• ตลาดฯประกาศให้หุ้นเพิ่มทุน THAI จำนวน 483.9 ล้านหุ้น เข้าซื้อขาย
ในวันนี้ และเนื่องจากราคาหุ้นเพิ่มทุนต่ำเพียง 31.00 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาปิดวานนี้
ถึง 21% จึงอาจเกิดแรงขายทำกำไรมาก จากฝั่งผู้ถือหุ้นเดิม และรายย่อยที่ได้รับการ
จัดสรร แต่คาดว่าทางกระทรวงการคลังจะคงสัดส่วนการถือหุ้นใหญ่ไว้มากกว่า
DBSV เห็นว่าเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าซื้อเพื่อการลงทุนเมื่อราคาหุ้นปรับลง เพราะ
ปัจจัยพื้นฐานดีขึ้นหลังจากได้เงินเพิ่มทุนแล้วนำไปใช้ประโยชน์ และภาวะธุรกิจกำลัง
อยู่ในช่วงของการฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัดเจน
• ผลกระทบ คาดว่าแรงขายจากหุ้นเพิ่มทุนต้นทุนต่ำเป็นเพียงระยะสั้น เพราะ
เราเห็นว่าข้อดีที่ THAI จะได้รับคือ จะช่วยลดความเสี่ยงทางด้านการเงิน และผลักดัน
ให้การบริหารงานมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ด้วยการซื้อเครื่องบินที่ใหม่ การให้บริการ
จะยิ่งมีประสิทธิผล และแข่งขันกับคู่แข่งได้ดียิ่งขึ้น ส่วนผลกระทบในเรื่อง dilution
effect นั้น ถือว่าเล็กน้อย นั่นคือ หลังเพิ่มทุนเสร็จ เรายังคาดว่ากำไรสุทธิก่อนรายการ
พิเศษ ปี 53 และ 54 เทียบ y-o-y ยังมีการเติบโตที่น่าประทับใจเป็น 36% และ
53% ตามลำดับ
• คงคำแนะนำ ซื้อ แนวโน้มผลการดำเนินงานสดใส เราคาดว่า Cabin factor
ใน 3Q53 น่าจะเพิ่มมาสู่ระดับ 75% เทียบกับ yo-y ที่ระดับ 74% แต่ดีขึ้นมากเทียบ
กับ 2Q53 ที่ระดับ 65% นอกจากนี้เราคาดว่าเมื่อมาถึง 4Q53 การดำเนินงานจะยิ่ง
แข็งแกร่งมากขึ้นไปอีก เพราะเข้าสู่ฤดูกาลที่การท่องเที่ยวคึกคักที่สุดในรอบปี
ราคาพื้นฐานกำหนดไว้ที่ 47.25 บาท ซึ่งประเมินด้วย P/BV ปี 54 ที่ใช้เป็น 1.1 เท่า
ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 7 ปี ราคาปิดมีส่วนเพิ่มได้อีก 20% เทียบกับราคาพื้นฐาน
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 14:07:47
วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2553
บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : MODERN แนะนำ 'ซื้อ' ราคาพื้นฐาน 59 บาท
• คาดยอดขาย 2H53 แข็งแกร่ง เพราะ 1) มีงานที่ส่งมอบล่าช้าใน 2Q53
เพราะปัญหาการเมืองรุนแรงเลื่อนมาส่งมอบใน 3Q-4Q53, 2) มีการจัดงาน Annual
Sales ซึ่งทำรายได้จากงานนี้ประมาณ 100+ ล้านบาทต่อปีมาอย่างต่อเนื่อง และ 3)
มีมูลค่างานในมือ (Backlog) สูงถึง 1 พันล้านบาท ซึ่งจะมีการส่งมอบใน 2H53-ปี 54
ทั้งนี้ยอดขายเฟอร์นิเจอร์ที่พักอาศัยในปี 53 มีการขยายตัวโดดเด่นมาก เพราะมีการ
ซื้อ & โอนที่พักอาศัยกันมาก ประกอบกับผู้ประกอบการมีการใช้เคมเปญ Fully
Furnish มากขึ้นด้วย ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ชุดครัวของ MODERN ได้รับการยอมรับและ
ความนิยมจากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์และผู้บริโภคสูงมาก คาดว่ามูลค่าชุดครัว
ที่จะส่งมอบใน 2H53 จะเป็น 2 เท่าของที่ส่งมอบไปใน 1H53 ปัจจุบัน MODERN มี
ส่วนแบ่งการตลาดของชุดครัวสูงถึง 25% โดยลูกค้าโครงการที่ซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่พัก
อาศัยหลักๆ ได้แก่ SIRI, AP, PF, LH, PRIN, SPALI, Narai Property, BLAND
เป็นต้น
• คาดธุรกิจเฟอร์นิเจอร์สำนักงานจะขยายตัวดีขึ้นในปี 54 เนื่องจากการลง
ทุนภาครัฐและเอกชนที่ฟื้นตัวและเติบโตสูงในปี 53 ผลักดันให้อุปสงค์เฟอร์นิเจอร์
สำนักงานจะเพิ่มขึ้นตามมา ซึ่งบริษัทมีลูกค้าหลักที่ซื้อเฟอร์นิเจอร์หมวดนี้อยู่หลาย
ราย เช่น บริษัทในกลุ่ม PTT, ธนาคารไทยพาณิชย์, AIA, กองทุนบำเหน็จบำนาญข้า
ราชการ, มหาวิทยาลัย & โรงเรียน (สาธิตจุฬาฯ, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์), ธนาคาร
ทิสโก้, เนชั่นกรุ๊ป, โรงแรมดุสิตธานี, โรงพยาบาล เป็นต้น ปัจจุบัน MODERN มีส่วน
แบ่งการตลาดในธุรกิจเฟอร์นิเจอร์สำนักงานสูงถึง 30%
• ธุรกิจ Trading เป็นหนึ่งใน Key Growth ของ MODERN ปัจจุบันธุรกิจนี้คิด
เป็น 25% ของยอดขายรวม และบริษัทมีนโยบายที่จะขยายธุรกิจมากขึ้นเพื่อขยาย
ฐานรายได้, ฐานลูกค้า และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ทั้งนี้ใน 2H53 จะเปิดตัวสินค้าใหม่
2 รายการ คือ 1) พื้นไม้เอ็นจิเนียริ่ง (ด้านบนเป็นพื้นไม้จริงคุณภาพสูง 3 มม.
ด้านล่างเป็นไม้จริงเบญจพรรณ) โดยตั้งเป้ายอดขาย 100 ล้านบาทใน 3 ปีข้างหน้า
และ 2) ร่วมกับเครือซีเมนต์ไทย (SCG) จำหน่ายแผ่นกันเสียงสะท้อนของซีเมนต์ ซึ่ง
MODERN จะเน้นทำการตลาดตบแต่ง ขณะที่ SCG ทำตลาดก่อสร้าง
• จะบันทึกกำไรจากการขายหุ้นในบริษัทร่วมก่อนภาษี 68.6 ล้านบาทใน
4Q53 บริษัทได้ตกลงขายหุ้นที่ถือ 30% (ราว 6 ล้านหุ้น) ในบริษัทอินเตอร์
เฟซโมเดอร์นฟอร์ม (IMC) ให้กับผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ อินเตอร์เฟซโอเวอร์ซีส์ โฮลดิ้งส์
อิงค์ ในราคาหุ้นละ 21.43 บาท และจะบันทึกกำไรจากการขายก่อนภาษี 68.6 ล้าน
บาทในเดือนพ.ย.53 ทั้งนี้ก่อนการขาย MODERN ได้รับเงินปันผลจาก IMC แล้ว
236.7 ล้านบาทในเดือนก.ค.53 ซึ่งส่วนนี้ไม่บันทึกผ่านงบกำไรขาดทุน โดยจะโอน
เข้าในส่วนของส่วนของผู้ถือหุ้นเลย และแม้ว่าบริษัทจะขายหุ้น IMC ทั้งหมดคืนให้
กับผู้ถือหุ้นใหญ่เพราะอินเตอร์เฟซฯ ตั้งโรงงานผลิตพรมแผ่นใหม่ที่ประเทศจีน แต่
MODERN ยังเป็นตัวแทนจำหน่ายพรมแผ่นรายเดียวของอินเตอร์เฟซฯ ไปอีก 5 ปี
(ต่ออายุได้เมื่อหมดสัญญารอบนี้)
• คาดการณ์กำไรสุทธิปี 53 เติบโตก้าวกระโดด 34%YoY เป็น 400 ล้าน
บาท โดยเป็นกำไรจากการดำเนินงานปกติ 331 ล้านบาท ซึ่งขยายตัว 10%YoY และ
มีกำไรจากการขายหุ้นในบริษัทร่วม 69 ล้านบาท สำหรับปี 54 คาดการณ์กำไรสุทธิ
จากการดำเนินงานปกติ 402 ล้านบาท ขยายตัว 21%YoY โดยหลักมาจากยอดขาย
ในธุรกิจเฟอร์นิเจอร์สำนักงานที่เติบโตเพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ที่พักอาศัย
และ Trading ยังไปได้ดี
• ยังคงคำแนะนำซื้อ โดยปรับเพิ่มราคาตามพื้นฐานขึ้นเป็น 59 บาท (Sum-of-
parts) โดยขยับ P/E เป้าหมายของ MODERN ให้เป็นปี 54 และปรับมูลค่าตลาดของ
บริษัทร่วม คือ TPAC และ MFEC ซึ่งราคาเป้าหมายใหม่จะเทียบเท่ากับ P/E ปี 54
ที่ 9.0 เท่า คาดการณ์ Dividend Yield ปี 53-54 ไว้ที่ 4.6 บาท/ปี (คิดจากจำนวนหุ้น
เรียกชำระแล้วสุทธิจากการซื้อหุ้นคืน) หรือคิดเป็น Dividend Yield 9% ต่อปี (จ่ายปี
ละ 2 ครั้ง)
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 14:05:57
เพราะปัญหาการเมืองรุนแรงเลื่อนมาส่งมอบใน 3Q-4Q53, 2) มีการจัดงาน Annual
Sales ซึ่งทำรายได้จากงานนี้ประมาณ 100+ ล้านบาทต่อปีมาอย่างต่อเนื่อง และ 3)
มีมูลค่างานในมือ (Backlog) สูงถึง 1 พันล้านบาท ซึ่งจะมีการส่งมอบใน 2H53-ปี 54
ทั้งนี้ยอดขายเฟอร์นิเจอร์ที่พักอาศัยในปี 53 มีการขยายตัวโดดเด่นมาก เพราะมีการ
ซื้อ & โอนที่พักอาศัยกันมาก ประกอบกับผู้ประกอบการมีการใช้เคมเปญ Fully
Furnish มากขึ้นด้วย ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ชุดครัวของ MODERN ได้รับการยอมรับและ
ความนิยมจากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์และผู้บริโภคสูงมาก คาดว่ามูลค่าชุดครัว
ที่จะส่งมอบใน 2H53 จะเป็น 2 เท่าของที่ส่งมอบไปใน 1H53 ปัจจุบัน MODERN มี
ส่วนแบ่งการตลาดของชุดครัวสูงถึง 25% โดยลูกค้าโครงการที่ซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่พัก
อาศัยหลักๆ ได้แก่ SIRI, AP, PF, LH, PRIN, SPALI, Narai Property, BLAND
เป็นต้น
• คาดธุรกิจเฟอร์นิเจอร์สำนักงานจะขยายตัวดีขึ้นในปี 54 เนื่องจากการลง
ทุนภาครัฐและเอกชนที่ฟื้นตัวและเติบโตสูงในปี 53 ผลักดันให้อุปสงค์เฟอร์นิเจอร์
สำนักงานจะเพิ่มขึ้นตามมา ซึ่งบริษัทมีลูกค้าหลักที่ซื้อเฟอร์นิเจอร์หมวดนี้อยู่หลาย
ราย เช่น บริษัทในกลุ่ม PTT, ธนาคารไทยพาณิชย์, AIA, กองทุนบำเหน็จบำนาญข้า
ราชการ, มหาวิทยาลัย & โรงเรียน (สาธิตจุฬาฯ, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์), ธนาคาร
ทิสโก้, เนชั่นกรุ๊ป, โรงแรมดุสิตธานี, โรงพยาบาล เป็นต้น ปัจจุบัน MODERN มีส่วน
แบ่งการตลาดในธุรกิจเฟอร์นิเจอร์สำนักงานสูงถึง 30%
• ธุรกิจ Trading เป็นหนึ่งใน Key Growth ของ MODERN ปัจจุบันธุรกิจนี้คิด
เป็น 25% ของยอดขายรวม และบริษัทมีนโยบายที่จะขยายธุรกิจมากขึ้นเพื่อขยาย
ฐานรายได้, ฐานลูกค้า และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ทั้งนี้ใน 2H53 จะเปิดตัวสินค้าใหม่
2 รายการ คือ 1) พื้นไม้เอ็นจิเนียริ่ง (ด้านบนเป็นพื้นไม้จริงคุณภาพสูง 3 มม.
