/53 นั้นจะเพิ่มสูงขึ้น ถึงแม้ว่า
ส่วนแบ่งตลาดจะปรับลดลงก็ตาม
PHATRA มีจุดเด่นทางด้านวาณิขธนกิจ คาดมีการบันทึกรายได้จากการเป็น
ที่ปรึกษาทางการเงินการเพิ่มทุนการบินไทยในไตรมาสนี้ เมื่อรวมกับรายได้ค่านาย
หน้าที่เพิ่มขึ้น คาดว่าจะทำให้ผลประกอบการไตรมาส 3/53 ออกมาโดดเด่นมาก
PHATRA นั้นมีจุดเด่นทางด้านงานวาณิชธนกิจ และมีงานวาณิชธนกิจขนาดใหญ่ใน
มืออยู่อีกเป็นจำนวนมาก เช่นการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินในการขายหุ้นเพิ่มทุนของ
การบินไทย ซึ่งมีมูลค่าการระดมทุนสูงถึง 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งหุ้นเพิ่มทุนนี้ได้ทำ
การซื้อขายแล้วในวันที่ 28 ก.ย. 2553 ทำให้เราคาดว่า PHATRA จะมีการบันทึกราย
ได้ค่าธรรมเนียมจากการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินครั้งนี้ประมาณ 30 ล้านบาท ในไตร
มาส 3/53 ซึ่งจะทำให้เมื่อรวมรายได้ค่านายหน้าที่จะเพิ่มสูงขึ้นมากจากมูลค่าการซื้อ
ขายที่เพิ่มสูงขึ้นแล้ว จะทำให้ผลประกอบการของ PHATRA ในไตรมาส 3/53
ออกมาดีมาก
จากการปรับเพิ่มสมมติฐานมูลค่าการซื้อขายขึ้น ทำให้ประมาณการกำไร
สุทธิปี 2553-54 เพิ่มขึ้นด้วยเป็น 577 และ 514 ตามลำดับ และปรับเพิ่มประมาณการ
การจ่ายปันผลขึ้นด้วยเป็น 2.60 และ 2.35 บาท ตามลำดับ
จากการปรับเพิ่มสมมติฐานมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในปี 2553 และปี 2554 ขึ้น
เป็น 2.3 หมื่นล้านบาท และ 2.4 หมื่นล้านบาทตามลำดับ และเราได้ปรับเพิ่มประมาณ
การรายได้ค่าธรรมเนียมของ PHATRA ขึ้นส่งผลให้ประมาณกำไรสุทธิปี 2553 และ
2554 เพิ่มขึ้นเป็น 577 ล้านบาท และ 514 ล้านบาท ตามลำดับ จากเดิมที่เราคาดไว้
ที่ 399 และ 345 ตามลำดับ และเราได้ปรับเพิ่มประมาณการการจ่ายปันผลของปี
2553 และ 2554 ขึ้นด้วยเป็น 2.60 บาท/หุ้น และ 2.35 บาท/หุ้น ตามลำดับ โดย
PHATRA นั้นได้มีการจ่ายปันผลระหว่างกาลปี 2553 ไปแล้วจำนวน 1.35 บาท/หุ้น
คาดว่า PHATRA จะมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นในปี 2554 จากการปรับวิธีการ
คิดส่วนแบ่งค่านายหน้ากับเมอริล ลินช์ และการนำการซื้อขายแบบโปรแกรมมาใช้
และปรับไปใช้ราคาเหมาะสมปี 2554 ที่ 33.74 บาท มี upside gain อยู่ 22.7% และ
PHATRA นั้นเป็นหุ้นที่มีเงินปันผลสูง เราจึงปรับคำแนะนำของ PHATRA ขึ้น
จาก “ถือ” เป็น “ซื้อ”
ในปี 2554 เราคาดว่ากำไรสุทธิของ PHATRA จะปรับตัวลดลง เนื่องจาก
ในปีนี้ PHATRA มีดีลวาณิชธนกิจขนาดใหญ่อย่างการบินไทย ส่วนในปี 2554 นั้นเรา
ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับงานวาณิชธนกิจขนาดใหญ่ของ PHATRA เราจึงยังไม่รวมราย
ได้ส่วนนี้ไว้ในประมาณการ ทั้งนี้จากการที่เราคาดว่ามูลค่าการซื้อขายใน ตลท. จะ
ปรับตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และการที่คาดว่าส่วนแบ่งตลาดค่า
นายหน้าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น จากการปรับวิธีการคิดส่วนแบ่งรายได้กับเมอริล ลินช์ รวม
ถึงการที่ PHATRA จะนำระบบการซื้อขายแบบโปรแกรมมาใช้ ถึงแม้ว่าอาจจะทำให้
ค่านายหน้าเฉลี่ยของ PHATRA นั้นลดลง แต่น่าจะทำให้มูลค่าการซื้อขายของ
PHATRA เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้รายได้ค่านายหน้าของ PHATRA เพิ่มสูงขึ้นด้วย เรา
จึงปรับ P/E ที่ใช้ในการคำนวณราคาที่เหมาะสมของ PHATRA ขึ้นจากเดิม 12 เท่า
ขึ้นเป็น 14 เท่า และปรับไปใช้ราคาเหมาะสมปี 2554 ที่ 33.74 บาท มี upside gain
อยู่ 22.7% และ PHATRA นั้นเป็นหุ้นที่มีเงินปันผลสูง เราจึงปรับคำแนะนำของ
PHATRA ขึ้นจาก “ถือ” เป็น “ซื้อ”
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:03:32
บล.ธนชาต : BEC แนะนำซื้อ TP Bt49.00
ปัจจุบัน BEC กำลังเข้าสู่ช่วงที่อัตราค่าโฆษณาสามารถถูกปรับขึ้นได้อีก
ในทุกๆ ปี เราเชื่อว่าบริษัทฯ จะปรับอัตราค่าโฆษณาขึ้นอีกครั้งในเดือนต.ค.
11 นอกจากนี้ BEC ยังได้ประโยชน์จาการมีต้นทุนคงที่ในระดับสูงอีกด้วย
ดังนั้นเราจึงคาดว่าบริษัทฯ จะมีอัตราการเติบโตของ EPS เฉลี่ยต่อปี
ในช่วงปี 2010-12F ที่ 22% และด้วยเป็นบริษัทที่ไม่มีหนี้ และมี ROE สูงสุด
ใน SET เราจึงแนะนำ “ซื้อ” BEC
ปัจจัยขับเคลื่อนทุกตัวในปัจจุบันเริ่มฟื้นตัว
เรายังคงแนะนำ “ซื้อ” BEC และมีมุมมองที่เป็นบวกต่อแนวโน้มของ
บริษัทด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ 1) เนื่องจากมีเม็ดเงินโฆษณาไหลที่เข้ามา
ต่อเนื่อง ดังนั้นเราจึงเชื่อว่า ปัจจุบันบริษัทฯ กำลังกลับมามีอำนาจต่อรอง
กับลูกค้ามากขึ้น ซึ่งหมายความว่าบริษัทฯ จะสามารถปรับเพิ่มอัตราค่า
โฆษณาขึ้นได้ทุกปี อย่างที่เคยเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจรุ่งเรืองในอดีต 2)
บริษัทฯ ได้ประโยชน์จากการมีต้นทุนคงที่ในระดับสูงในช่วงที่อุตสาหกรรม
เข้าสู่ช่วงขาขึ้น และ 3) เพราะบริษัทฯ ได้ประโยชน์จากการมีต้นทุนคงที่สูง
เราจึงคาดว่า ROE ของบริษัทฯ จะทำสถิติสูงสุดที่ 52.6% ในปี 2011
น่าจะมีการปรับอัตราค่าโฆษณาอย่างต่อเนื่อง
เราเชื่อว่า ปัจจุบัน BEC กำลังกลับมามีอำนาจต่อรองกับลูกค้า
ความต้องการเวลาโฆษณาสื่อโทรทัศน์เริ่มแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็น
ได้จากเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์ ซึ่งรายงานโดยบริษัทเนลสัน มีเดีย
รีเสิร์ช (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งทำสถิติสูงสุดติดต่อกันเป็นเวลาหลายเดือน
ในปีนี้ ขณะที่ช่วงเวลาออกอากาศของผู้ประกอบการโทรทัศน์ส่วนใหญ่
รวมถึง BEC ปัจจุบันค่อนข้างเต็มแล้ว ความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์ และ
อุปทาน ในปัจจุบันมีลักษณะคล้ายกับสถานการณ์ที่เศรษฐกิจรุ่งเรืองในปี
1999-2003 ซึ่งในช่วงเวลานั้น BEC รับมือกับสถานการณ์โดยการปรับเพิ่ม
อัตราค่าโฆษณาขึ้นราว 10% ทุกๆ ปี ซึ่งในรอบนี้ เราคาดว่า BEC จะทำ
การปรับขึ้นอัตราค่าโฆษณาขึ้นเช่นกัน โดยเริ่มตั้งแต่ปีนี้
คาดจะมีอัตราการเติบโตของ EPS เฉลี่ยต่อปีในปี 2010-12F ที่
22% เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรของเราขึ้นราว 3% ในปี 2010 และราว
20% โดยเฉลี่ย เริ่มตั้งแต่ปี 2011 ซึ่งสะท้อนการปรับเพิ่มอัตราค่าโฆษณา
ราว 10% อย่างต่อเนื่องสำหรับช่วง 3 ปีข้างหน้า และด้วยบริษัทฯ มีต้นทุนคงที่
สูง เราจึงคาดว่าอัตราการเติบโตของกำไรเฉลี่ยต่อปีในช่วงปี 2010-12F
ของบริษัทฯ จะอยู่ที่ 22% อีกทั้งยังคาดว่า ROE ปี 2011 จะอยู่ที่ 52.6%
ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในตลาดหุ้นไทย
ไม่แพง เนื่องจากไม่มีหนี้ และให้ ROE สูงสุด
เนื่องจากให้ ROE ที่สูงที่สุดในตลาด, เป็นบริษัทที่ปลอดหนี้, มี dividend
yield ที่สูง และมีอัตราการเติบโตของกำไรเป็นตัวเลขสองหลักในช่วง 3 ปี
ข้างหน้า เราจึงมองว่า BEC ไม่แพง เนื่องจากซื้อขายที่ PE ที่ 19 เท่า ในปี
2011 และมีแนวโน้มลดลง เราเชื่อว่าปัจจัยบวกเหนือความคาดหมาย
สำหรับกำไรช่วง 3Q10 และการปรับประมาณการกำไรอย่างต่อเนื่องของ
ตลาด จะเป็นปัจจัยผลักดันราคาหุ้นในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 9:23:10
ในทุกๆ ปี เราเชื่อว่าบริษัทฯ จะปรับอัตราค่าโฆษณาขึ้นอีกครั้งในเดือนต.ค.
11 นอกจากนี้ BEC ยังได้ประโยชน์จาการมีต้นทุนคงที่ในระดับสูงอีกด้วย
ดังนั้นเราจึงคาดว่าบริษัทฯ จะมีอัตราการเติบโตของ EPS เฉลี่ยต่อปี
ในช่วงปี 2010-12F ที่ 22% และด้วยเป็นบริษัทที่ไม่มีหนี้ และมี ROE สูงสุด
ใน SET เราจึงแนะนำ “ซื้อ” BEC
ปัจจัยขับเคลื่อนทุกตัวในปัจจุบันเริ่มฟื้นตัว
เรายังคงแนะนำ “ซื้อ” BEC และมีมุมมองที่เป็นบวกต่อแนวโน้มของ
บริษัทด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ 1) เนื่องจากมีเม็ดเงินโฆษณาไหลที่เข้ามา
ต่อเนื่อง ดังนั้นเราจึงเชื่อว่า ปัจจุบันบริษัทฯ กำลังกลับมามีอำนาจต่อรอง
กับลูกค้ามากขึ้น ซึ่งหมายความว่าบริษัทฯ จะสามารถปรับเพิ่มอัตราค่า
โฆษณาขึ้นได้ทุกปี อย่างที่เคยเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจรุ่งเรืองในอดีต 2)
บริษัทฯ ได้ประโยชน์จากการมีต้นทุนคงที่ในระดับสูงในช่วงที่อุตสาหกรรม
เข้าสู่ช่วงขาขึ้น และ 3) เพราะบริษัทฯ ได้ประโยชน์จากการมีต้นทุนคงที่สูง
เราจึงคาดว่า ROE ของบริษัทฯ จะทำสถิติสูงสุดที่ 52.6% ในปี 2011
น่าจะมีการปรับอัตราค่าโฆษณาอย่างต่อเนื่อง
เราเชื่อว่า ปัจจุบัน BEC กำลังกลับมามีอำนาจต่อรองกับลูกค้า
ความต้องการเวลาโฆษณาสื่อโทรทัศน์เริ่มแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็น
ได้จากเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์ ซึ่งรายงานโดยบริษัทเนลสัน มีเดีย
รีเสิร์ช (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งทำสถิติสูงสุดติดต่อกันเป็นเวลาหลายเดือน
ในปีนี้ ขณะที่ช่วงเวลาออกอากาศของผู้ประกอบการโทรทัศน์ส่วนใหญ่
รวมถึง BEC ปัจจุบันค่อนข้างเต็มแล้ว ความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์ และ
อุปทาน ในปัจจุบันมีลักษณะคล้ายกับสถานการณ์ที่เศรษฐกิจรุ่งเรืองในปี
1999-2003 ซึ่งในช่วงเวลานั้น BEC รับมือกับสถานการณ์โดยการปรับเพิ่ม
อัตราค่าโฆษณาขึ้นราว 10% ทุกๆ ปี ซึ่งในรอบนี้ เราคาดว่า BEC จะทำ
การปรับขึ้นอัตราค่าโฆษณาขึ้นเช่นกัน โดยเริ่มตั้งแต่ปีนี้
คาดจะมีอัตราการเติบโตของ EPS เฉลี่ยต่อปีในปี 2010-12F ที่
22% เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรของเราขึ้นราว 3% ในปี 2010 และราว
20% โดยเฉลี่ย เริ่มตั้งแต่ปี 2011 ซึ่งสะท้อนการปรับเพิ่มอัตราค่าโฆษณา
ราว 10% อย่างต่อเนื่องสำหรับช่วง 3 ปีข้างหน้า และด้วยบริษัทฯ มีต้นทุนคงที่
สูง เราจึงคาดว่าอัตราการเติบโตของกำไรเฉลี่ยต่อปีในช่วงปี 2010-12F
ของบริษัทฯ จะอยู่ที่ 22% อีกทั้งยังคาดว่า ROE ปี 2011 จะอยู่ที่ 52.6%
ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในตลาดหุ้นไทย
ไม่แพง เนื่องจากไม่มีหนี้ และให้ ROE สูงสุด
เนื่องจากให้ ROE ที่สูงที่สุดในตลาด, เป็นบริษัทที่ปลอดหนี้, มี dividend
yield ที่สูง และมีอัตราการเติบโตของกำไรเป็นตัวเลขสองหลักในช่วง 3 ปี
ข้างหน้า เราจึงมองว่า BEC ไม่แพง เนื่องจากซื้อขายที่ PE ที่ 19 เท่า ในปี
2011 และมีแนวโน้มลดลง เราเชื่อว่าปัจจัยบวกเหนือความคาดหมาย
สำหรับกำไรช่วง 3Q10 และการปรับประมาณการกำไรอย่างต่อเนื่องของ
ตลาด จะเป็นปัจจัยผลักดันราคาหุ้นในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 9:23:10
บล.กรุงศรีอยุธยา : PTTCH มูลค่าพื้นฐานที่ 162 บาท แนะนำ 'ซื้อ'
ปี 54 เติบโตสูงจากกำลังการผลิตใหม่
จากผลประกอบการ 3Q53 คาดว่าจะอ่อนตัวจากการปิดซ่อมบำรุงโรงงานและ
ส่วนต่างราคาที่ชะลอตัวอาจไม่มีนัยต่อราคาหุ้นในระยะสั้นอีกต่อไป เนื่องจากแนวโน้มกำไรสุทธิ
จะกลับมาเติบโตอย่างโดดเด่นตั้งแต่ 4Q53 ต่อเนื่องไปถึงปี 54 ด้วยกำลังการผลิตใหม่เป็น
ปัจจัยผลักดันที่มีนัยสำคัญรวมถึงมีแนวโน้มขยายโครงการลงทุนในต่างประเทศเพื่อรองรับการ
เติบโตต่อไป คงคำแนะนำ ซื้อ และปรับมูลค่าพื้นฐานปี 54 ขึ้นเป็น 162 บาท
คาดกำไรจากการดำเนินงาน 3Q53 หดตัว QoQ และ YoY
เราคาดการณ์กำไรจากการดำเนินงานงวด 3Q53 เท่ากับ 1,398 ล้านบาท (-
41%QoQ,-47%YoY) ผลจากปริมาณการผลิตโอเลฟินส์ลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงงาน I4-
1 (กำลังการผลิต 825,000 ตัน/ปี) เป็นเวลา 45 วัน ซึ่งทำให้ระดับการใช้กำลังการผลิตโอเลฟินส์
ลดลงจาก 80% ใน 2Q53 และ 95% ใน 3Q52 เหลือ 65% ใน 3Q53 ขณะที่ระดับการผลิต
เม็ดพลาสติกHDPE และ MEG ยังทรงตัวที่ 85% และ 80% ตามลำดับ ประกอบกับราคา
ผลิตภัณฑ์ที่ชะลอตัวจากแรงกดดันของอุปทานใหม่ที่เข้าสู่อุตสาหกรรม และการชะลอคำสั่งซื้อ
ของลูกค้าขั้นปลายน้ำตามราคาน้ำมันดิบที่ลดลงเป็นผลให้ส่วนต่างราคาเอทิลีนกับแนฟทางวด
3Q53 ลดลงเหลือ US$232/ตัน (-40%QoQ, -46%YoY) ส่วนต่างราคาโพรพิลีนกับแนฟทา
US$420/ตัน (-4%QoQ, -6%YoY) ส่วนต่างราคา HDPE กับแนฟทา US$443/ตัน (-9%
QoQ, -32%YoY) และส่วนต่างราคา MEG กับแนฟทา US$251/ตัน (-24%QoQ, +79%
YoY) อย่างไรก็ดี ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นกว่า 7% ตลอด 3Q53 เป็นผลให้บริษัทมีกำไรจาก
อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 800 ล้านบาท ซึ่งทำให้กำไรสุทธิ 3Q53 เท่ากับ 2,234 ล้านบาท (-
4%QoQ, -21%YoY)
โครงการขยายกำลังการผลิตเกือบทั้งหมดพร้อมเดินเครื่องผลิต
หลังจากศาลศาลปกครองกลางมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่ระงับการ
ดำเนินกิจกรรมชั่วคราวของ 76 โครงการในมาบตาพุด ในวันที่ 2 ก.ย. ที่ผ่านมา ปัจจุบัน
โครงการขยายกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์ขั้นปลายน้ำของ PTTCH อาทิ โครงการ HDPE I1
expansion เพื่อขยายกำลังการผลิตเม็ดพลาสติก HDPE 300,000 ตัน/ปี (PTTCH 50,000
ตัน, BPE 250,000 ตัน) และโครงการ I4-2 De-bottlenecking เพื่อขยายกำลังการผลิตเอทิลี
นจำนวน 100,000 ตัน/ปี และโพรพิลีน 50,000 ตัน/ปี ได้รับใบอนุญาตเพื่อประกอบกิจการแล้ว
โดยคาดว่าจะเริ่มการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ต้นปี 54 รวมไปถึงโครงการอีเทนแคร็กเกอร์เพื่อผลิตเอ
ทิลีนจำนวน 1 ล้านตัน/ปี ที่คาดว่าจะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในช่วงเดือน ธ.ค. นี้ หลังจากที่โรงแยก
ก๊าซแห่งที่ 6 ของ PTT เริ่มการผลิตเชิงพาณิชย์ คงเหลือเพียงโครงการขนาดเล็กอย่าง โครงการ
ผลิตเอทิลีนออกไซด์ และเอทิลีนไกลคอล (ส่วนขยาย) ที่อยู่ระหว่างการจัดทำผลการศึกษาผล
กระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และผลกระทบสุขภาพ (HIA) เพื่อประกอบการขอใบอนุญาตในอนาคต
คาดกำไรสุทธิปี 54 เติบโตก้าวกระโดด 85%YoY
เราคาดว่าผลประกอบการ 4Q53 มีแนวโน้มฟื้นตัว QoQ ทั้งจากปริมาณการผลิตที่
สูงขึ้นจากการไม่มีการปิดซ่อมบำรุงโรงงาน และกำลังการผลิตใหม่จากโครงการอีเทนแคร็กเกอร์
ที่จะเริ่มผลิตในเดือน ธ.ค. ประกอบกับส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบที่ฟื้นตัวจากการกลับมา
สะสมสินค้าของผู้ผลิตขั้นปลายน้ำหลังจากที่ชะลอคำสั่งซื้อตั้งแต่ปลาย 2Q53 และไม่มีแรงกดดัน
จากอุปทานใหม่ในต่างประเทศ โดยเรายังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 53 เท่ากับ 10,410 ล้าน
บาท เพิ่มขึ้น 53%YoY นอกจากนี้เราคาดว่ากำไรสุทธิปี 54 จะขยายตัวก้าวกระโดดอีก 85%
YoY เป็น 19,309 ล้านบาท โดยเป็นผลจากปริมาณการผลิตเอทิลีนที่เพิ่มขึ้นกว่า 86%YoY
จาก 1.3 ล้านตัน/ปี เป็น 2.4 ล้านตัน/ปี และเม็ดพลาสติก (HDPE, LLDPE, LDPE) เพิ่มขึ้น
2 เท่า YoY จาก 0.5 ล้านตัน/ปี เป็น 1.5 ล้านตัน/ปี โดยเราประเมินระดับการผลิตเต็มที่ 100%
เช่นเดียวกับสมมติฐานของบริษัท ขณะที่ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบมีแนวโน้มเสถียรภาพ
มากขึ้นจากปริมาณอุปทานใหม่ที่เข้าสู่อุตสาหกรรมในปี 54 เพียง 4 ล้านตัน เทียบกับปี 53 ที่
เข้ามากว่า 8 ล้านตัน ใกล้เคียงกับอุปสงค์ส่วนเพิ่มในปี 54 ที่ 4 ล้านตัน เราสมมติฐานส่วนต่าง
ราคาเอทิลีนกับแนฟทาเท่ากับ US$384/ตัน (+2%YoY) และส่วนต่างราคา HDPE กับ
แนฟทา US$560/ตัน (+3%YoY)
อยู่ระหว่างศึกษาโครงการใหม่ๆ
บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาโครงการลงทุนใหม่เพื่อขยายสินค้าสู่อุตสาหกรรมเฉพาะทาง
(Specialty products) เช่นอุตสาหกรรมยา และเครื่องสำอาง เพื่อรักษาการเติบโตของผล
ประกอบการในอนาคตหลังจากที่โครงการขยายกำลังการผลิตต้นน้ำ (หรือโครงการอีเทนแค
ร็กเกอร์) และปลายน้ำ (หรือโครงการขยายและผลิต HDPE, LLDPE, LDPE) เข้าสู่ช่วงเก็บ
เกี่ยวผลกำไรในปี 54-55 ทั้งนี้รูปแบบการลงทุนจะเป็นลักษณะเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศเป็น
หลักเพื่อให้สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ทันที อย่างไรก็ดี เราคาดว่าผลประกอบการจากการลง
ทุนในช่วงเริ่มต้นจะไม่มีนัยเมื่อเทียบกับธุรกิจหลักในปัจจุบันของบริษัท โดยเราคาดว่า
แผนการลงทุนดังกล่าวจะเริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้นในช่วงต้น-กลางปี 54
ควบรวม PTTAR-PTTCH อาจไม่ใช่คู่ที่เหมาะสม
จากกระแสข่าวที่อาจมีการเปลี่ยนคู่การควบรวมจาก PTTAR-IRPC เป็น PTTAR-
PTTCH เราประเมินว่าอาจเป็นการควบรวมที่ยังไม่เหมาะสมในทางปฏิบัติ เนื่องจากรูปแบบการ
ผลิตที่ใช้วัตถุดิบหลักคนละชนิด โดย PTTAR เป็นผู้ผลิตสาย Naphtha ขณะที่ PTTCH อยู่ใน
สาย Ethane อีกทั้งปัจจุบัน PTTAR และ PTTCH มีการร่วมมือเพื่อดำเนินธุรกิจบางส่วนแล้ว
เป็นผลให้ผลประโยชน์ส่วนเพิ่มจากการควบรวมอาจไม่จูงใจต่อผู้ถือหุ้นทั้งสองบริษัท นอกจากนี้
เราคาดว่าการควบรวมระหว่าง PTTAR-PTTCH ยังไม่มีความชัดเจน เมื่อเทียบกับกรณี
PTTAR-IRPC ที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและศึกษาประโยชน์จากการควบรวมในครั้งนั้นอย่าง
ละเอียด อย่างไรก็ดีประเด็นการควบรวมยังจำเป็นต้องติดตามต่อไปเนื่องจากมีสาระสำคัญต่อการ
เปลี่ยนแปลงด้านพื้นฐานไปในทิศทางที่ดีขึ้น
ราคาหุ้นไม่แพงเมื่อเทียบกับภูมิภาค
ราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา หลังจากปัญหามาบตาพุด
คลี่คลายและทำให้โครงการขยายกำลังการผลิตทั้งผลิตภัณฑ์ต้นน้ำและปลายน้ำของบริษัท
สามารถเริ่มการผลิตได้ตามแผนในต้นปี 54 แม้ว่าราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแล้วกว่า 31% และซื้อขาย
ที่ระดับ Prospective P/E ratio ปี 54 ที่ 10.5 เท่า ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของผู้ประกอบการอื่น
ในภูมิภาคที่ 10.6 เท่า แต่เราประเมินว่าหุ้น PTTCH สามารถซื้อขายในระดับ P/E ratio ที่สูง
กว่าค่าเฉลี่ยเนื่องจากมีอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้นปี 54 ที่สูงกว่า 85%YoY เทียบกับ
ค่าเฉลี่ยของผู้ประกอบการในภูมิภาคที่อยู่เพียง 7%
ปรับมูลค่าพื้นฐานขึ้น 29% เป็น 162 บาท แนะนำ ซื้อ
เราปรับลดอัตราคิดลดกระแสเงินสดที่ใช้ในการคำนวณมูลค่าพื้นฐานลงจาก 12.8%
เหลือ 11.3% นอกจากนี้เรานำการคำนวณมูลค่าพื้นฐานโดยวิธี P/E multiple มาร่วมในการ
ประเมินมูลค่าพื้นฐานใหม่เพื่อสะท้อนผลประกอบการที่ขยายตัวสูงในปี 54 และราคาหุ้นที่ขยาย
ตัวในปัจจุบัน โดยสมมติฐาน P/E ratio ปี 54 เท่ากับ 13 เท่า ใกล้เคียงกับผู้ประกอบการราย
ใหญ่ในภูมิภาคเป็นผลให้มูลค่าพื้นฐานใหม่สำหรับปี 54 เพิ่มขึ้น 29% จาก 125 บาท เป็น 162
บาท
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 9:21:11
จากผลประกอบการ 3Q53 คาดว่าจะอ่อนตัวจากการปิดซ่อมบำรุงโรงงานและ
ส่วนต่างราคาที่ชะลอตัวอาจไม่มีนัยต่อราคาหุ้นในระยะสั้นอีกต่อไป เนื่องจากแนวโน้มกำไรสุทธิ
จะกลับมาเติบโตอย่างโดดเด่นตั้งแต่ 4Q53 ต่อเนื่องไปถึงปี 54 ด้วยกำลังการผลิตใหม่เป็น
ปัจจัยผลักดันที่มีนัยสำคัญรวมถึงมีแนวโน้มขยายโครงการลงทุนในต่างประเทศเพื่อรองรับการ
เติบโตต่อไป คงคำแนะนำ ซื้อ และปรับมูลค่าพื้นฐานปี 54 ขึ้นเป็น 162 บาท
คาดกำไรจากการดำเนินงาน 3Q53 หดตัว QoQ และ YoY
เราคาดการณ์กำไรจากการดำเนินงานงวด 3Q53 เท่ากับ 1,398 ล้านบาท (-
41%QoQ,-47%YoY) ผลจากปริมาณการผลิตโอเลฟินส์ลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงงาน I4-
1 (กำลังการผลิต 825,000 ตัน/ปี) เป็นเวลา 45 วัน ซึ่งทำให้ระดับการใช้กำลังการผลิตโอเลฟินส์
ลดลงจาก 80% ใน 2Q53 และ 95% ใน 3Q52 เหลือ 65% ใน 3Q53 ขณะที่ระดับการผลิต
เม็ดพลาสติกHDPE และ MEG ยังทรงตัวที่ 85% และ 80% ตามลำดับ ประกอบกับราคา
ผลิตภัณฑ์ที่ชะลอตัวจากแรงกดดันของอุปทานใหม่ที่เข้าสู่อุตสาหกรรม และการชะลอคำสั่งซื้อ
ของลูกค้าขั้นปลายน้ำตามราคาน้ำมันดิบที่ลดลงเป็นผลให้ส่วนต่างราคาเอทิลีนกับแนฟทางวด
3Q53 ลดลงเหลือ US$232/ตัน (-40%QoQ, -46%YoY) ส่วนต่างราคาโพรพิลีนกับแนฟทา
US$420/ตัน (-4%QoQ, -6%YoY) ส่วนต่างราคา HDPE กับแนฟทา US$443/ตัน (-9%
QoQ, -32%YoY) และส่วนต่างราคา MEG กับแนฟทา US$251/ตัน (-24%QoQ, +79%
YoY) อย่างไรก็ดี ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นกว่า 7% ตลอด 3Q53 เป็นผลให้บริษัทมีกำไรจาก
อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 800 ล้านบาท ซึ่งทำให้กำไรสุทธิ 3Q53 เท่ากับ 2,234 ล้านบาท (-
4%QoQ, -21%YoY)
โครงการขยายกำลังการผลิตเกือบทั้งหมดพร้อมเดินเครื่องผลิต
หลังจากศาลศาลปกครองกลางมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่ระงับการ
ดำเนินกิจกรรมชั่วคราวของ 76 โครงการในมาบตาพุด ในวันที่ 2 ก.ย. ที่ผ่านมา ปัจจุบัน
โครงการขยายกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์ขั้นปลายน้ำของ PTTCH อาทิ โครงการ HDPE I1
expansion เพื่อขยายกำลังการผลิตเม็ดพลาสติก HDPE 300,000 ตัน/ปี (PTTCH 50,000
ตัน, BPE 250,000 ตัน) และโครงการ I4-2 De-bottlenecking เพื่อขยายกำลังการผลิตเอทิลี
นจำนวน 100,000 ตัน/ปี และโพรพิลีน 50,000 ตัน/ปี ได้รับใบอนุญาตเพื่อประกอบกิจการแล้ว
โดยคาดว่าจะเริ่มการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ต้นปี 54 รวมไปถึงโครงการอีเทนแคร็กเกอร์เพื่อผลิตเอ
ทิลีนจำนวน 1 ล้านตัน/ปี ที่คาดว่าจะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในช่วงเดือน ธ.ค. นี้ หลังจากที่โรงแยก
ก๊าซแห่งที่ 6 ของ PTT เริ่มการผลิตเชิงพาณิชย์ คงเหลือเพียงโครงการขนาดเล็กอย่าง โครงการ
ผลิตเอทิลีนออกไซด์ และเอทิลีนไกลคอล (ส่วนขยาย) ที่อยู่ระหว่างการจัดทำผลการศึกษาผล
กระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และผลกระทบสุขภาพ (HIA) เพื่อประกอบการขอใบอนุญาตในอนาคต
คาดกำไรสุทธิปี 54 เติบโตก้าวกระโดด 85%YoY
เราคาดว่าผลประกอบการ 4Q53 มีแนวโน้มฟื้นตัว QoQ ทั้งจากปริมาณการผลิตที่
สูงขึ้นจากการไม่มีการปิดซ่อมบำรุงโรงงาน และกำลังการผลิตใหม่จากโครงการอีเทนแคร็กเกอร์
ที่จะเริ่มผลิตในเดือน ธ.ค. ประกอบกับส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบที่ฟื้นตัวจากการกลับมา
สะสมสินค้าของผู้ผลิตขั้นปลายน้ำหลังจากที่ชะลอคำสั่งซื้อตั้งแต่ปลาย 2Q53 และไม่มีแรงกดดัน
จากอุปทานใหม่ในต่างประเทศ โดยเรายังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 53 เท่ากับ 10,410 ล้าน
บาท เพิ่มขึ้น 53%YoY นอกจากนี้เราคาดว่ากำไรสุทธิปี 54 จะขยายตัวก้าวกระโดดอีก 85%
YoY เป็น 19,309 ล้านบาท โดยเป็นผลจากปริมาณการผลิตเอทิลีนที่เพิ่มขึ้นกว่า 86%YoY
จาก 1.3 ล้านตัน/ปี เป็น 2.4 ล้านตัน/ปี และเม็ดพลาสติก (HDPE, LLDPE, LDPE) เพิ่มขึ้น
2 เท่า YoY จาก 0.5 ล้านตัน/ปี เป็น 1.5 ล้านตัน/ปี โดยเราประเมินระดับการผลิตเต็มที่ 100%
เช่นเดียวกับสมมติฐานของบริษัท ขณะที่ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบมีแนวโน้มเสถียรภาพ
มากขึ้นจากปริมาณอุปทานใหม่ที่เข้าสู่อุตสาหกรรมในปี 54 เพียง 4 ล้านตัน เทียบกับปี 53 ที่
เข้ามากว่า 8 ล้านตัน ใกล้เคียงกับอุปสงค์ส่วนเพิ่มในปี 54 ที่ 4 ล้านตัน เราสมมติฐานส่วนต่าง
ราคาเอทิลีนกับแนฟทาเท่ากับ US$384/ตัน (+2%YoY) และส่วนต่างราคา HDPE กับ
แนฟทา US$560/ตัน (+3%YoY)
อยู่ระหว่างศึกษาโครงการใหม่ๆ
บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาโครงการลงทุนใหม่เพื่อขยายสินค้าสู่อุตสาหกรรมเฉพาะทาง
(Specialty products) เช่นอุตสาหกรรมยา และเครื่องสำอาง เพื่อรักษาการเติบโตของผล
ประกอบการในอนาคตหลังจากที่โครงการขยายกำลังการผลิตต้นน้ำ (หรือโครงการอีเทนแค
ร็กเกอร์) และปลายน้ำ (หรือโครงการขยายและผลิต HDPE, LLDPE, LDPE) เข้าสู่ช่วงเก็บ
เกี่ยวผลกำไรในปี 54-55 ทั้งนี้รูปแบบการลงทุนจะเป็นลักษณะเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศเป็น
หลักเพื่อให้สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ทันที อย่างไรก็ดี เราคาดว่าผลประกอบการจากการลง
ทุนในช่วงเริ่มต้นจะไม่มีนัยเมื่อเทียบกับธุรกิจหลักในปัจจุบันของบริษัท โดยเราคาดว่า
แผนการลงทุนดังกล่าวจะเริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้นในช่วงต้น-กลางปี 54
ควบรวม PTTAR-PTTCH อาจไม่ใช่คู่ที่เหมาะสม
จากกระแสข่าวที่อาจมีการเปลี่ยนคู่การควบรวมจาก PTTAR-IRPC เป็น PTTAR-
PTTCH เราประเมินว่าอาจเป็นการควบรวมที่ยังไม่เหมาะสมในทางปฏิบัติ เนื่องจากรูปแบบการ
ผลิตที่ใช้วัตถุดิบหลักคนละชนิด โดย PTTAR เป็นผู้ผลิตสาย Naphtha ขณะที่ PTTCH อยู่ใน
สาย Ethane อีกทั้งปัจจุบัน PTTAR และ PTTCH มีการร่วมมือเพื่อดำเนินธุรกิจบางส่วนแล้ว
เป็นผลให้ผลประโยชน์ส่วนเพิ่มจากการควบรวมอาจไม่จูงใจต่อผู้ถือหุ้นทั้งสองบริษัท นอกจากนี้
เราคาดว่าการควบรวมระหว่าง PTTAR-PTTCH ยังไม่มีความชัดเจน เมื่อเทียบกับกรณี
PTTAR-IRPC ที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและศึกษาประโยชน์จากการควบรวมในครั้งนั้นอย่าง
ละเอียด อย่างไรก็ดีประเด็นการควบรวมยังจำเป็นต้องติดตามต่อไปเนื่องจากมีสาระสำคัญต่อการ
เปลี่ยนแปลงด้านพื้นฐานไปในทิศทางที่ดีขึ้น
ราคาหุ้นไม่แพงเมื่อเทียบกับภูมิภาค
ราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา หลังจากปัญหามาบตาพุด
คลี่คลายและทำให้โครงการขยายกำลังการผลิตทั้งผลิตภัณฑ์ต้นน้ำและปลายน้ำของบริษัท
สามารถเริ่มการผลิตได้ตามแผนในต้นปี 54 แม้ว่าราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแล้วกว่า 31% และซื้อขาย
ที่ระดับ Prospective P/E ratio ปี 54 ที่ 10.5 เท่า ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของผู้ประกอบการอื่น
ในภูมิภาคที่ 10.6 เท่า แต่เราประเมินว่าหุ้น PTTCH สามารถซื้อขายในระดับ P/E ratio ที่สูง
กว่าค่าเฉลี่ยเนื่องจากมีอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้นปี 54 ที่สูงกว่า 85%YoY เทียบกับ
ค่าเฉลี่ยของผู้ประกอบการในภูมิภาคที่อยู่เพียง 7%
ปรับมูลค่าพื้นฐานขึ้น 29% เป็น 162 บาท แนะนำ ซื้อ
เราปรับลดอัตราคิดลดกระแสเงินสดที่ใช้ในการคำนวณมูลค่าพื้นฐานลงจาก 12.8%
เหลือ 11.3% นอกจากนี้เรานำการคำนวณมูลค่าพื้นฐานโดยวิธี P/E multiple มาร่วมในการ
ประเมินมูลค่าพื้นฐานใหม่เพื่อสะท้อนผลประกอบการที่ขยายตัวสูงในปี 54 และราคาหุ้นที่ขยาย
ตัวในปัจจุบัน โดยสมมติฐาน P/E ratio ปี 54 เท่ากับ 13 เท่า ใกล้เคียงกับผู้ประกอบการราย
ใหญ่ในภูมิภาคเป็นผลให้มูลค่าพื้นฐานใหม่สำหรับปี 54 เพิ่มขึ้น 29% จาก 125 บาท เป็น 162
บาท
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 9:21:11
บล.กิมเอ็ง : SGP แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 23.40 บาท
ปรับราคาเป้า หมายขึ้นเป็น 23.40บาท อิง P/E เป้าหมายปี 2554 ที่ 12 เท่า แนะนำ
ซื้อ เพื่อรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการขยายธุรกิจในจีน และเวียดนาม
จากการเข้าซื้อธุรกิจ LPG ในประเทศจีนถึง 2 แห่งคือ BPZH และ COGEL
เพื่อใช้เป็นแหล่งกระจายก๊าซ LPG จากถังเก็บใต้ดินขนาด 2 แสนตัน และ 1 แสนตัน
ตามลำดับในประเทศจีน และประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออก และเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ โดยรวมจะช่วยหนุนการเติบโตของกำไรแบบก้าวกระโดดในปี
หน้า ดังนี้เราจึงปรับราคาเป้าหมายใหม่ขึ้นเป็น 23.40บาท อ้างอิง P/E เป้าหมายปี
2554 ที่ 12 เท่า ขณะเดียวกันเราปรับคำแนะนำจาก ซื้อเมื่ออ่อนตัว เป็น ซื้อ สำหรับ
SGP จาก upside 37% และราคาหุ้นที่ยังซื้อขายบน P/E ต่ำว่ากลุ่มพลังงาน
คาดกำไรไตรมาส 3/53 ที่ 330 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% qoq และ 2% yoy
?ราคาดว่าบริษัทจะรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/53 ออกมามีกำไร
สุทธิ 330 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.35 บาท เพิ่มขึ้น 30% qoq ?ากผลของฤดู
กาล, การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ, และอัตรากำไรขั้นต้นที่กลับสู่ระดับปกติที่
ประมาณ 10% เนื่องจากบริษัทไม่ต้องแบกรับภาระต้นทุนผลิตภัณฑ์แอมโมเนียที่
ปรับตัวสูง ขึ้นจากปัญหา Supply Shortage เช่นในไตรมาส 2/53 ขณะเดียวกันเรา
คาดว่า?ำไรไตรมาสนี้จะขยายตัว 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (yoy) จากยอด?
