เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ MAJOR โดยปรับราคาเหมาะสมซึ่งประเมินจาก Sum-of-
the-parts ขึ้นเป็น 17.40 บาทเนื่องจากมีการปรับประมาณการกำไรขึ้นสะท้อนถึงรายได้
ภาพยนตร์ที่แข็ง แกร่งและการฟื้นตัวของรายได้ โฆษณาซึ่งมีอัตรากำไรสูง ส่วนในไตรมาส
4/53 ต่อเนื่องไปในปี 2554 ยังมีภาพยนตร์ที่คาดว่าจะทำรายได้สูงเข้าฉายอีกหลายเรื่องประกอบ
กับราคาตั๋ว เฉลี่ยมีแนวโน้มสูงขึ้นจากการปรับราคา และการฉายภาพยนตร์ 3D มากขึ้น ส่วนการ
โอน ซูซูกิอเวนิว เข้ากองทุน MJLF ในไตรมาส 4/53 คาดว่าจะทำให้บริษัทบันทึกกำไรพิเศษ
เพิ่มเติม 80-100 ล้านบาท
ปรับราคาเหมาะสมขึ้นเป็น 17.40 บาท
เรามีการปรับประมาณการกำไรปีนี้และปีหน้าของ MAJOR ขึ้น 9% และ 8% ตามลำดับ
จากการที่ภาพยนตร์หลายเรื่องทำรายได้สูงกว่าคาดและรายได้ยังมีแนว โน้มขยายตัวดีต่อเนื่อง
จากการมีภาพยนตร์หลักๆ ทยอยเข้าฉาย ในขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัวและอุตสาหกรรม
โฆษณาเติบโตดีส่งผลให้ รายได้โฆษณาของ MAJOR ฟื้นตัว แม้เรายังไม่ได้รวมกำไรพิเศษ
ประมาณ 80-100 ล้านบาท จากการโอนโครงการ ซูซูกิ อเวนิว เข้ากองทุน MJLF ในไตรมาส
4/53 แต่กำไรปกติของ MAJOR คาดว่าจะเติบโตถึง 86% เป็น 578 ล้านบาท (0.66 บาท/หุ้น)
ในปีนี้และเพิ่มขึ้น 15% เป็น 663 ล้านบาท (0.75 บาท/หุ้น) ในปี 2554 ราคาเหมาะสมซึ่ง
ประเมินด้วยวิธี Sum-of-the-parts ปรับขึ้นเป็น 17.40 บาท คงคำแนะนำ ซื้อ
คาดกำไรไตรมาส 3/53 แข็งแกร่ง
กำไรปกติไตรมาส 3/53 คาดว่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 130% yoy (เทียบกับกำไรปกติ
ไตรมาส 3/52 ที่ 69 ล้านบาท) เนื่องจากมีภาพยนตร์ทำรายได้ดีหลายเรื่อง เช่น กวนมึนโฮ
(129 ล้านบาท) The Twilight Saga : Eclipse (102 ล้านบาท) Resident Evil : Afterlife
(94 ล้านบาท) สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารัก (78 ล้านบาท) The Sorcerer’s Apprentice (65 ล้าน
บาท) ตุ๊กกี้เจ้าหญิงขายกบ (63 ล้านบาท) และ Inception (62 ล้านบาท) อีกทั้งค่าตั๋วเฉลี่ย
(ATP) คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3% yoy ซึ่งเป็นผลมาจากการทยอยปรับราคาและการเพิ่มจำนวน
ภาพยนตร์ที่ฉายภาพยนตร์ระบบ 3D ขณะที่โรงภาพยนตร์ที่สยามพารากอนกลับมาเปิดตามปกติ
เต็มทั้งไตรมาสหลังจากปิด ไปประมาณ 2 เดือนในช่วงการชุมนุม นอกจากนั้นธุรกิจโฆษณาซึ่งมี
อัตรากำไรสูงกว่า 80% ก็ฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่องหลังจากเจ้าของสินค้ากลับมาใช้งบโฆษณากันมาก
ขึ้น ส่วนอัตรากำไรจะถูกผลักดันจากธุรกิจโฆษณาและค่าเสื่อมราคาที่ลดลงจากการขยาย
ประมาณการอายุการใช้งานของอุปกรณ์
รายได้ภาพยนตร์มีแนวโน้มดีต่อเนื่องในไตรมาส 4/53 และปี 2554
ภาพยนตร์ ที่จะเข้าฉายในไตรมาส 4/53 คาดว่าจะทำรายได้ดีต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น
Harry Potter 7.1 (เข้าฉาย 18 พ.ย) หลังจากภาค 1-6 ทำรายได้ภาคละ 140-190 ล้านบาท
และ พระนเรศวร 3 (เข้า 2 ธ.ค.) โดยภาค 1 และ 2 ทำรายได้ 241 ล้านบาทและ 235 ล้านบาท
ซึ่งนับเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลอันดับที่ 3 และ 4 ในประเทศไทย ตามลำดับ (รอง
จาก สุริโยไท และ Avatar) ส่วนในปี 2554 ภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ ได้แก่ Harry Potter 7.2,
Transformers 3, Pirates of the Caribbean: On Stranger Tides, X-Men : First
Class, The Twilight Saga : Breaking Dawn (Part I), Mission Impossible 4 และ พระ
นเรศวร 4
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 8:17:13
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น