ด้านล่างเป็นไม้จริงเบญจพรรณ) โดยตั้งเป้ายอดขาย 100 ล้านบาทใน 3 ปีข้างหน้า
และ 2) ร่วมกับเครือซีเมนต์ไทย (SCG) จำหน่ายแผ่นกันเสียงสะท้อนของซีเมนต์ ซึ่ง
MODERN จะเน้นทำการตลาดตบแต่ง ขณะที่ SCG ทำตลาดก่อสร้าง
• จะบันทึกกำไรจากการขายหุ้นในบริษัทร่วมก่อนภาษี 68.6 ล้านบาทใน
4Q53 บริษัทได้ตกลงขายหุ้นที่ถือ 30% (ราว 6 ล้านหุ้น) ในบริษัทอินเตอร์
เฟซโมเดอร์นฟอร์ม (IMC) ให้กับผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ อินเตอร์เฟซโอเวอร์ซีส์ โฮลดิ้งส์
อิงค์ ในราคาหุ้นละ 21.43 บาท และจะบันทึกกำไรจากการขายก่อนภาษี 68.6 ล้าน
บาทในเดือนพ.ย.53 ทั้งนี้ก่อนการขาย MODERN ได้รับเงินปันผลจาก IMC แล้ว
236.7 ล้านบาทในเดือนก.ค.53 ซึ่งส่วนนี้ไม่บันทึกผ่านงบกำไรขาดทุน โดยจะโอน
เข้าในส่วนของส่วนของผู้ถือหุ้นเลย และแม้ว่าบริษัทจะขายหุ้น IMC ทั้งหมดคืนให้
กับผู้ถือหุ้นใหญ่เพราะอินเตอร์เฟซฯ ตั้งโรงงานผลิตพรมแผ่นใหม่ที่ประเทศจีน แต่
MODERN ยังเป็นตัวแทนจำหน่ายพรมแผ่นรายเดียวของอินเตอร์เฟซฯ ไปอีก 5 ปี
(ต่ออายุได้เมื่อหมดสัญญารอบนี้)
• คาดการณ์กำไรสุทธิปี 53 เติบโตก้าวกระโดด 34%YoY เป็น 400 ล้าน
บาท โดยเป็นกำไรจากการดำเนินงานปกติ 331 ล้านบาท ซึ่งขยายตัว 10%YoY และ
มีกำไรจากการขายหุ้นในบริษัทร่วม 69 ล้านบาท สำหรับปี 54 คาดการณ์กำไรสุทธิ
จากการดำเนินงานปกติ 402 ล้านบาท ขยายตัว 21%YoY โดยหลักมาจากยอดขาย
ในธุรกิจเฟอร์นิเจอร์สำนักงานที่เติบโตเพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ที่พักอาศัย
และ Trading ยังไปได้ดี
• ยังคงคำแนะนำซื้อ โดยปรับเพิ่มราคาตามพื้นฐานขึ้นเป็น 59 บาท (Sum-of-
parts) โดยขยับ P/E เป้าหมายของ MODERN ให้เป็นปี 54 และปรับมูลค่าตลาดของ
บริษัทร่วม คือ TPAC และ MFEC ซึ่งราคาเป้าหมายใหม่จะเทียบเท่ากับ P/E ปี 54
ที่ 9.0 เท่า คาดการณ์ Dividend Yield ปี 53-54 ไว้ที่ 4.6 บาท/ปี (คิดจากจำนวนหุ้น
เรียกชำระแล้วสุทธิจากการซื้อหุ้นคืน) หรือคิดเป็น Dividend Yield 9% ต่อปี (จ่ายปี
ละ 2 ครั้ง)
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 14:05:57
บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : BAY แนะนำ 'ถือ' ราคาพื้นฐาน 23.40 บาท
• คาดสินเชื่อปี 53 จะขยายตัวชะลอลงเป็น 6.0% หลังจากการเข้าซื้อ
BECAL, AIG Group และ GE Money Thailand (GEMT) ในปี 51-52 ขณะนี้ BAY
กำลังอยู่ระหว่างการปรับรวมระบบการดำเนินงานเข้าด้วยกัน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จใน
ปี 55 ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1 พันล้านบาท ส่วนการเติบโตของสินเชื่อคาดว่าจะ
ชะลอลงในช่วง 2 ปีข้างหน้า ในด้าน NPL ใน 3Q53 มีการขายออกไปโดยมีมูลค่า
ทางบัญชีเท่ากับ 5.25 พันล้านบาท และมีแผนที่จะขายอีก 2.0-3.0 พันล้านบาทใน
4Q53 สำหรับปี 53 เราประมาณการว่าสินเชื่อของ BAY จะเติบโต 6.0% ซึ่งต่ำกว่าที่
ธนาคารตั้งเป้าหมายไว้ที่ 8.0% มากพอสมควร ส่วนปี 54 คาดการณ์การขยายตัวของ
สินเชื่อไว้ที่ 8.0%
• คาดการณ์กำไรสุทธิ 3Q53 เพิ่มขึ้น 7%QoQ เป็น 2.28 พันล้านบาท
(EPS : 0.37 บาท) โดยประเมินว่า 1) NIM เพิ่มขึ้น 0.04% เป็น 4.92% เนื่องจากการ
เติบโตของสินเชื่อ และมีปันผลรับจากกองทุนวายุภักษ์ 1 รวมถึงปรับขึ้นอัตรา
ดอกเบี้ยเงินกู้ 0.15%, 2) รายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น 5%QoQ นำโดยค่าธรรรมเนียม
จากธุรกิจรายย่อย, 3) ค่าใช้จ่ายดำเนินงานสูงขึ้น 5%QoQ โดยหลักมาจากค่าใช้จ่าย
ในโครงการเกณียณอายุก่อนกำหนด และค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและโปรโมชั่น และ
4) ตั้งสำรองค่าเผื่อฯ ทรงตัว QoQ ที่ 2.9 พันล้านบาท ทั้งนี้การเพิ่มขึ้นของสินเชื่อ
0.7%QoQ ถูกชดเชยด้วยการขาย NPL ออกไป 5.25 พันล้านบาทใน 3Q53 ดังนั้นเรา
คาดว่า NPL ratio จะลดลงเป็น 6.5% ในสิ้น 3Q53 จาก 7.1% ในสิ้น 2Q53
• แนะนำถือ โดยให้ราคาพื้นฐาน 23.40 บาท อิงกับ P/BV ปี 54 ที่ 1.35 เท่า
ซึ่งอิงกับอัตราการเติบโตในระยะยาวที่ 8.0% และ ROE 13.5% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 14:03:05
BECAL, AIG Group และ GE Money Thailand (GEMT) ในปี 51-52 ขณะนี้ BAY
กำลังอยู่ระหว่างการปรับรวมระบบการดำเนินงานเข้าด้วยกัน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จใน
ปี 55 ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1 พันล้านบาท ส่วนการเติบโตของสินเชื่อคาดว่าจะ
ชะลอลงในช่วง 2 ปีข้างหน้า ในด้าน NPL ใน 3Q53 มีการขายออกไปโดยมีมูลค่า
ทางบัญชีเท่ากับ 5.25 พันล้านบาท และมีแผนที่จะขายอีก 2.0-3.0 พันล้านบาทใน
4Q53 สำหรับปี 53 เราประมาณการว่าสินเชื่อของ BAY จะเติบโต 6.0% ซึ่งต่ำกว่าที่
ธนาคารตั้งเป้าหมายไว้ที่ 8.0% มากพอสมควร ส่วนปี 54 คาดการณ์การขยายตัวของ
สินเชื่อไว้ที่ 8.0%
• คาดการณ์กำไรสุทธิ 3Q53 เพิ่มขึ้น 7%QoQ เป็น 2.28 พันล้านบาท
(EPS : 0.37 บาท) โดยประเมินว่า 1) NIM เพิ่มขึ้น 0.04% เป็น 4.92% เนื่องจากการ
เติบโตของสินเชื่อ และมีปันผลรับจากกองทุนวายุภักษ์ 1 รวมถึงปรับขึ้นอัตรา
ดอกเบี้ยเงินกู้ 0.15%, 2) รายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น 5%QoQ นำโดยค่าธรรรมเนียม
จากธุรกิจรายย่อย, 3) ค่าใช้จ่ายดำเนินงานสูงขึ้น 5%QoQ โดยหลักมาจากค่าใช้จ่าย
ในโครงการเกณียณอายุก่อนกำหนด และค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและโปรโมชั่น และ
4) ตั้งสำรองค่าเผื่อฯ ทรงตัว QoQ ที่ 2.9 พันล้านบาท ทั้งนี้การเพิ่มขึ้นของสินเชื่อ
0.7%QoQ ถูกชดเชยด้วยการขาย NPL ออกไป 5.25 พันล้านบาทใน 3Q53 ดังนั้นเรา
คาดว่า NPL ratio จะลดลงเป็น 6.5% ในสิ้น 3Q53 จาก 7.1% ในสิ้น 2Q53
• แนะนำถือ โดยให้ราคาพื้นฐาน 23.40 บาท อิงกับ P/BV ปี 54 ที่ 1.35 เท่า
ซึ่งอิงกับอัตราการเติบโตในระยะยาวที่ 8.0% และ ROE 13.5% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 14:03:05
บล.โกลเบล็ก : BAY แนะนำ 'ซื้อ' ราคาเหมาะสมปี 54 ที่ 32.70
คาดกำไรสุทธิ 3Q53 ดีขึ้นจากปีก่อนและไตรมาสที่แล้ว
ประเด็นสำคัญจากการเข้าพบผู้บริหาร :
* คาดกำไรสุทธิ 3Q53 เพิ่มขึ้น 14%QoQ : เราคาดว่า BAY จะรายงาน
กำไรสุทธิในช่วง 3Q53 ราว 2,430 ล้านบาทซึ่งดีกว่าไตรมาสที่แล้ว 14% จากการ
ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย MLR การเติบโตของสินเชื่อจากการควบรวมกิจการกับ GE
Money Thailand และการได้รับเงินปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ ขณะที่ค่าใช้จ่าย
ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากแคมเปญพิเศษในการระดมเงินฝากและการออกหุ้นกู้ของบริษัท
ย่อย ทั้งนี้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ทั้งปียังเป็นไปตามเป้าทั้งปีของผู้บริหาร ส่ง
ผลให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 28%QoQ ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง 17%
เนื่องจากผลกระทบจากการเมืองในเดือนพ.ค. ทั้งนี้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนิน
งานต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) ยังอยู่ในระดับสูงเนื่องจากธนาคารยังอยู่ใน