ำหน่ายก๊าซ LPG ของบริษัทที่คาดว่าจะขยายตัว 13% yoy เป็น 3 แสนตันในไตรมาส
นี้ โดยได้แรงหนุนจากการบริโภคก๊าซ LPG ในภาคครัวเรือน (+15% yoy) และภาค
อุตสาหกรรมในประเทศ (+21% yoy) ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจใน
ประเทศ รวมถึงการรับรู้ยอดขายจากบริษัท SUPERGAS (?ริษัทลูกที่เวียดนาม) และ
บริษัท SGLS (บริษัทลูกที่สิงคโปร์) ?พิ่มขึ้นเป็น 150 และ 160 ล้านบาทตามลำดับ?
นไตรมาสนี้ด้วย โดยรวมจะช่วยหนุนให้ยอดขายในไตรมาส 3/53 ขยายตัวได้ราว
13% yoy เป็น 5,501 ล้านบาท
รอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการขยายธุรกิจในจีน และเวียดนาม
การเข้าซื้อกิจการ BPZH และ COGEL ในประเทศจีนตอนใต้ซึ่งมีถังเก็บ
ก๊าซ LPG ใต้ดินขนาด 2 แสนตัน และ 1 แสนตัน ตามลำดับ ใหญ่เป็นอันดับ 2 และ
3 ของประเทศจีน จะเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการกระจายก๊าซ LPG ที่นำเข้าจาก
แถบตะวันออกกลางมาจำหน่ายในมณฑลตอนใต้ของจีน และเอเชียตะวันออกเฉียง
ใต้ เพราะได้เปรียบคู่แข่งในเรื่องการประหยัดจากขนาด และอำนาจต่อรองกับผู้ขาย
เมื่อผนวกกับความต้องการใช้ LPG ในประเทศที่คาดเติบโต 10-15% ต่อปีตามทิศ
ทางการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจ เราคาดว่ากำไรปี 2554 เติบโตแข็งแกร่ง 42% yoy
เป็น 1,851 ล้านบาท (คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 1.95 บาท) ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายบน P/E
ปี 2553 และ 2554 ที่ 12.4 เท่า และ 8.8 เท่า ตามลำดับ ต่ำกว่ากลุ่มพลังงานที่ซื้อ
ขายบน P/E 13.18 เท่า ด้วย upside ที่สูงกว่า 37% จากราคาเป้าหมายใหม่ของเราที่
23.40 บาท อิง P/E ปี 2554 ที่ 12 เท่า เราจึงปรับคำแนะนำจาก ซื้อเมื่ออ่อนตัว เป็น
ซื้อ สำหรับ SGP
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 8:53:21
ซื้อ เพื่อรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการขยายธุรกิจในจีน และเวียดนาม
จากการเข้าซื้อธุรกิจ LPG ในประเทศจีนถึง 2 แห่งคือ BPZH และ COGEL
เพื่อใช้เป็นแหล่งกระจายก๊าซ LPG จากถังเก็บใต้ดินขนาด 2 แสนตัน และ 1 แสนตัน
ตามลำดับในประเทศจีน และประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออก และเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ โดยรวมจะช่วยหนุนการเติบโตของกำไรแบบก้าวกระโดดในปี
หน้า ดังนี้เราจึงปรับราคาเป้าหมายใหม่ขึ้นเป็น 23.40บาท อ้างอิง P/E เป้าหมายปี
2554 ที่ 12 เท่า ขณะเดียวกันเราปรับคำแนะนำจาก ซื้อเมื่ออ่อนตัว เป็น ซื้อ สำหรับ
SGP จาก upside 37% และราคาหุ้นที่ยังซื้อขายบน P/E ต่ำว่ากลุ่มพลังงาน
คาดกำไรไตรมาส 3/53 ที่ 330 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% qoq และ 2% yoy
?ราคาดว่าบริษัทจะรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/53 ออกมามีกำไร
สุทธิ 330 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.35 บาท เพิ่มขึ้น 30% qoq ?ากผลของฤดู
กาล, การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ, และอัตรากำไรขั้นต้นที่กลับสู่ระดับปกติที่
ประมาณ 10% เนื่องจากบริษัทไม่ต้องแบกรับภาระต้นทุนผลิตภัณฑ์แอมโมเนียที่
ปรับตัวสูง ขึ้นจากปัญหา Supply Shortage เช่นในไตรมาส 2/53 ขณะเดียวกันเรา
คาดว่า?ำไรไตรมาสนี้จะขยายตัว 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (yoy) จากยอด?
ำหน่ายก๊าซ LPG ของบริษัทที่คาดว่าจะขยายตัว 13% yoy เป็น 3 แสนตันในไตรมาส
นี้ โดยได้แรงหนุนจากการบริโภคก๊าซ LPG ในภาคครัวเรือน (+15% yoy) และภาค
อุตสาหกรรมในประเทศ (+21% yoy) ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจใน
ประเทศ รวมถึงการรับรู้ยอดขายจากบริษัท SUPERGAS (?ริษัทลูกที่เวียดนาม) และ
บริษัท SGLS (บริษัทลูกที่สิงคโปร์) ?พิ่มขึ้นเป็น 150 และ 160 ล้านบาทตามลำดับ?
นไตรมาสนี้ด้วย โดยรวมจะช่วยหนุนให้ยอดขายในไตรมาส 3/53 ขยายตัวได้ราว
13% yoy เป็น 5,501 ล้านบาท
รอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการขยายธุรกิจในจีน และเวียดนาม
การเข้าซื้อกิจการ BPZH และ COGEL ในประเทศจีนตอนใต้ซึ่งมีถังเก็บ
ก๊าซ LPG ใต้ดินขนาด 2 แสนตัน และ 1 แสนตัน ตามลำดับ ใหญ่เป็นอันดับ 2 และ
3 ของประเทศจีน จะเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการกระจายก๊าซ LPG ที่นำเข้าจาก
แถบตะวันออกกลางมาจำหน่ายในมณฑลตอนใต้ของจีน และเอเชียตะวันออกเฉียง
ใต้ เพราะได้เปรียบคู่แข่งในเรื่องการประหยัดจากขนาด และอำนาจต่อรองกับผู้ขาย
เมื่อผนวกกับความต้องการใช้ LPG ในประเทศที่คาดเติบโต 10-15% ต่อปีตามทิศ
ทางการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจ เราคาดว่ากำไรปี 2554 เติบโตแข็งแกร่ง 42% yoy
เป็น 1,851 ล้านบาท (คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 1.95 บาท) ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายบน P/E
ปี 2553 และ 2554 ที่ 12.4 เท่า และ 8.8 เท่า ตามลำดับ ต่ำกว่ากลุ่มพลังงานที่ซื้อ
ขายบน P/E 13.18 เท่า ด้วย upside ที่สูงกว่า 37% จากราคาเป้าหมายใหม่ของเราที่
23.40 บาท อิง P/E ปี 2554 ที่ 12 เท่า เราจึงปรับคำแนะนำจาก ซื้อเมื่ออ่อนตัว เป็น
ซื้อ สำหรับ SGP
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 8:53:21
บล.ซิกโก้ : CPALL ราคาเหมาะสม FY11E ที่ 56.50 บาท แนะนำ “ซื้อ”
คาดยอดขาย 3Q10E เพิ่มขึ้น 20.0% YoY แต่ Same Store Sale ลด
3Q10E เข้าสู่ Low Season ของธุรกิจ เนื่องจากปริมาณฝนที่ตกชุกเป็นอุปสรรค
ทำให้จำนวนลูกค้าเข้าร้านได้น้อยลง ซึ่งเป็นผลให้ SSEC คาดยอดขายจากสาขาเดิม (Same
Store Sale: SSS) จะปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 10.0% จากใน 2Q10A มี SSS อยู่ที่ระดับ
12.6% แต่อย่างไรก็ดี การขยายสาขาอย่างต่อเนื่องของร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven รวมถึงกลยุทธ์
การปรับเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มอาหาร “เป็นร้านสะดวกอิ่ม 24 ชม. ที่ใกล้บ้านคุณ” ทำให้คาดยอด
ขาย 3Q10E เพิ่มขึ้นเท่ากับ 20.0% YoY และ 2.7% QoQ
3Q10E คาดกำไรสุทธิเติบโต 28.9% YoY และ 3.1% QoQ
SSEC คาดจะเห็นอัตราการทำกำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin: GPM) ของ
CPALL ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยใน 3Q10E คาดจะเท่ากับ 27.2% จาก 3Q09A อยู่ที่
26.6% และ 2Q10A ที่ระดับ 27.1% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก การปรับเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่ม
อาหารใน FY10E ให้สูงขึ้นเท่ากับ 30% (จาก FY09A อยู่ที่ 27.7%) และประสิทธิภาพของผู้
จัดการแต่ละสาขาในการบริหารสินค้ารวมถึง สัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้รวม (SG&A/Total
Revenues) มีแนวโน้มปรับตัวลดลง โดย 3Q10E คาดจะอยู่ที่ระดับ 23.0% ลดลงจาก
3Q09A ที่ระดับ 23.5% และ 2Q10A ที่ระดับ 23.2% เพราะการเน้นขยายสาขาในรูปแบบ
Franchise มีมากขึ้น นอกจากนี้ในส่วนของการจัดโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขายทั้ง ซื้อสุดคุ้ม
ชุดคู่ประหยัด ยังได้รับการสนับสนุนจาก Supplier ทำให้คาด 3Q10E มีรายได้อื่น (Other
Income) เพิ่มขึ้น 14.1% YoY และ 1.8% QoQ ทั้งนี้เป็นผลให้ คาดกำไรสุทธิ 3Q10E จะ
เติบโต 28.9% YoY และ 3.1% QoQ
กลยุทธ์ต่อจากนี้...เน้นขยายสาขาไปในต่างจังหวัดมากขึ้น
CPALL เน้นขยายสาขาเข้าในต่างหวัดมากขึ้นเรื่อย (ปัจจุบันสัดส่วนร้าน 7-Eleven ใน
สาขาต่างจังหวัดอยู่ที่ 51% และเขตกทม.-ปริมณฑลที่ 49%) ซึ่ง SSEC คาดจะเห็นสัดส่วน
สาขาในต่างจังหวัดเพิ่มเป็น 55% ได้ใน FY12E จากปัจจัยสนับสนุน อันได้แก่ 1) จำนวน
ประชากร และพื้นที่ในต่างจังหวัดที่มีอยู่มากทำให้แข่งขันของตลาดในต่างจังหวัดที่น้อยกว่าตลาด
ในเขตกทม.-ปริมณฑล 2) แนวโน้มราคาสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้น ทำให้รายได้ของผู้บริโภคในต่าง
จังหวัดปรับตัวสูงขึ้น และ 3) การปรับขึ้นค่าครองชีพของแรงงานขั้นต่ำ ทำให้มีอำนาจใช้
จ่ายสูงขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะมีครอบครัวอยู่ในต่างจังหวัด
ประเมินราคาเหมาะสม FY11E ไว้ที่ 56.50 บาท แนะนำ “ซื้อ”
SSEC ประเมินราคาเหมาะสม FY11E เท่ากับ 56.50 บาท จากวิธี DCF มี
WACC ที่ 4.9% ซึ่งมองว่า การขยายสาขาต่อเนื่องปี 400-450 สาขา ของ CPALL จะเป็นผล
ทำให้ผลประกอบการเติบโตต่อเนื่อง และธุรกิจเป็นเงินสด จึงไม่มีภาระหนี้สิน รวมถึงนโยบายการ
จ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิเฉพาะบริษัท ทั้งนี้ ราคาหุ้นปัจจุบันเทียบกับราคาเหมาะ
สมให้ผลตอบแทนเท่ากับ 36.8% (มี Upside Gain ที่ 33.7%) ทำให้แนะนำ “ซื้อ”
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 8:46:01
3Q10E เข้าสู่ Low Season ของธุรกิจ เนื่องจากปริมาณฝนที่ตกชุกเป็นอุปสรรค
ทำให้จำนวนลูกค้าเข้าร้านได้น้อยลง ซึ่งเป็นผลให้ SSEC คาดยอดขายจากสาขาเดิม (Same
Store Sale: SSS) จะปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 10.0% จากใน 2Q10A มี SSS อยู่ที่ระดับ
12.6% แต่อย่างไรก็ดี การขยายสาขาอย่างต่อเนื่องของร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven รวมถึงกลยุทธ์
การปรับเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มอาหาร “เป็นร้านสะดวกอิ่ม 24 ชม. ที่ใกล้บ้านคุณ” ทำให้คาดยอด
ขาย 3Q10E เพิ่มขึ้นเท่ากับ 20.0% YoY และ 2.7% QoQ
3Q10E คาดกำไรสุทธิเติบโต 28.9% YoY และ 3.1% QoQ
SSEC คาดจะเห็นอัตราการทำกำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin: GPM) ของ
CPALL ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยใน 3Q10E คาดจะเท่ากับ 27.2% จาก 3Q09A อยู่ที่
26.6% และ 2Q10A ที่ระดับ 27.1% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก การปรับเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่ม
อาหารใน FY10E ให้สูงขึ้นเท่ากับ 30% (จาก FY09A อยู่ที่ 27.7%) และประสิทธิภาพของผู้
จัดการแต่ละสาขาในการบริหารสินค้ารวมถึง สัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้รวม (SG&A/Total
Revenues) มีแนวโน้มปรับตัวลดลง โดย 3Q10E คาดจะอยู่ที่ระดับ 23.0% ลดลงจาก
3Q09A ที่ระดับ 23.5% และ 2Q10A ที่ระดับ 23.2% เพราะการเน้นขยายสาขาในรูปแบบ
Franchise มีมากขึ้น นอกจากนี้ในส่วนของการจัดโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขายทั้ง ซื้อสุดคุ้ม
ชุดคู่ประหยัด ยังได้รับการสนับสนุนจาก Supplier ทำให้คาด 3Q10E มีรายได้อื่น (Other
Income) เพิ่มขึ้น 14.1% YoY และ 1.8% QoQ ทั้งนี้เป็นผลให้ คาดกำไรสุทธิ 3Q10E จะ
เติบโต 28.9% YoY และ 3.1% QoQ
กลยุทธ์ต่อจากนี้...เน้นขยายสาขาไปในต่างจังหวัดมากขึ้น
CPALL เน้นขยายสาขาเข้าในต่างหวัดมากขึ้นเรื่อย (ปัจจุบันสัดส่วนร้าน 7-Eleven ใน
สาขาต่างจังหวัดอยู่ที่ 51% และเขตกทม.-ปริมณฑลที่ 49%) ซึ่ง SSEC คาดจะเห็นสัดส่วน
สาขาในต่างจังหวัดเพิ่มเป็น 55% ได้ใน FY12E จากปัจจัยสนับสนุน อันได้แก่ 1) จำนวน
ประชากร และพื้นที่ในต่างจังหวัดที่มีอยู่มากทำให้แข่งขันของตลาดในต่างจังหวัดที่น้อยกว่าตลาด
ในเขตกทม.-ปริมณฑล 2) แนวโน้มราคาสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้น ทำให้รายได้ของผู้บริโภคในต่าง
จังหวัดปรับตัวสูงขึ้น และ 3) การปรับขึ้นค่าครองชีพของแรงงานขั้นต่ำ ทำให้มีอำนาจใช้
จ่ายสูงขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะมีครอบครัวอยู่ในต่างจังหวัด
ประเมินราคาเหมาะสม FY11E ไว้ที่ 56.50 บาท แนะนำ “ซื้อ”
SSEC ประเมินราคาเหมาะสม FY11E เท่ากับ 56.50 บาท จากวิธี DCF มี
WACC ที่ 4.9% ซึ่งมองว่า การขยายสาขาต่อเนื่องปี 400-450 สาขา ของ CPALL จะเป็นผล
ทำให้ผลประกอบการเติบโตต่อเนื่อง และธุรกิจเป็นเงินสด จึงไม่มีภาระหนี้สิน รวมถึงนโยบายการ
จ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิเฉพาะบริษัท ทั้งนี้ ราคาหุ้นปัจจุบันเทียบกับราคาเหมาะ
สมให้ผลตอบแทนเท่ากับ 36.8% (มี Upside Gain ที่ 33.7%) ทำให้แนะนำ “ซื้อ”
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 8:46:01
บล.กิมเอ็ง : SCB แนะนำ'ซื้อ' มูลค่าเหมาะสมใหม่ที่ 120 บาท
กำไรไตรมาส 3/53 ขยายตัวสูง 22.1%qoq และ 24.8%yoy
เราประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 3/53 ไว้ที่ 6,490 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.1% qoq
และ 24.8% yoy เป็นผลมาจากกำไรจากการขายเงินลงทุน เงินปันผลรับจากกองทุนวายุภักษ์
สินเชื่อที่ขยายตัวต่อเนื่อง และ NIM ที่ปรับตัวสูงขึ้น เราประเมินสินเชื่อไตรมาส 4/53 มีแนวโน้ม
ขยายตัวสูงโดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการเงินทุนหมุนเวียน การลงทุนภาครัฐและเอกชน
สินเชื่อรายย่อยที่ขยายตัวต่อเนื่อง และการเป็นช่วง High season ของสินเชื่อเช่าซื้อและสินเชื่อ
บัตรเครดิต จากการไรพิเศษจากการขายเงินลงทุนที่สูง ประกอบกับแรงกดดันในการตั้งสำรองฯที่
ลดลง ส่งผลให้เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 53-54 เพิ่มขึ้น 4.5% และ 2.1% ตามลำดับ
จากผลประกอบการที่แข็งแกร่ง และโอกาสเติบโตของสินเชื่อที่สูงในช่วงครึ่งปีหลัง ประกอบกับ
ราคาหุ้นในช่วงครึ่งปีแรกที่ค่อนข้าง laggard เมื่อเทียบกับกลุ่มธนาคารและตลาดโดยรวม ส่งผล
ให้หุ้น SCB มีความน่าสนใจในช่วงครึ่งปีหลัง เราคงคำแนะนำ 'ซื้อ' ด้วยมูลค่าที่เหมาะสมใหม่
ที่ 120.00 บาท/หุ้น อ้างอิงกับ 2.5 เท่าของมูลค่าทางบัญชีปี 54
ประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 3/53 ไว้ที่ 6,490 ล้านบาท
เราประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 3/53 ไว้ที่ 6,490 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.1% จาก
ไตรมาสก่อน (qoq) สาเหตุหลักมาจากการรับรู้กำไรจากการขายหุ้น กรุงเทพซินธิติกส์ ประมาณ
1 พันล้านบาท ส่งผลให้รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยขยายตัวสูง 23.4% qoq และเงินปันผลรับจากกอง
ทุนวายุภักษ์ประมาณ 3 ร้อยกว่าล้านบาท หากเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนพบว่า
กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 24.8% yoy จากกำไรจากการขายเงินลงทุนดังกล่าว ประกอบกับค่าใช้จ่ายใน
การตั้งสำรองฯที่ลดลง
สินเชื่อไตรมาส 3/53 เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่คาดจะกลับมาเติบโตสูงในไตรมาส 4/53
เราประเมินสินเชื่อไตรมาส 3/53 ขยายตัวเพียงเล็กน้อย 1.0% qoq เนื่องจากได้รับผล
กระทบจากการชำระคืนในกลุ่มสินเชื่อภาคธุรกิจในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้สินเชื่อ 9 เดือน
แรกขยายตัว 4.5% จากสิ้นปีก่อน เราประเมินสินเชื่อจะขยายตัวได้สูงในไตรมาส 4/53 ซึ่งเป็น
ช่วง High Season ของสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ และสินเชื่อบัตรเครดิต ประกอบ
กับความต้องการเงินทุนหมุนเวียน การลงทุนภาคเอกชน และโครงการภาครัฐ ดังนี้เราจึงปรับเป้า
หมายสินเชื่อปี 53 เพิ่มขึ้นจาก 6% เป็น 7% ในขณะที่เป้าหมายสินเชื่อปีนี้ของธนาคารอยู่ที่ 7-
10% ในขณะที่ NIM ปรับตัวเพิ่มขึ้น 8bps จาก 3.56% ในไตรมาสก่อน เป็น 3.64% ใน
ไตรมาสนี้
ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 53-54 เพิ่มขึ้น 4.5% และ 2.1% ตามลำดับ
เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 53 เพิ่มขึ้น 4.5% เป็น 23,364 ล้านบาท จากการ
ปรับเป้าหมายสินเชื่อเพิ่มขึ้นจาก 6% เป็น 7% และกำไรจากเงินลงทุนที่สูงในปีนี้ ประกอบกับ
การปรับลดค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯลงจาก 60bps เป็น 55bps เนื่องจากคุณภาพสินทรัพย์ที่
ปรับตัวดีขึ้น นอกจากนี้เราได้ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 54 เพิ่มขึ้น 2.1% เป็น 25,028 ล้าน
บาท จากการปรับลดค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯลงจาก 60bps เป็น 55bps ส่งผลให้มูลค่าที่
เหมาะสมปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 113 บาท/หุ้น เป็น 120 บาท/หุ้น อ้างอิงกับ 2.5 เท่าของมูลค่าทาง
บัญชีปี 54
คงคำแนะนำ 'ซื้อ' จากโอกาสเติบโตสูงในไตรมาส 4/53
จากผล ประกอบการที่แข็งแกร่ง และโอกาสเติบโตของสินเชื่อที่สูงในช่วงครึ่งปีหลัง
ประกอบกับราคาหุ้นในช่วงครึ่งปีแรกที่ค่อนข้าง laggard เมื่อเทียบกับกลุ่มธนาคารและตลาด
โดยรวม ส่งผลให้หุ้น SCB มีความน่าสนใจในช่วงครึ่งปีหลัง เราคงคำแนะนำ 'ซื้อ' ด้วยมูลค่าที่
เหมาะสมใหม่ที่ 120.00 บาท/หุ้น อ้างอิงกับ 2.5 เท่าของมูลค่าทางบัญชีปี 54
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 8:20:38
เราประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 3/53 ไว้ที่ 6,490 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.1% qoq
และ 24.8% yoy เป็นผลมาจากกำไรจากการขายเงินลงทุน เงินปันผลรับจากกองทุนวายุภักษ์
สินเชื่อที่ขยายตัวต่อเนื่อง และ NIM ที่ปรับตัวสูงขึ้น เราประเมินสินเชื่อไตรมาส 4/53 มีแนวโน้ม
ขยายตัวสูงโดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการเงินทุนหมุนเวียน การลงทุนภาครัฐและเอกชน
สินเชื่อรายย่อยที่ขยายตัวต่อเนื่อง และการเป็นช่วง High season ของสินเชื่อเช่าซื้อและสินเชื่อ
บัตรเครดิต จากการไรพิเศษจากการขายเงินลงทุนที่สูง ประกอบกับแรงกดดันในการตั้งสำรองฯที่
ลดลง ส่งผลให้เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 53-54 เพิ่มขึ้น 4.5% และ 2.1% ตามลำดับ
จากผลประกอบการที่แข็งแกร่ง และโอกาสเติบโตของสินเชื่อที่สูงในช่วงครึ่งปีหลัง ประกอบกับ
ราคาหุ้นในช่วงครึ่งปีแรกที่ค่อนข้าง laggard เมื่อเทียบกับกลุ่มธนาคารและตลาดโดยรวม ส่งผล
ให้หุ้น SCB มีความน่าสนใจในช่วงครึ่งปีหลัง เราคงคำแนะนำ 'ซื้อ' ด้วยมูลค่าที่เหมาะสมใหม่
ที่ 120.00 บาท/หุ้น อ้างอิงกับ 2.5 เท่าของมูลค่าทางบัญชีปี 54
ประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 3/53 ไว้ที่ 6,490 ล้านบาท
เราประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 3/53 ไว้ที่ 6,490 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.1% จาก
ไตรมาสก่อน (qoq) สาเหตุหลักมาจากการรับรู้กำไรจากการขายหุ้น กรุงเทพซินธิติกส์ ประมาณ
1 พันล้านบาท ส่งผลให้รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยขยายตัวสูง 23.4% qoq และเงินปันผลรับจากกอง
ทุนวายุภักษ์ประมาณ 3 ร้อยกว่าล้านบาท หากเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนพบว่า
กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 24.8% yoy จากกำไรจากการขายเงินลงทุนดังกล่าว ประกอบกับค่าใช้จ่ายใน
การตั้งสำรองฯที่ลดลง
สินเชื่อไตรมาส 3/53 เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่คาดจะกลับมาเติบโตสูงในไตรมาส 4/53
เราประเมินสินเชื่อไตรมาส 3/53 ขยายตัวเพียงเล็กน้อย 1.0% qoq เนื่องจากได้รับผล
กระทบจากการชำระคืนในกลุ่มสินเชื่อภาคธุรกิจในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้สินเชื่อ 9 เดือน
แรกขยายตัว 4.5% จากสิ้นปีก่อน เราประเมินสินเชื่อจะขยายตัวได้สูงในไตรมาส 4/53 ซึ่งเป็น
ช่วง High Season ของสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ และสินเชื่อบัตรเครดิต ประกอบ
กับความต้องการเงินทุนหมุนเวียน การลงทุนภาคเอกชน และโครงการภาครัฐ ดังนี้เราจึงปรับเป้า