กระบวนการของการควบรวมกิจการที่ซื้อมาในปี 52 ซึ่งผู้บริหารชี้แจงว่าสัดส่วนดัง
กล่าวจะเริ่มลดลงราวปี 56
* ผู้บริหารคงเป้าการเติบโตของสินเชื่อ คุณภาพสินทรัพย์ยังดี : ผู้บริหารชี้
แจงว่าการเติบโตของสินเชื่อรวมยังเป็นไปตามเป้าและยังคงเป้าการเติบโตของสิน
เชื่อทั้งปี 53 ที่ 8% แม้ในรายงานย่อแสดงสินทรัพย์และหนี้สิน (ธ.พ.1.1) ณ สิ้นเดือน
ส.ค. 53 จะแสดงยอดสินเชื่อสุทธิหดตัว 0.7%MoM และหดตัว 0.2%YTD เนื่องจากมี
การชำระคืนสินเชื่อลูกค้าธุรกิจเข้ามามาก แต่สินเชื่อ SME สินเชื่อเชื่อเช่าซื้อ
รวมทั้งสินเชื่อส่วนบุคคลยังเติบโตได้ดี และได้มีการขายสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL)
ออกไปราว 5.3 พันล้านบาท ทั้งนี้ธนาคารยังมีแผนขาย NPL ต่อเนื่องอีกในช่วงปลาย
ปีตามแผนที่จะขายรวม 8 พันล้านบาททำให้สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมมีแนวโน้มลด
ลงต่อเนื่องในปีนี้ สะท้อนถึงคุณภาพสินทรัพย์ที่ยังดี
* คงแนะนำ 'ซื้อ' โดยปรับมาใช้ราคาเหมาะสมสำหรับปี 54 ที่ 32.70
บาท: เรายังมีมุมมองเชิงบวกต่อผลประกอบการปีนี้ของ BAY ซึ่งเป็นผลจากการควบ
รวมกิจการทำให้ผลประกอบการปี 53 มีแนวโน้มเติบโตสูงจากปี 52 และผลดีจากการ
ฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เรายังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 53 ที่ 9.5 พันล้านบาทซึ่งเติบ
โต 43%YoY และคาดจะเติบโตต่อเนื่อง 9% ในปี 54 เป็น 1.04 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้เราได้ปรับมาใช้ราคาเหมาะสมตามมูลค่าพื้นฐานซึ่งอิง P/BV ที่ระดับ 1.8 เท่า
สำหรับปี 54 ซึ่งได้เท่ากับ 32.70 บาท (ราคาเหมาะสมปี 53 อยู่ที่ 27 บาท) โดยเรา
ยังคงคำแนะนำ 'ซื้อ'
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 12:15:02
ประเด็นสำคัญจากการเข้าพบผู้บริหาร :
* คาดกำไรสุทธิ 3Q53 เพิ่มขึ้น 14%QoQ : เราคาดว่า BAY จะรายงาน
กำไรสุทธิในช่วง 3Q53 ราว 2,430 ล้านบาทซึ่งดีกว่าไตรมาสที่แล้ว 14% จากการ
ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย MLR การเติบโตของสินเชื่อจากการควบรวมกิจการกับ GE
Money Thailand และการได้รับเงินปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ ขณะที่ค่าใช้จ่าย
ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากแคมเปญพิเศษในการระดมเงินฝากและการออกหุ้นกู้ของบริษัท
ย่อย ทั้งนี้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ทั้งปียังเป็นไปตามเป้าทั้งปีของผู้บริหาร ส่ง
ผลให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 28%QoQ ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง 17%
เนื่องจากผลกระทบจากการเมืองในเดือนพ.ค. ทั้งนี้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนิน
งานต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) ยังอยู่ในระดับสูงเนื่องจากธนาคารยังอยู่ใน
กระบวนการของการควบรวมกิจการที่ซื้อมาในปี 52 ซึ่งผู้บริหารชี้แจงว่าสัดส่วนดัง
กล่าวจะเริ่มลดลงราวปี 56
* ผู้บริหารคงเป้าการเติบโตของสินเชื่อ คุณภาพสินทรัพย์ยังดี : ผู้บริหารชี้
แจงว่าการเติบโตของสินเชื่อรวมยังเป็นไปตามเป้าและยังคงเป้าการเติบโตของสิน
เชื่อทั้งปี 53 ที่ 8% แม้ในรายงานย่อแสดงสินทรัพย์และหนี้สิน (ธ.พ.1.1) ณ สิ้นเดือน
ส.ค. 53 จะแสดงยอดสินเชื่อสุทธิหดตัว 0.7%MoM และหดตัว 0.2%YTD เนื่องจากมี
การชำระคืนสินเชื่อลูกค้าธุรกิจเข้ามามาก แต่สินเชื่อ SME สินเชื่อเชื่อเช่าซื้อ
รวมทั้งสินเชื่อส่วนบุคคลยังเติบโตได้ดี และได้มีการขายสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL)
ออกไปราว 5.3 พันล้านบาท ทั้งนี้ธนาคารยังมีแผนขาย NPL ต่อเนื่องอีกในช่วงปลาย
ปีตามแผนที่จะขายรวม 8 พันล้านบาททำให้สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมมีแนวโน้มลด
ลงต่อเนื่องในปีนี้ สะท้อนถึงคุณภาพสินทรัพย์ที่ยังดี
* คงแนะนำ 'ซื้อ' โดยปรับมาใช้ราคาเหมาะสมสำหรับปี 54 ที่ 32.70
บาท: เรายังมีมุมมองเชิงบวกต่อผลประกอบการปีนี้ของ BAY ซึ่งเป็นผลจากการควบ
รวมกิจการทำให้ผลประกอบการปี 53 มีแนวโน้มเติบโตสูงจากปี 52 และผลดีจากการ
ฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เรายังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 53 ที่ 9.5 พันล้านบาทซึ่งเติบ
โต 43%YoY และคาดจะเติบโตต่อเนื่อง 9% ในปี 54 เป็น 1.04 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้เราได้ปรับมาใช้ราคาเหมาะสมตามมูลค่าพื้นฐานซึ่งอิง P/BV ที่ระดับ 1.8 เท่า
สำหรับปี 54 ซึ่งได้เท่ากับ 32.70 บาท (ราคาเหมาะสมปี 53 อยู่ที่ 27 บาท) โดยเรา
ยังคงคำแนะนำ 'ซื้อ'
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 12:15:02
บล.ยูไนเต็ด : ADVANC แนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมายปี 54 ไม่รวม 3G ที่ 107.3 บาท
Investment Theme :
เหตุการณ์ : ADVANC ประกอบธุรกิจหลักเป็นผู้นำด้านการให้บริการ
โทรศัพท์เคลื่อนที่ของประเทศ โดยสำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงาน 3Q53 เราสรุป
ประเด็นสำคัญได้ดังนี้
สัดส่วนรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ส่งผลคาดกำไรสุทธิ 3Q53 โตลดลงเหลือ 8%
YoY แม้แนวโน้มยอดผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นสุทธิใน 3Q53 จะไม่แตกต่างกับ 2Q53 มาก
นักที่ 0.5 ล้านรายและมองอัตราการเติบโตของรายได้กลุ่มบริการเสริม (VAS) ยังทรง
ตัวสูงต่อเนื่อง อีกทั้ง ยังมีผลบวกจากการเริ่มรับรู้ Net IC กับ Hutch โดยย้อนหลัง
ตั้งแต่เดือนเม.ย.53 มูลค่าสุทธิราว 200-300 ล้านบาท ซึ่งผลักดันคาดรายได้บริการ
(ไม่รวม IC) และรายได้รวมจะเพิ่มขึ้นอีก 8%YoY และ 10%YoY อย่างไรก็ตาม ด้วย
สัดส่วนค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่จะเพิ่มขึ้นทั้งจากการไม่มีกลับรายการต้นทุนโครงข่าย
ดังเช่น 2Q53 , มีบันทึกโบนัสพิเศษแก่พนักงานและสัดส่วนรายจ่ายทำการตลาดที่
มากขึ้น ก็ส่งผลคาดกดดันอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA Margin) หด
ตัวจากระดับ 48.3% ใน 2Q53 เหลือ 44.6% นอกจากนั้น ด้วยยังมีบันทึกรายจ่ายตั้ง
สำรองค่าความนิยมของบ.ลูก (DPC) อีก 350 ล้านบาท ดังนั้น เราจึงได้ตัวเลขคาด
การณ์กำไรสุทธิ 3Q53 ลดลงเหลือ 4,529 ล้านบาท (ซึ่งโต 8%YoY เทียบกับกำไร
1H53 ที่เพิ่มขึ้น 12%YoY)
อยู่ระหว่างศึกษาแผนการให้บริการ 3G ใหม่ หลังการประมูลใช้คลื่น 2.1 G
ถูกระงับ โดยปัจจุบัน บริษัทอยู่ระหว่างศึกษา 2 แนวทาง คือ 1) การต่อยอดการให้
บริการ 3G บนคลื่นความถี่เดิม ซึ่งปัจจุบันได้เปิดให้บริการแล้วในบางพื้นที่
ของกรุงเทพฯ,ชลบุรี , โคราช,หัวหิน,และเชียงใหม่ อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของแนว
ทางนี้ที่จะส่งผลต่อจำนวนช่องสัญญาณ 2G ของบริษัทที่ต้องลดลง ก็ทำให้กำลัง
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และ 2) การขอเจรจาทำ MVNO กับ TOT ที่ปัจจุบัน ยังมีข้อ
จำกัดด้านข้อมูลและพื้นที่ให้บริการ 3G ของ TOT ที่ยังมีไม่มากนักจึงประเมินต้องใช้
เวลาในการศึกษาเช่นกัน ซึ่งจากประเด็นความต้องการเงินลงทุนของบริษัทที่น้อยลง
และกระแสเงินสดอิสระ(FCF) ในบริษัทต่อปีที่สูงถึง 14-15 บาทต่อหุ้น ก็ทำให้เรา
ประเมินมีโอกาสสูงที่บริษัทจะพิจารณาจ่ายปันผลพิเศษอีกครั้งในงวด 2H53 จาก
ปกติที่งวดครึ่งปีหลังจ่ายราว 3.3 บาทต่อหุ้น (เบื้องต้น คาดปันผลพิเศษได้ในช่วง 3-
5 บาทต่อหุ้นเป็นราว 6.3-8.3 บาทต่อหุ้นใน 2H53)
ผลกระทบ : ด้วยภาพรวมผลการดำเนินงาน 1H53 ที่ขยายตัวดีประกอบกับ
เพื่อสะท้อนผลประโยชน์จากการรับรู้ Net IC กับ Hutch ก็ทำให้เราปรับประมาณการ
กำไรสุทธิทั้งปี 53-54 ใหม่อยู่ที่ 19,056 ล้านบาทและ 19,609 ล้านบาท ( ซึ่งเติบโต
12%YoYและ 3%YoY) หรือเทียบเท่า EPS ที่ราว 6.4 บาทและ 6.6 บาท ตามลำดับ
คำแนะนำ : จาก Upside gain ที่จำกัดมากขึ้นเพียง 13% ประกอบกับราคาหุ้น
ซื้อขายบน PER ปี 53 -54 ที่ 14-15 เท่าแล้ว (เทียบกับ DTAC ที่ซื้อขายเพียง 9-10
เท่า) ขณะที่หากพิจารณาจากอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลงวด 2H53 (อิงปันผล
พิเศษ 3 บาท) ที่คิดราว 6-7% ซึ่งไม่ต่างกันมากนักเมื่อเทียบกับ DTAC ที่ 5% ดังนั้น
เราจึงปรับคำแนะนำลงเหลือเพียง “ถือ” โดยปรับใช้ราคาเป้าหมายปี 54 ไม่รวม 3G
ที่ 107.3 บาทอิงวิธี DCF
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 11:50:09
เหตุการณ์ : ADVANC ประกอบธุรกิจหลักเป็นผู้นำด้านการให้บริการ
โทรศัพท์เคลื่อนที่ของประเทศ โดยสำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงาน 3Q53 เราสรุป
ประเด็นสำคัญได้ดังนี้
สัดส่วนรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ส่งผลคาดกำไรสุทธิ 3Q53 โตลดลงเหลือ 8%
YoY แม้แนวโน้มยอดผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นสุทธิใน 3Q53 จะไม่แตกต่างกับ 2Q53 มาก
นักที่ 0.5 ล้านรายและมองอัตราการเติบโตของรายได้กลุ่มบริการเสริม (VAS) ยังทรง
ตัวสูงต่อเนื่อง อีกทั้ง ยังมีผลบวกจากการเริ่มรับรู้ Net IC กับ Hutch โดยย้อนหลัง
ตั้งแต่เดือนเม.ย.53 มูลค่าสุทธิราว 200-300 ล้านบาท ซึ่งผลักดันคาดรายได้บริการ
(ไม่รวม IC) และรายได้รวมจะเพิ่มขึ้นอีก 8%YoY และ 10%YoY อย่างไรก็ตาม ด้วย
สัดส่วนค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่จะเพิ่มขึ้นทั้งจากการไม่มีกลับรายการต้นทุนโครงข่าย
ดังเช่น 2Q53 , มีบันทึกโบนัสพิเศษแก่พนักงานและสัดส่วนรายจ่ายทำการตลาดที่
มากขึ้น ก็ส่งผลคาดกดดันอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA Margin) หด
ตัวจากระดับ 48.3% ใน 2Q53 เหลือ 44.6% นอกจากนั้น ด้วยยังมีบันทึกรายจ่ายตั้ง
สำรองค่าความนิยมของบ.ลูก (DPC) อีก 350 ล้านบาท ดังนั้น เราจึงได้ตัวเลขคาด
การณ์กำไรสุทธิ 3Q53 ลดลงเหลือ 4,529 ล้านบาท (ซึ่งโต 8%YoY เทียบกับกำไร
1H53 ที่เพิ่มขึ้น 12%YoY)
อยู่ระหว่างศึกษาแผนการให้บริการ 3G ใหม่ หลังการประมูลใช้คลื่น 2.1 G
ถูกระงับ โดยปัจจุบัน บริษัทอยู่ระหว่างศึกษา 2 แนวทาง คือ 1) การต่อยอดการให้
บริการ 3G บนคลื่นความถี่เดิม ซึ่งปัจจุบันได้เปิดให้บริการแล้วในบางพื้นที่
ของกรุงเทพฯ,ชลบุรี , โคราช,หัวหิน,และเชียงใหม่ อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของแนว
ทางนี้ที่จะส่งผลต่อจำนวนช่องสัญญาณ 2G ของบริษัทที่ต้องลดลง ก็ทำให้กำลัง
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และ 2) การขอเจรจาทำ MVNO กับ TOT ที่ปัจจุบัน ยังมีข้อ
จำกัดด้านข้อมูลและพื้นที่ให้บริการ 3G ของ TOT ที่ยังมีไม่มากนักจึงประเมินต้องใช้
เวลาในการศึกษาเช่นกัน ซึ่งจากประเด็นความต้องการเงินลงทุนของบริษัทที่น้อยลง
และกระแสเงินสดอิสระ(FCF) ในบริษัทต่อปีที่สูงถึง 14-15 บาทต่อหุ้น ก็ทำให้เรา
ประเมินมีโอกาสสูงที่บริษัทจะพิจารณาจ่ายปันผลพิเศษอีกครั้งในงวด 2H53 จาก
ปกติที่งวดครึ่งปีหลังจ่ายราว 3.3 บาทต่อหุ้น (เบื้องต้น คาดปันผลพิเศษได้ในช่วง 3-
5 บาทต่อหุ้นเป็นราว 6.3-8.3 บาทต่อหุ้นใน 2H53)
ผลกระทบ : ด้วยภาพรวมผลการดำเนินงาน 1H53 ที่ขยายตัวดีประกอบกับ
เพื่อสะท้อนผลประโยชน์จากการรับรู้ Net IC กับ Hutch ก็ทำให้เราปรับประมาณการ
กำไรสุทธิทั้งปี 53-54 ใหม่อยู่ที่ 19,056 ล้านบาทและ 19,609 ล้านบาท ( ซึ่งเติบโต
12%YoYและ 3%YoY) หรือเทียบเท่า EPS ที่ราว 6.4 บาทและ 6.6 บาท ตามลำดับ
คำแนะนำ : จาก Upside gain ที่จำกัดมากขึ้นเพียง 13% ประกอบกับราคาหุ้น
ซื้อขายบน PER ปี 53 -54 ที่ 14-15 เท่าแล้ว (เทียบกับ DTAC ที่ซื้อขายเพียง 9-10
เท่า) ขณะที่หากพิจารณาจากอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลงวด 2H53 (อิงปันผล
พิเศษ 3 บาท) ที่คิดราว 6-7% ซึ่งไม่ต่างกันมากนักเมื่อเทียบกับ DTAC ที่ 5% ดังนั้น
เราจึงปรับคำแนะนำลงเหลือเพียง “ถือ” โดยปรับใช้ราคาเป้าหมายปี 54 ไม่รวม 3G
ที่ 107.3 บาทอิงวิธี DCF
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 11:50:09
บล.ทิสโก้ : MINT แนะนำ “ซื้อ” ปรับราคาเป้าหมายขึ้นมาอยู่ที่ 16 บาท (DCF)
MINT : ปรับราคาเป้าหมายขึ้นมาอยู่ที่ 16 บาท (DCF)
ยังคงแนะนำ “ซื้อ” จากแนวโน้มครึ่งปีหลังที่ดีขึ้น
จากการพูดคุยกับผู้บริหารของ MINT ยืนยันถึงมุมมองของเราที่มองว่า อัตรา
การเข้าพักโรงแรมและอัตราการเติบโตยอดขายสาขาเดิม (SSI) สำหรับธุรกิจอาหาร
มีแนวโน้มดีขึ้นใน 3Q53F นอกจากนี้ การจองล่วงหน้าในเดือนตุลาคมออกมาดีกว่า
ปกติ ซึ่งหมายความว่าแนวโน้มใน 4Q53F น่าจะแข็งแกร่งด้วย เพราะฉะนั้นเราจึง
ปรับประมาณการผลประกอบการปี 2554F และปรับราคาเป้าหมายมาอยู่ที่ 16 บาท
(DCF) และยังคงแนะนำ “ซื้อ” จากแนวโน้มที่ดีในครึ่งปีหลัง
อัตราการเติบโตยอดขายสาขาเดิมและการเข้าพักโรงแรมดีขึ้นใน 3Q53F
อัตราการเข้าพักโรงแรมของ MINT อยู่ที่ประมาณ 50% ใน 3Q53F (เทียบกับ
41% ใน 2Q53) ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฟื้นตัวในเดือนกรกฎาคม/
สิงหาคม และจำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศที่แข็งแกร่ง ช่วยยกระดับอัตราการเข้า
พักของ MINT ขึ้น อัตราการเติบโตยอดขายสาขาเดิมสำหรับธุรกิจอาหารอยู่ที่ 5%
สำหรับ 3Q53F ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากที่เพิ่มขึ้น 1.3% ใน 2Q53
ปรับการบันทึกกำไร St. Regis residential เป็น 1Q54
บริษัทอาจเลื่อนการรับรู้กำไรจาก St. Regis residential จากเดือนธันวาคม
2553 ไปยัง 1Q54 ดังนั้นเราปรับลดประมาณการผลประกอบการสำหรับปี 2553F ลง
11% มาอยู่ที่ 1.4 พันล้านบาทจากการปรับการบันทึกการขาย St. Regis residential
6 ยูนิตไปยังปี 2554 สำหรับปี 2554F เราปรับประมาณการผลประกอบการปี 2554F
ขึ้น 19% มาอยู่ที่ 2.4 พันล้านบาทจากการบันทึกการขาย St. Regis residential และ
การปรับสมมติฐานอัตราการเข้าพักขึ้น
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 10:58:00
ยังคงแนะนำ “ซื้อ” จากแนวโน้มครึ่งปีหลังที่ดีขึ้น
จากการพูดคุยกับผู้บริหารของ MINT ยืนยันถึงมุมมองของเราที่มองว่า อัตรา
การเข้าพักโรงแรมและอัตราการเติบโตยอดขายสาขาเดิม (SSI) สำหรับธุรกิจอาหาร
มีแนวโน้มดีขึ้นใน 3Q53F นอกจากนี้ การจองล่วงหน้าในเดือนตุลาคมออกมาดีกว่า
ปกติ ซึ่งหมายความว่าแนวโน้มใน 4Q53F น่าจะแข็งแกร่งด้วย เพราะฉะนั้นเราจึง