หมายสินเชื่อปี 53 เพิ่มขึ้นจาก 6% เป็น 7% ในขณะที่เป้าหมายสินเชื่อปีนี้ของธนาคารอยู่ที่ 7-
10% ในขณะที่ NIM ปรับตัวเพิ่มขึ้น 8bps จาก 3.56% ในไตรมาสก่อน เป็น 3.64% ใน
ไตรมาสนี้
ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 53-54 เพิ่มขึ้น 4.5% และ 2.1% ตามลำดับ
เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 53 เพิ่มขึ้น 4.5% เป็น 23,364 ล้านบาท จากการ
ปรับเป้าหมายสินเชื่อเพิ่มขึ้นจาก 6% เป็น 7% และกำไรจากเงินลงทุนที่สูงในปีนี้ ประกอบกับ
การปรับลดค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯลงจาก 60bps เป็น 55bps เนื่องจากคุณภาพสินทรัพย์ที่
ปรับตัวดีขึ้น นอกจากนี้เราได้ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 54 เพิ่มขึ้น 2.1% เป็น 25,028 ล้าน
บาท จากการปรับลดค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯลงจาก 60bps เป็น 55bps ส่งผลให้มูลค่าที่
เหมาะสมปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 113 บาท/หุ้น เป็น 120 บาท/หุ้น อ้างอิงกับ 2.5 เท่าของมูลค่าทาง
บัญชีปี 54
คงคำแนะนำ 'ซื้อ' จากโอกาสเติบโตสูงในไตรมาส 4/53
จากผล ประกอบการที่แข็งแกร่ง และโอกาสเติบโตของสินเชื่อที่สูงในช่วงครึ่งปีหลัง
ประกอบกับราคาหุ้นในช่วงครึ่งปีแรกที่ค่อนข้าง laggard เมื่อเทียบกับกลุ่มธนาคารและตลาด
โดยรวม ส่งผลให้หุ้น SCB มีความน่าสนใจในช่วงครึ่งปีหลัง เราคงคำแนะนำ 'ซื้อ' ด้วยมูลค่าที่
เหมาะสมใหม่ที่ 120.00 บาท/หุ้น อ้างอิงกับ 2.5 เท่าของมูลค่าทางบัญชีปี 54
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 8:20:38
บล.กิมเอ็ง : MAJOR แนะนำซื้อ ปรับราคาเหมาะสมขึ้นเป็น 17.40 บาท
เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ MAJOR โดยปรับราคาเหมาะสมซึ่งประเมินจาก Sum-of-
the-parts ขึ้นเป็น 17.40 บาทเนื่องจากมีการปรับประมาณการกำไรขึ้นสะท้อนถึงรายได้
ภาพยนตร์ที่แข็ง แกร่งและการฟื้นตัวของรายได้ โฆษณาซึ่งมีอัตรากำไรสูง ส่วนในไตรมาส
4/53 ต่อเนื่องไปในปี 2554 ยังมีภาพยนตร์ที่คาดว่าจะทำรายได้สูงเข้าฉายอีกหลายเรื่องประกอบ
กับราคาตั๋ว เฉลี่ยมีแนวโน้มสูงขึ้นจากการปรับราคา และการฉายภาพยนตร์ 3D มากขึ้น ส่วนการ
โอน ซูซูกิอเวนิว เข้ากองทุน MJLF ในไตรมาส 4/53 คาดว่าจะทำให้บริษัทบันทึกกำไรพิเศษ
เพิ่มเติม 80-100 ล้านบาท
ปรับราคาเหมาะสมขึ้นเป็น 17.40 บาท
เรามีการปรับประมาณการกำไรปีนี้และปีหน้าของ MAJOR ขึ้น 9% และ 8% ตามลำดับ
จากการที่ภาพยนตร์หลายเรื่องทำรายได้สูงกว่าคาดและรายได้ยังมีแนว โน้มขยายตัวดีต่อเนื่อง
จากการมีภาพยนตร์หลักๆ ทยอยเข้าฉาย ในขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัวและอุตสาหกรรม
โฆษณาเติบโตดีส่งผลให้ รายได้โฆษณาของ MAJOR ฟื้นตัว แม้เรายังไม่ได้รวมกำไรพิเศษ
ประมาณ 80-100 ล้านบาท จากการโอนโครงการ ซูซูกิ อเวนิว เข้ากองทุน MJLF ในไตรมาส
4/53 แต่กำไรปกติของ MAJOR คาดว่าจะเติบโตถึง 86% เป็น 578 ล้านบาท (0.66 บาท/หุ้น)
ในปีนี้และเพิ่มขึ้น 15% เป็น 663 ล้านบาท (0.75 บาท/หุ้น) ในปี 2554 ราคาเหมาะสมซึ่ง
ประเมินด้วยวิธี Sum-of-the-parts ปรับขึ้นเป็น 17.40 บาท คงคำแนะนำ ซื้อ
คาดกำไรไตรมาส 3/53 แข็งแกร่ง
กำไรปกติไตรมาส 3/53 คาดว่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 130% yoy (เทียบกับกำไรปกติ
ไตรมาส 3/52 ที่ 69 ล้านบาท) เนื่องจากมีภาพยนตร์ทำรายได้ดีหลายเรื่อง เช่น กวนมึนโฮ
(129 ล้านบาท) The Twilight Saga : Eclipse (102 ล้านบาท) Resident Evil : Afterlife
(94 ล้านบาท) สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารัก (78 ล้านบาท) The Sorcerer’s Apprentice (65 ล้าน
บาท) ตุ๊กกี้เจ้าหญิงขายกบ (63 ล้านบาท) และ Inception (62 ล้านบาท) อีกทั้งค่าตั๋วเฉลี่ย
(ATP) คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3% yoy ซึ่งเป็นผลมาจากการทยอยปรับราคาและการเพิ่มจำนวน
ภาพยนตร์ที่ฉายภาพยนตร์ระบบ 3D ขณะที่โรงภาพยนตร์ที่สยามพารากอนกลับมาเปิดตามปกติ
เต็มทั้งไตรมาสหลังจากปิด ไปประมาณ 2 เดือนในช่วงการชุมนุม นอกจากนั้นธุรกิจโฆษณาซึ่งมี
อัตรากำไรสูงกว่า 80% ก็ฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่องหลังจากเจ้าของสินค้ากลับมาใช้งบโฆษณากันมาก
ขึ้น ส่วนอัตรากำไรจะถูกผลักดันจากธุรกิจโฆษณาและค่าเสื่อมราคาที่ลดลงจากการขยาย
ประมาณการอายุการใช้งานของอุปกรณ์
รายได้ภาพยนตร์มีแนวโน้มดีต่อเนื่องในไตรมาส 4/53 และปี 2554
ภาพยนตร์ ที่จะเข้าฉายในไตรมาส 4/53 คาดว่าจะทำรายได้ดีต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น
Harry Potter 7.1 (เข้าฉาย 18 พ.ย) หลังจากภาค 1-6 ทำรายได้ภาคละ 140-190 ล้านบาท
และ พระนเรศวร 3 (เข้า 2 ธ.ค.) โดยภาค 1 และ 2 ทำรายได้ 241 ล้านบาทและ 235 ล้านบาท
ซึ่งนับเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลอันดับที่ 3 และ 4 ในประเทศไทย ตามลำดับ (รอง
จาก สุริโยไท และ Avatar) ส่วนในปี 2554 ภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ ได้แก่ Harry Potter 7.2,
Transformers 3, Pirates of the Caribbean: On Stranger Tides, X-Men : First
Class, The Twilight Saga : Breaking Dawn (Part I), Mission Impossible 4 และ พระ
นเรศวร 4
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 8:17:13
the-parts ขึ้นเป็น 17.40 บาทเนื่องจากมีการปรับประมาณการกำไรขึ้นสะท้อนถึงรายได้
ภาพยนตร์ที่แข็ง แกร่งและการฟื้นตัวของรายได้ โฆษณาซึ่งมีอัตรากำไรสูง ส่วนในไตรมาส
4/53 ต่อเนื่องไปในปี 2554 ยังมีภาพยนตร์ที่คาดว่าจะทำรายได้สูงเข้าฉายอีกหลายเรื่องประกอบ
กับราคาตั๋ว เฉลี่ยมีแนวโน้มสูงขึ้นจากการปรับราคา และการฉายภาพยนตร์ 3D มากขึ้น ส่วนการ
โอน ซูซูกิอเวนิว เข้ากองทุน MJLF ในไตรมาส 4/53 คาดว่าจะทำให้บริษัทบันทึกกำไรพิเศษ
เพิ่มเติม 80-100 ล้านบาท
ปรับราคาเหมาะสมขึ้นเป็น 17.40 บาท
เรามีการปรับประมาณการกำไรปีนี้และปีหน้าของ MAJOR ขึ้น 9% และ 8% ตามลำดับ
จากการที่ภาพยนตร์หลายเรื่องทำรายได้สูงกว่าคาดและรายได้ยังมีแนว โน้มขยายตัวดีต่อเนื่อง
จากการมีภาพยนตร์หลักๆ ทยอยเข้าฉาย ในขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัวและอุตสาหกรรม
โฆษณาเติบโตดีส่งผลให้ รายได้โฆษณาของ MAJOR ฟื้นตัว แม้เรายังไม่ได้รวมกำไรพิเศษ
ประมาณ 80-100 ล้านบาท จากการโอนโครงการ ซูซูกิ อเวนิว เข้ากองทุน MJLF ในไตรมาส
4/53 แต่กำไรปกติของ MAJOR คาดว่าจะเติบโตถึง 86% เป็น 578 ล้านบาท (0.66 บาท/หุ้น)
ในปีนี้และเพิ่มขึ้น 15% เป็น 663 ล้านบาท (0.75 บาท/หุ้น) ในปี 2554 ราคาเหมาะสมซึ่ง
ประเมินด้วยวิธี Sum-of-the-parts ปรับขึ้นเป็น 17.40 บาท คงคำแนะนำ ซื้อ
คาดกำไรไตรมาส 3/53 แข็งแกร่ง
กำไรปกติไตรมาส 3/53 คาดว่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 130% yoy (เทียบกับกำไรปกติ
ไตรมาส 3/52 ที่ 69 ล้านบาท) เนื่องจากมีภาพยนตร์ทำรายได้ดีหลายเรื่อง เช่น กวนมึนโฮ
(129 ล้านบาท) The Twilight Saga : Eclipse (102 ล้านบาท) Resident Evil : Afterlife
(94 ล้านบาท) สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารัก (78 ล้านบาท) The Sorcerer’s Apprentice (65 ล้าน
บาท) ตุ๊กกี้เจ้าหญิงขายกบ (63 ล้านบาท) และ Inception (62 ล้านบาท) อีกทั้งค่าตั๋วเฉลี่ย
(ATP) คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3% yoy ซึ่งเป็นผลมาจากการทยอยปรับราคาและการเพิ่มจำนวน
ภาพยนตร์ที่ฉายภาพยนตร์ระบบ 3D ขณะที่โรงภาพยนตร์ที่สยามพารากอนกลับมาเปิดตามปกติ
เต็มทั้งไตรมาสหลังจากปิด ไปประมาณ 2 เดือนในช่วงการชุมนุม นอกจากนั้นธุรกิจโฆษณาซึ่งมี
อัตรากำไรสูงกว่า 80% ก็ฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่องหลังจากเจ้าของสินค้ากลับมาใช้งบโฆษณากันมาก
ขึ้น ส่วนอัตรากำไรจะถูกผลักดันจากธุรกิจโฆษณาและค่าเสื่อมราคาที่ลดลงจากการขยาย
ประมาณการอายุการใช้งานของอุปกรณ์
รายได้ภาพยนตร์มีแนวโน้มดีต่อเนื่องในไตรมาส 4/53 และปี 2554
ภาพยนตร์ ที่จะเข้าฉายในไตรมาส 4/53 คาดว่าจะทำรายได้ดีต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น
Harry Potter 7.1 (เข้าฉาย 18 พ.ย) หลังจากภาค 1-6 ทำรายได้ภาคละ 140-190 ล้านบาท
และ พระนเรศวร 3 (เข้า 2 ธ.ค.) โดยภาค 1 และ 2 ทำรายได้ 241 ล้านบาทและ 235 ล้านบาท
ซึ่งนับเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลอันดับที่ 3 และ 4 ในประเทศไทย ตามลำดับ (รอง
จาก สุริโยไท และ Avatar) ส่วนในปี 2554 ภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ ได้แก่ Harry Potter 7.2,
Transformers 3, Pirates of the Caribbean: On Stranger Tides, X-Men : First
Class, The Twilight Saga : Breaking Dawn (Part I), Mission Impossible 4 และ พระ
นเรศวร 4
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 8:17:13
วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2553
บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : THAI แนะนำ 'ซื้อ' ราคาพื้นฐาน 47.25 บาท
• ตลาดฯประกาศให้หุ้นเพิ่มทุน THAI จำนวน 483.9 ล้านหุ้น เข้าซื้อขาย
ในวันนี้ และเนื่องจากราคาหุ้นเพิ่มทุนต่ำเพียง 31.00 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาปิดวานนี้
ถึง 21% จึงอาจเกิดแรงขายทำกำไรมาก จากฝั่งผู้ถือหุ้นเดิม และรายย่อยที่ได้รับการ
จัดสรร แต่คาดว่าทางกระทรวงการคลังจะคงสัดส่วนการถือหุ้นใหญ่ไว้มากกว่า
DBSV เห็นว่าเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าซื้อเพื่อการลงทุนเมื่อราคาหุ้นปรับลง เพราะ
ปัจจัยพื้นฐานดีขึ้นหลังจากได้เงินเพิ่มทุนแล้วนำไปใช้ประโยชน์ และภาวะธุรกิจกำลัง
อยู่ในช่วงของการฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัดเจน
• ผลกระทบ คาดว่าแรงขายจากหุ้นเพิ่มทุนต้นทุนต่ำเป็นเพียงระยะสั้น เพราะ
เราเห็นว่าข้อดีที่ THAI จะได้รับคือ จะช่วยลดความเสี่ยงทางด้านการเงิน และผลักดัน
ให้การบริหารงานมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ด้วยการซื้อเครื่องบินที่ใหม่ การให้บริการ
จะยิ่งมีประสิทธิผล และแข่งขันกับคู่แข่งได้ดียิ่งขึ้น ส่วนผลกระทบในเรื่อง dilution
effect นั้น ถือว่าเล็กน้อย นั่นคือ หลังเพิ่มทุนเสร็จ เรายังคาดว่ากำไรสุทธิก่อนรายการ
พิเศษ ปี 53 และ 54 เทียบ y-o-y ยังมีการเติบโตที่น่าประทับใจเป็น 36% และ
53% ตามลำดับ
• คงคำแนะนำ ซื้อ แนวโน้มผลการดำเนินงานสดใส เราคาดว่า Cabin factor
ใน 3Q53 น่าจะเพิ่มมาสู่ระดับ 75% เทียบกับ yo-y ที่ระดับ 74% แต่ดีขึ้นมากเทียบ
กับ 2Q53 ที่ระดับ 65% นอกจากนี้เราคาดว่าเมื่อมาถึง 4Q53 การดำเนินงานจะยิ่ง
แข็งแกร่งมากขึ้นไปอีก เพราะเข้าสู่ฤดูกาลที่การท่องเที่ยวคึกคักที่สุดในรอบปี
ราคาพื้นฐานกำหนดไว้ที่ 47.25 บาท ซึ่งประเมินด้วย P/BV ปี 54 ที่ใช้เป็น 1.1 เท่า
ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 7 ปี ราคาปิดมีส่วนเพิ่มได้อีก 20% เทียบกับราคาพื้นฐาน
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 14:07:47
ในวันนี้ และเนื่องจากราคาหุ้นเพิ่มทุนต่ำเพียง 31.00 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาปิดวานนี้
ถึง 21% จึงอาจเกิดแรงขายทำกำไรมาก จากฝั่งผู้ถือหุ้นเดิม และรายย่อยที่ได้รับการ
จัดสรร แต่คาดว่าทางกระทรวงการคลังจะคงสัดส่วนการถือหุ้นใหญ่ไว้มากกว่า
DBSV เห็นว่าเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าซื้อเพื่อการลงทุนเมื่อราคาหุ้นปรับลง เพราะ
ปัจจัยพื้นฐานดีขึ้นหลังจากได้เงินเพิ่มทุนแล้วนำไปใช้ประโยชน์ และภาวะธุรกิจกำลัง
อยู่ในช่วงของการฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัดเจน
• ผลกระทบ คาดว่าแรงขายจากหุ้นเพิ่มทุนต้นทุนต่ำเป็นเพียงระยะสั้น เพราะ
เราเห็นว่าข้อดีที่ THAI จะได้รับคือ จะช่วยลดความเสี่ยงทางด้านการเงิน และผลักดัน
ให้การบริหารงานมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ด้วยการซื้อเครื่องบินที่ใหม่ การให้บริการ
จะยิ่งมีประสิทธิผล และแข่งขันกับคู่แข่งได้ดียิ่งขึ้น ส่วนผลกระทบในเรื่อง dilution
effect นั้น ถือว่าเล็กน้อย นั่นคือ หลังเพิ่มทุนเสร็จ เรายังคาดว่ากำไรสุทธิก่อนรายการ
พิเศษ ปี 53 และ 54 เทียบ y-o-y ยังมีการเติบโตที่น่าประทับใจเป็น 36% และ
53% ตามลำดับ
• คงคำแนะนำ ซื้อ แนวโน้มผลการดำเนินงานสดใส เราคาดว่า Cabin factor
ใน 3Q53 น่าจะเพิ่มมาสู่ระดับ 75% เทียบกับ yo-y ที่ระดับ 74% แต่ดีขึ้นมากเทียบ
กับ 2Q53 ที่ระดับ 65% นอกจากนี้เราคาดว่าเมื่อมาถึง 4Q53 การดำเนินงานจะยิ่ง
แข็งแกร่งมากขึ้นไปอีก เพราะเข้าสู่ฤดูกาลที่การท่องเที่ยวคึกคักที่สุดในรอบปี
ราคาพื้นฐานกำหนดไว้ที่ 47.25 บาท ซึ่งประเมินด้วย P/BV ปี 54 ที่ใช้เป็น 1.1 เท่า
ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 7 ปี ราคาปิดมีส่วนเพิ่มได้อีก 20% เทียบกับราคาพื้นฐาน
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 14:07:47
บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : MODERN แนะนำ 'ซื้อ' ราคาพื้นฐาน 59 บาท
• คาดยอดขาย 2H53 แข็งแกร่ง เพราะ 1) มีงานที่ส่งมอบล่าช้าใน 2Q53
เพราะปัญหาการเมืองรุนแรงเลื่อนมาส่งมอบใน 3Q-4Q53, 2) มีการจัดงาน Annual
Sales ซึ่งทำรายได้จากงานนี้ประมาณ 100+ ล้านบาทต่อปีมาอย่างต่อเนื่อง และ 3)
มีมูลค่างานในมือ (Backlog) สูงถึง 1 พันล้านบาท ซึ่งจะมีการส่งมอบใน 2H53-ปี 54
ทั้งนี้ยอดขายเฟอร์นิเจอร์ที่พักอาศัยในปี 53 มีการขยายตัวโดดเด่นมาก เพราะมีการ
ซื้อ & โอนที่พักอาศัยกันมาก ประกอบกับผู้ประกอบการมีการใช้เคมเปญ Fully
Furnish มากขึ้นด้วย ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ชุดครัวของ MODERN ได้รับการยอมรับและ
ความนิยมจากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์และผู้บริโภคสูงมาก คาดว่ามูลค่าชุดครัว
ที่จะส่งมอบใน 2H53 จะเป็น 2 เท่าของที่ส่งมอบไปใน 1H53 ปัจจุบัน MODERN มี
ส่วนแบ่งการตลาดของชุดครัวสูงถึง 25% โดยลูกค้าโครงการที่ซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่พัก
อาศัยหลักๆ ได้แก่ SIRI, AP, PF, LH, PRIN, SPALI, Narai Property, BLAND
เป็นต้น
• คาดธุรกิจเฟอร์นิเจอร์สำนักงานจะขยายตัวดีขึ้นในปี 54 เนื่องจากการลง
ทุนภาครัฐและเอกชนที่ฟื้นตัวและเติบโตสูงในปี 53 ผลักดันให้อุปสงค์เฟอร์นิเจอร์
สำนักงานจะเพิ่มขึ้นตามมา ซึ่งบริษัทมีลูกค้าหลักที่ซื้อเฟอร์นิเจอร์หมวดนี้อยู่หลาย
ราย เช่น บริษัทในกลุ่ม PTT, ธนาคารไทยพาณิชย์, AIA, กองทุนบำเหน็จบำนาญข้า
ราชการ, มหาวิทยาลัย & โรงเรียน (สาธิตจุฬาฯ, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์), ธนาคาร
ทิสโก้, เนชั่นกรุ๊ป, โรงแรมดุสิตธานี, โรงพยาบาล เป็นต้น ปัจจุบัน MODERN มีส่วน
แบ่งการตลาดในธุรกิจเฟอร์นิเจอร์สำนักงานสูงถึง 30%
• ธุรกิจ Trading เป็นหนึ่งใน Key Growth ของ MODERN ปัจจุบันธุรกิจนี้คิด
เป็น 25% ของยอดขายรวม และบริษัทมีนโยบายที่จะขยายธุรกิจมากขึ้นเพื่อขยาย
ฐานรายได้, ฐานลูกค้า และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ทั้งนี้ใน 2H53 จะเปิดตัวสินค้าใหม่
2 รายการ คือ 1) พื้นไม้เอ็นจิเนียริ่ง (ด้านบนเป็นพื้นไม้จริงคุณภาพสูง 3 มม.
ด้านล่างเป็นไม้จริงเบญจพรรณ) โดยตั้งเป้ายอดขาย 100 ล้านบาทใน 3 ปีข้างหน้า
และ 2) ร่วมกับเครือซีเมนต์ไทย (SCG) จำหน่ายแผ่นกันเสียงสะท้อนของซีเมนต์ ซึ่ง
MODERN จะเน้นทำการตลาดตบแต่ง ขณะที่ SCG ทำตลาดก่อสร้าง
• จะบันทึกกำไรจากการขายหุ้นในบริษัทร่วมก่อนภาษี 68.6 ล้านบาทใน
4Q53 บริษัทได้ตกลงขายหุ้นที่ถือ 30% (ราว 6 ล้านหุ้น) ในบริษัทอินเตอร์
เฟซโมเดอร์นฟอร์ม (IMC) ให้กับผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ อินเตอร์เฟซโอเวอร์ซีส์ โฮลดิ้งส์
อิงค์ ในราคาหุ้นละ 21.43 บาท และจะบันทึกกำไรจากการขายก่อนภาษี 68.6 ล้าน
บาทในเดือนพ.ย.53 ทั้งนี้ก่อนการขาย MODERN ได้รับเงินปันผลจาก IMC แล้ว
236.7 ล้านบาทในเดือนก.ค.53 ซึ่งส่วนนี้ไม่บันทึกผ่านงบกำไรขาดทุน โดยจะโอน
เข้าในส่วนของส่วนของผู้ถือหุ้นเลย และแม้ว่าบริษัทจะขายหุ้น IMC ทั้งหมดคืนให้
กับผู้ถือหุ้นใหญ่เพราะอินเตอร์เฟซฯ ตั้งโรงงานผลิตพรมแผ่นใหม่ที่ประเทศจีน แต่
MODERN ยังเป็นตัวแทนจำหน่ายพรมแผ่นรายเดียวของอินเตอร์เฟซฯ ไปอีก 5 ปี
(ต่ออายุได้เมื่อหมดสัญญารอบนี้)
• คาดการณ์กำไรสุทธิปี 53 เติบโตก้าวกระโดด 34%YoY เป็น 400 ล้าน
บาท โดยเป็นกำไรจากการดำเนินงานปกติ 331 ล้านบาท ซึ่งขยายตัว 10%YoY และ
มีกำไรจากการขายหุ้นในบริษัทร่วม 69 ล้านบาท สำหรับปี 54 คาดการณ์กำไรสุทธิ
จากการดำเนินงานปกติ 402 ล้านบาท ขยายตัว 21%YoY โดยหลักมาจากยอดขาย
ในธุรกิจเฟอร์นิเจอร์สำนักงานที่เติบโตเพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ที่พักอาศัย
และ Trading ยังไปได้ดี
• ยังคงคำแนะนำซื้อ โดยปรับเพิ่มราคาตามพื้นฐานขึ้นเป็น 59 บาท (Sum-of-
parts) โดยขยับ P/E เป้าหมายของ MODERN ให้เป็นปี 54 และปรับมูลค่าตลาดของ
บริษัทร่วม คือ TPAC และ MFEC ซึ่งราคาเป้าหมายใหม่จะเทียบเท่ากับ P/E ปี 54
ที่ 9.0 เท่า คาดการณ์ Dividend Yield ปี 53-54 ไว้ที่ 4.6 บาท/ปี (คิดจากจำนวนหุ้น
เรียกชำระแล้วสุทธิจากการซื้อหุ้นคืน) หรือคิดเป็น Dividend Yield 9% ต่อปี (จ่ายปี
ละ 2 ครั้ง)
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 14:05:57
เพราะปัญหาการเมืองรุนแรงเลื่อนมาส่งมอบใน 3Q-4Q53, 2) มีการจัดงาน Annual
Sales ซึ่งทำรายได้จากงานนี้ประมาณ 100+ ล้านบาทต่อปีมาอย่างต่อเนื่อง และ 3)
มีมูลค่างานในมือ (Backlog) สูงถึง 1 พันล้านบาท ซึ่งจะมีการส่งมอบใน 2H53-ปี 54
ทั้งนี้ยอดขายเฟอร์นิเจอร์ที่พักอาศัยในปี 53 มีการขยายตัวโดดเด่นมาก เพราะมีการ
ซื้อ & โอนที่พักอาศัยกันมาก ประกอบกับผู้ประกอบการมีการใช้เคมเปญ Fully
Furnish มากขึ้นด้วย ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ชุดครัวของ MODERN ได้รับการยอมรับและ
ความนิยมจากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์และผู้บริโภคสูงมาก คาดว่ามูลค่าชุดครัว
ที่จะส่งมอบใน 2H53 จะเป็น 2 เท่าของที่ส่งมอบไปใน 1H53 ปัจจุบัน MODERN มี
ส่วนแบ่งการตลาดของชุดครัวสูงถึง 25% โดยลูกค้าโครงการที่ซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่พัก
อาศัยหลักๆ ได้แก่ SIRI, AP, PF, LH, PRIN, SPALI, Narai Property, BLAND
เป็นต้น
• คาดธุรกิจเฟอร์นิเจอร์สำนักงานจะขยายตัวดีขึ้นในปี 54 เนื่องจากการลง
ทุนภาครัฐและเอกชนที่ฟื้นตัวและเติบโตสูงในปี 53 ผลักดันให้อุปสงค์เฟอร์นิเจอร์
สำนักงานจะเพิ่มขึ้นตามมา ซึ่งบริษัทมีลูกค้าหลักที่ซื้อเฟอร์นิเจอร์หมวดนี้อยู่หลาย
ราย เช่น บริษัทในกลุ่ม PTT, ธนาคารไทยพาณิชย์, AIA, กองทุนบำเหน็จบำนาญข้า
ราชการ, มหาวิทยาลัย & โรงเรียน (สาธิตจุฬาฯ, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์), ธนาคาร
ทิสโก้, เนชั่นกรุ๊ป, โรงแรมดุสิตธานี, โรงพยาบาล เป็นต้น ปัจจุบัน MODERN มีส่วน
แบ่งการตลาดในธุรกิจเฟอร์นิเจอร์สำนักงานสูงถึง 30%
• ธุรกิจ Trading เป็นหนึ่งใน Key Growth ของ MODERN ปัจจุบันธุรกิจนี้คิด
เป็น 25% ของยอดขายรวม และบริษัทมีนโยบายที่จะขยายธุรกิจมากขึ้นเพื่อขยาย
ฐานรายได้, ฐานลูกค้า และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ทั้งนี้ใน 2H53 จะเปิดตัวสินค้าใหม่
2 รายการ คือ 1) พื้นไม้เอ็นจิเนียริ่ง (ด้านบนเป็นพื้นไม้จริงคุณภาพสูง 3 มม.