ปรับประมาณการผลประกอบการปี 2554F และปรับราคาเป้าหมายมาอยู่ที่ 16 บาท
(DCF) และยังคงแนะนำ “ซื้อ” จากแนวโน้มที่ดีในครึ่งปีหลัง
อัตราการเติบโตยอดขายสาขาเดิมและการเข้าพักโรงแรมดีขึ้นใน 3Q53F
อัตราการเข้าพักโรงแรมของ MINT อยู่ที่ประมาณ 50% ใน 3Q53F (เทียบกับ
41% ใน 2Q53) ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฟื้นตัวในเดือนกรกฎาคม/
สิงหาคม และจำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศที่แข็งแกร่ง ช่วยยกระดับอัตราการเข้า
พักของ MINT ขึ้น อัตราการเติบโตยอดขายสาขาเดิมสำหรับธุรกิจอาหารอยู่ที่ 5%
สำหรับ 3Q53F ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากที่เพิ่มขึ้น 1.3% ใน 2Q53
ปรับการบันทึกกำไร St. Regis residential เป็น 1Q54
บริษัทอาจเลื่อนการรับรู้กำไรจาก St. Regis residential จากเดือนธันวาคม
2553 ไปยัง 1Q54 ดังนั้นเราปรับลดประมาณการผลประกอบการสำหรับปี 2553F ลง
11% มาอยู่ที่ 1.4 พันล้านบาทจากการปรับการบันทึกการขาย St. Regis residential
6 ยูนิตไปยังปี 2554 สำหรับปี 2554F เราปรับประมาณการผลประกอบการปี 2554F
ขึ้น 19% มาอยู่ที่ 2.4 พันล้านบาทจากการบันทึกการขาย St. Regis residential และ
การปรับสมมติฐานอัตราการเข้าพักขึ้น
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 10:58:00
บล.ทิสโก้ : BAY แนะนำ“ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 26.50 บาท
บล.ทิสโก้ : BAY แนะนำ“ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 26.50 บาท(PBV 1.5 เท่าปี
2554F)
BAY : คาดผลประกอบการ 3Q53F โต 9.7% QoQ และ 1.3% YoY
มองกำไร 3Q53F เป็นหนึ่งในไตรมาสที่ดี ; ยังคงแนะนำ “ซื้อ”
เราคาดว่า BAY จะรายงานผลประกอบการ 3Q53F อยู่ที่ 2.3 พันล้านบาท เพิ่ม
ขึ้น 9.7% QoQ และ 1.3% YoY จากอัตราการทำกำไรจากดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) และ
รายได้ค่าธรรมเนียมที่ฟื้นตัว แนวโน้มผลประกอบการยังคงมีแนวโน้มที่ดีจากคาดว่า
สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคที่ดีขึ้น, ต้นทุนเครดิตที่ลดลงในระยะยาวและค่าใช้จ่าย
การดำเนินงานที่ลดลงจากการควบรวมกิจการที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว เราคาดว่าผล
ประกอบการของ BAY จะโตด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 32% ต่อปี (CAGR) สำหรับปี
2553-55F และประมาณการ RoE จะขึ้นมาอยู่ที่ 13.7% สำหรับปี 2555F จาก 9% ใน
ปี 2553 เรายังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 26.50 บาท (PBV 1.5 เท่าปี 2554F)
อัตราการทำกำไรจากดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) และรายได้ค่าธรรมเนียมฟื้นตัว
เราคาดว่า NIM จะขยายตัวขึ้นมาอยู่ที่ 4.9% เพิ่มขึ้น 0.09% QoQ และ
0.69% YoY การขยายตัว QoQ น่าจะมาจากสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคซึ่งมีอัตรา
ผลตอบแทนสูงมีสัดส่วนสูงขึ้น และการปรับอัตราดอกเบี้ย MLR ขึ้น 0.125% ใน
3Q53 ขณะที่การเพิ่มขึ้น YoY น่าจะมาจากการเข้าซื้อ GEMT รายได้ค่าธรรมเนียมน่า
จะฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน เนื่องจากความวุ่นวายทางการเมืองที่ผ่อนคลายลง อย่างไร
ก็ดี เราคาดว่าอัตราการขยายสินเชื่อสุทธิโตเพียง 0.6% QoQ เนื่องจากการจ่ายชำระ
คืนสินเชื่อ และการขาย NPLs 5.3 พันล้านบาทใน 3Q53
ต้นทุนเครดิตอยู่ในระดับสูงและค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรเพิ่มขึ้นจากการเกษียณ
อายุก่อนกำหนด
BAY วางแผนที่จะขาย NPL 3-4 พันล้านบาทใน 4Q53 ซึ่งจะส่งผลให้ NPL ลด
ลงมาอยู่ที่ 6.2% (จาก 8% ณ 2Q53) ในปีนี้ ขณะที่อัตราส่วน coverage อยู่ที่ 82%
เพื่อเตรียมที่จะขาย NPLs ทาง BAY ได้ชี้แนวทางว่าการตั้งสำรองฯ ของธนาคารยัง
อยู่ในระดับสูงสอดคล้องกับเป้าหมายต้นทุนเครดิตของธนาคารที่ตั้งไว้ที่ 1.98% ด้าน
ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรน่าจะสูงขึ้น เนื่องจากค่าใช้จ่ายการเกษียณอายุก่อนกำหนด
แต่เนื่องด้วยไม่มีการตั้งสำรองในส่วนของ TAMC ซึ่งน่าจะช่วยชดเชยได้บางส่วน
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 10:55:30
2554F)
BAY : คาดผลประกอบการ 3Q53F โต 9.7% QoQ และ 1.3% YoY
มองกำไร 3Q53F เป็นหนึ่งในไตรมาสที่ดี ; ยังคงแนะนำ “ซื้อ”
เราคาดว่า BAY จะรายงานผลประกอบการ 3Q53F อยู่ที่ 2.3 พันล้านบาท เพิ่ม
ขึ้น 9.7% QoQ และ 1.3% YoY จากอัตราการทำกำไรจากดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) และ
รายได้ค่าธรรมเนียมที่ฟื้นตัว แนวโน้มผลประกอบการยังคงมีแนวโน้มที่ดีจากคาดว่า
สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคที่ดีขึ้น, ต้นทุนเครดิตที่ลดลงในระยะยาวและค่าใช้จ่าย
การดำเนินงานที่ลดลงจากการควบรวมกิจการที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว เราคาดว่าผล
ประกอบการของ BAY จะโตด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 32% ต่อปี (CAGR) สำหรับปี
2553-55F และประมาณการ RoE จะขึ้นมาอยู่ที่ 13.7% สำหรับปี 2555F จาก 9% ใน
ปี 2553 เรายังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 26.50 บาท (PBV 1.5 เท่าปี 2554F)
อัตราการทำกำไรจากดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) และรายได้ค่าธรรมเนียมฟื้นตัว
เราคาดว่า NIM จะขยายตัวขึ้นมาอยู่ที่ 4.9% เพิ่มขึ้น 0.09% QoQ และ
0.69% YoY การขยายตัว QoQ น่าจะมาจากสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคซึ่งมีอัตรา
ผลตอบแทนสูงมีสัดส่วนสูงขึ้น และการปรับอัตราดอกเบี้ย MLR ขึ้น 0.125% ใน
3Q53 ขณะที่การเพิ่มขึ้น YoY น่าจะมาจากการเข้าซื้อ GEMT รายได้ค่าธรรมเนียมน่า
จะฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน เนื่องจากความวุ่นวายทางการเมืองที่ผ่อนคลายลง อย่างไร
ก็ดี เราคาดว่าอัตราการขยายสินเชื่อสุทธิโตเพียง 0.6% QoQ เนื่องจากการจ่ายชำระ
คืนสินเชื่อ และการขาย NPLs 5.3 พันล้านบาทใน 3Q53
ต้นทุนเครดิตอยู่ในระดับสูงและค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรเพิ่มขึ้นจากการเกษียณ
อายุก่อนกำหนด
BAY วางแผนที่จะขาย NPL 3-4 พันล้านบาทใน 4Q53 ซึ่งจะส่งผลให้ NPL ลด
ลงมาอยู่ที่ 6.2% (จาก 8% ณ 2Q53) ในปีนี้ ขณะที่อัตราส่วน coverage อยู่ที่ 82%
เพื่อเตรียมที่จะขาย NPLs ทาง BAY ได้ชี้แนวทางว่าการตั้งสำรองฯ ของธนาคารยัง
อยู่ในระดับสูงสอดคล้องกับเป้าหมายต้นทุนเครดิตของธนาคารที่ตั้งไว้ที่ 1.98% ด้าน
ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรน่าจะสูงขึ้น เนื่องจากค่าใช้จ่ายการเกษียณอายุก่อนกำหนด
แต่เนื่องด้วยไม่มีการตั้งสำรองในส่วนของ TAMC ซึ่งน่าจะช่วยชดเชยได้บางส่วน
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 10:55:30
บล.ทรีนีตี้ : TOP แนะนำซื้อ มูลค่าเหมาะสม 65 บาท
TOP ยัง Underperform พร้อมที่จะปรับตัวขึ้นได ้ และปลอดภัยในระยะ 2 เดือนข้าง
หน้า เพราะตามวัฎจักรของธุรกิจโรงกลั่น ส่วนใหญ่ 70% จะพบจุดต่ำสุดในเดือน พ.ย. และอีก
ครั้งคือราว ก.พ. แต่ในปีนี้ที่ตลาดหุ้นขึ้นจนชน PER ราว 12.5 เท่าแล้วแต่ TOP ยังมี PER ปี
2554 ต่ำกว่า 10 เท่า เราคาดการณ์ปี 2554 กำไรสุทธิต่อหุ้นอยู่ราว 6.58 บาท เราต้องยก
ระดับ PER ของกลุ่มโรงกลั่นขึ้นจาก 8 เท่าไป 10 เท่า จึงปรับเป้าหมายใหม่ขึ้นจาก 52 เท่า
เป็น 65 บาท เหตุผลซื้อ TOP คือ 1.เราเชื่อค่าการกลั่น Bottom Out ประมาณ ต.ค.-พ.ย.ปกติ
ค่าการกลั่น Bottom ไปแล้วสองเดือนเริ่มซื้อหุ้นได้ แต่คราวนี้ความอยากซื้ออาจเกิดก่อนการ
bottom 2.Replacement Cost ของ TOP เท่ากับ 68 บาท แสดงถึงราคาหุ้น Undervalued
3.คาดราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยปี 2554 สูงขึ้น 10% YoY
คาดกำไรไตรมาส 3/53 เบื้องต้นราว 1,500 ล้านบาท: เราคาดว่าค่าการกลั่น QTD ที่
ปรับตัวสูงขึ้น และธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นที่ความต้องการใช้เติบโตเพิ่มขึ้นตามอุตสาหกรรมรถยนต์
จะส่งผลบวกต่อกำไรของ TOP ในไตรมาสนี้ คาดว่ามีกำไรอัตราแลกเปลี่ยนจากการเป็น
Natural Hedge มาเข้ามาชดเชยผลกระทบค่าเงินบาทแข็งประมาณ 400 ล้านบาท
คาดราคาน้ำมันดิบปี 2554 เป็นขาขึ้น: เราคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยปี 2554 เท่า
กับ 85 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล เพิ่ม 10% YoY จากปี 2553 ที่ 77 เหรียญฯ นอกจากดีมานด์
เติบโตดีอย่างต่อเนื่องแล้ว ซัพพลายอาจเริ่มขาดแคลน นับจากมีเรื่อง BP คาดว่าอาจจะมี
การโค้ดราคาค่าขุดเจาะสำรวจน้ำมันเพิ่มจากระดับปัจจุบัน 65 เหรียญฯ เป็นแน่ นอกจากนี้ เงิน
เหรียญสหรัฐฯ อ่อนค่ากลับยิ่งเร่งสนับสนุนให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้น
ค่าการกลั่นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามฤดูกาลในไตรมาส 4 ของทุกปี:เราเชื่อว่าค่าการกลั่น
รวมเฉลี่ยไตรมาส 3/53 QTD อยู่ที่ราว 2.3-2.4 เหรียญฯต่อบาร์เรล โดยปรับตัวสูงขึ้นกว่า
ไตรมาส 2/53 ที่ 1.56 เหรียญฯต่อบาร์เรล คาดว่าจะเห็นการ Bottom ประจำปีของค่าการ
กลั่นราวเดือน ต.ค.-พ.ย.โดยคาดค่าการกลั่นจะรีบาวด์กลับขึ้นอีกครั้งตามฤดูกาลหลังจากโรงกลั่น
ที่ประสิทธิภาพต่ำในต่างประเทศเริ่มลดกำลังการผลิต และการซื้อของกลุ่มประเทศในทวีปยุโรป
เพื่อเตรียมเข้าฤดูหนาว เราคาดค่าการกลั่นจะกลับมาทรงตัวในระดับใกล้เคียง 4 เหรียญฯ ได้อีก
ในไตรมาส 4/53
คาดสเปรดพาราไซลีนพ้นจุดต่ำสุดมาแล้ว: สเปรด QTD อยู่ที่ 225 เหรียญฯต่อตัน
ลดลงจากไตรมาส 2/53 ที่ 261 เหรียญฯต่อตัน สเปรดพาราไซลีนเริ่มปรับตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดใน
ไตรมาสนี้ โดยได้ตัวช่วยจากการเลื่อน Start-up ของโรงงาน Urumqi ประเทศจีน เราคาดสเปร
ด 3/53 ที่ 250 เหรียญฯต่อตัน ประกอบกับในปี 2554 จะมีกำลังการผลิตใหม่ของ PTA เข้ามา
ต้นไตรมาส 3/54 เป็นการสร้างความต้องการใช้ให้กับพาราไซลีน
Replacement Cost ที่ 68 บาท: จากราคาอ้างอิงค่าก่อสร้างโรงกลั่นที่มีต้นทุน
ประมาณ 15,000 เหรียญฯต่อบาร์เรล ทำให้เมื่อรวมกิจการในเครือทั้งหมดของ TOP แล้ว เรา
สามารถคำนวน Replacement Cost ของ TOP ได้ที่ประมาณ 68 บาทต่อหุ้น
ปรับมูลค่าเหมาะสมจาก 52 บาทเป็น 65 บาท: เป้าหมายใหม่เรากลับมาอิงค่า PER
ปี 2554 ที่ 10 เท่า เพื่อสะท้อนวัฎจักรการเริ่มฟื้นตัวของค่าการกลั่น และยังถือว่าต่ำกว่าค่า
PER ของหลายอุตสาหกรรมในตลาดโลก อีกทั้งเชื่อมั่นต่อกระแสเงินสดในบริษัทนี้ยังสูง
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 10:10:43
หน้า เพราะตามวัฎจักรของธุรกิจโรงกลั่น ส่วนใหญ่ 70% จะพบจุดต่ำสุดในเดือน พ.ย. และอีก
ครั้งคือราว ก.พ. แต่ในปีนี้ที่ตลาดหุ้นขึ้นจนชน PER ราว 12.5 เท่าแล้วแต่ TOP ยังมี PER ปี
2554 ต่ำกว่า 10 เท่า เราคาดการณ์ปี 2554 กำไรสุทธิต่อหุ้นอยู่ราว 6.58 บาท เราต้องยก
ระดับ PER ของกลุ่มโรงกลั่นขึ้นจาก 8 เท่าไป 10 เท่า จึงปรับเป้าหมายใหม่ขึ้นจาก 52 เท่า
เป็น 65 บาท เหตุผลซื้อ TOP คือ 1.เราเชื่อค่าการกลั่น Bottom Out ประมาณ ต.ค.-พ.ย.ปกติ
ค่าการกลั่น Bottom ไปแล้วสองเดือนเริ่มซื้อหุ้นได้ แต่คราวนี้ความอยากซื้ออาจเกิดก่อนการ
bottom 2.Replacement Cost ของ TOP เท่ากับ 68 บาท แสดงถึงราคาหุ้น Undervalued
3.คาดราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยปี 2554 สูงขึ้น 10% YoY
คาดกำไรไตรมาส 3/53 เบื้องต้นราว 1,500 ล้านบาท: เราคาดว่าค่าการกลั่น QTD ที่
ปรับตัวสูงขึ้น และธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นที่ความต้องการใช้เติบโตเพิ่มขึ้นตามอุตสาหกรรมรถยนต์
จะส่งผลบวกต่อกำไรของ TOP ในไตรมาสนี้ คาดว่ามีกำไรอัตราแลกเปลี่ยนจากการเป็น
Natural Hedge มาเข้ามาชดเชยผลกระทบค่าเงินบาทแข็งประมาณ 400 ล้านบาท
คาดราคาน้ำมันดิบปี 2554 เป็นขาขึ้น: เราคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยปี 2554 เท่า
กับ 85 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล เพิ่ม 10% YoY จากปี 2553 ที่ 77 เหรียญฯ นอกจากดีมานด์
เติบโตดีอย่างต่อเนื่องแล้ว ซัพพลายอาจเริ่มขาดแคลน นับจากมีเรื่อง BP คาดว่าอาจจะมี
การโค้ดราคาค่าขุดเจาะสำรวจน้ำมันเพิ่มจากระดับปัจจุบัน 65 เหรียญฯ เป็นแน่ นอกจากนี้ เงิน
เหรียญสหรัฐฯ อ่อนค่ากลับยิ่งเร่งสนับสนุนให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้น
ค่าการกลั่นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามฤดูกาลในไตรมาส 4 ของทุกปี:เราเชื่อว่าค่าการกลั่น
รวมเฉลี่ยไตรมาส 3/53 QTD อยู่ที่ราว 2.3-2.4 เหรียญฯต่อบาร์เรล โดยปรับตัวสูงขึ้นกว่า
ไตรมาส 2/53 ที่ 1.56 เหรียญฯต่อบาร์เรล คาดว่าจะเห็นการ Bottom ประจำปีของค่าการ
กลั่นราวเดือน ต.ค.-พ.ย.โดยคาดค่าการกลั่นจะรีบาวด์กลับขึ้นอีกครั้งตามฤดูกาลหลังจากโรงกลั่น
ที่ประสิทธิภาพต่ำในต่างประเทศเริ่มลดกำลังการผลิต และการซื้อของกลุ่มประเทศในทวีปยุโรป
เพื่อเตรียมเข้าฤดูหนาว เราคาดค่าการกลั่นจะกลับมาทรงตัวในระดับใกล้เคียง 4 เหรียญฯ ได้อีก
ในไตรมาส 4/53
คาดสเปรดพาราไซลีนพ้นจุดต่ำสุดมาแล้ว: สเปรด QTD อยู่ที่ 225 เหรียญฯต่อตัน
ลดลงจากไตรมาส 2/53 ที่ 261 เหรียญฯต่อตัน สเปรดพาราไซลีนเริ่มปรับตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดใน
ไตรมาสนี้ โดยได้ตัวช่วยจากการเลื่อน Start-up ของโรงงาน Urumqi ประเทศจีน เราคาดสเปร
ด 3/53 ที่ 250 เหรียญฯต่อตัน ประกอบกับในปี 2554 จะมีกำลังการผลิตใหม่ของ PTA เข้ามา
ต้นไตรมาส 3/54 เป็นการสร้างความต้องการใช้ให้กับพาราไซลีน
Replacement Cost ที่ 68 บาท: จากราคาอ้างอิงค่าก่อสร้างโรงกลั่นที่มีต้นทุน
ประมาณ 15,000 เหรียญฯต่อบาร์เรล ทำให้เมื่อรวมกิจการในเครือทั้งหมดของ TOP แล้ว เรา
สามารถคำนวน Replacement Cost ของ TOP ได้ที่ประมาณ 68 บาทต่อหุ้น
ปรับมูลค่าเหมาะสมจาก 52 บาทเป็น 65 บาท: เป้าหมายใหม่เรากลับมาอิงค่า PER
ปี 2554 ที่ 10 เท่า เพื่อสะท้อนวัฎจักรการเริ่มฟื้นตัวของค่าการกลั่น และยังถือว่าต่ำกว่าค่า
PER ของหลายอุตสาหกรรมในตลาดโลก อีกทั้งเชื่อมั่นต่อกระแสเงินสดในบริษัทนี้ยังสูง
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 10:10:43
บล.เกียรตินาคิน : QLT แนะนำซื้อ ราคาเหมาะสมปี 54 เท่ากับ 7.03 บาท
ปรับประมาณการกำไรปี 2553 และ 2554 ลงจากเดิม 25% และ 18%