ด้านล่างเป็นไม้จริงเบญจพรรณ) โดยตั้งเป้ายอดขาย 100 ล้านบาทใน 3 ปีข้างหน้า
และ 2) ร่วมกับเครือซีเมนต์ไทย (SCG) จำหน่ายแผ่นกันเสียงสะท้อนของซีเมนต์ ซึ่ง
MODERN จะเน้นทำการตลาดตบแต่ง ขณะที่ SCG ทำตลาดก่อสร้าง
• จะบันทึกกำไรจากการขายหุ้นในบริษัทร่วมก่อนภาษี 68.6 ล้านบาทใน
4Q53 บริษัทได้ตกลงขายหุ้นที่ถือ 30% (ราว 6 ล้านหุ้น) ในบริษัทอินเตอร์
เฟซโมเดอร์นฟอร์ม (IMC) ให้กับผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ อินเตอร์เฟซโอเวอร์ซีส์ โฮลดิ้งส์
อิงค์ ในราคาหุ้นละ 21.43 บาท และจะบันทึกกำไรจากการขายก่อนภาษี 68.6 ล้าน
บาทในเดือนพ.ย.53 ทั้งนี้ก่อนการขาย MODERN ได้รับเงินปันผลจาก IMC แล้ว
236.7 ล้านบาทในเดือนก.ค.53 ซึ่งส่วนนี้ไม่บันทึกผ่านงบกำไรขาดทุน โดยจะโอน
เข้าในส่วนของส่วนของผู้ถือหุ้นเลย และแม้ว่าบริษัทจะขายหุ้น IMC ทั้งหมดคืนให้
กับผู้ถือหุ้นใหญ่เพราะอินเตอร์เฟซฯ ตั้งโรงงานผลิตพรมแผ่นใหม่ที่ประเทศจีน แต่
MODERN ยังเป็นตัวแทนจำหน่ายพรมแผ่นรายเดียวของอินเตอร์เฟซฯ ไปอีก 5 ปี
(ต่ออายุได้เมื่อหมดสัญญารอบนี้)
• คาดการณ์กำไรสุทธิปี 53 เติบโตก้าวกระโดด 34%YoY เป็น 400 ล้าน
บาท โดยเป็นกำไรจากการดำเนินงานปกติ 331 ล้านบาท ซึ่งขยายตัว 10%YoY และ
มีกำไรจากการขายหุ้นในบริษัทร่วม 69 ล้านบาท สำหรับปี 54 คาดการณ์กำไรสุทธิ
จากการดำเนินงานปกติ 402 ล้านบาท ขยายตัว 21%YoY โดยหลักมาจากยอดขาย
ในธุรกิจเฟอร์นิเจอร์สำนักงานที่เติบโตเพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ที่พักอาศัย
และ Trading ยังไปได้ดี
• ยังคงคำแนะนำซื้อ โดยปรับเพิ่มราคาตามพื้นฐานขึ้นเป็น 59 บาท (Sum-of-
parts) โดยขยับ P/E เป้าหมายของ MODERN ให้เป็นปี 54 และปรับมูลค่าตลาดของ
บริษัทร่วม คือ TPAC และ MFEC ซึ่งราคาเป้าหมายใหม่จะเทียบเท่ากับ P/E ปี 54
ที่ 9.0 เท่า คาดการณ์ Dividend Yield ปี 53-54 ไว้ที่ 4.6 บาท/ปี (คิดจากจำนวนหุ้น
เรียกชำระแล้วสุทธิจากการซื้อหุ้นคืน) หรือคิดเป็น Dividend Yield 9% ต่อปี (จ่ายปี
ละ 2 ครั้ง)
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 14:05:57
บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : BAY แนะนำ 'ถือ' ราคาพื้นฐาน 23.40 บาท
• คาดสินเชื่อปี 53 จะขยายตัวชะลอลงเป็น 6.0% หลังจากการเข้าซื้อ
BECAL, AIG Group และ GE Money Thailand (GEMT) ในปี 51-52 ขณะนี้ BAY
กำลังอยู่ระหว่างการปรับรวมระบบการดำเนินงานเข้าด้วยกัน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จใน
ปี 55 ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1 พันล้านบาท ส่วนการเติบโตของสินเชื่อคาดว่าจะ
ชะลอลงในช่วง 2 ปีข้างหน้า ในด้าน NPL ใน 3Q53 มีการขายออกไปโดยมีมูลค่า
ทางบัญชีเท่ากับ 5.25 พันล้านบาท และมีแผนที่จะขายอีก 2.0-3.0 พันล้านบาทใน
4Q53 สำหรับปี 53 เราประมาณการว่าสินเชื่อของ BAY จะเติบโต 6.0% ซึ่งต่ำกว่าที่
ธนาคารตั้งเป้าหมายไว้ที่ 8.0% มากพอสมควร ส่วนปี 54 คาดการณ์การขยายตัวของ
สินเชื่อไว้ที่ 8.0%
• คาดการณ์กำไรสุทธิ 3Q53 เพิ่มขึ้น 7%QoQ เป็น 2.28 พันล้านบาท
(EPS : 0.37 บาท) โดยประเมินว่า 1) NIM เพิ่มขึ้น 0.04% เป็น 4.92% เนื่องจากการ
เติบโตของสินเชื่อ และมีปันผลรับจากกองทุนวายุภักษ์ 1 รวมถึงปรับขึ้นอัตรา
ดอกเบี้ยเงินกู้ 0.15%, 2) รายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น 5%QoQ นำโดยค่าธรรรมเนียม
จากธุรกิจรายย่อย, 3) ค่าใช้จ่ายดำเนินงานสูงขึ้น 5%QoQ โดยหลักมาจากค่าใช้จ่าย
ในโครงการเกณียณอายุก่อนกำหนด และค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและโปรโมชั่น และ
4) ตั้งสำรองค่าเผื่อฯ ทรงตัว QoQ ที่ 2.9 พันล้านบาท ทั้งนี้การเพิ่มขึ้นของสินเชื่อ
0.7%QoQ ถูกชดเชยด้วยการขาย NPL ออกไป 5.25 พันล้านบาทใน 3Q53 ดังนั้นเรา
คาดว่า NPL ratio จะลดลงเป็น 6.5% ในสิ้น 3Q53 จาก 7.1% ในสิ้น 2Q53
• แนะนำถือ โดยให้ราคาพื้นฐาน 23.40 บาท อิงกับ P/BV ปี 54 ที่ 1.35 เท่า
ซึ่งอิงกับอัตราการเติบโตในระยะยาวที่ 8.0% และ ROE 13.5% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 14:03:05
BECAL, AIG Group และ GE Money Thailand (GEMT) ในปี 51-52 ขณะนี้ BAY
กำลังอยู่ระหว่างการปรับรวมระบบการดำเนินงานเข้าด้วยกัน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จใน
ปี 55 ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1 พันล้านบาท ส่วนการเติบโตของสินเชื่อคาดว่าจะ
ชะลอลงในช่วง 2 ปีข้างหน้า ในด้าน NPL ใน 3Q53 มีการขายออกไปโดยมีมูลค่า
ทางบัญชีเท่ากับ 5.25 พันล้านบาท และมีแผนที่จะขายอีก 2.0-3.0 พันล้านบาทใน
4Q53 สำหรับปี 53 เราประมาณการว่าสินเชื่อของ BAY จะเติบโต 6.0% ซึ่งต่ำกว่าที่
ธนาคารตั้งเป้าหมายไว้ที่ 8.0% มากพอสมควร ส่วนปี 54 คาดการณ์การขยายตัวของ
สินเชื่อไว้ที่ 8.0%
• คาดการณ์กำไรสุทธิ 3Q53 เพิ่มขึ้น 7%QoQ เป็น 2.28 พันล้านบาท
(EPS : 0.37 บาท) โดยประเมินว่า 1) NIM เพิ่มขึ้น 0.04% เป็น 4.92% เนื่องจากการ
เติบโตของสินเชื่อ และมีปันผลรับจากกองทุนวายุภักษ์ 1 รวมถึงปรับขึ้นอัตรา
ดอกเบี้ยเงินกู้ 0.15%, 2) รายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น 5%QoQ นำโดยค่าธรรรมเนียม
จากธุรกิจรายย่อย, 3) ค่าใช้จ่ายดำเนินงานสูงขึ้น 5%QoQ โดยหลักมาจากค่าใช้จ่าย
ในโครงการเกณียณอายุก่อนกำหนด และค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและโปรโมชั่น และ
4) ตั้งสำรองค่าเผื่อฯ ทรงตัว QoQ ที่ 2.9 พันล้านบาท ทั้งนี้การเพิ่มขึ้นของสินเชื่อ
0.7%QoQ ถูกชดเชยด้วยการขาย NPL ออกไป 5.25 พันล้านบาทใน 3Q53 ดังนั้นเรา
คาดว่า NPL ratio จะลดลงเป็น 6.5% ในสิ้น 3Q53 จาก 7.1% ในสิ้น 2Q53
• แนะนำถือ โดยให้ราคาพื้นฐาน 23.40 บาท อิงกับ P/BV ปี 54 ที่ 1.35 เท่า
ซึ่งอิงกับอัตราการเติบโตในระยะยาวที่ 8.0% และ ROE 13.5% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 14:03:05
บล.โกลเบล็ก : BAY แนะนำ 'ซื้อ' ราคาเหมาะสมปี 54 ที่ 32.70
คาดกำไรสุทธิ 3Q53 ดีขึ้นจากปีก่อนและไตรมาสที่แล้ว
ประเด็นสำคัญจากการเข้าพบผู้บริหาร :
* คาดกำไรสุทธิ 3Q53 เพิ่มขึ้น 14%QoQ : เราคาดว่า BAY จะรายงาน
กำไรสุทธิในช่วง 3Q53 ราว 2,430 ล้านบาทซึ่งดีกว่าไตรมาสที่แล้ว 14% จากการ
ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย MLR การเติบโตของสินเชื่อจากการควบรวมกิจการกับ GE
Money Thailand และการได้รับเงินปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ ขณะที่ค่าใช้จ่าย
ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากแคมเปญพิเศษในการระดมเงินฝากและการออกหุ้นกู้ของบริษัท
ย่อย ทั้งนี้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ทั้งปียังเป็นไปตามเป้าทั้งปีของผู้บริหาร ส่ง
ผลให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 28%QoQ ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง 17%
เนื่องจากผลกระทบจากการเมืองในเดือนพ.ค. ทั้งนี้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนิน
งานต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) ยังอยู่ในระดับสูงเนื่องจากธนาคารยังอยู่ใน
กระบวนการของการควบรวมกิจการที่ซื้อมาในปี 52 ซึ่งผู้บริหารชี้แจงว่าสัดส่วนดัง
กล่าวจะเริ่มลดลงราวปี 56
* ผู้บริหารคงเป้าการเติบโตของสินเชื่อ คุณภาพสินทรัพย์ยังดี : ผู้บริหารชี้
แจงว่าการเติบโตของสินเชื่อรวมยังเป็นไปตามเป้าและยังคงเป้าการเติบโตของสิน
เชื่อทั้งปี 53 ที่ 8% แม้ในรายงานย่อแสดงสินทรัพย์และหนี้สิน (ธ.พ.1.1) ณ สิ้นเดือน
ส.ค. 53 จะแสดงยอดสินเชื่อสุทธิหดตัว 0.7%MoM และหดตัว 0.2%YTD เนื่องจากมี
การชำระคืนสินเชื่อลูกค้าธุรกิจเข้ามามาก แต่สินเชื่อ SME สินเชื่อเชื่อเช่าซื้อ
รวมทั้งสินเชื่อส่วนบุคคลยังเติบโตได้ดี และได้มีการขายสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL)
ออกไปราว 5.3 พันล้านบาท ทั้งนี้ธนาคารยังมีแผนขาย NPL ต่อเนื่องอีกในช่วงปลาย
ปีตามแผนที่จะขายรวม 8 พันล้านบาททำให้สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมมีแนวโน้มลด
ลงต่อเนื่องในปีนี้ สะท้อนถึงคุณภาพสินทรัพย์ที่ยังดี
* คงแนะนำ 'ซื้อ' โดยปรับมาใช้ราคาเหมาะสมสำหรับปี 54 ที่ 32.70
บาท: เรายังมีมุมมองเชิงบวกต่อผลประกอบการปีนี้ของ BAY ซึ่งเป็นผลจากการควบ
รวมกิจการทำให้ผลประกอบการปี 53 มีแนวโน้มเติบโตสูงจากปี 52 และผลดีจากการ
ฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เรายังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 53 ที่ 9.5 พันล้านบาทซึ่งเติบ
โต 43%YoY และคาดจะเติบโตต่อเนื่อง 9% ในปี 54 เป็น 1.04 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้เราได้ปรับมาใช้ราคาเหมาะสมตามมูลค่าพื้นฐานซึ่งอิง P/BV ที่ระดับ 1.8 เท่า
สำหรับปี 54 ซึ่งได้เท่ากับ 32.70 บาท (ราคาเหมาะสมปี 53 อยู่ที่ 27 บาท) โดยเรา
ยังคงคำแนะนำ 'ซื้อ'
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 12:15:02
ประเด็นสำคัญจากการเข้าพบผู้บริหาร :
* คาดกำไรสุทธิ 3Q53 เพิ่มขึ้น 14%QoQ : เราคาดว่า BAY จะรายงาน
กำไรสุทธิในช่วง 3Q53 ราว 2,430 ล้านบาทซึ่งดีกว่าไตรมาสที่แล้ว 14% จากการ
ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย MLR การเติบโตของสินเชื่อจากการควบรวมกิจการกับ GE
Money Thailand และการได้รับเงินปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ ขณะที่ค่าใช้จ่าย
ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากแคมเปญพิเศษในการระดมเงินฝากและการออกหุ้นกู้ของบริษัท
ย่อย ทั้งนี้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ทั้งปียังเป็นไปตามเป้าทั้งปีของผู้บริหาร ส่ง
ผลให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 28%QoQ ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง 17%
เนื่องจากผลกระทบจากการเมืองในเดือนพ.ค. ทั้งนี้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนิน
งานต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) ยังอยู่ในระดับสูงเนื่องจากธนาคารยังอยู่ใน
กระบวนการของการควบรวมกิจการที่ซื้อมาในปี 52 ซึ่งผู้บริหารชี้แจงว่าสัดส่วนดัง
กล่าวจะเริ่มลดลงราวปี 56
* ผู้บริหารคงเป้าการเติบโตของสินเชื่อ คุณภาพสินทรัพย์ยังดี : ผู้บริหารชี้
แจงว่าการเติบโตของสินเชื่อรวมยังเป็นไปตามเป้าและยังคงเป้าการเติบโตของสิน
เชื่อทั้งปี 53 ที่ 8% แม้ในรายงานย่อแสดงสินทรัพย์และหนี้สิน (ธ.พ.1.1) ณ สิ้นเดือน
ส.ค. 53 จะแสดงยอดสินเชื่อสุทธิหดตัว 0.7%MoM และหดตัว 0.2%YTD เนื่องจากมี
การชำระคืนสินเชื่อลูกค้าธุรกิจเข้ามามาก แต่สินเชื่อ SME สินเชื่อเชื่อเช่าซื้อ
รวมทั้งสินเชื่อส่วนบุคคลยังเติบโตได้ดี และได้มีการขายสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL)
ออกไปราว 5.3 พันล้านบาท ทั้งนี้ธนาคารยังมีแผนขาย NPL ต่อเนื่องอีกในช่วงปลาย
ปีตามแผนที่จะขายรวม 8 พันล้านบาททำให้สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมมีแนวโน้มลด
ลงต่อเนื่องในปีนี้ สะท้อนถึงคุณภาพสินทรัพย์ที่ยังดี
* คงแนะนำ 'ซื้อ' โดยปรับมาใช้ราคาเหมาะสมสำหรับปี 54 ที่ 32.70
บาท: เรายังมีมุมมองเชิงบวกต่อผลประกอบการปีนี้ของ BAY ซึ่งเป็นผลจากการควบ
รวมกิจการทำให้ผลประกอบการปี 53 มีแนวโน้มเติบโตสูงจากปี 52 และผลดีจากการ
ฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เรายังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 53 ที่ 9.5 พันล้านบาทซึ่งเติบ
โต 43%YoY และคาดจะเติบโตต่อเนื่อง 9% ในปี 54 เป็น 1.04 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้เราได้ปรับมาใช้ราคาเหมาะสมตามมูลค่าพื้นฐานซึ่งอิง P/BV ที่ระดับ 1.8 เท่า
สำหรับปี 54 ซึ่งได้เท่ากับ 32.70 บาท (ราคาเหมาะสมปี 53 อยู่ที่ 27 บาท) โดยเรา
ยังคงคำแนะนำ 'ซื้อ'
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 12:15:02
บล.ยูไนเต็ด : ADVANC แนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมายปี 54 ไม่รวม 3G ที่ 107.3 บาท
Investment Theme :
เหตุการณ์ : ADVANC ประกอบธุรกิจหลักเป็นผู้นำด้านการให้บริการ
โทรศัพท์เคลื่อนที่ของประเทศ โดยสำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงาน 3Q53 เราสรุป
ประเด็นสำคัญได้ดังนี้
สัดส่วนรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ส่งผลคาดกำไรสุทธิ 3Q53 โตลดลงเหลือ 8%
YoY แม้แนวโน้มยอดผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นสุทธิใน 3Q53 จะไม่แตกต่างกับ 2Q53 มาก
นักที่ 0.5 ล้านรายและมองอัตราการเติบโตของรายได้กลุ่มบริการเสริม (VAS) ยังทรง
ตัวสูงต่อเนื่อง อีกทั้ง ยังมีผลบวกจากการเริ่มรับรู้ Net IC กับ Hutch โดยย้อนหลัง
ตั้งแต่เดือนเม.ย.53 มูลค่าสุทธิราว 200-300 ล้านบาท ซึ่งผลักดันคาดรายได้บริการ
(ไม่รวม IC) และรายได้รวมจะเพิ่มขึ้นอีก 8%YoY และ 10%YoY อย่างไรก็ตาม ด้วย
สัดส่วนค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่จะเพิ่มขึ้นทั้งจากการไม่มีกลับรายการต้นทุนโครงข่าย
ดังเช่น 2Q53 , มีบันทึกโบนัสพิเศษแก่พนักงานและสัดส่วนรายจ่ายทำการตลาดที่
มากขึ้น ก็ส่งผลคาดกดดันอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA Margin) หด
ตัวจากระดับ 48.3% ใน 2Q53 เหลือ 44.6% นอกจากนั้น ด้วยยังมีบันทึกรายจ่ายตั้ง
สำรองค่าความนิยมของบ.ลูก (DPC) อีก 350 ล้านบาท ดังนั้น เราจึงได้ตัวเลขคาด
การณ์กำไรสุทธิ 3Q53 ลดลงเหลือ 4,529 ล้านบาท (ซึ่งโต 8%YoY เทียบกับกำไร
1H53 ที่เพิ่มขึ้น 12%YoY)
อยู่ระหว่างศึกษาแผนการให้บริการ 3G ใหม่ หลังการประมูลใช้คลื่น 2.1 G
ถูกระงับ โดยปัจจุบัน บริษัทอยู่ระหว่างศึกษา 2 แนวทาง คือ 1) การต่อยอดการให้
บริการ 3G บนคลื่นความถี่เดิม ซึ่งปัจจุบันได้เปิดให้บริการแล้วในบางพื้นที่
ของกรุงเทพฯ,ชลบุรี , โคราช,หัวหิน,และเชียงใหม่ อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของแนว
ทางนี้ที่จะส่งผลต่อจำนวนช่องสัญญาณ 2G ของบริษัทที่ต้องลดลง ก็ทำให้กำลัง
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และ 2) การขอเจรจาทำ MVNO กับ TOT ที่ปัจจุบัน ยังมีข้อ
จำกัดด้านข้อมูลและพื้นที่ให้บริการ 3G ของ TOT ที่ยังมีไม่มากนักจึงประเมินต้องใช้
เวลาในการศึกษาเช่นกัน ซึ่งจากประเด็นความต้องการเงินลงทุนของบริษัทที่น้อยลง
และกระแสเงินสดอิสระ(FCF) ในบริษัทต่อปีที่สูงถึง 14-15 บาทต่อหุ้น ก็ทำให้เรา
ประเมินมีโอกาสสูงที่บริษัทจะพิจารณาจ่ายปันผลพิเศษอีกครั้งในงวด 2H53 จาก
ปกติที่งวดครึ่งปีหลังจ่ายราว 3.3 บาทต่อหุ้น (เบื้องต้น คาดปันผลพิเศษได้ในช่วง 3-
5 บาทต่อหุ้นเป็นราว 6.3-8.3 บาทต่อหุ้นใน 2H53)
ผลกระทบ : ด้วยภาพรวมผลการดำเนินงาน 1H53 ที่ขยายตัวดีประกอบกับ
เพื่อสะท้อนผลประโยชน์จากการรับรู้ Net IC กับ Hutch ก็ทำให้เราปรับประมาณการ
กำไรสุทธิทั้งปี 53-54 ใหม่อยู่ที่ 19,056 ล้านบาทและ 19,609 ล้านบาท ( ซึ่งเติบโต
12%YoYและ 3%YoY) หรือเทียบเท่า EPS ที่ราว 6.4 บาทและ 6.6 บาท ตามลำดับ
คำแนะนำ : จาก Upside gain ที่จำกัดมากขึ้นเพียง 13% ประกอบกับราคาหุ้น
ซื้อขายบน PER ปี 53 -54 ที่ 14-15 เท่าแล้ว (เทียบกับ DTAC ที่ซื้อขายเพียง 9-10
เท่า) ขณะที่หากพิจารณาจากอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลงวด 2H53 (อิงปันผล
พิเศษ 3 บาท) ที่คิดราว 6-7% ซึ่งไม่ต่างกันมากนักเมื่อเทียบกับ DTAC ที่ 5% ดังนั้น
เราจึงปรับคำแนะนำลงเหลือเพียง “ถือ” โดยปรับใช้ราคาเป้าหมายปี 54 ไม่รวม 3G
ที่ 107.3 บาทอิงวิธี DCF
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 11:50:09
เหตุการณ์ : ADVANC ประกอบธุรกิจหลักเป็นผู้นำด้านการให้บริการ
โทรศัพท์เคลื่อนที่ของประเทศ โดยสำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงาน 3Q53 เราสรุป
ประเด็นสำคัญได้ดังนี้
สัดส่วนรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ส่งผลคาดกำไรสุทธิ 3Q53 โตลดลงเหลือ 8%
YoY แม้แนวโน้มยอดผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นสุทธิใน 3Q53 จะไม่แตกต่างกับ 2Q53 มาก
นักที่ 0.5 ล้านรายและมองอัตราการเติบโตของรายได้กลุ่มบริการเสริม (VAS) ยังทรง
ตัวสูงต่อเนื่อง อีกทั้ง ยังมีผลบวกจากการเริ่มรับรู้ Net IC กับ Hutch โดยย้อนหลัง
ตั้งแต่เดือนเม.ย.53 มูลค่าสุทธิราว 200-300 ล้านบาท ซึ่งผลักดันคาดรายได้บริการ
(ไม่รวม IC) และรายได้รวมจะเพิ่มขึ้นอีก 8%YoY และ 10%YoY อย่างไรก็ตาม ด้วย
สัดส่วนค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่จะเพิ่มขึ้นทั้งจากการไม่มีกลับรายการต้นทุนโครงข่าย
ดังเช่น 2Q53 , มีบันทึกโบนัสพิเศษแก่พนักงานและสัดส่วนรายจ่ายทำการตลาดที่
มากขึ้น ก็ส่งผลคาดกดดันอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA Margin) หด
ตัวจากระดับ 48.3% ใน 2Q53 เหลือ 44.6% นอกจากนั้น ด้วยยังมีบันทึกรายจ่ายตั้ง
สำรองค่าความนิยมของบ.ลูก (DPC) อีก 350 ล้านบาท ดังนั้น เราจึงได้ตัวเลขคาด
การณ์กำไรสุทธิ 3Q53 ลดลงเหลือ 4,529 ล้านบาท (ซึ่งโต 8%YoY เทียบกับกำไร
1H53 ที่เพิ่มขึ้น 12%YoY)
อยู่ระหว่างศึกษาแผนการให้บริการ 3G ใหม่ หลังการประมูลใช้คลื่น 2.1 G
ถูกระงับ โดยปัจจุบัน บริษัทอยู่ระหว่างศึกษา 2 แนวทาง คือ 1) การต่อยอดการให้
บริการ 3G บนคลื่นความถี่เดิม ซึ่งปัจจุบันได้เปิดให้บริการแล้วในบางพื้นที่
ของกรุงเทพฯ,ชลบุรี , โคราช,หัวหิน,และเชียงใหม่ อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของแนว
ทางนี้ที่จะส่งผลต่อจำนวนช่องสัญญาณ 2G ของบริษัทที่ต้องลดลง ก็ทำให้กำลัง
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และ 2) การขอเจรจาทำ MVNO กับ TOT ที่ปัจจุบัน ยังมีข้อ
จำกัดด้านข้อมูลและพื้นที่ให้บริการ 3G ของ TOT ที่ยังมีไม่มากนักจึงประเมินต้องใช้
เวลาในการศึกษาเช่นกัน ซึ่งจากประเด็นความต้องการเงินลงทุนของบริษัทที่น้อยลง
และกระแสเงินสดอิสระ(FCF) ในบริษัทต่อปีที่สูงถึง 14-15 บาทต่อหุ้น ก็ทำให้เรา
ประเมินมีโอกาสสูงที่บริษัทจะพิจารณาจ่ายปันผลพิเศษอีกครั้งในงวด 2H53 จาก
ปกติที่งวดครึ่งปีหลังจ่ายราว 3.3 บาทต่อหุ้น (เบื้องต้น คาดปันผลพิเศษได้ในช่วง 3-
5 บาทต่อหุ้นเป็นราว 6.3-8.3 บาทต่อหุ้นใน 2H53)
ผลกระทบ : ด้วยภาพรวมผลการดำเนินงาน 1H53 ที่ขยายตัวดีประกอบกับ
เพื่อสะท้อนผลประโยชน์จากการรับรู้ Net IC กับ Hutch ก็ทำให้เราปรับประมาณการ
กำไรสุทธิทั้งปี 53-54 ใหม่อยู่ที่ 19,056 ล้านบาทและ 19,609 ล้านบาท ( ซึ่งเติบโต
12%YoYและ 3%YoY) หรือเทียบเท่า EPS ที่ราว 6.4 บาทและ 6.6 บาท ตามลำดับ
คำแนะนำ : จาก Upside gain ที่จำกัดมากขึ้นเพียง 13% ประกอบกับราคาหุ้น
ซื้อขายบน PER ปี 53 -54 ที่ 14-15 เท่าแล้ว (เทียบกับ DTAC ที่ซื้อขายเพียง 9-10
เท่า) ขณะที่หากพิจารณาจากอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลงวด 2H53 (อิงปันผล
พิเศษ 3 บาท) ที่คิดราว 6-7% ซึ่งไม่ต่างกันมากนักเมื่อเทียบกับ DTAC ที่ 5% ดังนั้น
เราจึงปรับคำแนะนำลงเหลือเพียง “ถือ” โดยปรับใช้ราคาเป้าหมายปี 54 ไม่รวม 3G
ที่ 107.3 บาทอิงวิธี DCF
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 11:50:09
บล.ทิสโก้ : MINT แนะนำ “ซื้อ” ปรับราคาเป้าหมายขึ้นมาอยู่ที่ 16 บาท (DCF)
MINT : ปรับราคาเป้าหมายขึ้นมาอยู่ที่ 16 บาท (DCF)
ยังคงแนะนำ “ซื้อ” จากแนวโน้มครึ่งปีหลังที่ดีขึ้น
จากการพูดคุยกับผู้บริหารของ MINT ยืนยันถึงมุมมองของเราที่มองว่า อัตรา
การเข้าพักโรงแรมและอัตราการเติบโตยอดขายสาขาเดิม (SSI) สำหรับธุรกิจอาหาร
มีแนวโน้มดีขึ้นใน 3Q53F นอกจากนี้ การจองล่วงหน้าในเดือนตุลาคมออกมาดีกว่า
ปกติ ซึ่งหมายความว่าแนวโน้มใน 4Q53F น่าจะแข็งแกร่งด้วย เพราะฉะนั้นเราจึง
ปรับประมาณการผลประกอบการปี 2554F และปรับราคาเป้าหมายมาอยู่ที่ 16 บาท
(DCF) และยังคงแนะนำ “ซื้อ” จากแนวโน้มที่ดีในครึ่งปีหลัง
อัตราการเติบโตยอดขายสาขาเดิมและการเข้าพักโรงแรมดีขึ้นใน 3Q53F
อัตราการเข้าพักโรงแรมของ MINT อยู่ที่ประมาณ 50% ใน 3Q53F (เทียบกับ
41% ใน 2Q53) ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฟื้นตัวในเดือนกรกฎาคม/
สิงหาคม และจำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศที่แข็งแกร่ง ช่วยยกระดับอัตราการเข้า
พักของ MINT ขึ้น อัตราการเติบโตยอดขายสาขาเดิมสำหรับธุรกิจอาหารอยู่ที่ 5%
สำหรับ 3Q53F ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากที่เพิ่มขึ้น 1.3% ใน 2Q53
ปรับการบันทึกกำไร St. Regis residential เป็น 1Q54
บริษัทอาจเลื่อนการรับรู้กำไรจาก St. Regis residential จากเดือนธันวาคม
2553 ไปยัง 1Q54 ดังนั้นเราปรับลดประมาณการผลประกอบการสำหรับปี 2553F ลง
11% มาอยู่ที่ 1.4 พันล้านบาทจากการปรับการบันทึกการขาย St. Regis residential
6 ยูนิตไปยังปี 2554 สำหรับปี 2554F เราปรับประมาณการผลประกอบการปี 2554F
ขึ้น 19% มาอยู่ที่ 2.4 พันล้านบาทจากการบันทึกการขาย St. Regis residential และ
การปรับสมมติฐานอัตราการเข้าพักขึ้น
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 10:58:00
ยังคงแนะนำ “ซื้อ” จากแนวโน้มครึ่งปีหลังที่ดีขึ้น
จากการพูดคุยกับผู้บริหารของ MINT ยืนยันถึงมุมมองของเราที่มองว่า อัตรา
การเข้าพักโรงแรมและอัตราการเติบโตยอดขายสาขาเดิม (SSI) สำหรับธุรกิจอาหาร
มีแนวโน้มดีขึ้นใน 3Q53F นอกจากนี้ การจองล่วงหน้าในเดือนตุลาคมออกมาดีกว่า
ปกติ ซึ่งหมายความว่าแนวโน้มใน 4Q53F น่าจะแข็งแกร่งด้วย เพราะฉะนั้นเราจึง
ปรับประมาณการผลประกอบการปี 2554F และปรับราคาเป้าหมายมาอยู่ที่ 16 บาท
(DCF) และยังคงแนะนำ “ซื้อ” จากแนวโน้มที่ดีในครึ่งปีหลัง
อัตราการเติบโตยอดขายสาขาเดิมและการเข้าพักโรงแรมดีขึ้นใน 3Q53F
อัตราการเข้าพักโรงแรมของ MINT อยู่ที่ประมาณ 50% ใน 3Q53F (เทียบกับ
41% ใน 2Q53) ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฟื้นตัวในเดือนกรกฎาคม/
สิงหาคม และจำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศที่แข็งแกร่ง ช่วยยกระดับอัตราการเข้า
พักของ MINT ขึ้น อัตราการเติบโตยอดขายสาขาเดิมสำหรับธุรกิจอาหารอยู่ที่ 5%
สำหรับ 3Q53F ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากที่เพิ่มขึ้น 1.3% ใน 2Q53
ปรับการบันทึกกำไร St. Regis residential เป็น 1Q54
บริษัทอาจเลื่อนการรับรู้กำไรจาก St. Regis residential จากเดือนธันวาคม
2553 ไปยัง 1Q54 ดังนั้นเราปรับลดประมาณการผลประกอบการสำหรับปี 2553F ลง
11% มาอยู่ที่ 1.4 พันล้านบาทจากการปรับการบันทึกการขาย St. Regis residential
6 ยูนิตไปยังปี 2554 สำหรับปี 2554F เราปรับประมาณการผลประกอบการปี 2554F
ขึ้น 19% มาอยู่ที่ 2.4 พันล้านบาทจากการบันทึกการขาย St. Regis residential และ
การปรับสมมติฐานอัตราการเข้าพักขึ้น
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 10:58:00
บล.ทิสโก้ : BAY แนะนำ“ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 26.50 บาท
บล.ทิสโก้ : BAY แนะนำ“ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 26.50 บาท(PBV 1.5 เท่าปี
2554F)
BAY : คาดผลประกอบการ 3Q53F โต 9.7% QoQ และ 1.3% YoY
มองกำไร 3Q53F เป็นหนึ่งในไตรมาสที่ดี ; ยังคงแนะนำ “ซื้อ”
เราคาดว่า BAY จะรายงานผลประกอบการ 3Q53F อยู่ที่ 2.3 พันล้านบาท เพิ่ม
ขึ้น 9.7% QoQ และ 1.3% YoY จากอัตราการทำกำไรจากดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) และ
รายได้ค่าธรรมเนียมที่ฟื้นตัว แนวโน้มผลประกอบการยังคงมีแนวโน้มที่ดีจากคาดว่า
สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคที่ดีขึ้น, ต้นทุนเครดิตที่ลดลงในระยะยาวและค่าใช้จ่าย
การดำเนินงานที่ลดลงจากการควบรวมกิจการที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว เราคาดว่าผล
ประกอบการของ BAY จะโตด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 32% ต่อปี (CAGR) สำหรับปี
2553-55F และประมาณการ RoE จะขึ้นมาอยู่ที่ 13.7% สำหรับปี 2555F จาก 9% ใน
ปี 2553 เรายังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 26.50 บาท (PBV 1.5 เท่าปี 2554F)
อัตราการทำกำไรจากดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) และรายได้ค่าธรรมเนียมฟื้นตัว
เราคาดว่า NIM จะขยายตัวขึ้นมาอยู่ที่ 4.9% เพิ่มขึ้น 0.09% QoQ และ
0.69% YoY การขยายตัว QoQ น่าจะมาจากสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคซึ่งมีอัตรา
ผลตอบแทนสูงมีสัดส่วนสูงขึ้น และการปรับอัตราดอกเบี้ย MLR ขึ้น 0.125% ใน
3Q53 ขณะที่การเพิ่มขึ้น YoY น่าจะมาจากการเข้าซื้อ GEMT รายได้ค่าธรรมเนียมน่า
จะฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน เนื่องจากความวุ่นวายทางการเมืองที่ผ่อนคลายลง อย่างไร
ก็ดี เราคาดว่าอัตราการขยายสินเชื่อสุทธิโตเพียง 0.6% QoQ เนื่องจากการจ่ายชำระ
คืนสินเชื่อ และการขาย NPLs 5.3 พันล้านบาทใน 3Q53
ต้นทุนเครดิตอยู่ในระดับสูงและค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรเพิ่มขึ้นจากการเกษียณ
อายุก่อนกำหนด
BAY วางแผนที่จะขาย NPL 3-4 พันล้านบาทใน 4Q53 ซึ่งจะส่งผลให้ NPL ลด
ลงมาอยู่ที่ 6.2% (จาก 8% ณ 2Q53) ในปีนี้ ขณะที่อัตราส่วน coverage อยู่ที่ 82%
เพื่อเตรียมที่จะขาย NPLs ทาง BAY ได้ชี้แนวทางว่าการตั้งสำรองฯ ของธนาคารยัง
อยู่ในระดับสูงสอดคล้องกับเป้าหมายต้นทุนเครดิตของธนาคารที่ตั้งไว้ที่ 1.98% ด้าน
ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรน่าจะสูงขึ้น เนื่องจากค่าใช้จ่ายการเกษียณอายุก่อนกำหนด
แต่เนื่องด้วยไม่มีการตั้งสำรองในส่วนของ TAMC ซึ่งน่าจะช่วยชดเชยได้บางส่วน
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 10:55:30
2554F)
BAY : คาดผลประกอบการ 3Q53F โต 9.7% QoQ และ 1.3% YoY
มองกำไร 3Q53F เป็นหนึ่งในไตรมาสที่ดี ; ยังคงแนะนำ “ซื้อ”
เราคาดว่า BAY จะรายงานผลประกอบการ 3Q53F อยู่ที่ 2.3 พันล้านบาท เพิ่ม
ขึ้น 9.7% QoQ และ 1.3% YoY จากอัตราการทำกำไรจากดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) และ
รายได้ค่าธรรมเนียมที่ฟื้นตัว แนวโน้มผลประกอบการยังคงมีแนวโน้มที่ดีจากคาดว่า
สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคที่ดีขึ้น, ต้นทุนเครดิตที่ลดลงในระยะยาวและค่าใช้จ่าย
การดำเนินงานที่ลดลงจากการควบรวมกิจการที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว เราคาดว่าผล
ประกอบการของ BAY จะโตด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 32% ต่อปี (CAGR) สำหรับปี
2553-55F และประมาณการ RoE จะขึ้นมาอยู่ที่ 13.7% สำหรับปี 2555F จาก 9% ใน
ปี 2553 เรายังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 26.50 บาท (PBV 1.5 เท่าปี 2554F)
อัตราการทำกำไรจากดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) และรายได้ค่าธรรมเนียมฟื้นตัว
เราคาดว่า NIM จะขยายตัวขึ้นมาอยู่ที่ 4.9% เพิ่มขึ้น 0.09% QoQ และ
0.69% YoY การขยายตัว QoQ น่าจะมาจากสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคซึ่งมีอัตรา
ผลตอบแทนสูงมีสัดส่วนสูงขึ้น และการปรับอัตราดอกเบี้ย MLR ขึ้น 0.125% ใน
3Q53 ขณะที่การเพิ่มขึ้น YoY น่าจะมาจากการเข้าซื้อ GEMT รายได้ค่าธรรมเนียมน่า
จะฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน เนื่องจากความวุ่นวายทางการเมืองที่ผ่อนคลายลง อย่างไร
ก็ดี เราคาดว่าอัตราการขยายสินเชื่อสุทธิโตเพียง 0.6% QoQ เนื่องจากการจ่ายชำระ
คืนสินเชื่อ และการขาย NPLs 5.3 พันล้านบาทใน 3Q53
ต้นทุนเครดิตอยู่ในระดับสูงและค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรเพิ่มขึ้นจากการเกษียณ
อายุก่อนกำหนด
BAY วางแผนที่จะขาย NPL 3-4 พันล้านบาทใน 4Q53 ซึ่งจะส่งผลให้ NPL ลด
ลงมาอยู่ที่ 6.2% (จาก 8% ณ 2Q53) ในปีนี้ ขณะที่อัตราส่วน coverage อยู่ที่ 82%
เพื่อเตรียมที่จะขาย NPLs ทาง BAY ได้ชี้แนวทางว่าการตั้งสำรองฯ ของธนาคารยัง
อยู่ในระดับสูงสอดคล้องกับเป้าหมายต้นทุนเครดิตของธนาคารที่ตั้งไว้ที่ 1.98% ด้าน
ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรน่าจะสูงขึ้น เนื่องจากค่าใช้จ่ายการเกษียณอายุก่อนกำหนด
แต่เนื่องด้วยไม่มีการตั้งสำรองในส่วนของ TAMC ซึ่งน่าจะช่วยชดเชยได้บางส่วน
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 10:55:30
บล.ทรีนีตี้ : TOP แนะนำซื้อ มูลค่าเหมาะสม 65 บาท
TOP ยัง Underperform พร้อมที่จะปรับตัวขึ้นได ้ และปลอดภัยในระยะ 2 เดือนข้าง
หน้า เพราะตามวัฎจักรของธุรกิจโรงกลั่น ส่วนใหญ่ 70% จะพบจุดต่ำสุดในเดือน พ.ย. และอีก
ครั้งคือราว ก.พ. แต่ในปีนี้ที่ตลาดหุ้นขึ้นจนชน PER ราว 12.5 เท่าแล้วแต่ TOP ยังมี PER ปี
2554 ต่ำกว่า 10 เท่า เราคาดการณ์ปี 2554 กำไรสุทธิต่อหุ้นอยู่ราว 6.58 บาท เราต้องยก
ระดับ PER ของกลุ่มโรงกลั่นขึ้นจาก 8 เท่าไป 10 เท่า จึงปรับเป้าหมายใหม่ขึ้นจาก 52 เท่า
เป็น 65 บาท เหตุผลซื้อ TOP คือ 1.เราเชื่อค่าการกลั่น Bottom Out ประมาณ ต.ค.-พ.ย.ปกติ
ค่าการกลั่น Bottom ไปแล้วสองเดือนเริ่มซื้อหุ้นได้ แต่คราวนี้ความอยากซื้ออาจเกิดก่อนการ
bottom 2.Replacement Cost ของ TOP เท่ากับ 68 บาท แสดงถึงราคาหุ้น Undervalued
3.คาดราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยปี 2554 สูงขึ้น 10% YoY
คาดกำไรไตรมาส 3/53 เบื้องต้นราว 1,500 ล้านบาท: เราคาดว่าค่าการกลั่น QTD ที่
ปรับตัวสูงขึ้น และธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นที่ความต้องการใช้เติบโตเพิ่มขึ้นตามอุตสาหกรรมรถยนต์
จะส่งผลบวกต่อกำไรของ TOP ในไตรมาสนี้ คาดว่ามีกำไรอัตราแลกเปลี่ยนจากการเป็น
Natural Hedge มาเข้ามาชดเชยผลกระทบค่าเงินบาทแข็งประมาณ 400 ล้านบาท
คาดราคาน้ำมันดิบปี 2554 เป็นขาขึ้น: เราคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยปี 2554 เท่า
กับ 85 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล เพิ่ม 10% YoY จากปี 2553 ที่ 77 เหรียญฯ นอกจากดีมานด์
เติบโตดีอย่างต่อเนื่องแล้ว ซัพพลายอาจเริ่มขาดแคลน นับจากมีเรื่อง BP คาดว่าอาจจะมี
การโค้ดราคาค่าขุดเจาะสำรวจน้ำมันเพิ่มจากระดับปัจจุบัน 65 เหรียญฯ เป็นแน่ นอกจากนี้ เงิน
เหรียญสหรัฐฯ อ่อนค่ากลับยิ่งเร่งสนับสนุนให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้น
ค่าการกลั่นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามฤดูกาลในไตรมาส 4 ของทุกปี:เราเชื่อว่าค่าการกลั่น
รวมเฉลี่ยไตรมาส 3/53 QTD อยู่ที่ราว 2.3-2.4 เหรียญฯต่อบาร์เรล โดยปรับตัวสูงขึ้นกว่า
ไตรมาส 2/53 ที่ 1.56 เหรียญฯต่อบาร์เรล คาดว่าจะเห็นการ Bottom ประจำปีของค่าการ
กลั่นราวเดือน ต.ค.-พ.ย.โดยคาดค่าการกลั่นจะรีบาวด์กลับขึ้นอีกครั้งตามฤดูกาลหลังจากโรงกลั่น
ที่ประสิทธิภาพต่ำในต่างประเทศเริ่มลดกำลังการผลิต และการซื้อของกลุ่มประเทศในทวีปยุโรป
เพื่อเตรียมเข้าฤดูหนาว เราคาดค่าการกลั่นจะกลับมาทรงตัวในระดับใกล้เคียง 4 เหรียญฯ ได้อีก
ในไตรมาส 4/53
คาดสเปรดพาราไซลีนพ้นจุดต่ำสุดมาแล้ว: สเปรด QTD อยู่ที่ 225 เหรียญฯต่อตัน
ลดลงจากไตรมาส 2/53 ที่ 261 เหรียญฯต่อตัน สเปรดพาราไซลีนเริ่มปรับตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดใน
ไตรมาสนี้ โดยได้ตัวช่วยจากการเลื่อน Start-up ของโรงงาน Urumqi ประเทศจีน เราคาดสเปร
ด 3/53 ที่ 250 เหรียญฯต่อตัน ประกอบกับในปี 2554 จะมีกำลังการผลิตใหม่ของ PTA เข้ามา
ต้นไตรมาส 3/54 เป็นการสร้างความต้องการใช้ให้กับพาราไซลีน
Replacement Cost ที่ 68 บาท: จากราคาอ้างอิงค่าก่อสร้างโรงกลั่นที่มีต้นทุน
ประมาณ 15,000 เหรียญฯต่อบาร์เรล ทำให้เมื่อรวมกิจการในเครือทั้งหมดของ TOP แล้ว เรา
สามารถคำนวน Replacement Cost ของ TOP ได้ที่ประมาณ 68 บาทต่อหุ้น
ปรับมูลค่าเหมาะสมจาก 52 บาทเป็น 65 บาท: เป้าหมายใหม่เรากลับมาอิงค่า PER
ปี 2554 ที่ 10 เท่า เพื่อสะท้อนวัฎจักรการเริ่มฟื้นตัวของค่าการกลั่น และยังถือว่าต่ำกว่าค่า
PER ของหลายอุตสาหกรรมในตลาดโลก อีกทั้งเชื่อมั่นต่อกระแสเงินสดในบริษัทนี้ยังสูง
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 10:10:43
หน้า เพราะตามวัฎจักรของธุรกิจโรงกลั่น ส่วนใหญ่ 70% จะพบจุดต่ำสุดในเดือน พ.ย. และอีก
ครั้งคือราว ก.พ. แต่ในปีนี้ที่ตลาดหุ้นขึ้นจนชน PER ราว 12.5 เท่าแล้วแต่ TOP ยังมี PER ปี
2554 ต่ำกว่า 10 เท่า เราคาดการณ์ปี 2554 กำไรสุทธิต่อหุ้นอยู่ราว 6.58 บาท เราต้องยก
ระดับ PER ของกลุ่มโรงกลั่นขึ้นจาก 8 เท่าไป 10 เท่า จึงปรับเป้าหมายใหม่ขึ้นจาก 52 เท่า
เป็น 65 บาท เหตุผลซื้อ TOP คือ 1.เราเชื่อค่าการกลั่น Bottom Out ประมาณ ต.ค.-พ.ย.ปกติ
ค่าการกลั่น Bottom ไปแล้วสองเดือนเริ่มซื้อหุ้นได้ แต่คราวนี้ความอยากซื้ออาจเกิดก่อนการ
bottom 2.Replacement Cost ของ TOP เท่ากับ 68 บาท แสดงถึงราคาหุ้น Undervalued
3.คาดราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยปี 2554 สูงขึ้น 10% YoY
คาดกำไรไตรมาส 3/53 เบื้องต้นราว 1,500 ล้านบาท: เราคาดว่าค่าการกลั่น QTD ที่
ปรับตัวสูงขึ้น และธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นที่ความต้องการใช้เติบโตเพิ่มขึ้นตามอุตสาหกรรมรถยนต์
จะส่งผลบวกต่อกำไรของ TOP ในไตรมาสนี้ คาดว่ามีกำไรอัตราแลกเปลี่ยนจากการเป็น
Natural Hedge มาเข้ามาชดเชยผลกระทบค่าเงินบาทแข็งประมาณ 400 ล้านบาท
คาดราคาน้ำมันดิบปี 2554 เป็นขาขึ้น: เราคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยปี 2554 เท่า
กับ 85 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล เพิ่ม 10% YoY จากปี 2553 ที่ 77 เหรียญฯ นอกจากดีมานด์
เติบโตดีอย่างต่อเนื่องแล้ว ซัพพลายอาจเริ่มขาดแคลน นับจากมีเรื่อง BP คาดว่าอาจจะมี
การโค้ดราคาค่าขุดเจาะสำรวจน้ำมันเพิ่มจากระดับปัจจุบัน 65 เหรียญฯ เป็นแน่ นอกจากนี้ เงิน
เหรียญสหรัฐฯ อ่อนค่ากลับยิ่งเร่งสนับสนุนให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้น
ค่าการกลั่นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามฤดูกาลในไตรมาส 4 ของทุกปี:เราเชื่อว่าค่าการกลั่น
รวมเฉลี่ยไตรมาส 3/53 QTD อยู่ที่ราว 2.3-2.4 เหรียญฯต่อบาร์เรล โดยปรับตัวสูงขึ้นกว่า
ไตรมาส 2/53 ที่ 1.56 เหรียญฯต่อบาร์เรล คาดว่าจะเห็นการ Bottom ประจำปีของค่าการ
กลั่นราวเดือน ต.ค.-พ.ย.โดยคาดค่าการกลั่นจะรีบาวด์กลับขึ้นอีกครั้งตามฤดูกาลหลังจากโรงกลั่น
ที่ประสิทธิภาพต่ำในต่างประเทศเริ่มลดกำลังการผลิต และการซื้อของกลุ่มประเทศในทวีปยุโรป
เพื่อเตรียมเข้าฤดูหนาว เราคาดค่าการกลั่นจะกลับมาทรงตัวในระดับใกล้เคียง 4 เหรียญฯ ได้อีก
ในไตรมาส 4/53
คาดสเปรดพาราไซลีนพ้นจุดต่ำสุดมาแล้ว: สเปรด QTD อยู่ที่ 225 เหรียญฯต่อตัน
ลดลงจากไตรมาส 2/53 ที่ 261 เหรียญฯต่อตัน สเปรดพาราไซลีนเริ่มปรับตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดใน
ไตรมาสนี้ โดยได้ตัวช่วยจากการเลื่อน Start-up ของโรงงาน Urumqi ประเทศจีน เราคาดสเปร
ด 3/53 ที่ 250 เหรียญฯต่อตัน ประกอบกับในปี 2554 จะมีกำลังการผลิตใหม่ของ PTA เข้ามา
ต้นไตรมาส 3/54 เป็นการสร้างความต้องการใช้ให้กับพาราไซลีน
Replacement Cost ที่ 68 บาท: จากราคาอ้างอิงค่าก่อสร้างโรงกลั่นที่มีต้นทุน
ประมาณ 15,000 เหรียญฯต่อบาร์เรล ทำให้เมื่อรวมกิจการในเครือทั้งหมดของ TOP แล้ว เรา
สามารถคำนวน Replacement Cost ของ TOP ได้ที่ประมาณ 68 บาทต่อหุ้น
ปรับมูลค่าเหมาะสมจาก 52 บาทเป็น 65 บาท: เป้าหมายใหม่เรากลับมาอิงค่า PER
ปี 2554 ที่ 10 เท่า เพื่อสะท้อนวัฎจักรการเริ่มฟื้นตัวของค่าการกลั่น และยังถือว่าต่ำกว่าค่า
PER ของหลายอุตสาหกรรมในตลาดโลก อีกทั้งเชื่อมั่นต่อกระแสเงินสดในบริษัทนี้ยังสูง
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 10:10:43
บล.เกียรตินาคิน : QLT แนะนำซื้อ ราคาเหมาะสมปี 54 เท่ากับ 7.03 บาท
ปรับประมาณการกำไรปี 2553 และ 2554 ลงจากเดิม 25% และ 18%
ตามลำดับ สะท้อนความสามารถในการทำกำไรที่ลดลง แต่อย่างไรก็ตาม คาด
ผลประกอบการจะเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 3/53 และเติบโตต่อเนื่องไปในปี 2554
ตามการขยายการลงทุนของกลุ่มอุตฯ พลังงานหลังจากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวและ
ปัญหามาบตาพุดเริ่มคลี่คลาย คาดปี 54 กำไรจะเติบโตกว่า 34% เราจึงเปลี่ยน
คำแนะนำเป็น “ซื้อ” (จากเดิม “ถือ”) โดยให้ราคาเหมาะสมปี 54 เท่ากับ 7.03 บาท
มี Up-side Gain 21%
ปรับประมาณกำไรปี 53 และ 54 ลง หลังมีความสามารถในการทำกำไรลดลง
เราปรับประมาณการกำไรปี 2553 และ 2554 ของ QLT ลงจากเดิม
25% และ 18% เป็น 46 ล้านบาทและ 62 ล้านบาท ตามลำดับ จากการปรับประมาณ
การอัตรากำไรขั้นต้นลดลงจากเดิมระดับประมาณ 35-40% เป็น 30-33% สะท้อน
ความสามารถในการทำกำไรที่ลดลงหลังจากเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
MAI ทำให้ถูกต่อรองราคาค่าบริการจากลูกค้า นอกจากนี้ การบริการใหม่แบบ
Advanced NDT ที่คาดว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทแม้ว่าลูกค้าจะเริ่มให้การยอม
รับมากขึ้นแล้วแต่ยังติดขัดทางด้านข้อกฎหมายบางประการทำให้ยังไม่สามารถ
ดำเนินการได้เต็มที่ และเรามีการปรับราคาเหมาะสมปี 2553 และ 2554 ของบริษัทลง
จากเดิมประเมินเท่ากับ 6.28 บาท และ 7.30 บาท เป็น 6.06 บาท และ 7.03 บาท
ตามลำดับ
แต่อย่างไรก็ตาม คาดจะเห็นกำไรเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 3/53
อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวของผลประกอบการของ
QLT ตั้งแต่ไตรมาส 3/53 เป็นต้นไป หลังจากภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวตั้งแต่ปลายปี
2552 ทำให้ภาครัฐและเอกชนเริ่มมีการขยายการลงทุนเพิ่มขึ้นรวมไปถึงกลุ่ม
อุตฯ พลังงานซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของธุรกิจบริการทดสอบและตรวจสอบทาง
วิศวกรรมจึงทำให้มีความต้องการบริการทดสอบและตรวจสอบทางวิศวกรรมเพิ่มขึ้น
คาดไตรมาส 3/53 บริษัทจะมีรายได้รวมเท่ากับ 66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จาก
ไตรมาส 2/53 และกำไรเท่ากับ 11 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 7 ล้านบาท ในไตรมาส
2/53 อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการชะลอการลงทุนในปี 2553 คาดว่าจะทำให้
ปี 53 บริษัทมีกำไรลดลง 34% เป็น 46 ล้านบาท
แนวโน้มความต้องการบริการทดสอบทางวิศวกรรมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ผู้บริหารระบุว่าบริษัทอยู่ระหว่างเจรจางานในต่างประเทศ เช่น งานตรวจ
สอบท่อก๊าซในพม่าและงานของเชฟรอนในบังกลาเทศ เป็นต้น และในช่วงที่เหลือ
ของปีบริษัทยังเตรียมเข้าประมูลงานใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อ
เนื่อง เช่น งานประมูลท่อก๊าซเส้นที่ 4 (ส่วนที่ 2) ของ บมจ. ปตท. มูลค่า 140
ล้านบาท คาดปี 54 บริษัทจะมีกำไรเพิ่มขึ้น 34% เป็น 62 ล้านบาท
เปลี่ยนคำแนะนำเป็น “ซื้อ” (จากเดิม “ถือ”)
เราคาดว่าธุรกิจบริการทดสอบและตรวจสอบใกล้ผ่านพ้นจุดต่ำสุด หลังจาก
ภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ช่วงปลายปี 52 จนถึงปัจจุบันทำให้ภาคอุตสาหกรรม
กลับมาลงทุนเพิ่มขึ้นส่งผลให้ความต้องการบริการทดสอบทางวิศวกรรมในประเทศ
ไทยเริ่มฟื้นตัว นอกจากนี้ ประเด็นมาบตาพุดเริ่มมีความคลี่คลายทำให้เราคาดว่า
ความต้องการงานบริการทดสอบทางวิศวกรรมจะฟื้นตัวต่อเนื่องในปี 2554 ทำให้หุ้น
QLT เริ่มกลับมามีความน่าสนใจอีกครั้ง และในเบื้องต้นเราประเมินว่าความเสี่ยงจาก
การตั้งสำรองเกี่ยวกับพนักงานตามเกณฑ์มาตรฐานการบัญชีใหม่ในปี 2554 จะส่งผล
กระทบต่อผลประกอบการของ QLT ไม่มาก เราจึงเปลี่ยนคำแนะนำเป็น “ซื้อ” (จาก
เดิม “ถือ”) โดยให้ราคาเหมาะสมปี 54 เท่ากับ 7.03 บาท มี Up-side Gain 21% และ
คาดว่าจะให้ผลตอบแทนจากเงินปันผล 6%
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 9:57:39
ตามลำดับ สะท้อนความสามารถในการทำกำไรที่ลดลง แต่อย่างไรก็ตาม คาด
ผลประกอบการจะเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 3/53 และเติบโตต่อเนื่องไปในปี 2554
ตามการขยายการลงทุนของกลุ่มอุตฯ พลังงานหลังจากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวและ
ปัญหามาบตาพุดเริ่มคลี่คลาย คาดปี 54 กำไรจะเติบโตกว่า 34% เราจึงเปลี่ยน
คำแนะนำเป็น “ซื้อ” (จากเดิม “ถือ”) โดยให้ราคาเหมาะสมปี 54 เท่ากับ 7.03 บาท
มี Up-side Gain 21%
ปรับประมาณกำไรปี 53 และ 54 ลง หลังมีความสามารถในการทำกำไรลดลง
เราปรับประมาณการกำไรปี 2553 และ 2554 ของ QLT ลงจากเดิม
25% และ 18% เป็น 46 ล้านบาทและ 62 ล้านบาท ตามลำดับ จากการปรับประมาณ
การอัตรากำไรขั้นต้นลดลงจากเดิมระดับประมาณ 35-40% เป็น 30-33% สะท้อน
ความสามารถในการทำกำไรที่ลดลงหลังจากเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
MAI ทำให้ถูกต่อรองราคาค่าบริการจากลูกค้า นอกจากนี้ การบริการใหม่แบบ
Advanced NDT ที่คาดว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทแม้ว่าลูกค้าจะเริ่มให้การยอม
รับมากขึ้นแล้วแต่ยังติดขัดทางด้านข้อกฎหมายบางประการทำให้ยังไม่สามารถ
ดำเนินการได้เต็มที่ และเรามีการปรับราคาเหมาะสมปี 2553 และ 2554 ของบริษัทลง
จากเดิมประเมินเท่ากับ 6.28 บาท และ 7.30 บาท เป็น 6.06 บาท และ 7.03 บาท
ตามลำดับ
แต่อย่างไรก็ตาม คาดจะเห็นกำไรเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 3/53
อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวของผลประกอบการของ
QLT ตั้งแต่ไตรมาส 3/53 เป็นต้นไป หลังจากภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวตั้งแต่ปลายปี
2552 ทำให้ภาครัฐและเอกชนเริ่มมีการขยายการลงทุนเพิ่มขึ้นรวมไปถึงกลุ่ม
อุตฯ พลังงานซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของธุรกิจบริการทดสอบและตรวจสอบทาง
วิศวกรรมจึงทำให้มีความต้องการบริการทดสอบและตรวจสอบทางวิศวกรรมเพิ่มขึ้น
คาดไตรมาส 3/53 บริษัทจะมีรายได้รวมเท่ากับ 66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จาก
ไตรมาส 2/53 และกำไรเท่ากับ 11 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 7 ล้านบาท ในไตรมาส
2/53 อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการชะลอการลงทุนในปี 2553 คาดว่าจะทำให้
ปี 53 บริษัทมีกำไรลดลง 34% เป็น 46 ล้านบาท
แนวโน้มความต้องการบริการทดสอบทางวิศวกรรมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ผู้บริหารระบุว่าบริษัทอยู่ระหว่างเจรจางานในต่างประเทศ เช่น งานตรวจ
สอบท่อก๊าซในพม่าและงานของเชฟรอนในบังกลาเทศ เป็นต้น และในช่วงที่เหลือ
ของปีบริษัทยังเตรียมเข้าประมูลงานใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อ
เนื่อง เช่น งานประมูลท่อก๊าซเส้นที่ 4 (ส่วนที่ 2) ของ บมจ. ปตท. มูลค่า 140
ล้านบาท คาดปี 54 บริษัทจะมีกำไรเพิ่มขึ้น 34% เป็น 62 ล้านบาท
เปลี่ยนคำแนะนำเป็น “ซื้อ” (จากเดิม “ถือ”)
เราคาดว่าธุรกิจบริการทดสอบและตรวจสอบใกล้ผ่านพ้นจุดต่ำสุด หลังจาก
ภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ช่วงปลายปี 52 จนถึงปัจจุบันทำให้ภาคอุตสาหกรรม
กลับมาลงทุนเพิ่มขึ้นส่งผลให้ความต้องการบริการทดสอบทางวิศวกรรมในประเทศ
ไทยเริ่มฟื้นตัว นอกจากนี้ ประเด็นมาบตาพุดเริ่มมีความคลี่คลายทำให้เราคาดว่า
ความต้องการงานบริการทดสอบทางวิศวกรรมจะฟื้นตัวต่อเนื่องในปี 2554 ทำให้หุ้น
QLT เริ่มกลับมามีความน่าสนใจอีกครั้ง และในเบื้องต้นเราประเมินว่าความเสี่ยงจาก
การตั้งสำรองเกี่ยวกับพนักงานตามเกณฑ์มาตรฐานการบัญชีใหม่ในปี 2554 จะส่งผล
กระทบต่อผลประกอบการของ QLT ไม่มาก เราจึงเปลี่ยนคำแนะนำเป็น “ซื้อ” (จาก
เดิม “ถือ”) โดยให้ราคาเหมาะสมปี 54 เท่ากับ 7.03 บาท มี Up-side Gain 21% และ
คาดว่าจะให้ผลตอบแทนจากเงินปันผล 6%
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 9:57:39
บล.เคที ซีมิโก้ : SCB แนะนำซื้อ มูลค่าพื้นฐาน 130.00 บาท
ปรับเพิ่มประมาณการกำไร และมูลค่าพื้นฐาน
เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรในปี 53 ขึ้นจากเดิม 4% เพื่อให้สะท้อนกำไรจากเงินลง
ทุนที่จะบันทึกใน 3Q53 ได้มูลค่าพื้นฐานใหม่ 130 บาท อิงกับ PBV 2.6 เท่า ซึ่งเราเชื่อว่าสม
เหตุสมผล เมื่อเทียบกับอัตราการเติบโต ROE ระยะยาวที่ 16% (ต่ำกว่า ROE 18% ใน
9M53) ด้วยเหตุที่ราคาหุ้น SCB ยังตามหลังคู่แข่ง (BBL, KBANK และ KTB) อยู่ราว 20%
นับจากต้นปี เราจึงยกให้ SCB เป็นดาวเด่นในกลุ่มธนาคาร
คาดกำไรเติบโตอย่างมั่นคงใน 3Q53
เราคาดว่า SCB จะมีกำไรสุทธิ 6.6 พันล้านบาทใน 3Q53 เติบโต 25%QoQ ซึ่งเป็น
ผลจากการเติบโตของธุรกิจหลัก โดยเฉพาะรายได้ค่าธรรมเนียม และบริการผลิตภัณฑ์ประกัน
ภัย ซึ่งช่วยหนุนให้รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยรับสุทธิเติบโต 7%QoQ นอกจากนี้ SCB ยังอาจมีการ
บันทึกกำไรจากการขายเงินลงทุนที่คาดว่าจะสูงถึง 1 พันล้านบาท (หลักๆ มาจากการขายหุ้น
บริษัทซินธิติกส์) หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรเติบโต 28%YoY จากการเติบโตของ
รายได้ค่าธรรมเนียม
สินเชื่อเติบโต ด้วยอัตรากำไรที่สูงขึ้นใน 3Q53
การเติบโตของสินเชื่อของ SCB เริ่มฟื้นตัว และขยายวงกว้างใน 2Q53 (เป็นครั้ง
แรกในรอบ 2 ปี) ด้วยอัตราการเติบโต 3.4%QoQ การเติบโตของสินเชื่ออีก 1.5%MoM ในช่วง
เดือน ก.ค. – ส.ค. บ่งชี้ว่า โมเมนตัมการเติบโตน่าจะแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยเราคาดว่าสินเชื่อ
เติบโต 4%QoQ ใน 3Q53 และ +7.4% นับจากต้นปี นอกจากนี้ ช่วงคาบเกี่ยวระหว่างการปรับ
ราคาด้านสินทรัพย์และหนี้สิน รวมไปถึงรายได้ปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ ล้วนส่งผลบวกต่อส่วน
ต่างอัตราดอกเบี้ยรับสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 3.2% ใน 2Q53 เป็น 3.6% ใน 3Q53
อัตราการเติบโตกลับไปคล้ายช่วงวัฏจักรปี 46
เราเชื่อว่า อัตราการเติบโตของสินเชื่อ รายได้ และกำไรของ SCB เพิ่มเข้าสู่ช่วงเริ่ม
ต้นเท่านั้น และมีแนวโน้มว่าจะกลับไปคล้ายคลึงกับวัฏจักรการเติบโตในช่วงปี 36 – 40 ซึ่งช่วง
เวลาดังกล่าว สินเชื่อของ SCB เติบโตได้ถึง 2 – 4 เท่าของอัตราการเติบโตเศรษฐกิจ ด้วยส่วน
ต่างดอกเบี้ยสุทธิ 3.8% (เทียบกับ 3.5% ในปัจจุบัน)
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 9:54:42
เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรในปี 53 ขึ้นจากเดิม 4% เพื่อให้สะท้อนกำไรจากเงินลง
ทุนที่จะบันทึกใน 3Q53 ได้มูลค่าพื้นฐานใหม่ 130 บาท อิงกับ PBV 2.6 เท่า ซึ่งเราเชื่อว่าสม
เหตุสมผล เมื่อเทียบกับอัตราการเติบโต ROE ระยะยาวที่ 16% (ต่ำกว่า ROE 18% ใน
9M53) ด้วยเหตุที่ราคาหุ้น SCB ยังตามหลังคู่แข่ง (BBL, KBANK และ KTB) อยู่ราว 20%
นับจากต้นปี เราจึงยกให้ SCB เป็นดาวเด่นในกลุ่มธนาคาร
คาดกำไรเติบโตอย่างมั่นคงใน 3Q53
เราคาดว่า SCB จะมีกำไรสุทธิ 6.6 พันล้านบาทใน 3Q53 เติบโต 25%QoQ ซึ่งเป็น
ผลจากการเติบโตของธุรกิจหลัก โดยเฉพาะรายได้ค่าธรรมเนียม และบริการผลิตภัณฑ์ประกัน
ภัย ซึ่งช่วยหนุนให้รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยรับสุทธิเติบโต 7%QoQ นอกจากนี้ SCB ยังอาจมีการ
บันทึกกำไรจากการขายเงินลงทุนที่คาดว่าจะสูงถึง 1 พันล้านบาท (หลักๆ มาจากการขายหุ้น
บริษัทซินธิติกส์) หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรเติบโต 28%YoY จากการเติบโตของ
รายได้ค่าธรรมเนียม
สินเชื่อเติบโต ด้วยอัตรากำไรที่สูงขึ้นใน 3Q53
การเติบโตของสินเชื่อของ SCB เริ่มฟื้นตัว และขยายวงกว้างใน 2Q53 (เป็นครั้ง
แรกในรอบ 2 ปี) ด้วยอัตราการเติบโต 3.4%QoQ การเติบโตของสินเชื่ออีก 1.5%MoM ในช่วง
เดือน ก.ค. – ส.ค. บ่งชี้ว่า โมเมนตัมการเติบโตน่าจะแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยเราคาดว่าสินเชื่อ
เติบโต 4%QoQ ใน 3Q53 และ +7.4% นับจากต้นปี นอกจากนี้ ช่วงคาบเกี่ยวระหว่างการปรับ
ราคาด้านสินทรัพย์และหนี้สิน รวมไปถึงรายได้ปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ ล้วนส่งผลบวกต่อส่วน
ต่างอัตราดอกเบี้ยรับสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 3.2% ใน 2Q53 เป็น 3.6% ใน 3Q53
อัตราการเติบโตกลับไปคล้ายช่วงวัฏจักรปี 46
เราเชื่อว่า อัตราการเติบโตของสินเชื่อ รายได้ และกำไรของ SCB เพิ่มเข้าสู่ช่วงเริ่ม
ต้นเท่านั้น และมีแนวโน้มว่าจะกลับไปคล้ายคลึงกับวัฏจักรการเติบโตในช่วงปี 36 – 40 ซึ่งช่วง
เวลาดังกล่าว สินเชื่อของ SCB เติบโตได้ถึง 2 – 4 เท่าของอัตราการเติบโตเศรษฐกิจ ด้วยส่วน
ต่างดอกเบี้ยสุทธิ 3.8% (เทียบกับ 3.5% ในปัจจุบัน)
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 9:54:42
บล.เกียรตินาคิน : ADVANC แนะนำซื้อเมื่ออ่อนตัว
บล.เกียรตินาคิน : ADVANC แนะนำซื้อเมื่ออ่อนตัว ประเมินมูลค่าเหมาะสมไม่
รวม 3G ที่ 102 บาท
คาด 3Q/53 มีกำไรสุทธิ 4,520 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จาก 3Q/52 แต่ลดลง
7% จาก 2Q/53 หากไม่รวมการบันทึกด้อยค่า Goodwill ของ DPC ประมาณ 350
ล้านบาท คาดมีกำไรปกติ 4,870 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จาก 3Q/52 แต่ลดลง 7%
จาก 2Q/53 ทั้งนี้แม้รายได้รวม IC จะมีผลบวกจากการบันทึกรายรับ IC กับ
CAT/Hutch ช่วยลดผลกระทบฤดูกาล แต่ผลประกอบการปกติลดลง 7% จาก 2Q/53
ถือว่าแย่กว่ามุมมองที่ให้ไว้ สาเหตุหลัก 1) ต้นทุนบริการกลับสู่ฐานปกติ และ 2) ค่า