ตามลำดับ สะท้อนความสามารถในการทำกำไรที่ลดลง แต่อย่างไรก็ตาม คาด
ผลประกอบการจะเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 3/53 และเติบโตต่อเนื่องไปในปี 2554
ตามการขยายการลงทุนของกลุ่มอุตฯ พลังงานหลังจากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวและ
ปัญหามาบตาพุดเริ่มคลี่คลาย คาดปี 54 กำไรจะเติบโตกว่า 34% เราจึงเปลี่ยน
คำแนะนำเป็น “ซื้อ” (จากเดิม “ถือ”) โดยให้ราคาเหมาะสมปี 54 เท่ากับ 7.03 บาท
มี Up-side Gain 21%
ปรับประมาณกำไรปี 53 และ 54 ลง หลังมีความสามารถในการทำกำไรลดลง
เราปรับประมาณการกำไรปี 2553 และ 2554 ของ QLT ลงจากเดิม
25% และ 18% เป็น 46 ล้านบาทและ 62 ล้านบาท ตามลำดับ จากการปรับประมาณ
การอัตรากำไรขั้นต้นลดลงจากเดิมระดับประมาณ 35-40% เป็น 30-33% สะท้อน
ความสามารถในการทำกำไรที่ลดลงหลังจากเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
MAI ทำให้ถูกต่อรองราคาค่าบริการจากลูกค้า นอกจากนี้ การบริการใหม่แบบ
Advanced NDT ที่คาดว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทแม้ว่าลูกค้าจะเริ่มให้การยอม
รับมากขึ้นแล้วแต่ยังติดขัดทางด้านข้อกฎหมายบางประการทำให้ยังไม่สามารถ
ดำเนินการได้เต็มที่ และเรามีการปรับราคาเหมาะสมปี 2553 และ 2554 ของบริษัทลง
จากเดิมประเมินเท่ากับ 6.28 บาท และ 7.30 บาท เป็น 6.06 บาท และ 7.03 บาท
ตามลำดับ
แต่อย่างไรก็ตาม คาดจะเห็นกำไรเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 3/53
อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวของผลประกอบการของ
QLT ตั้งแต่ไตรมาส 3/53 เป็นต้นไป หลังจากภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวตั้งแต่ปลายปี
2552 ทำให้ภาครัฐและเอกชนเริ่มมีการขยายการลงทุนเพิ่มขึ้นรวมไปถึงกลุ่ม
อุตฯ พลังงานซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของธุรกิจบริการทดสอบและตรวจสอบทาง
วิศวกรรมจึงทำให้มีความต้องการบริการทดสอบและตรวจสอบทางวิศวกรรมเพิ่มขึ้น
คาดไตรมาส 3/53 บริษัทจะมีรายได้รวมเท่ากับ 66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จาก
ไตรมาส 2/53 และกำไรเท่ากับ 11 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 7 ล้านบาท ในไตรมาส
2/53 อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการชะลอการลงทุนในปี 2553 คาดว่าจะทำให้
ปี 53 บริษัทมีกำไรลดลง 34% เป็น 46 ล้านบาท
แนวโน้มความต้องการบริการทดสอบทางวิศวกรรมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ผู้บริหารระบุว่าบริษัทอยู่ระหว่างเจรจางานในต่างประเทศ เช่น งานตรวจ
สอบท่อก๊าซในพม่าและงานของเชฟรอนในบังกลาเทศ เป็นต้น และในช่วงที่เหลือ
ของปีบริษัทยังเตรียมเข้าประมูลงานใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อ
เนื่อง เช่น งานประมูลท่อก๊าซเส้นที่ 4 (ส่วนที่ 2) ของ บมจ. ปตท. มูลค่า 140
ล้านบาท คาดปี 54 บริษัทจะมีกำไรเพิ่มขึ้น 34% เป็น 62 ล้านบาท
เปลี่ยนคำแนะนำเป็น “ซื้อ” (จากเดิม “ถือ”)
เราคาดว่าธุรกิจบริการทดสอบและตรวจสอบใกล้ผ่านพ้นจุดต่ำสุด หลังจาก
ภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ช่วงปลายปี 52 จนถึงปัจจุบันทำให้ภาคอุตสาหกรรม
กลับมาลงทุนเพิ่มขึ้นส่งผลให้ความต้องการบริการทดสอบทางวิศวกรรมในประเทศ
ไทยเริ่มฟื้นตัว นอกจากนี้ ประเด็นมาบตาพุดเริ่มมีความคลี่คลายทำให้เราคาดว่า
ความต้องการงานบริการทดสอบทางวิศวกรรมจะฟื้นตัวต่อเนื่องในปี 2554 ทำให้หุ้น
QLT เริ่มกลับมามีความน่าสนใจอีกครั้ง และในเบื้องต้นเราประเมินว่าความเสี่ยงจาก
การตั้งสำรองเกี่ยวกับพนักงานตามเกณฑ์มาตรฐานการบัญชีใหม่ในปี 2554 จะส่งผล
กระทบต่อผลประกอบการของ QLT ไม่มาก เราจึงเปลี่ยนคำแนะนำเป็น “ซื้อ” (จาก
เดิม “ถือ”) โดยให้ราคาเหมาะสมปี 54 เท่ากับ 7.03 บาท มี Up-side Gain 21% และ
คาดว่าจะให้ผลตอบแทนจากเงินปันผล 6%
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 9:57:39
ตามลำดับ สะท้อนความสามารถในการทำกำไรที่ลดลง แต่อย่างไรก็ตาม คาด
ผลประกอบการจะเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 3/53 และเติบโตต่อเนื่องไปในปี 2554
ตามการขยายการลงทุนของกลุ่มอุตฯ พลังงานหลังจากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวและ
ปัญหามาบตาพุดเริ่มคลี่คลาย คาดปี 54 กำไรจะเติบโตกว่า 34% เราจึงเปลี่ยน
คำแนะนำเป็น “ซื้อ” (จากเดิม “ถือ”) โดยให้ราคาเหมาะสมปี 54 เท่ากับ 7.03 บาท
มี Up-side Gain 21%
ปรับประมาณกำไรปี 53 และ 54 ลง หลังมีความสามารถในการทำกำไรลดลง
เราปรับประมาณการกำไรปี 2553 และ 2554 ของ QLT ลงจากเดิม
25% และ 18% เป็น 46 ล้านบาทและ 62 ล้านบาท ตามลำดับ จากการปรับประมาณ
การอัตรากำไรขั้นต้นลดลงจากเดิมระดับประมาณ 35-40% เป็น 30-33% สะท้อน
ความสามารถในการทำกำไรที่ลดลงหลังจากเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
MAI ทำให้ถูกต่อรองราคาค่าบริการจากลูกค้า นอกจากนี้ การบริการใหม่แบบ
Advanced NDT ที่คาดว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทแม้ว่าลูกค้าจะเริ่มให้การยอม
รับมากขึ้นแล้วแต่ยังติดขัดทางด้านข้อกฎหมายบางประการทำให้ยังไม่สามารถ
ดำเนินการได้เต็มที่ และเรามีการปรับราคาเหมาะสมปี 2553 และ 2554 ของบริษัทลง
จากเดิมประเมินเท่ากับ 6.28 บาท และ 7.30 บาท เป็น 6.06 บาท และ 7.03 บาท
ตามลำดับ
แต่อย่างไรก็ตาม คาดจะเห็นกำไรเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 3/53
อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวของผลประกอบการของ
QLT ตั้งแต่ไตรมาส 3/53 เป็นต้นไป หลังจากภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวตั้งแต่ปลายปี
2552 ทำให้ภาครัฐและเอกชนเริ่มมีการขยายการลงทุนเพิ่มขึ้นรวมไปถึงกลุ่ม
อุตฯ พลังงานซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของธุรกิจบริการทดสอบและตรวจสอบทาง
วิศวกรรมจึงทำให้มีความต้องการบริการทดสอบและตรวจสอบทางวิศวกรรมเพิ่มขึ้น
คาดไตรมาส 3/53 บริษัทจะมีรายได้รวมเท่ากับ 66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จาก
ไตรมาส 2/53 และกำไรเท่ากับ 11 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 7 ล้านบาท ในไตรมาส
2/53 อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการชะลอการลงทุนในปี 2553 คาดว่าจะทำให้
ปี 53 บริษัทมีกำไรลดลง 34% เป็น 46 ล้านบาท
แนวโน้มความต้องการบริการทดสอบทางวิศวกรรมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ผู้บริหารระบุว่าบริษัทอยู่ระหว่างเจรจางานในต่างประเทศ เช่น งานตรวจ
สอบท่อก๊าซในพม่าและงานของเชฟรอนในบังกลาเทศ เป็นต้น และในช่วงที่เหลือ
ของปีบริษัทยังเตรียมเข้าประมูลงานใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อ
เนื่อง เช่น งานประมูลท่อก๊าซเส้นที่ 4 (ส่วนที่ 2) ของ บมจ. ปตท. มูลค่า 140
ล้านบาท คาดปี 54 บริษัทจะมีกำไรเพิ่มขึ้น 34% เป็น 62 ล้านบาท
เปลี่ยนคำแนะนำเป็น “ซื้อ” (จากเดิม “ถือ”)
เราคาดว่าธุรกิจบริการทดสอบและตรวจสอบใกล้ผ่านพ้นจุดต่ำสุด หลังจาก
ภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ช่วงปลายปี 52 จนถึงปัจจุบันทำให้ภาคอุตสาหกรรม