ใช้จ่าย SG&A เร่งตัวขึ้นจากการจ่ายโบนัสพิเศษให้พนักงาน และค่าใช้จ่ายการตลาด
เปิดตัว iPhone 4 ฉุด EBITDA margin ลดลงจาก 2Q/53 เหลือ 44.9% ทิศทางครึ่งปี
หลัง 53 แม้มีแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายที่เร่งตัวขึ้นกว่าครึ่งปีแรก ประกอบกับแนวโน้ม
3Q/53 ต่ำสุดเมื่อเทียบกับ 2 ไตรมาสก่อน แต่จะเห็นการฟื้นตัวใน 4Q/53 จากผลบวก
ฤดูกาล high season ของการใช้งาน นอกจากนี้เราให้น้ำหนักมากขึ้นต่อการจ่ายเงิน
ปันผลพิเศษสำหรับผลประกอบการปีนี้ หลังความต้องการใช้เงินลงทุน 3G ถูกเลื่อน
ออกไป แนะนำ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” (ความเห็นทางเทคนิค ADVANC มีแนวรับ
90.50/92.50 บาท แนวต้าน 97.50/105 บาท)
ใน 3Q/53 ผลบวกจากการบันทึกรายรับ IC กับ CAT/Hutch ช่วยลดผลกระทบฤดูกาล
ต่อรายได้
ใน 3Q/53 คาดว่า ADVANC มีรายได้รวม IC จำนวน 27,190 ล้านบาท
เพิ่มขึ้น 9% จาก 3Q/52 และ 3% จาก 2Q/53 สาเหตุหลักจากการบันทึกรายรับ IC
กับ CAT/Hutch ย้อนหลังตั้งแต่ เม.ย.53-ก.ย.53 เป็นรายรับสุทธิ IC ประมาณ 200-
300 ล้านบาท ช่วยลดผลกระทบฤดูกาล low season ของการใช้งานโทรศัพท์มือถือ
อย่างไรก็ดีหากไม่รวม IC คาดรายได้จากการให้บริการลดลงเล็กน้อยจาก 2Q/53 แต่
เพิ่มขึ้น 7% จาก 3Q/52 เป็น 21,220 ล้านบาท จาก 3 ปัจจัยหนุน 1) ปริมาณการใช้
งานดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ 2) การเติบโตของรายได้บริการ Data (non voice) ใน
อัตรากว่า 10% ตามความต้องการใช้ Mobile broadband Internet รองรับการสื่อสาร
รูปแบบใหม่ และ 3) ฐานลูกค้าสะสมเพิ่มขึ้น 8% จาก 3Q/52 เป็น 30.4 ล้านราย
คาดผลประกอบการ 3Q/53 หดตัวจาก 2Q/53 มากกว่ามุมมองที่ให้ไว้
เราคาดว่าผลประกอบการ 2Q/53 ของ ADVANC มีกำไรสุทธิ 4,520
ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จาก 3Q/52 แต่ลดลง 7% จาก 2Q/53 โดย ADVANC มี
แนวโน้มบันทึกค่าใช้จ่ายด้อยค่า Goodwill ของ DPC ประมาณ 350 ล้านบาท หาก
ไม่รวมรายการดังกล่าว คาดมีกำไรปกติ 4,870 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จาก 3Q/52 แต่
ลดลง 7% จาก 2Q/53
ผลประกอบการปกติลดลง 7% จาก 2Q/53 ถือว่าแย่กว่ามุมมองที่ให้ไว้
สาเหตุหลัก 1) ต้นทุนบริการกลับสู่ฐานปกติ หลัง 2Q/53 มีการกลับรายการ
ค่าใช้จ่ายโครงข่าย 360 ล้านบาท ส่งผลให้ต้นทุนรวม IC เพิ่มในอัตรามากกว่า
รายได้รวม IC และ 2) ค่าใช้จ่าย SG&A เร่งตัวขึ้นกว่า 10% จากการจ่ายโบนัสพิเศษ
1 เดือนให้พนักงาน และค่าใช้จ่ายการตลาดเปิดตัว iPhone 4 ฉุด EBITDA margin
ลดลงจาก 2Q/53 เหลือ 44.9% อย่างไรก็ตามเทียบกับ 3Q/52 ผลประกอบการปกติ
เติบโตจากรายได้ตามฐานลูกค้าสะสมที่เพิ่มขึ้น และการใช้งานโทรศัพท์ผ่านบริการ
Data ขณะที่การคุมต้นทุน-ค่าใช้จ่ายโครงข่ายลดลง ทำให้ต้นทุนรวม IC เพิ่มขึ้นจาก
3Q/52 ในอัตราน้อยกว่ารายได้รวม IC รวมทั้งค่าใช้จ่ายการเงินลดลงเกือบ 10% ตาม
ภาระหนี้ที่ลดลงจากการจ่ายคืนหนี้ปกติ
แนะนำ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” แนวโน้ม 3Q/53 ไม่เด่น แต่จะเห็นการฟื้นตัวตามฤดูกาลใน
ไตรมาส 4
เราคงชอบ ADVANC มากที่สุดในกลุ่มผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ จาก
ความได้เปรียบได้ต้นทุนบนสัมปทานปัจจุบัน นอกจากนี้เราให้น้ำหนักมากขึ้นต่อการ
จ่ายเงินปันผลพิเศษสำหรับผลประกอบการปีนี้คาดจ่ายในอัตราหุ้นละ 2-3 บาท
(yield 2-3%) หลังความต้องการใช้เงินลงทุนจำนวนมากรองรับการลงทุนใหม่ 3G ถูก
เลื่อนออกไป อีกทั้งมีความเป็นไปได้สูงที่การเปิดประมูลคลื่นความถี่ 2100 MHz และ
ออกใบอนุญาตใหม่ จะล่าช้าเกิน 1 ปี เนื่องจากต้องรอร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่น
ความถี่ประกาศเป็นกฎหมาย และจัดตั้งกรรมการกสทช. กรณีเร็วสุดคาดว่าจะใช้เวลา
ตั้งกสทช. ประมาณ 6-8 เดือน
ทิศทางครึ่งปีหลัง 53 แม้มีแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายที่เร่งตัวขึ้นกว่าครึ่งปีแรก
ประกอบกับแนวโน้ม 3Q/53 ต่ำสุดเมื่อเทียบกับ 2 ไตรมาสก่อน แต่จะเห็นการฟื้นตัว
ใน 4Q/53 จากผลบวกฤดูกาล high season ของการใช้งาน คาดผลประกอบการปี
53 มีกำไรปกติ 19,525 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากปี 52 ประมาณการเงินปันผลปกติ
ในอัตราหุ้นละ 6.30 บาท (yield 6.6%) และประเมินมูลค่าเหมาะสมไม่รวม 3G ที่ 102
บาท แนะนำ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” (ความเห็นทางเทคนิคประเมิน ADVANC มีแนวรับ
90.50/92.50 บาท แนวต้าน 97.50/105 บาท)
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 9:48:43
รวม 3G ที่ 102 บาท
คาด 3Q/53 มีกำไรสุทธิ 4,520 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จาก 3Q/52 แต่ลดลง
7% จาก 2Q/53 หากไม่รวมการบันทึกด้อยค่า Goodwill ของ DPC ประมาณ 350
ล้านบาท คาดมีกำไรปกติ 4,870 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จาก 3Q/52 แต่ลดลง 7%
จาก 2Q/53 ทั้งนี้แม้รายได้รวม IC จะมีผลบวกจากการบันทึกรายรับ IC กับ
CAT/Hutch ช่วยลดผลกระทบฤดูกาล แต่ผลประกอบการปกติลดลง 7% จาก 2Q/53
ถือว่าแย่กว่ามุมมองที่ให้ไว้ สาเหตุหลัก 1) ต้นทุนบริการกลับสู่ฐานปกติ และ 2) ค่า
ใช้จ่าย SG&A เร่งตัวขึ้นจากการจ่ายโบนัสพิเศษให้พนักงาน และค่าใช้จ่ายการตลาด
เปิดตัว iPhone 4 ฉุด EBITDA margin ลดลงจาก 2Q/53 เหลือ 44.9% ทิศทางครึ่งปี
หลัง 53 แม้มีแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายที่เร่งตัวขึ้นกว่าครึ่งปีแรก ประกอบกับแนวโน้ม
3Q/53 ต่ำสุดเมื่อเทียบกับ 2 ไตรมาสก่อน แต่จะเห็นการฟื้นตัวใน 4Q/53 จากผลบวก
ฤดูกาล high season ของการใช้งาน นอกจากนี้เราให้น้ำหนักมากขึ้นต่อการจ่ายเงิน
ปันผลพิเศษสำหรับผลประกอบการปีนี้ หลังความต้องการใช้เงินลงทุน 3G ถูกเลื่อน
ออกไป แนะนำ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” (ความเห็นทางเทคนิค ADVANC มีแนวรับ
90.50/92.50 บาท แนวต้าน 97.50/105 บาท)
ใน 3Q/53 ผลบวกจากการบันทึกรายรับ IC กับ CAT/Hutch ช่วยลดผลกระทบฤดูกาล
ต่อรายได้
ใน 3Q/53 คาดว่า ADVANC มีรายได้รวม IC จำนวน 27,190 ล้านบาท
เพิ่มขึ้น 9% จาก 3Q/52 และ 3% จาก 2Q/53 สาเหตุหลักจากการบันทึกรายรับ IC
กับ CAT/Hutch ย้อนหลังตั้งแต่ เม.ย.53-ก.ย.53 เป็นรายรับสุทธิ IC ประมาณ 200-
300 ล้านบาท ช่วยลดผลกระทบฤดูกาล low season ของการใช้งานโทรศัพท์มือถือ
อย่างไรก็ดีหากไม่รวม IC คาดรายได้จากการให้บริการลดลงเล็กน้อยจาก 2Q/53 แต่
เพิ่มขึ้น 7% จาก 3Q/52 เป็น 21,220 ล้านบาท จาก 3 ปัจจัยหนุน 1) ปริมาณการใช้
งานดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ 2) การเติบโตของรายได้บริการ Data (non voice) ใน
อัตรากว่า 10% ตามความต้องการใช้ Mobile broadband Internet รองรับการสื่อสาร
รูปแบบใหม่ และ 3) ฐานลูกค้าสะสมเพิ่มขึ้น 8% จาก 3Q/52 เป็น 30.4 ล้านราย
คาดผลประกอบการ 3Q/53 หดตัวจาก 2Q/53 มากกว่ามุมมองที่ให้ไว้
เราคาดว่าผลประกอบการ 2Q/53 ของ ADVANC มีกำไรสุทธิ 4,520
ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จาก 3Q/52 แต่ลดลง 7% จาก 2Q/53 โดย ADVANC มี
แนวโน้มบันทึกค่าใช้จ่ายด้อยค่า Goodwill ของ DPC ประมาณ 350 ล้านบาท หาก
ไม่รวมรายการดังกล่าว คาดมีกำไรปกติ 4,870 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จาก 3Q/52 แต่
ลดลง 7% จาก 2Q/53
ผลประกอบการปกติลดลง 7% จาก 2Q/53 ถือว่าแย่กว่ามุมมองที่ให้ไว้
สาเหตุหลัก 1) ต้นทุนบริการกลับสู่ฐานปกติ หลัง 2Q/53 มีการกลับรายการ
ค่าใช้จ่ายโครงข่าย 360 ล้านบาท ส่งผลให้ต้นทุนรวม IC เพิ่มในอัตรามากกว่า
รายได้รวม IC และ 2) ค่าใช้จ่าย SG&A เร่งตัวขึ้นกว่า 10% จากการจ่ายโบนัสพิเศษ
1 เดือนให้พนักงาน และค่าใช้จ่ายการตลาดเปิดตัว iPhone 4 ฉุด EBITDA margin
ลดลงจาก 2Q/53 เหลือ 44.9% อย่างไรก็ตามเทียบกับ 3Q/52 ผลประกอบการปกติ
เติบโตจากรายได้ตามฐานลูกค้าสะสมที่เพิ่มขึ้น และการใช้งานโทรศัพท์ผ่านบริการ
Data ขณะที่การคุมต้นทุน-ค่าใช้จ่ายโครงข่ายลดลง ทำให้ต้นทุนรวม IC เพิ่มขึ้นจาก
3Q/52 ในอัตราน้อยกว่ารายได้รวม IC รวมทั้งค่าใช้จ่ายการเงินลดลงเกือบ 10% ตาม
ภาระหนี้ที่ลดลงจากการจ่ายคืนหนี้ปกติ
แนะนำ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” แนวโน้ม 3Q/53 ไม่เด่น แต่จะเห็นการฟื้นตัวตามฤดูกาลใน
ไตรมาส 4
เราคงชอบ ADVANC มากที่สุดในกลุ่มผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ จาก
ความได้เปรียบได้ต้นทุนบนสัมปทานปัจจุบัน นอกจากนี้เราให้น้ำหนักมากขึ้นต่อการ
จ่ายเงินปันผลพิเศษสำหรับผลประกอบการปีนี้คาดจ่ายในอัตราหุ้นละ 2-3 บาท
(yield 2-3%) หลังความต้องการใช้เงินลงทุนจำนวนมากรองรับการลงทุนใหม่ 3G ถูก
เลื่อนออกไป อีกทั้งมีความเป็นไปได้สูงที่การเปิดประมูลคลื่นความถี่ 2100 MHz และ
ออกใบอนุญาตใหม่ จะล่าช้าเกิน 1 ปี เนื่องจากต้องรอร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่น
ความถี่ประกาศเป็นกฎหมาย และจัดตั้งกรรมการกสทช. กรณีเร็วสุดคาดว่าจะใช้เวลา
ตั้งกสทช. ประมาณ 6-8 เดือน
ทิศทางครึ่งปีหลัง 53 แม้มีแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายที่เร่งตัวขึ้นกว่าครึ่งปีแรก
ประกอบกับแนวโน้ม 3Q/53 ต่ำสุดเมื่อเทียบกับ 2 ไตรมาสก่อน แต่จะเห็นการฟื้นตัว
ใน 4Q/53 จากผลบวกฤดูกาล high season ของการใช้งาน คาดผลประกอบการปี
53 มีกำไรปกติ 19,525 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากปี 52 ประมาณการเงินปันผลปกติ
ในอัตราหุ้นละ 6.30 บาท (yield 6.6%) และประเมินมูลค่าเหมาะสมไม่รวม 3G ที่ 102
บาท แนะนำ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” (ความเห็นทางเทคนิคประเมิน ADVANC มีแนวรับ
90.50/92.50 บาท แนวต้าน 97.50/105 บาท)
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 9:48:43
บล.เกียรตินาคิน : BAY แนะนำซื้อ ราคาเหมาะสม 29.10 บาท
คาดผลประกอบการไตรมาส 3/53 ของ BAY มีกำไรสุทธิ 2,299 ล้านบาท เพิ่ม
ขึ้น 7.9%QoQ เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลเพิ่มขึ้นจากการปรับเพิ่มอัตรา
ดอกเบี้ยเงินกู้ และได้รับเงินปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ เพิ่มขึ้น 5.4%YoY เนื่องจาก
ทั้งรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผล และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นมากจากกการ
เข้าซื้อกิจการ การเข้าซื้อกิจการในปีก่อนจะเริ่มส่งผลดีต่อ BAY อย่างเต็มที่ในปีนี้ ทำ
ให้เราคาดว่า BAY จะมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 9,852 ล้านบาท และคาดมีการจ่ายปัน
ผลเพิ่มสูงขึ้น ให้ราคาเหมาะสม 29.10 บาท ยังคงแนะนำ “ซื้อ”
คาดผลประกอบการไตรมาส 3/53 ของ BAY มีกำไรสุทธิ 2,299 ล้านบาท เพิ่มขึ้น
7.9%QoQ เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลเพิ่มขึ้นจากการปรับเพิ่มอัตรา
ดอกเบี้ยเงินกู้ และได้รับเงินปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ เพิ่มขึ้น 5.4%YoY เนื่องจาก
ทั้งรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผล และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นมากจากกการ
เข้าซื้อกิจการ
คาดผลประกอบการไตรมาส 3/53 ของ BAY มีกำไรสุทธิ 2,299 ล้านบาท
เพิ่มขึ้น 7.9%QoQ เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลเพิ่มขึ้นจากการปรับเพิ่ม
อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และได้รับเงินปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ และรายได้ดอกเบี้ย
และเงินปันผลเพิ่มขึ้น และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยก็เพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังคาดว่า
จะเพิ่มขึ้น 5.4%YoY โดยการที่สินเชื่อเพิ่มสูงขึ้นมากจากการเข้าซื้อกิจการของ AIG
และ GEMT ในปลายปีก่อน ทำให้คาดว่ารายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลจะเพิ่มขึ้น
28.4%YoY ในขณะที่การเพิ่มขึ้นของเงินฝากก็ทำให้เราคาดว่าค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจะ
เพิ่มขึ้นด้วย 17.3%YoY เราคาดว่าในไตรมาสนี้ BAY จะยังคงมีการตั้งสำรองจำนวน
มากต่อไป เพื่อสำรองไว้สำหรับการขาย NPL ออกไปในช่วงปลายปี ทางด้านรายได้
ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเราก็คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 18.8%YoY เนื่องจากรายได้ที่ได้รับเพิ่มขึ้น
จากการเข้าซื้อกิจการ ทางด้านค่าใช้จ่ายเราคาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากค่าใช้จ่าย
ที่เพิ่มขึ้นจากการเข้าซื้อกิจการ ค่าใช้จ่ายในการควบรวม นอกจากนี้แล้วในไตรมาสนี้
BAY ยังมีค่าใช้จ่ายจากโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดด้วย
คาดว่า BAY จะปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในไตรมาสนี้เป็น 3.5% ห่างจากเป้า
8% ค่อนข้างมาก แต่ BAY ยังไม่มีการปรับเป้าลงแต่อย่างใด
ในช่วงไตรมาส 2/53 มีบางเดือนที่สินเชื่อของ BAY นั้นมีการหดตัวลง เนื่อง
จากการชำระสินเชื่อของลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ก็เพิ่มขึ้นได้ในช่วงปลายไตรมาส
ส่วนไตรมาส 3/53 เราคาดว่าสินเชื่อของ BAY จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 3.5% ยังห่าง
จากเป้าที่ BAY ตั้งไว้ว่าจะปล่อยสินเชื่อเพิ่มในปี 2553 8% ค่อนข้างมาก แต่ BAY ก็
ยังไม่มีการปรับเป้าการปล่อยสินเชื่อในปีนี้แต่อย่างใด
BAY มีการขาย NPL ออกไปในเดือน ก.ค. 5.3 พันล้านบาท และการที่สินเชื่อ
เพิ่มขึ้น รวมถึงไม่มี NPL ใหม่ ทำให้ไตรมาส 3/53 คาดว่า NPL ของ BAY จะลดต่ำลง
กว่า 7.1%
ในเดือน ก.ค. BAY มีการขาย NPL ออกไปจำนวน 5.3 พันล้านบาท และการ
เพิ่มขึ้นของสินเชื่อ รวมถึงการที่เราคาดว่า BAY จะไม่มี NPL ใหม่เพิ่มขึ้นมากนัก
จะส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 3/53 BAY จะมี NPL ลดลงจากสิ้นไตรมาส 2/53 ที่มี NPL
อยู่ 7.1% ของสินเชื่อรวม
คาด BAY มีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเป็น 4.82% เนื่องจากสินเชื่อเพิ่มขึ้น ได้รับ
เงินปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ และการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้
เราคาดว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของ BAY ในไตรมาส 3/53 จะเพิ่มขึ้นเป็น
4.82% จากไตรมาสก่อนที่มีอยู่ 4.8% เนื่องจากสินเชื่อที่เพิ่มสูงขึ้น การได้รับเงินปัน
ผลจากกองทุนวายุภักษ์ และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในช่วงที่ผ่านมา
ไตรมาสนี้ BAY จะมีการตั้งสำรองจำนวนมากต่อไป เพื่อสำรองไว้สำหรับการขาย
NPL ออกไปอีกในช่วงปลายปี
เราคาดว่า BAY นั้นจะยังคงมีการตั้งสำรองในระดับสูงต่อไปในไตรมาสนี้
โดยเราคาดว่าจะมีการตั้ง 3 พันล้านบาท เพื่อสำรองไว้สำหรับการขาย NPL ออกไป
อีกในช่วงปลายปี โดย BAY นั้นมีการตั้งเป้าที่จะขาย NPL ออกไปในปีนี้ 8 พันล้าน
บาท หลังจากมีการขายไปแล้ว 5.3 พันล้านบาทในช่วงเดือน ก.ค.
การเข้าซื้อกิจการในปีก่อนจะเริ่มส่งผลดีต่อ BAY อย่างเต็มที่ในปีนี้ ทำให้เราคาดว่า
BAY จะมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 9,852 ล้านบาท และคาดมีการจ่ายปันผลเพิ่มสูงขึ้น
ให้ราคาเหมาะสม 29.10 บาท ยังคงแนะนำ “ซื้อ”
เรายังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2553 ของ BAY ไว้ที่ 9,852 ล้านบาท
โดยผลจากการเข้าซื้อกิจการในปีก่อนจะเริ่มส่งผลดีต่อ BAY อย่างเต็มที่ในปีนี้ ซึ่ง
จะทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น และคาดว่าจะทำให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากปี
ก่อนถึง 47.9%YoY นอกจากนี้แล้วเราคาดว่าจะทำให้เงินปันผลนั้นเพิ่มสูงขึ้น โดยเรา
คาดว่า BAY จะมีการจ่ายปันผลจากผลประกอบการปี 2553 จำนวน 0.50 บาท/หุ้น
คิดเป็น Div. yield 2.02% หลังจากมีการจ่ายปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 0.22 บาท/หุ้น
เหลือเงินปันผลครึ่งปีหลังอีก 0.28 บาท/หุ้น ให้ราคาเหมาะสม 29.10 บาท ยังคง
แนะนำ “ซื้อ”
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 9:39:01
ขึ้น 7.9%QoQ เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลเพิ่มขึ้นจากการปรับเพิ่มอัตรา
ดอกเบี้ยเงินกู้ และได้รับเงินปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ เพิ่มขึ้น 5.4%YoY เนื่องจาก
ทั้งรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผล และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นมากจากกการ
เข้าซื้อกิจการ การเข้าซื้อกิจการในปีก่อนจะเริ่มส่งผลดีต่อ BAY อย่างเต็มที่ในปีนี้ ทำ
ให้เราคาดว่า BAY จะมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 9,852 ล้านบาท และคาดมีการจ่ายปัน
ผลเพิ่มสูงขึ้น ให้ราคาเหมาะสม 29.10 บาท ยังคงแนะนำ “ซื้อ”
คาดผลประกอบการไตรมาส 3/53 ของ BAY มีกำไรสุทธิ 2,299 ล้านบาท เพิ่มขึ้น
7.9%QoQ เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลเพิ่มขึ้นจากการปรับเพิ่มอัตรา
ดอกเบี้ยเงินกู้ และได้รับเงินปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ เพิ่มขึ้น 5.4%YoY เนื่องจาก
ทั้งรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผล และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นมากจากกการ
เข้าซื้อกิจการ
คาดผลประกอบการไตรมาส 3/53 ของ BAY มีกำไรสุทธิ 2,299 ล้านบาท
เพิ่มขึ้น 7.9%QoQ เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลเพิ่มขึ้นจากการปรับเพิ่ม
อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และได้รับเงินปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ และรายได้ดอกเบี้ย
และเงินปันผลเพิ่มขึ้น และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยก็เพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังคาดว่า
จะเพิ่มขึ้น 5.4%YoY โดยการที่สินเชื่อเพิ่มสูงขึ้นมากจากการเข้าซื้อกิจการของ AIG
และ GEMT ในปลายปีก่อน ทำให้คาดว่ารายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลจะเพิ่มขึ้น
28.4%YoY ในขณะที่การเพิ่มขึ้นของเงินฝากก็ทำให้เราคาดว่าค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจะ
เพิ่มขึ้นด้วย 17.3%YoY เราคาดว่าในไตรมาสนี้ BAY จะยังคงมีการตั้งสำรองจำนวน
มากต่อไป เพื่อสำรองไว้สำหรับการขาย NPL ออกไปในช่วงปลายปี ทางด้านรายได้
ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเราก็คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 18.8%YoY เนื่องจากรายได้ที่ได้รับเพิ่มขึ้น
จากการเข้าซื้อกิจการ ทางด้านค่าใช้จ่ายเราคาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากค่าใช้จ่าย
ที่เพิ่มขึ้นจากการเข้าซื้อกิจการ ค่าใช้จ่ายในการควบรวม นอกจากนี้แล้วในไตรมาสนี้
BAY ยังมีค่าใช้จ่ายจากโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดด้วย
คาดว่า BAY จะปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในไตรมาสนี้เป็น 3.5% ห่างจากเป้า
8% ค่อนข้างมาก แต่ BAY ยังไม่มีการปรับเป้าลงแต่อย่างใด
ในช่วงไตรมาส 2/53 มีบางเดือนที่สินเชื่อของ BAY นั้นมีการหดตัวลง เนื่อง
จากการชำระสินเชื่อของลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ก็เพิ่มขึ้นได้ในช่วงปลายไตรมาส
ส่วนไตรมาส 3/53 เราคาดว่าสินเชื่อของ BAY จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 3.5% ยังห่าง
จากเป้าที่ BAY ตั้งไว้ว่าจะปล่อยสินเชื่อเพิ่มในปี 2553 8% ค่อนข้างมาก แต่ BAY ก็
ยังไม่มีการปรับเป้าการปล่อยสินเชื่อในปีนี้แต่อย่างใด
BAY มีการขาย NPL ออกไปในเดือน ก.ค. 5.3 พันล้านบาท และการที่สินเชื่อ
เพิ่มขึ้น รวมถึงไม่มี NPL ใหม่ ทำให้ไตรมาส 3/53 คาดว่า NPL ของ BAY จะลดต่ำลง
กว่า 7.1%
ในเดือน ก.ค. BAY มีการขาย NPL ออกไปจำนวน 5.3 พันล้านบาท และการ
เพิ่มขึ้นของสินเชื่อ รวมถึงการที่เราคาดว่า BAY จะไม่มี NPL ใหม่เพิ่มขึ้นมากนัก
จะส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 3/53 BAY จะมี NPL ลดลงจากสิ้นไตรมาส 2/53 ที่มี NPL
อยู่ 7.1% ของสินเชื่อรวม
คาด BAY มีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเป็น 4.82% เนื่องจากสินเชื่อเพิ่มขึ้น ได้รับ
เงินปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ และการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้
เราคาดว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของ BAY ในไตรมาส 3/53 จะเพิ่มขึ้นเป็น
4.82% จากไตรมาสก่อนที่มีอยู่ 4.8% เนื่องจากสินเชื่อที่เพิ่มสูงขึ้น การได้รับเงินปัน
ผลจากกองทุนวายุภักษ์ และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในช่วงที่ผ่านมา
ไตรมาสนี้ BAY จะมีการตั้งสำรองจำนวนมากต่อไป เพื่อสำรองไว้สำหรับการขาย
NPL ออกไปอีกในช่วงปลายปี
เราคาดว่า BAY นั้นจะยังคงมีการตั้งสำรองในระดับสูงต่อไปในไตรมาสนี้
โดยเราคาดว่าจะมีการตั้ง 3 พันล้านบาท เพื่อสำรองไว้สำหรับการขาย NPL ออกไป
อีกในช่วงปลายปี โดย BAY นั้นมีการตั้งเป้าที่จะขาย NPL ออกไปในปีนี้ 8 พันล้าน
บาท หลังจากมีการขายไปแล้ว 5.3 พันล้านบาทในช่วงเดือน ก.ค.
การเข้าซื้อกิจการในปีก่อนจะเริ่มส่งผลดีต่อ BAY อย่างเต็มที่ในปีนี้ ทำให้เราคาดว่า
BAY จะมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 9,852 ล้านบาท และคาดมีการจ่ายปันผลเพิ่มสูงขึ้น
ให้ราคาเหมาะสม 29.10 บาท ยังคงแนะนำ “ซื้อ”
เรายังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2553 ของ BAY ไว้ที่ 9,852 ล้านบาท
โดยผลจากการเข้าซื้อกิจการในปีก่อนจะเริ่มส่งผลดีต่อ BAY อย่างเต็มที่ในปีนี้ ซึ่ง
จะทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น และคาดว่าจะทำให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากปี
ก่อนถึง 47.9%YoY นอกจากนี้แล้วเราคาดว่าจะทำให้เงินปันผลนั้นเพิ่มสูงขึ้น โดยเรา
คาดว่า BAY จะมีการจ่ายปันผลจากผลประกอบการปี 2553 จำนวน 0.50 บาท/หุ้น
คิดเป็น Div. yield 2.02% หลังจากมีการจ่ายปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 0.22 บาท/หุ้น
เหลือเงินปันผลครึ่งปีหลังอีก 0.28 บาท/หุ้น ให้ราคาเหมาะสม 29.10 บาท ยังคง
แนะนำ “ซื้อ”
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 9:39:01
บล.เกียรตินาคิน : RS แนะนำ“ซื้อ”ราคาเหมาะสมปี 2554 เท่ากับ 3.32
บล.เกียรตินาคิน : RS แนะนำ“ซื้อ” ประเมินราคาเหมาะสมปี 2554 เท่ากับ 3.32
บาท
RS:กรณีฟิลม์และแอนนี่มีผลกระทบต่อ RS อย่างไร?
ราคาตลาดล่าสุด: 2.30 บาท
ประเด็น: ประเมินผลกระทบกับ RS กรณี “ฟิล์มและแอนนี่”
ความเห็น: ในเบื้องต้นเราประเมินว่ากรณีดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อผล
ประกอบการของ RS ไม่มาก เนื่องจากในปัจจุบัน “ฟิล์ม” ไม่ได้เป็นศิลปินหลัก
ในการสร้างรายได้จากงานเพลงของค่าย RS (ปัจจุบันศิลปินที่สร้างรายได้หลักทาง
ด้านงานเพลงให้กับ RS จะเป็นกลุ่มศิลปินใหม่จากค่าย “Kamikaze”) และรายได้จาก
ธุรกิจเพลงนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโครงสร้างรายได้รวมของ RS ซึ่งประกอบไป
ด้วย 3 ส่วนหลัก คือ (1) ธุรกิจผลิต Content ประกอบด้วย ผลงานเพลง, การจัด
กิจกรรมและภาพยนตร์ (2) ธุรกิจสื่อ ประกอบด้วย สื่อโทรทัศน์ สื่อวิทยุ สื่อทีวีดาว
เทียมและสื่อใน Hyper market เช่น คาร์ฟู, บิ๊กซีและท็อปส์ และ (3) ธุรกิจกีฬา การ
บริหารลิขสิทธิ์รายการกีฬาต่าง ๆ ล่าสุด คือ การบริหารลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกปี 2010
ที่ผ่านมา กรณีเงินลงทุนในการผลิตอัลบัมใหม่ของ “ฟิล์ม” ที่กำลังจะเปิดตัวซึ่งอาจ
จะถูกเลื่อนออกไปเราประเมินว่าไม่มีนัยสำคัญมากนักเมื่อเทียบต้นทุนดังกล่าวกับ
กำไรรวมจาก 3 ธุรกิจหลักของ RS ส่วนกรณีที่มีการตั้งกลุ่มต่อต่านสินค้าของ RS เรา
ประเมินว่าจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของ RS ในระยะสั้นเท่านั้น นอกจากนี้ เรา
ยังคงมีมุมมองต่อการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนของ RS เช่นเดิม คาดผลประกอบการไตร
มาส 3/53 จะยังคงแข็งแรงต่อเนื่องจากในครึ่งปีแรกและยังคงคาดว่าในปี 2553 RS
จะกลับมาจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีที่ 0.10 บาท/หุ้น เรายัง
คงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยประเมินราคาเหมาะสมปี 2554 เท่ากับ 3.32 บาท มี Up-side
Gain 44%
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 9:34:58
บาท
RS:กรณีฟิลม์และแอนนี่มีผลกระทบต่อ RS อย่างไร?
ราคาตลาดล่าสุด: 2.30 บาท
ประเด็น: ประเมินผลกระทบกับ RS กรณี “ฟิล์มและแอนนี่”
ความเห็น: ในเบื้องต้นเราประเมินว่ากรณีดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อผล
ประกอบการของ RS ไม่มาก เนื่องจากในปัจจุบัน “ฟิล์ม” ไม่ได้เป็นศิลปินหลัก
ในการสร้างรายได้จากงานเพลงของค่าย RS (ปัจจุบันศิลปินที่สร้างรายได้หลักทาง
ด้านงานเพลงให้กับ RS จะเป็นกลุ่มศิลปินใหม่จากค่าย “Kamikaze”) และรายได้จาก
ธุรกิจเพลงนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโครงสร้างรายได้รวมของ RS ซึ่งประกอบไป
ด้วย 3 ส่วนหลัก คือ (1) ธุรกิจผลิต Content ประกอบด้วย ผลงานเพลง, การจัด
กิจกรรมและภาพยนตร์ (2) ธุรกิจสื่อ ประกอบด้วย สื่อโทรทัศน์ สื่อวิทยุ สื่อทีวีดาว
เทียมและสื่อใน Hyper market เช่น คาร์ฟู, บิ๊กซีและท็อปส์ และ (3) ธุรกิจกีฬา การ
บริหารลิขสิทธิ์รายการกีฬาต่าง ๆ ล่าสุด คือ การบริหารลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกปี 2010
ที่ผ่านมา กรณีเงินลงทุนในการผลิตอัลบัมใหม่ของ “ฟิล์ม” ที่กำลังจะเปิดตัวซึ่งอาจ
จะถูกเลื่อนออกไปเราประเมินว่าไม่มีนัยสำคัญมากนักเมื่อเทียบต้นทุนดังกล่าวกับ
กำไรรวมจาก 3 ธุรกิจหลักของ RS ส่วนกรณีที่มีการตั้งกลุ่มต่อต่านสินค้าของ RS เรา
ประเมินว่าจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของ RS ในระยะสั้นเท่านั้น นอกจากนี้ เรา
ยังคงมีมุมมองต่อการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนของ RS เช่นเดิม คาดผลประกอบการไตร
มาส 3/53 จะยังคงแข็งแรงต่อเนื่องจากในครึ่งปีแรกและยังคงคาดว่าในปี 2553 RS
จะกลับมาจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีที่ 0.10 บาท/หุ้น เรายัง
คงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยประเมินราคาเหมาะสมปี 2554 เท่ากับ 3.32 บาท มี Up-side
Gain 44%
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 9:34:58
บล.กรุงศรีอยุธยา : ADVANC แนะนำ “ซื้อ” มูลค่าพื้นฐานปี 54 ที่ 114 บาท
คาด 3Q53 กำไรยังโตดี สิ้นปีมีลุ้นปันผลพิเศษ
คาดว่าผลประกอบการ ADVANC ในงวด 3Q53 ยังมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง 20%
เนื่องจากการขยายตัวธุรกิจ Non-Voice และประสิทธิภาพในการทำกำไรที่ปรับเพิ่มขึ้น
จากนโยบายการควบคุมต้นทุนและค่าตัดจำหน่ายโครงข่ายที่ลดลง ในขณะที่ผลจากการที่
การประมูล 3G ล่าช้ามีโอกาสที่บริษัทจะจ่ายปันผลพิเศษเพิ่มขึ้น
คาดกำไร 3Q53 ที่ 4,931 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 17%YoY
เราคาดกำไรจากการดำเนินงานปกติใน 3Q53 (ไม่รวมค่าตัดจำหน่ายจาก DPC
ประมาณ 350 ล้านบาท และรายการบันทึกต่า IC รับย้อนหลังจาก Hutch ประมาณ 300 ล้าน
บาท) ที่ 4,931 ล้านบาท ลดลง 6%QoQ ตามปัจจัยฤดูกาล ซึ่งปกติไตรมาส 3 จะเป็นช่วง Low
season ของ ADVANC กอปรกับมีค่าใช้จ่ายในการตลาดที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดตัว
IPHONE4 ในช่วงปลายไตรมาส และค่าใช้จ่ายพนักงานที่เพิ่มขึ้นจากการจ่ายเงินพิเศษให้
พนักงาน เราคาดการณ์กำไรสุทธิยังเติบโต 17%YoY ซึ่งรับผลบวกจาก
1. รายได้จากการให้บริการเสียงปรับเพิ่มขึ้น 2.2%YoY แม้ว่า ARPU ยังเป็นทิศทาง
ขาลง แต่ชดเชยด้วยฐานลูกค้าสะสมที่ปรับเพิ่มขึ้น 7%YoY
2. ผลบวกจากกระแสความนิยมของตลาด Smart Phone หนุนให้รายได้จากการให้
บริการด้านข้อมูลเติบโตต่อเนื่อง 30%YoY
3. EBITDA Margin ปรับขึ้น 1.5%YoY จากนโยบายในการควบคุมต้นทุนที่มี
ประสิทธิภาพและค่าตัดจำหน่ายโครงข่ายที่ปรับลดลง
คงประมาณการผลประกอบการ
แนวโน้มผลประกอบการในช่วงที่เหลือของปี คาดว่ายังคงเติบโตต่อเนื่อง แม้ว่าการ
ประมูล 3G จะล่าช้าออกไป แต่คาดว่ากระแสความนิยมในตลาด Smart Phone ยังคงเพิ่มขึ้น
ซึ่ง 4Q53 คาดรับผลบวกจากการเปิดจำหน่ายเครื่อง IPHONE 4 ช่วยหนุนให้รายได้จากการ
ขายโทรศัพท์เพิ่มขึ้นในขณะที่ภาพรวมทั้งปีผลจากรายได้ non-voice ที่ยังเติบโต กอปรกับต้น
ทุนดำเนินงานที่ปรับลดลงจากนโยบายในการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ คาดว่ากำไรจาก
การดำเนินงานในปี 53 มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัว 19.6% เป็น 20,568 ล้านบาท
มีโอกาสจ่ายปันผลพิเศษสำหรับงวด 2H53
ADVANC มีจุดเด่นด้านการให้ผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผลสูงที่ 6.30 บาทต่อปี
(บริษัทจ่ายปันผลสำหรับ 1H53 ไปแล้ว 3 บาทต่อหุ้น) และผลจากการที่ 3G ล่าช้าทำให้มีโอกา
สูงที่บริษัทจะจ่ายปันผลพิเศษสำหรับงวด 2H53 เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ซึ่งเราคาดการณ์ที่
3.50 บาทต่อหุ้น เมื่อรวมกับปันผลปกติ รวมปันผลทั้งปีประมาณ 9.80 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบ
แทนตอบแทนสูงถึง 10% จากราคาปัจจุบัน
เตรียมพร้อม โรมมิ่ง และทำ MVNO 3G กับ TOT
หลังจากที่การประมูล 3G บนคลื่น 2.1GHz ถูกระงับตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด
ทำให้บริษัทต้องมีการปรับแผนทางธุกิจเพื่อรองรับการเติบโตของตลาด Non-voice ซึ่งผลจาก
การที่รัฐบาลอนุมัติเงินลงทุนกว่า 1.9 หมื่นล้านบาทให้ TOT ขยายเครือข่าย 3G ทำให้
ADVANC ซึ่งเป็นคู่สัญญาสัมปทานกับ TOT อยู่ระหว่างการเจรจาในการทำโรมมิ่งด้านข้อมูล
และกำลังพิจารณาเงื่อนไขในการทำ MVNO (เช่าเครือข่าย) กับทาง TOT และคาดว่าปีหน้าจะมี
การลงทุนพัฒนาระบบ 3G บนคลื่นความถี่เดิมควบคู่ไปด้วย ซึ่งเรามองว่าประเด็นดังกล่าวเป็น
บวกในด้านที่บริษัทสามารถเปิดให้บริการ 3G รองรับความต้องการของตลาดระหว่างการรอ
ประมูล 3G ซึ่งล่าช้าออกไป
คงคำแนะนำซื้อ
เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยผลประกอบการที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง และบริษัทมีสถานะทาง
การเงินที่โดดเด่นสุดในกลุ่ม ด้วยกระแสเงินสดสุทธิที่แข็งแกร่ง (Free cash flow) เฉลี่ย 2.5
หมื่นล้านบาท ต่อปีและให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงสุดในกลุ่ม โดยมูลค่าพื้นฐานในปี
54 ประเมิน โดยวิธี DCF สมมติฐาน WACC ที่ 12% ไม่รวม 3G ที่ 114 บาท
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 9:29:03
คาดว่าผลประกอบการ ADVANC ในงวด 3Q53 ยังมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง 20%
เนื่องจากการขยายตัวธุรกิจ Non-Voice และประสิทธิภาพในการทำกำไรที่ปรับเพิ่มขึ้น
จากนโยบายการควบคุมต้นทุนและค่าตัดจำหน่ายโครงข่ายที่ลดลง ในขณะที่ผลจากการที่
การประมูล 3G ล่าช้ามีโอกาสที่บริษัทจะจ่ายปันผลพิเศษเพิ่มขึ้น
คาดกำไร 3Q53 ที่ 4,931 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 17%YoY
เราคาดกำไรจากการดำเนินงานปกติใน 3Q53 (ไม่รวมค่าตัดจำหน่ายจาก DPC
ประมาณ 350 ล้านบาท และรายการบันทึกต่า IC รับย้อนหลังจาก Hutch ประมาณ 300 ล้าน
บาท) ที่ 4,931 ล้านบาท ลดลง 6%QoQ ตามปัจจัยฤดูกาล ซึ่งปกติไตรมาส 3 จะเป็นช่วง Low
season ของ ADVANC กอปรกับมีค่าใช้จ่ายในการตลาดที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดตัว
IPHONE4 ในช่วงปลายไตรมาส และค่าใช้จ่ายพนักงานที่เพิ่มขึ้นจากการจ่ายเงินพิเศษให้
พนักงาน เราคาดการณ์กำไรสุทธิยังเติบโต 17%YoY ซึ่งรับผลบวกจาก
1. รายได้จากการให้บริการเสียงปรับเพิ่มขึ้น 2.2%YoY แม้ว่า ARPU ยังเป็นทิศทาง
ขาลง แต่ชดเชยด้วยฐานลูกค้าสะสมที่ปรับเพิ่มขึ้น 7%YoY
2. ผลบวกจากกระแสความนิยมของตลาด Smart Phone หนุนให้รายได้จากการให้
บริการด้านข้อมูลเติบโตต่อเนื่อง 30%YoY
3. EBITDA Margin ปรับขึ้น 1.5%YoY จากนโยบายในการควบคุมต้นทุนที่มี
ประสิทธิภาพและค่าตัดจำหน่ายโครงข่ายที่ปรับลดลง
คงประมาณการผลประกอบการ
แนวโน้มผลประกอบการในช่วงที่เหลือของปี คาดว่ายังคงเติบโตต่อเนื่อง แม้ว่าการ
ประมูล 3G จะล่าช้าออกไป แต่คาดว่ากระแสความนิยมในตลาด Smart Phone ยังคงเพิ่มขึ้น
ซึ่ง 4Q53 คาดรับผลบวกจากการเปิดจำหน่ายเครื่อง IPHONE 4 ช่วยหนุนให้รายได้จากการ
ขายโทรศัพท์เพิ่มขึ้นในขณะที่ภาพรวมทั้งปีผลจากรายได้ non-voice ที่ยังเติบโต กอปรกับต้น
ทุนดำเนินงานที่ปรับลดลงจากนโยบายในการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ คาดว่ากำไรจาก
การดำเนินงานในปี 53 มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัว 19.6% เป็น 20,568 ล้านบาท
มีโอกาสจ่ายปันผลพิเศษสำหรับงวด 2H53
ADVANC มีจุดเด่นด้านการให้ผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผลสูงที่ 6.30 บาทต่อปี
(บริษัทจ่ายปันผลสำหรับ 1H53 ไปแล้ว 3 บาทต่อหุ้น) และผลจากการที่ 3G ล่าช้าทำให้มีโอกา
สูงที่บริษัทจะจ่ายปันผลพิเศษสำหรับงวด 2H53 เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ซึ่งเราคาดการณ์ที่
3.50 บาทต่อหุ้น เมื่อรวมกับปันผลปกติ รวมปันผลทั้งปีประมาณ 9.80 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบ
แทนตอบแทนสูงถึง 10% จากราคาปัจจุบัน
เตรียมพร้อม โรมมิ่ง และทำ MVNO 3G กับ TOT
หลังจากที่การประมูล 3G บนคลื่น 2.1GHz ถูกระงับตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด
ทำให้บริษัทต้องมีการปรับแผนทางธุกิจเพื่อรองรับการเติบโตของตลาด Non-voice ซึ่งผลจาก
การที่รัฐบาลอนุมัติเงินลงทุนกว่า 1.9 หมื่นล้านบาทให้ TOT ขยายเครือข่าย 3G ทำให้
ADVANC ซึ่งเป็นคู่สัญญาสัมปทานกับ TOT อยู่ระหว่างการเจรจาในการทำโรมมิ่งด้านข้อมูล
และกำลังพิจารณาเงื่อนไขในการทำ MVNO (เช่าเครือข่าย) กับทาง TOT และคาดว่าปีหน้าจะมี
การลงทุนพัฒนาระบบ 3G บนคลื่นความถี่เดิมควบคู่ไปด้วย ซึ่งเรามองว่าประเด็นดังกล่าวเป็น
บวกในด้านที่บริษัทสามารถเปิดให้บริการ 3G รองรับความต้องการของตลาดระหว่างการรอ
ประมูล 3G ซึ่งล่าช้าออกไป
คงคำแนะนำซื้อ
เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยผลประกอบการที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง และบริษัทมีสถานะทาง
การเงินที่โดดเด่นสุดในกลุ่ม ด้วยกระแสเงินสดสุทธิที่แข็งแกร่ง (Free cash flow) เฉลี่ย 2.5
หมื่นล้านบาท ต่อปีและให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงสุดในกลุ่ม โดยมูลค่าพื้นฐานในปี
54 ประเมิน โดยวิธี DCF สมมติฐาน WACC ที่ 12% ไม่รวม 3G ที่ 114 บาท
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 9:29:03
บล.กรุงศรีอยุธยา : TCAP แนะนำ “เก็งกำไร” มูลค่าพื้นฐานที่ 46 บาท
คาดกำไรสุทธิ 3Q53 ขยายตัวสูง 46% YoY
การควบรวมกิจการระหว่างธนาคารธนชาต และ SCIB จะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายใน
การดำเนินงานเพิ่มขึ้น แต่ในภาพรวมแล้วฐานรายได้จะขยายตัวในอัตราที่มากกว่า โดยคาดว่า
กำไรสุทธิปี 54 ของ TCAP จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 18.2%YoY จาก 9.7% ในปี 53 แต่จาก
ความกังวลต่อเงินกองทุนของ TCAP ที่อาจเป็นข้อจำกัดในการขยายธุรกิจในอนาคต และ
ด้วยราคาหุ้นที่สูงขึ้น 33% ใน 1 เดือนทำให้ส่วนต่างกำไรเทียบกับมูลค่าพื้นฐานแคบลง เราปรับ
คำแนะนำจาก “ซื้อ” เป็น “เก็งกำไร” โดยเราปรับมูลค่าพื้นฐานจาก 39 บาท เป็น 46 บาท จาก
การปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้น และปรับ Target P/BV จาก 1.2 เท่า เป็น 1.4 เท่า (ROE
17% long term growth 6%)
คาดการณ์กำไรสุทธิ 3Q53 ที่ 1.46 พันล้านบาท (+46%YoY, +7%QoQ)
จากการสอบถามทางโทรศัพท์กับเจ้าหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ คาดการณ์ TCAP จะมี
กำไรสุทธิ 3Q53 ที่ 1.46 พันล้านบาท เติบสูง 46%YoY สาระสำคัญมาจากการควบรวมระหว่าง
ธนาคารธนชาต (TCAP ถือหุ้นราว 51%) และ SCIB ใน 2Q53 ส่งผลให้
i) รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 89%YoY ตามปริมาณ
สินเชื่อ (+109%) และเงินลงทุนเพิ่มขึ้น (+400%)
ii) รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่จากรายได้ค่าธรรมเนียมและรายได้อื่นๆ
คาด NIM จะลดลงที่ 3.9% จาก 4.25% ใน 3Q52 เนื่องจากก่อนการควบรวมสินเชื่อ
ส่วนใหญ่ของ TCAP เป็นสินเชื่อเช่าซื้อ (ประมาณ 70% ของพอร์ตสินเชื่อรวม) ซึ่งมีอัตราผล
ตอบแทนเฉลี่ยของสินเชื่อ (loan yield) ราว 7% สูงกว่า loan yield ของ SCIB ที่ราว 5% แต่
ภายหลังการควบรวม loan yield เฉลี่ยของ TCAP จะลดลงเหลือ 6.1% ซึ่งเป็นปัจจัยกดดัน
NIM ของ TCAP ลดลงเทียบกับ 2Q53 กำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้นราว 7%QoQ สาระสำคัญจากการ
เพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิ กอปรกับรายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นตามปริมา
ณธุรกรรมการเงินเพิ่มขึ้นหลังจากสถานการณ์การเมืองกลับสู่ภาวะปกติ ด้านหนี้เสียมีแนวโน้ม
ทรงตัวจาก 2Q53 ที่ราว 3.8 หมื่นล้านบาท และ NPL Ratio ที่ 6.1%
คาดสินเชื่อ 3Q53 ขยายตัว 1.2%QoQ
สินเชื่อเดือน ส.ค. 53 พลิกกลับมาขยายตัว 1%MoM จากที่หดตัว 0.5% ในเดือน ก.ค.
เราประเมินว่าสินเชื่อเช่าซื้อยังมีแนวโน้มขยายตัวตามการเติบโตของยอดขายรถยนต์ (เฉลี่ยเพิ่ม
ขึ้น 50%YoY ในช่วง 8M53) คาดการ์สินเชื่อใน 3Q53 จะขยายตัวราว 1.2%QoQ โดยคาด
สินเชื่อทั้งปี 53 จะขยายตัวสูง 108%YoY ซึ่งเป็นผลบวกจากการควบรวมระหว่าง
ธนาคารธนชาต และ SCIB ขณะที่คาดสินเชื่อปี 54 จะกลับมาขยายตัวในระดับปกติที่ 7%YoY
ค่าใช้จ่ายการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากการควบรวม แม้การควบรวมระหว่างธนาคารธนชาต และ
SCIB จะส่งผลให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) จากปริมาณลูกค้าและ
จำนวนสาขาเพิ่มขึ้น รวมทั้งส่งผลดีต่อการบริหารส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ของ TCAP แต่
การควบรวมจำเป็นต้องมีการลงทุนเพิ่มหลายด้าน เช่น การปรับปรุงสาขาธนาคาร การปรับปรุง
ระบบเครือข่ายด้านไอที และค่าใช้จ่ายพนักงาน แม้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานปี 54 จะเพิ่มขึ้น
20.3%YoY จาก 15.7% ในปี 53 และส่งผลให้ Cost to Income Ratio อยู่ระดับค่อนข้างสูง
ที่ 60% แต่ผลบวกจากการควบรวมจะส่งผลให้ฐานรายได้ของ TCAP เพิ่มขึ้นในอัตราสูงกว่า
และผลการดำเนินงานปี 54 ขยายตัวสูงที่ 18.2%YoY จาก 9.7% ในปี 53
ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 53 และปี 54
เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 53 เพิ่มขึ้น 3% เป็น 5.6 พันล้านบาท (+9.7%YoY)
จากการปรับลดสมมติฐานค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ฯ ลง 15% เหลือ 2.3 พันล้านบาท นอกจากนี้ แม้
เราปรับประมาณการค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 2% แต่ได้ปรับสมมติฐาน NIM เพิ่มขึ้น
จาก 3.7% เป็น 3.9% ส่งผลให้เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 54 เพิ่มขึ้น 2% เป็น 6.6
พันล้านบาท (+18.2%YoY)
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 9:26:03
การควบรวมกิจการระหว่างธนาคารธนชาต และ SCIB จะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายใน
การดำเนินงานเพิ่มขึ้น แต่ในภาพรวมแล้วฐานรายได้จะขยายตัวในอัตราที่มากกว่า โดยคาดว่า
กำไรสุทธิปี 54 ของ TCAP จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 18.2%YoY จาก 9.7% ในปี 53 แต่จาก
ความกังวลต่อเงินกองทุนของ TCAP ที่อาจเป็นข้อจำกัดในการขยายธุรกิจในอนาคต และ
ด้วยราคาหุ้นที่สูงขึ้น 33% ใน 1 เดือนทำให้ส่วนต่างกำไรเทียบกับมูลค่าพื้นฐานแคบลง เราปรับ
คำแนะนำจาก “ซื้อ” เป็น “เก็งกำไร” โดยเราปรับมูลค่าพื้นฐานจาก 39 บาท เป็น 46 บาท จาก
การปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้น และปรับ Target P/BV จาก 1.2 เท่า เป็น 1.4 เท่า (ROE
17% long term growth 6%)
คาดการณ์กำไรสุทธิ 3Q53 ที่ 1.46 พันล้านบาท (+46%YoY, +7%QoQ)
จากการสอบถามทางโทรศัพท์กับเจ้าหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ คาดการณ์ TCAP จะมี
กำไรสุทธิ 3Q53 ที่ 1.46 พันล้านบาท เติบสูง 46%YoY สาระสำคัญมาจากการควบรวมระหว่าง
ธนาคารธนชาต (TCAP ถือหุ้นราว 51%) และ SCIB ใน 2Q53 ส่งผลให้
i) รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 89%YoY ตามปริมาณ
สินเชื่อ (+109%) และเงินลงทุนเพิ่มขึ้น (+400%)
ii) รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่จากรายได้ค่าธรรมเนียมและรายได้อื่นๆ
คาด NIM จะลดลงที่ 3.9% จาก 4.25% ใน 3Q52 เนื่องจากก่อนการควบรวมสินเชื่อ
ส่วนใหญ่ของ TCAP เป็นสินเชื่อเช่าซื้อ (ประมาณ 70% ของพอร์ตสินเชื่อรวม) ซึ่งมีอัตราผล
ตอบแทนเฉลี่ยของสินเชื่อ (loan yield) ราว 7% สูงกว่า loan yield ของ SCIB ที่ราว 5% แต่
ภายหลังการควบรวม loan yield เฉลี่ยของ TCAP จะลดลงเหลือ 6.1% ซึ่งเป็นปัจจัยกดดัน
NIM ของ TCAP ลดลงเทียบกับ 2Q53 กำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้นราว 7%QoQ สาระสำคัญจากการ
เพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิ กอปรกับรายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นตามปริมา
ณธุรกรรมการเงินเพิ่มขึ้นหลังจากสถานการณ์การเมืองกลับสู่ภาวะปกติ ด้านหนี้เสียมีแนวโน้ม
ทรงตัวจาก 2Q53 ที่ราว 3.8 หมื่นล้านบาท และ NPL Ratio ที่ 6.1%
คาดสินเชื่อ 3Q53 ขยายตัว 1.2%QoQ
สินเชื่อเดือน ส.ค. 53 พลิกกลับมาขยายตัว 1%MoM จากที่หดตัว 0.5% ในเดือน ก.ค.
เราประเมินว่าสินเชื่อเช่าซื้อยังมีแนวโน้มขยายตัวตามการเติบโตของยอดขายรถยนต์ (เฉลี่ยเพิ่ม
ขึ้น 50%YoY ในช่วง 8M53) คาดการ์สินเชื่อใน 3Q53 จะขยายตัวราว 1.2%QoQ โดยคาด
สินเชื่อทั้งปี 53 จะขยายตัวสูง 108%YoY ซึ่งเป็นผลบวกจากการควบรวมระหว่าง
ธนาคารธนชาต และ SCIB ขณะที่คาดสินเชื่อปี 54 จะกลับมาขยายตัวในระดับปกติที่ 7%YoY
ค่าใช้จ่ายการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากการควบรวม แม้การควบรวมระหว่างธนาคารธนชาต และ
SCIB จะส่งผลให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) จากปริมาณลูกค้าและ
จำนวนสาขาเพิ่มขึ้น รวมทั้งส่งผลดีต่อการบริหารส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ของ TCAP แต่
การควบรวมจำเป็นต้องมีการลงทุนเพิ่มหลายด้าน เช่น การปรับปรุงสาขาธนาคาร การปรับปรุง
ระบบเครือข่ายด้านไอที และค่าใช้จ่ายพนักงาน แม้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานปี 54 จะเพิ่มขึ้น
20.3%YoY จาก 15.7% ในปี 53 และส่งผลให้ Cost to Income Ratio อยู่ระดับค่อนข้างสูง
ที่ 60% แต่ผลบวกจากการควบรวมจะส่งผลให้ฐานรายได้ของ TCAP เพิ่มขึ้นในอัตราสูงกว่า
และผลการดำเนินงานปี 54 ขยายตัวสูงที่ 18.2%YoY จาก 9.7% ในปี 53
ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 53 และปี 54
เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 53 เพิ่มขึ้น 3% เป็น 5.6 พันล้านบาท (+9.7%YoY)
จากการปรับลดสมมติฐานค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ฯ ลง 15% เหลือ 2.3 พันล้านบาท นอกจากนี้ แม้
เราปรับประมาณการค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 2% แต่ได้ปรับสมมติฐาน NIM เพิ่มขึ้น
จาก 3.7% เป็น 3.9% ส่งผลให้เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 54 เพิ่มขึ้น 2% เป็น 6.6
พันล้านบาท (+18.2%YoY)
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 9:26:03
วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553
บล.เคจีไอ : KTB แนะนำ ‘ซื้อ’ ราคาเป้าหมายที่ 18.80 บาท
คงมุมมองเชิงบวกต่อผลประกอบการ KTB
คาดว่าเรา KTB จะมีกำไรสุทธิ 14.6 พันล้านบาท ในปี 2553 และ 16.6 พันล้านบาท
ในปี 2554 หรือ เพิ่มขึ้น 20.1% และ 13.5%
KTB ได้ประโยชน์จากทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น
คาดว่า KTB ยังไม่ปรับอัราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ขึ้น โดยยังคงไว้ที่ 0.5% ขณะที่
อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่คิดกับลูกค้าจะเพิ่มขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยเงินกู้ยืมในระดับครึ่ง
หนึ่งที่มีการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากขึ้น เราคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับอัตรา
ดอกเบี้ยนโยบายขึ้นเป็น 2.25% ในสิ้นปีนี้ และ 3.25% ในปีหน้า
แต่ส่วนต่างดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย
จากการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนสินเชื่อภาครัฐและรัฐวิสาหกิจแม้จะช่วยให้ยอดสินเชื่อขยาย
ตัว 12.4% ในปี 2553 และ 6.9% ในปี 2554 แต่สินเชื่อดังกล่าวให้ผลตอบแทนต่ำเกือบเท่า
อัตราดอกเบี้ยตลาดเงิน จะส่งผลให้ NIM ของ KTB ลดลง แต่การขยายตัวสินเชื่อรายย่อยและสิน
เชื่อบ้านในช่วงครึ่งหลังของปี 2553 และปีหน้า จะช่วยหนุนให้ NIM ไม่ลดลงมากนัก
หนี้ที่ไม่ก่อนให้เกิดรายได้ยังต่ำ คาดว่จะไม่มีการตั้งสำรองฯ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
จากภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งช่วยให้กระแสเงินสดของผู้ประกอบการและ ราย
ได้ของประชาชนดีขึ้น จะช่วยให้ความเสี่ยงสินเชื่ออยู่ในระดับต่ำ คาดว่า KTB จะตั้งสำรองฯ
ประมาณ 6.2 พันล้านบาท และ 6.4 พันล้านบาท ในปี 2553 และ 2554 ตามลำดับ ขณะที่ยอด
สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จะอยู่ที่ 6% เทียบกับยอดสินเชื่อรวม
คาดว่ารายรับค่าธรรมเนียมเติบโตในระดับสูง
คาดว่ารายรับที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นถึง 21.5% YoY ในปีหน้า การเพิ่มขึ้นของการ
ค้าระหว่างประเทศ การขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และ และค่าธรรมเนียมการโอนเงินผ่าน
ATM เครือข่ายสาขาทั่วประเทศ คาดว่า KTB จะได้รับผลกระทบไม่มากจากการปรับลดค่า
ธรรมเนียมการโอนเงิน เนื่องจากรายได้ค่าธรรมเนียมดังกล่าวมีสัดส่วนเพียง 20% ของรายได้ที่
ไม่ใช่ดอกเบี้ย
ราคาหุ้นของ KTB มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นตามข่าวการขายหุ้น KTB บางส่วนจาก
กองทุนเพื่อการฟื้นฟูระบบสถาบันการเงิน (FIDF) คาดว่า FIDF จะขายหุ้นของ KTB ออกบาง
ส่วนในราคา 20 บาท ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกให้ราคาหุ้นของ KTB มีโอกาสปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นต่อ
เนื่อง
การประเมินมูลค่าและคำแนะนำ
เราคงแนะนำ ‘ซื้อ’ โดยมีราคาเป้าหมายที่ 18.80 บาท (ประมาณการกำไรสุทธิในปี
2554 ที่ 16.6 พันล้านบาท BVPS ที่ 11.93 บาทและ PBV ที่ 1.58x) จาก 15.6 บาท สำหรับ
ผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2554 คาดว่า ผลประกอบการในปี 2554 จะเพิ่มขึ้น 13.5% เป็น
ผลจากอัตราการเติบโตของสินเชื่อและรายรับค่าธรรมเนียมอันไม่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยที่อยู่ใน
ระดับสูง รวมถึงคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีต่อเนื่อง โดยไม่มีสำรองพิเศษเพิ่มเติม
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 9:19:13
คาดว่าเรา KTB จะมีกำไรสุทธิ 14.6 พันล้านบาท ในปี 2553 และ 16.6 พันล้านบาท
ในปี 2554 หรือ เพิ่มขึ้น 20.1% และ 13.5%
KTB ได้ประโยชน์จากทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น
คาดว่า KTB ยังไม่ปรับอัราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ขึ้น โดยยังคงไว้ที่ 0.5% ขณะที่
อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่คิดกับลูกค้าจะเพิ่มขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยเงินกู้ยืมในระดับครึ่ง
หนึ่งที่มีการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากขึ้น เราคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับอัตรา
ดอกเบี้ยนโยบายขึ้นเป็น 2.25% ในสิ้นปีนี้ และ 3.25% ในปีหน้า
แต่ส่วนต่างดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย
จากการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนสินเชื่อภาครัฐและรัฐวิสาหกิจแม้จะช่วยให้ยอดสินเชื่อขยาย
ตัว 12.4% ในปี 2553 และ 6.9% ในปี 2554 แต่สินเชื่อดังกล่าวให้ผลตอบแทนต่ำเกือบเท่า
อัตราดอกเบี้ยตลาดเงิน จะส่งผลให้ NIM ของ KTB ลดลง แต่การขยายตัวสินเชื่อรายย่อยและสิน
เชื่อบ้านในช่วงครึ่งหลังของปี 2553 และปีหน้า จะช่วยหนุนให้ NIM ไม่ลดลงมากนัก
หนี้ที่ไม่ก่อนให้เกิดรายได้ยังต่ำ คาดว่จะไม่มีการตั้งสำรองฯ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
จากภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งช่วยให้กระแสเงินสดของผู้ประกอบการและ ราย
ได้ของประชาชนดีขึ้น จะช่วยให้ความเสี่ยงสินเชื่ออยู่ในระดับต่ำ คาดว่า KTB จะตั้งสำรองฯ
ประมาณ 6.2 พันล้านบาท และ 6.4 พันล้านบาท ในปี 2553 และ 2554 ตามลำดับ ขณะที่ยอด
สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จะอยู่ที่ 6% เทียบกับยอดสินเชื่อรวม
คาดว่ารายรับค่าธรรมเนียมเติบโตในระดับสูง
คาดว่ารายรับที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นถึง 21.5% YoY ในปีหน้า การเพิ่มขึ้นของการ
ค้าระหว่างประเทศ การขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และ และค่าธรรมเนียมการโอนเงินผ่าน
ATM เครือข่ายสาขาทั่วประเทศ คาดว่า KTB จะได้รับผลกระทบไม่มากจากการปรับลดค่า
ธรรมเนียมการโอนเงิน เนื่องจากรายได้ค่าธรรมเนียมดังกล่าวมีสัดส่วนเพียง 20% ของรายได้ที่
ไม่ใช่ดอกเบี้ย
ราคาหุ้นของ KTB มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นตามข่าวการขายหุ้น KTB บางส่วนจาก
กองทุนเพื่อการฟื้นฟูระบบสถาบันการเงิน (FIDF) คาดว่า FIDF จะขายหุ้นของ KTB ออกบาง
ส่วนในราคา 20 บาท ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกให้ราคาหุ้นของ KTB มีโอกาสปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นต่อ
เนื่อง
การประเมินมูลค่าและคำแนะนำ
เราคงแนะนำ ‘ซื้อ’ โดยมีราคาเป้าหมายที่ 18.80 บาท (ประมาณการกำไรสุทธิในปี
2554 ที่ 16.6 พันล้านบาท BVPS ที่ 11.93 บาทและ PBV ที่ 1.58x) จาก 15.6 บาท สำหรับ
ผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2554 คาดว่า ผลประกอบการในปี 2554 จะเพิ่มขึ้น 13.5% เป็น
ผลจากอัตราการเติบโตของสินเชื่อและรายรับค่าธรรมเนียมอันไม่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยที่อยู่ใน
ระดับสูง รวมถึงคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีต่อเนื่อง โดยไม่มีสำรองพิเศษเพิ่มเติม
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 9:19:13
บล.ซิกโก้ : BAY แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 29.00 บาท
คาดกำไรสุทธิ 3Q10A เพิ่มขึ้น 10.8% QoQ และ 8.8% YoY
SSEC คาดผลการดำเนินงานของ BAY ใน 3Q10E มีกำไรสุทธิทเท่ากับ 2,363
ลบ. เพิ่มขึ้น 10.8% QoQ และ 8.8% YoY ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ
เท่ากับ 3.2% QoQ และ 31.7% YoY นอกจากนี้รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยโดยเฉพาะในส่วนของ
ค่าธรรมเนียมยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องราว 7.0% QoQ และ 41.3% YoY ซึ่งเป็นผลดีภายหลัง
จากการเจ้าซื้อกิจการอย่างไรก็ตามค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงซึ่งเป็น
ผลกระทบจากการเข้าซื้อกิจการ อีกทั้งในช่วง 3Q10E (เดือน ก.ค.53) บริษัทได้เริ่มโครงการ
Early Retirement ซึ่งจะส่งผลให้มีภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้นโดยค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะทยอย
ลดลงภายหลังจากการปรับปรุงโครงสร้างจนเสร็จเรียบร้อย
สินเชื่อเดือน ส.ค. ลดลง 0.7% MoM
BAY รายงานยอดสินเชื่อสุทธิเดือน ส.ค. ลดลงราว 0.7% MoM โดยเราคาดว่า
สินเชื่อ 3Q10E จะยังทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากเป็นช่วงที่มีการจ่ายคืนหนี้
จากลูกค้า Corporate ค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตามาเราคาดว่าจะได้เห็นการเติบโตที่โดดเด่น
มากขึ้นในช่วง 4Q10E โดยจะเน้นการเติบโตของสินเชื่อขนาดเล็ก และ Hire Purchase โดย
รวมบริษัทยังคงเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อไว้ที่ 8.0% YoY
แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 29.00 บาท
SSEC แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมที่ 29.00 บาท อิง P/BV ที่ 1.65 เท่า เนื่องจาก
BAY มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรสุทธิใน FY10E อย่างมีนัยสำคัญจากการรับรู้รายได้เต็มปี
จากการซื้อกิจการ GEMT และ AIG ที่เน้นสินเชื่อรายย่อยที่ให้ผลตอบแทนในระดับสูง
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 8:49:39
SSEC คาดผลการดำเนินงานของ BAY ใน 3Q10E มีกำไรสุทธิทเท่ากับ 2,363
ลบ. เพิ่มขึ้น 10.8% QoQ และ 8.8% YoY ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ
เท่ากับ 3.2% QoQ และ 31.7% YoY นอกจากนี้รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยโดยเฉพาะในส่วนของ
ค่าธรรมเนียมยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องราว 7.0% QoQ และ 41.3% YoY ซึ่งเป็นผลดีภายหลัง
จากการเจ้าซื้อกิจการอย่างไรก็ตามค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงซึ่งเป็น
ผลกระทบจากการเข้าซื้อกิจการ อีกทั้งในช่วง 3Q10E (เดือน ก.ค.53) บริษัทได้เริ่มโครงการ
Early Retirement ซึ่งจะส่งผลให้มีภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้นโดยค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะทยอย
ลดลงภายหลังจากการปรับปรุงโครงสร้างจนเสร็จเรียบร้อย
สินเชื่อเดือน ส.ค. ลดลง 0.7% MoM
BAY รายงานยอดสินเชื่อสุทธิเดือน ส.ค. ลดลงราว 0.7% MoM โดยเราคาดว่า
สินเชื่อ 3Q10E จะยังทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากเป็นช่วงที่มีการจ่ายคืนหนี้
จากลูกค้า Corporate ค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตามาเราคาดว่าจะได้เห็นการเติบโตที่โดดเด่น
มากขึ้นในช่วง 4Q10E โดยจะเน้นการเติบโตของสินเชื่อขนาดเล็ก และ Hire Purchase โดย
รวมบริษัทยังคงเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อไว้ที่ 8.0% YoY
แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 29.00 บาท
SSEC แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมที่ 29.00 บาท อิง P/BV ที่ 1.65 เท่า เนื่องจาก
BAY มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรสุทธิใน FY10E อย่างมีนัยสำคัญจากการรับรู้รายได้เต็มปี
จากการซื้อกิจการ GEMT และ AIG ที่เน้นสินเชื่อรายย่อยที่ให้ผลตอบแทนในระดับสูง
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 8:49:39
บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : ITD แนะนำ 'ซื้อ' ราคาพื้นฐาน 6.00 บาท
• ข่าวดีเรื่องแรกคือ ประสบความสำเร็จมากในการออกหุ้นกู้ ในวันที่ 16
ก.ย.53 ที่ผ่านมา ทางบริษัทได้ออกหุ้นกู้ 2 ชุด คือ 3 ปี และ 5 ปี มูลค่ารวม 2.5 พัน
ล้านบาท ถือว่าสูงกว่าตามแผนครั้งแรกที่ 2.0 พันล้านบาท สืบเนื่องจากความต้องการ
ในหุ้นกู้ ITD มีสูง ประโยชน์คือ นำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปชำระหุ้นกู้เดิม 2.0
พันล้านบาทที่ครบกำหนดในวันที่ 23 ก.ย.53 ที่ผ่านมา
• นอกจากนี้ยังจะมีข่าวดีตามมาอีกมาก เรื่องแรกคือ มีโอกาสที่จะขายหุ้นที่ไม่
เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก (non-core assets) ออกไป ได้แก่ โตโย-ไทย คอร์ปอเรชั่น
(TTCL) ในสัดส่วน 10% และ หุ้นน้ำเทิน 2 เพาเวอร์ ในสัดส่วน 15% คาดว่าจะดี
ลเหล่านี้จะจบลงได้ใน 4Q53 เรื่องต่อมาคือ คาดการณ์กันว่า ITD จะมีการลงนาม
Framework Agreement กับ Myanmar Port Authority ที่จะพัฒนาอ่าวทวาย ประเทศ
พม่า ในไม่ช้านี้ โครงการนี้มีมูลค่าการก่อสร้างที่มหาศาลถึง 4 แสนล้านบาท งานก่อ
สร้างประกอบไปด้วย ท่าเรือน้ำลึก นิคมอุตสาหกรรม ถนน และ โครงข่ายระบบราง
แต่เรายังไม่นำงานก่อสร้างนี้ไว้ในประมาณการ อย่างไรก็ตาม หาก ITD บรรลุข้อ
ตกลงได้จริง ข้อดีที่ได้รับคือ มูลค่างานก่อสร้างในมือ (Backlog) จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัย
สำคัญ และมีแหล่งที่มาของรายได้ที่แน่นอนถัดจากนี้ไปเป็นเวลา 10 ปี เป็นอย่าง
น้อย
• คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาหุ้น ITD ปรับตัวขึ้นมาแล้ว 35% สอดคล้องกับคำแนะ
นำ ซื้อ ที่เรามีการออกรายงานไปตั้งแต่ 9 ก.ย.53 แต่เราเห็นว่าราคาหุ้นก็ยังน่าสนใจ
เพราะในมุมมองการประเมินมูลค่าหุ้น P/BV ปี 54 เป็นเพียง 1.7 เท่า เราจึงปรับ
ราคาพื้นฐานขึ้นเป็น 6.00 บาท ซึ่งประเมินด้วย P/BV ปี 54 ที่ 2.0 เท่า ซึ่งเป็น
ค่าเฉลี่ยในอดีต ราคาปิดยังมีส่วนเพิ่มได้อีกมากเป็น 20% เทียบกับราคาพื้นฐาน
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 13:14:04
ก.ย.53 ที่ผ่านมา ทางบริษัทได้ออกหุ้นกู้ 2 ชุด คือ 3 ปี และ 5 ปี มูลค่ารวม 2.5 พัน
ล้านบาท ถือว่าสูงกว่าตามแผนครั้งแรกที่ 2.0 พันล้านบาท สืบเนื่องจากความต้องการ
ในหุ้นกู้ ITD มีสูง ประโยชน์คือ นำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปชำระหุ้นกู้เดิม 2.0
พันล้านบาทที่ครบกำหนดในวันที่ 23 ก.ย.53 ที่ผ่านมา
• นอกจากนี้ยังจะมีข่าวดีตามมาอีกมาก เรื่องแรกคือ มีโอกาสที่จะขายหุ้นที่ไม่
เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก (non-core assets) ออกไป ได้แก่ โตโย-ไทย คอร์ปอเรชั่น
(TTCL) ในสัดส่วน 10% และ หุ้นน้ำเทิน 2 เพาเวอร์ ในสัดส่วน 15% คาดว่าจะดี
ลเหล่านี้จะจบลงได้ใน 4Q53 เรื่องต่อมาคือ คาดการณ์กันว่า ITD จะมีการลงนาม
Framework Agreement กับ Myanmar Port Authority ที่จะพัฒนาอ่าวทวาย ประเทศ
พม่า ในไม่ช้านี้ โครงการนี้มีมูลค่าการก่อสร้างที่มหาศาลถึง 4 แสนล้านบาท งานก่อ
สร้างประกอบไปด้วย ท่าเรือน้ำลึก นิคมอุตสาหกรรม ถนน และ โครงข่ายระบบราง
แต่เรายังไม่นำงานก่อสร้างนี้ไว้ในประมาณการ อย่างไรก็ตาม หาก ITD บรรลุข้อ
ตกลงได้จริง ข้อดีที่ได้รับคือ มูลค่างานก่อสร้างในมือ (Backlog) จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัย
สำคัญ และมีแหล่งที่มาของรายได้ที่แน่นอนถัดจากนี้ไปเป็นเวลา 10 ปี เป็นอย่าง
น้อย
• คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาหุ้น ITD ปรับตัวขึ้นมาแล้ว 35% สอดคล้องกับคำแนะ
นำ ซื้อ ที่เรามีการออกรายงานไปตั้งแต่ 9 ก.ย.53 แต่เราเห็นว่าราคาหุ้นก็ยังน่าสนใจ
เพราะในมุมมองการประเมินมูลค่าหุ้น P/BV ปี 54 เป็นเพียง 1.7 เท่า เราจึงปรับ
ราคาพื้นฐานขึ้นเป็น 6.00 บาท ซึ่งประเมินด้วย P/BV ปี 54 ที่ 2.0 เท่า ซึ่งเป็น
ค่าเฉลี่ยในอดีต ราคาปิดยังมีส่วนเพิ่มได้อีกมากเป็น 20% เทียบกับราคาพื้นฐาน
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 13:14:04
บล.เอเซียพลัส : TMB แนะนำถือ Fair value 2.60 บาท
คาดกำไร 3Q53 เติบโต 1.9% qoq แม้สินเชื่อฟื้นเป็นบวก แต่ค่าธรรมเนียมลด
ฝ่ายวิจัยคาด TMB จะมีกำไรสุทธิ 3Q53 เท่ากับ 903 ล้านบาท เติบโตราว 1.9%
qoq ซึ่งเป็นกำไรระดับสูงสุดในรอบ 7 ไตรมาสที่ผ่านมา แม้สัญญาณการฟื้นตัวของธุรกิจหลักที่
เห็นได้จากการเติบโตของสินเชื่อสุทธิใน 3Q53 ที่กลับมาเป็นบวกราว 1.8% qoq เป็นไตรมาส
แรกในรอบปี 2553 (โดยรวมแล้วสินเชื่อสุทธิใน 9M53 ยังติดลบอยู่ราว 3.2% จากสิ้นปี 2552
และยังต่ำกว่าเป้าทั้งปี 2553 ทีฝ่ายวิจัยคาดไว้ที่ 5% yoy) โดยส่วนใหญ่เป็นการเติบโตของสิน
เชื่อรายใหญ่ ซึ่งยังเป็นสินเชื่อระยะสั้นที่ปล่อยให้แก่หน่วยงานภาครัฐ ขณะที่สินเชื่อ SME พบว่า
มีการเติบโตที่ดีเช่นกัน (ยอดเพิ่มขึ้นสุทธิราว 1 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 16% ของยอดสินเชื่อ
สุทธิที่เพิ่มขึ้นราว 6.3 พันล้านบาทในงวดนี้) โดยธนาคารฯ ยังคงเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อ
ที่ 5% yoy ซึ่งหากสินเชื่อรายใหญ่ไม่ได้มียอดชำระคืนระดับสูงในช่วงที่เหลือของปี ก็น่าจะ
สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ ส่วน NIM นั้น คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจากงวดที่ผ่าน
มา แม้ธนาคารฯ จะมีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.125% ในเดือน ก.ค.53 ที่ผ่านมา แต่ก็
ไม่ได้ส่งผลบวกต่อ Yield เท่าใดนัก ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อรายใหญ่ภาครัฐที่
มี Yield ค่อนข้างต่ำ ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายยังคงทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้น จึงไม่ได้ส่งผลบวกต่อ
NIM เท่าที่ควร นอกจากนี้ ยังมีประเด็นของรายได้ค่าธรรมเนียมฯ ที่คาดว่าจะหดตัวลงราว
7.8% qoq ซึ่งธนาคารฯ จะมีการเปลี่ยนวิธีการบันทึกรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมบัตรเด
บิต ทีเอ็มบี โนลิมิต (ได้รับการตอบรับดีมากจากลูกค้า เนื่องจากสามารถใช้ถอนเงินจาก ATM
ของธนาคารอื่นได้ฟรี และไม่จำกัดจำนวนครั้ง ภายในระยะเวลา 3 ปี) ที่มีการเรียกเก็บค่า
ธรรมเนียมจำนวน 500 บาท/บัตร สำหรับระยะเวลา 3 ปี จากเดิมที่บันทึกทั้งจำนวนในคราว
เดียว เป็นการทยอยรับรู้รายได้ในระยะ 3 ปี ทำให้ส่งผลกระทบต่อการลดลงของรายได้ค่า
ธรรมเนียมฯ ค่อนข้างมากในงวดนี้ ส่วนเรื่องของ NPL ไม่ได้มีประเด็นที่น่ากังวล โดยเฉพาะค่า
ใช้จ่ายสำรองหนี้ฯ ที่คาดว่าจะกลับสู่ระดับปกติที่ราว 200 ล้านบาทในงวดนี้ โดยรวมแล้วคาดว่า
กำไรสุทธิใน 9M53 จะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 2.47 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 82.7% จากช่วงเดียวกัน
ของปีก่อนและคิดเป็นสัดส่วน 83% ของประมาณการกำไรสุทธิปี 2553 ที่คาด
หากกำไร 4Q53 ยังรักษาเสถียรภาพต่อเนื่องอาจต้องเพิ่มประมาณการปี 2553
ฝ่ายวิจัยอาจมีแนวโน้มต้องปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2553 หากสถานการณ์
กำไรสุทธิใน 4Q53 ยังคงรักษาเสถียรภาพการเติบโตอย่างต่อเนื่องหรือทรงตัวสูงได้ในระดับใกล้
เคียงกับ 3Q53 ซึ่งจากการประเมินของฝ่ายวิจัยพบว่าแนวโน้มความผันผวนของผลการดำเนิน
งานจากประเด็นเรื่องคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารฯ นั้นเริ่มทยอยลดลงเรื่อยๆ ทั้งในส่วนของ
NPL และทรัพย์สินรอการขายที่ยังเดินหน้าลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากเป็นไปได้ตามคาดจะยิ่งส่ง
ผลบวกต่อแนวโน้มการจ่ายเงินปันผลของธนาคารฯ ที่จะสามารถดำเนินการได้เป็นครั้งแรกใน
รอบ 13 ปี โดยจะอ้างอิงกับผลการดำเนินงาน 2H53 เป็นหลัก เพราะธนาคารฯ ได้ทำการล้างผล
ขาดทุนสะสมไปทั้งจำนวนแล้วตั้งแต่ช่วงกลางปี 2553
ราคาหุ้นสะท้อนประเด็นบวกจากการควบรวมกิจการไปมากแล้ว แนะนำถือ
ฝ่ายวิจัยแนะนำเพียงถือ สำหรับ TMB เนื่องจากราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาได้สะท้อน
ประเด็นบวกเรื่องการการขายหุ้นของคลังฯ ที่ถืออยู่ในสัดส่วน 26.1% ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ผลักดัน
ราคาหุ้นของธนาคารฯ ให้สะท้อนต้นทุนการถือครองหุ้นในส่วนของคลังฯ รวมถึงพัฒนาการใน
ทางบวกของ TMB (ภายหลังการลดราคาพาร์เพื่อนำไปล้างผลขาดทุนสะสมจนหมดแล้ว) มาก
ขึ้น โดยมี upside เหลือเพียง 5% จาก Fair value ที่ระดับ PBV 2 เท่า ปี 2554 คือ 2.60
บาท
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 10:17:04
ฝ่ายวิจัยคาด TMB จะมีกำไรสุทธิ 3Q53 เท่ากับ 903 ล้านบาท เติบโตราว 1.9%
qoq ซึ่งเป็นกำไรระดับสูงสุดในรอบ 7 ไตรมาสที่ผ่านมา แม้สัญญาณการฟื้นตัวของธุรกิจหลักที่
เห็นได้จากการเติบโตของสินเชื่อสุทธิใน 3Q53 ที่กลับมาเป็นบวกราว 1.8% qoq เป็นไตรมาส
แรกในรอบปี 2553 (โดยรวมแล้วสินเชื่อสุทธิใน 9M53 ยังติดลบอยู่ราว 3.2% จากสิ้นปี 2552
และยังต่ำกว่าเป้าทั้งปี 2553 ทีฝ่ายวิจัยคาดไว้ที่ 5% yoy) โดยส่วนใหญ่เป็นการเติบโตของสิน
เชื่อรายใหญ่ ซึ่งยังเป็นสินเชื่อระยะสั้นที่ปล่อยให้แก่หน่วยงานภาครัฐ ขณะที่สินเชื่อ SME พบว่า
มีการเติบโตที่ดีเช่นกัน (ยอดเพิ่มขึ้นสุทธิราว 1 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 16% ของยอดสินเชื่อ
สุทธิที่เพิ่มขึ้นราว 6.3 พันล้านบาทในงวดนี้) โดยธนาคารฯ ยังคงเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อ
ที่ 5% yoy ซึ่งหากสินเชื่อรายใหญ่ไม่ได้มียอดชำระคืนระดับสูงในช่วงที่เหลือของปี ก็น่าจะ
สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ ส่วน NIM นั้น คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจากงวดที่ผ่าน
มา แม้ธนาคารฯ จะมีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.125% ในเดือน ก.ค.53 ที่ผ่านมา แต่ก็
ไม่ได้ส่งผลบวกต่อ Yield เท่าใดนัก ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อรายใหญ่ภาครัฐที่
มี Yield ค่อนข้างต่ำ ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายยังคงทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้น จึงไม่ได้ส่งผลบวกต่อ
NIM เท่าที่ควร นอกจากนี้ ยังมีประเด็นของรายได้ค่าธรรมเนียมฯ ที่คาดว่าจะหดตัวลงราว
7.8% qoq ซึ่งธนาคารฯ จะมีการเปลี่ยนวิธีการบันทึกรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมบัตรเด
บิต ทีเอ็มบี โนลิมิต (ได้รับการตอบรับดีมากจากลูกค้า เนื่องจากสามารถใช้ถอนเงินจาก ATM
ของธนาคารอื่นได้ฟรี และไม่จำกัดจำนวนครั้ง ภายในระยะเวลา 3 ปี) ที่มีการเรียกเก็บค่า
ธรรมเนียมจำนวน 500 บาท/บัตร สำหรับระยะเวลา 3 ปี จากเดิมที่บันทึกทั้งจำนวนในคราว
เดียว เป็นการทยอยรับรู้รายได้ในระยะ 3 ปี ทำให้ส่งผลกระทบต่อการลดลงของรายได้ค่า
ธรรมเนียมฯ ค่อนข้างมากในงวดนี้ ส่วนเรื่องของ NPL ไม่ได้มีประเด็นที่น่ากังวล โดยเฉพาะค่า
ใช้จ่ายสำรองหนี้ฯ ที่คาดว่าจะกลับสู่ระดับปกติที่ราว 200 ล้านบาทในงวดนี้ โดยรวมแล้วคาดว่า
กำไรสุทธิใน 9M53 จะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 2.47 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 82.7% จากช่วงเดียวกัน
ของปีก่อนและคิดเป็นสัดส่วน 83% ของประมาณการกำไรสุทธิปี 2553 ที่คาด
หากกำไร 4Q53 ยังรักษาเสถียรภาพต่อเนื่องอาจต้องเพิ่มประมาณการปี 2553
ฝ่ายวิจัยอาจมีแนวโน้มต้องปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2553 หากสถานการณ์
กำไรสุทธิใน 4Q53 ยังคงรักษาเสถียรภาพการเติบโตอย่างต่อเนื่องหรือทรงตัวสูงได้ในระดับใกล้
เคียงกับ 3Q53 ซึ่งจากการประเมินของฝ่ายวิจัยพบว่าแนวโน้มความผันผวนของผลการดำเนิน
งานจากประเด็นเรื่องคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารฯ นั้นเริ่มทยอยลดลงเรื่อยๆ ทั้งในส่วนของ
NPL และทรัพย์สินรอการขายที่ยังเดินหน้าลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากเป็นไปได้ตามคาดจะยิ่งส่ง
ผลบวกต่อแนวโน้มการจ่ายเงินปันผลของธนาคารฯ ที่จะสามารถดำเนินการได้เป็นครั้งแรกใน
รอบ 13 ปี โดยจะอ้างอิงกับผลการดำเนินงาน 2H53 เป็นหลัก เพราะธนาคารฯ ได้ทำการล้างผล
ขาดทุนสะสมไปทั้งจำนวนแล้วตั้งแต่ช่วงกลางปี 2553
ราคาหุ้นสะท้อนประเด็นบวกจากการควบรวมกิจการไปมากแล้ว แนะนำถือ
ฝ่ายวิจัยแนะนำเพียงถือ สำหรับ TMB เนื่องจากราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาได้สะท้อน
ประเด็นบวกเรื่องการการขายหุ้นของคลังฯ ที่ถืออยู่ในสัดส่วน 26.1% ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ผลักดัน
ราคาหุ้นของธนาคารฯ ให้สะท้อนต้นทุนการถือครองหุ้นในส่วนของคลังฯ รวมถึงพัฒนาการใน
ทางบวกของ TMB (ภายหลังการลดราคาพาร์เพื่อนำไปล้างผลขาดทุนสะสมจนหมดแล้ว) มาก
ขึ้น โดยมี upside เหลือเพียง 5% จาก Fair value ที่ระดับ PBV 2 เท่า ปี 2554 คือ 2.60
บาท
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 10:17:04
บล.ทิสโก้ : TCAP แนะนำ “ซื้อ” เป้าหมายขึ้นมาอยู่ที่ 47 บาท
บล.ทิสโก้ : TCAP แนะนำ “ซื้อ” ปรับราคาเป้าหมายขึ้นมาอยู่ที่ 47 บาท (PBV
1.5 เท่าปี 2554F) จากเดิม 38 บาท
TCAP : ปรับขึ้นประมาณผลประกอบการปี 2553-55F
ปรับประมาณการผลประกอบการขึ้น 11-13% ; ยังคงแนะนำ “ซื้อ”
ด้วยแนวโน้มที่สดใสของรายได้การขายประกันผ่านธนาคารจากโอกาสการทำ
cross-selling กับจำนวนลูกค้าของ SCIB ที่มากกว่า 3 ล้านราย , ยอดขายรถยนต์ที่
แข็งแกร่งกว่าคาดยังช่วยหนุนการขยายตัวสินเชื่อ , ต้นทุนการรวมกิจการที่ต่ำกว่า
คาด และส่วนแบ่งรายได้ minorities interest ที่ต่ำลง เนื่องจากเราไม่ได้มองว่า
TCAP จะต้องเพิ่มหนี้เพื่อเพิ่มทุนให้แก่ TBANK ในปี 2555 แล้ว ดังนั้นเราจึงปรับ
ประมาณการผลประกอบการปี 2553-55F ขึ้น 11-13% และปรับราคาเป้าหมายขึ้นมา
อยู่ที่ 47 บาท (PBV 1.5 เท่าปี 2554F) จากเดิม 38 บาท เรายังคงแนะนำ “ซื้อ”
โอกาสการเติบโตจาก cross-selling จากลูกค้าของ SCIB
อัตราส่วนเบี้ยประกันรับสุทธิต่อสินทรัพย์รวมสำหรับ SCIB อยู่ที่เพียง 0.74%
เท่านั้นในครึ่งปีแรก ซึ่งต่ำกว่า KBANK ที่ 2.04% และ TCAP (ก่อนเข้าซื้อ SCIB)
2.29% ซึ่งหมายความว่ารายได้จากการขายประกันผ่านธนาคารยังมีโอกาสที่จะเติบ
โตอยู่มาก ใน 3Q53 TCAP เริ่ม cross-selling สำหรับผลิตภัณฑ์ประกันผ่านธนาคาร
โดยมุ่งเป้าไปยังลูกค้าของ SCIB ในพื้นที่กรุงเทพ ซึ่งครอบคลุม 145 สาขา ด้วย
ลูกค้ามากกว่า 1 ล้านราย และจะมีการขยายไปในบางจังหวัด ซึ่งทำให้เราคาดว่าค่า
เบี้ยประกันรับสุทธิน่าจะเพิ่มขึ้น 56% YoY ในปี 2554 และ 19% สำหรับปี 2555
ต้นทุนการควบรวมต่ำลงและมีโอกาสที่จะเกิด downside จากต้นทุนเครดิต
TCAP ชี้แนวทางว่าต้นทุนการควบรวมน่าจะอยู่ที่ราว 1.6 -1.8 พันล้านบาท
สำหรับปี 2553-55F ซึ่งลดลงครึ่งหนึ่งจากประมาณการเดิมที่ 3.9-4.5 พันล้านบาท
อิงจากที่ปรึกษาทางการเงินของบริษัท ค่าใช้จ่ายด้าน IT น่าจะไม่มากนัก เนื่องจาก
ระบบธนาคารของทั้ง 2 ธนาคารค่อนข้างใกล้เคียงกัน และการเปลี่ยนแปลงไม่มีนัย
สำคัญมากนัก เราไม่คาดว่าต้นทุนการเกษียณอายุก่อนกำหนดจะสูงมากเท่าคู่แข่ง
ของธนาคาร (BAY และ TMB) เนื่องจาก TCAP วางแผนที่จะคงพนักงานส่วนใหญ่เอา
ไว้ สำหรับการปรับเงินเดือนส่วนใหญ่จะปรับในส่วนของพนักงานระดับต้น ไม่ใช่
ระดับผู้บริหาร นอกจากนี้ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการปรับโครงสร้าง NPL
ของ SCIB จากลูกหนี้ในอุตสาหกรรมน้ำตาลยังเป็น downside ต่อประมาณการต้นทุน
เครดิตสำหรับปี 2554-55F ของเรา
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 10:09:30
1.5 เท่าปี 2554F) จากเดิม 38 บาท
TCAP : ปรับขึ้นประมาณผลประกอบการปี 2553-55F
ปรับประมาณการผลประกอบการขึ้น 11-13% ; ยังคงแนะนำ “ซื้อ”
ด้วยแนวโน้มที่สดใสของรายได้การขายประกันผ่านธนาคารจากโอกาสการทำ
cross-selling กับจำนวนลูกค้าของ SCIB ที่มากกว่า 3 ล้านราย , ยอดขายรถยนต์ที่
แข็งแกร่งกว่าคาดยังช่วยหนุนการขยายตัวสินเชื่อ , ต้นทุนการรวมกิจการที่ต่ำกว่า
คาด และส่วนแบ่งรายได้ minorities interest ที่ต่ำลง เนื่องจากเราไม่ได้มองว่า
TCAP จะต้องเพิ่มหนี้เพื่อเพิ่มทุนให้แก่ TBANK ในปี 2555 แล้ว ดังนั้นเราจึงปรับ
ประมาณการผลประกอบการปี 2553-55F ขึ้น 11-13% และปรับราคาเป้าหมายขึ้นมา
อยู่ที่ 47 บาท (PBV 1.5 เท่าปี 2554F) จากเดิม 38 บาท เรายังคงแนะนำ “ซื้อ”
โอกาสการเติบโตจาก cross-selling จากลูกค้าของ SCIB
อัตราส่วนเบี้ยประกันรับสุทธิต่อสินทรัพย์รวมสำหรับ SCIB อยู่ที่เพียง 0.74%
เท่านั้นในครึ่งปีแรก ซึ่งต่ำกว่า KBANK ที่ 2.04% และ TCAP (ก่อนเข้าซื้อ SCIB)
2.29% ซึ่งหมายความว่ารายได้จากการขายประกันผ่านธนาคารยังมีโอกาสที่จะเติบ
โตอยู่มาก ใน 3Q53 TCAP เริ่ม cross-selling สำหรับผลิตภัณฑ์ประกันผ่านธนาคาร
โดยมุ่งเป้าไปยังลูกค้าของ SCIB ในพื้นที่กรุงเทพ ซึ่งครอบคลุม 145 สาขา ด้วย
ลูกค้ามากกว่า 1 ล้านราย และจะมีการขยายไปในบางจังหวัด ซึ่งทำให้เราคาดว่าค่า
เบี้ยประกันรับสุทธิน่าจะเพิ่มขึ้น 56% YoY ในปี 2554 และ 19% สำหรับปี 2555
ต้นทุนการควบรวมต่ำลงและมีโอกาสที่จะเกิด downside จากต้นทุนเครดิต
TCAP ชี้แนวทางว่าต้นทุนการควบรวมน่าจะอยู่ที่ราว 1.6 -1.8 พันล้านบาท
สำหรับปี 2553-55F ซึ่งลดลงครึ่งหนึ่งจากประมาณการเดิมที่ 3.9-4.5 พันล้านบาท
อิงจากที่ปรึกษาทางการเงินของบริษัท ค่าใช้จ่ายด้าน IT น่าจะไม่มากนัก เนื่องจาก
ระบบธนาคารของทั้ง 2 ธนาคารค่อนข้างใกล้เคียงกัน และการเปลี่ยนแปลงไม่มีนัย
สำคัญมากนัก เราไม่คาดว่าต้นทุนการเกษียณอายุก่อนกำหนดจะสูงมากเท่าคู่แข่ง
ของธนาคาร (BAY และ TMB) เนื่องจาก TCAP วางแผนที่จะคงพนักงานส่วนใหญ่เอา
ไว้ สำหรับการปรับเงินเดือนส่วนใหญ่จะปรับในส่วนของพนักงานระดับต้น ไม่ใช่
ระดับผู้บริหาร นอกจากนี้ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการปรับโครงสร้าง NPL
ของ SCIB จากลูกหนี้ในอุตสาหกรรมน้ำตาลยังเป็น downside ต่อประมาณการต้นทุน
เครดิตสำหรับปี 2554-55F ของเรา
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 10:09:30
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)