กลับมาลงทุนเพิ่มขึ้นส่งผลให้ความต้องการบริการทดสอบทางวิศวกรรมในประเทศ
ไทยเริ่มฟื้นตัว นอกจากนี้ ประเด็นมาบตาพุดเริ่มมีความคลี่คลายทำให้เราคาดว่า
ความต้องการงานบริการทดสอบทางวิศวกรรมจะฟื้นตัวต่อเนื่องในปี 2554 ทำให้หุ้น
QLT เริ่มกลับมามีความน่าสนใจอีกครั้ง และในเบื้องต้นเราประเมินว่าความเสี่ยงจาก
การตั้งสำรองเกี่ยวกับพนักงานตามเกณฑ์มาตรฐานการบัญชีใหม่ในปี 2554 จะส่งผล
กระทบต่อผลประกอบการของ QLT ไม่มาก เราจึงเปลี่ยนคำแนะนำเป็น “ซื้อ” (จาก
เดิม “ถือ”) โดยให้ราคาเหมาะสมปี 54 เท่ากับ 7.03 บาท มี Up-side Gain 21% และ
คาดว่าจะให้ผลตอบแทนจากเงินปันผล 6%
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 9:57:39
บล.เคที ซีมิโก้ : SCB แนะนำซื้อ มูลค่าพื้นฐาน 130.00 บาท
ปรับเพิ่มประมาณการกำไร และมูลค่าพื้นฐาน
เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรในปี 53 ขึ้นจากเดิม 4% เพื่อให้สะท้อนกำไรจากเงินลง
ทุนที่จะบันทึกใน 3Q53 ได้มูลค่าพื้นฐานใหม่ 130 บาท อิงกับ PBV 2.6 เท่า ซึ่งเราเชื่อว่าสม
เหตุสมผล เมื่อเทียบกับอัตราการเติบโต ROE ระยะยาวที่ 16% (ต่ำกว่า ROE 18% ใน
9M53) ด้วยเหตุที่ราคาหุ้น SCB ยังตามหลังคู่แข่ง (BBL, KBANK และ KTB) อยู่ราว 20%
นับจากต้นปี เราจึงยกให้ SCB เป็นดาวเด่นในกลุ่มธนาคาร
คาดกำไรเติบโตอย่างมั่นคงใน 3Q53
เราคาดว่า SCB จะมีกำไรสุทธิ 6.6 พันล้านบาทใน 3Q53 เติบโต 25%QoQ ซึ่งเป็น
ผลจากการเติบโตของธุรกิจหลัก โดยเฉพาะรายได้ค่าธรรมเนียม และบริการผลิตภัณฑ์ประกัน
ภัย ซึ่งช่วยหนุนให้รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยรับสุทธิเติบโต 7%QoQ นอกจากนี้ SCB ยังอาจมีการ
บันทึกกำไรจากการขายเงินลงทุนที่คาดว่าจะสูงถึง 1 พันล้านบาท (หลักๆ มาจากการขายหุ้น
บริษัทซินธิติกส์) หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรเติบโต 28%YoY จากการเติบโตของ
รายได้ค่าธรรมเนียม
สินเชื่อเติบโต ด้วยอัตรากำไรที่สูงขึ้นใน 3Q53
การเติบโตของสินเชื่อของ SCB เริ่มฟื้นตัว และขยายวงกว้างใน 2Q53 (เป็นครั้ง
แรกในรอบ 2 ปี) ด้วยอัตราการเติบโต 3.4%QoQ การเติบโตของสินเชื่ออีก 1.5%MoM ในช่วง
เดือน ก.ค. – ส.ค. บ่งชี้ว่า โมเมนตัมการเติบโตน่าจะแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยเราคาดว่าสินเชื่อ
เติบโต 4%QoQ ใน 3Q53 และ +7.4% นับจากต้นปี นอกจากนี้ ช่วงคาบเกี่ยวระหว่างการปรับ
ราคาด้านสินทรัพย์และหนี้สิน รวมไปถึงรายได้ปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ ล้วนส่งผลบวกต่อส่วน
ต่างอัตราดอกเบี้ยรับสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 3.2% ใน 2Q53 เป็น 3.6% ใน 3Q53
อัตราการเติบโตกลับไปคล้ายช่วงวัฏจักรปี 46
เราเชื่อว่า อัตราการเติบโตของสินเชื่อ รายได้ และกำไรของ SCB เพิ่มเข้าสู่ช่วงเริ่ม
ต้นเท่านั้น และมีแนวโน้มว่าจะกลับไปคล้ายคลึงกับวัฏจักรการเติบโตในช่วงปี 36 – 40 ซึ่งช่วง
เวลาดังกล่าว สินเชื่อของ SCB เติบโตได้ถึง 2 – 4 เท่าของอัตราการเติบโตเศรษฐกิจ ด้วยส่วน
ต่างดอกเบี้ยสุทธิ 3.8% (เทียบกับ 3.5% ในปัจจุบัน)
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 9:54:42
เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรในปี 53 ขึ้นจากเดิม 4% เพื่อให้สะท้อนกำไรจากเงินลง
ทุนที่จะบันทึกใน 3Q53 ได้มูลค่าพื้นฐานใหม่ 130 บาท อิงกับ PBV 2.6 เท่า ซึ่งเราเชื่อว่าสม
เหตุสมผล เมื่อเทียบกับอัตราการเติบโต ROE ระยะยาวที่ 16% (ต่ำกว่า ROE 18% ใน
9M53) ด้วยเหตุที่ราคาหุ้น SCB ยังตามหลังคู่แข่ง (BBL, KBANK และ KTB) อยู่ราว 20%
นับจากต้นปี เราจึงยกให้ SCB เป็นดาวเด่นในกลุ่มธนาคาร
คาดกำไรเติบโตอย่างมั่นคงใน 3Q53
เราคาดว่า SCB จะมีกำไรสุทธิ 6.6 พันล้านบาทใน 3Q53 เติบโต 25%QoQ ซึ่งเป็น
ผลจากการเติบโตของธุรกิจหลัก โดยเฉพาะรายได้ค่าธรรมเนียม และบริการผลิตภัณฑ์ประกัน
ภัย ซึ่งช่วยหนุนให้รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยรับสุทธิเติบโต 7%QoQ นอกจากนี้ SCB ยังอาจมีการ
บันทึกกำไรจากการขายเงินลงทุนที่คาดว่าจะสูงถึง 1 พันล้านบาท (หลักๆ มาจากการขายหุ้น
บริษัทซินธิติกส์) หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรเติบโต 28%YoY จากการเติบโตของ
รายได้ค่าธรรมเนียม
สินเชื่อเติบโต ด้วยอัตรากำไรที่สูงขึ้นใน 3Q53
การเติบโตของสินเชื่อของ SCB เริ่มฟื้นตัว และขยายวงกว้างใน 2Q53 (เป็นครั้ง
แรกในรอบ 2 ปี) ด้วยอัตราการเติบโต 3.4%QoQ การเติบโตของสินเชื่ออีก 1.5%MoM ในช่วง
เดือน ก.ค. – ส.ค. บ่งชี้ว่า โมเมนตัมการเติบโตน่าจะแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยเราคาดว่าสินเชื่อ
เติบโต 4%QoQ ใน 3Q53 และ +7.4% นับจากต้นปี นอกจากนี้ ช่วงคาบเกี่ยวระหว่างการปรับ
ราคาด้านสินทรัพย์และหนี้สิน รวมไปถึงรายได้ปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ ล้วนส่งผลบวกต่อส่วน
ต่างอัตราดอกเบี้ยรับสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 3.2% ใน 2Q53 เป็น 3.6% ใน 3Q53
อัตราการเติบโตกลับไปคล้ายช่วงวัฏจักรปี 46
เราเชื่อว่า อัตราการเติบโตของสินเชื่อ รายได้ และกำไรของ SCB เพิ่มเข้าสู่ช่วงเริ่ม
ต้นเท่านั้น และมีแนวโน้มว่าจะกลับไปคล้ายคลึงกับวัฏจักรการเติบโตในช่วงปี 36 – 40 ซึ่งช่วง
เวลาดังกล่าว สินเชื่อของ SCB เติบโตได้ถึง 2 – 4 เท่าของอัตราการเติบโตเศรษฐกิจ ด้วยส่วน
ต่างดอกเบี้ยสุทธิ 3.8% (เทียบกับ 3.5% ในปัจจุบัน)
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 9:54:42
บล.เกียรตินาคิน : ADVANC แนะนำซื้อเมื่ออ่อนตัว
บล.เกียรตินาคิน : ADVANC แนะนำซื้อเมื่ออ่อนตัว ประเมินมูลค่าเหมาะสมไม่
รวม 3G ที่ 102 บาท
คาด 3Q/53 มีกำไรสุทธิ 4,520 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จาก 3Q/52 แต่ลดลง
7% จาก 2Q/53 หากไม่รวมการบันทึกด้อยค่า Goodwill ของ DPC ประมาณ 350
ล้านบาท คาดมีกำไรปกติ 4,870 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จาก 3Q/52 แต่ลดลง 7%
จาก 2Q/53 ทั้งนี้แม้รายได้รวม IC จะมีผลบวกจากการบันทึกรายรับ IC กับ
CAT/Hutch ช่วยลดผลกระทบฤดูกาล แต่ผลประกอบการปกติลดลง 7% จาก 2Q/53
ถือว่าแย่กว่ามุมมองที่ให้ไว้ สาเหตุหลัก 1) ต้นทุนบริการกลับสู่ฐานปกติ และ 2) ค่า
ใช้จ่าย SG&A เร่งตัวขึ้นจากการจ่ายโบนัสพิเศษให้พนักงาน และค่าใช้จ่ายการตลาด
เปิดตัว iPhone 4 ฉุด EBITDA margin ลดลงจาก 2Q/53 เหลือ 44.9% ทิศทางครึ่งปี
หลัง 53 แม้มีแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายที่เร่งตัวขึ้นกว่าครึ่งปีแรก ประกอบกับแนวโน้ม
3Q/53 ต่ำสุดเมื่อเทียบกับ 2 ไตรมาสก่อน แต่จะเห็นการฟื้นตัวใน 4Q/53 จากผลบวก
ฤดูกาล high season ของการใช้งาน นอกจากนี้เราให้น้ำหนักมากขึ้นต่อการจ่ายเงิน
ปันผลพิเศษสำหรับผลประกอบการปีนี้ หลังความต้องการใช้เงินลงทุน 3G ถูกเลื่อน
ออกไป แนะนำ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” (ความเห็นทางเทคนิค ADVANC มีแนวรับ
90.50/92.50 บาท แนวต้าน 97.50/105 บาท)
ใน 3Q/53 ผลบวกจากการบันทึกรายรับ IC กับ CAT/Hutch ช่วยลดผลกระทบฤดูกาล
ต่อรายได้
ใน 3Q/53 คาดว่า ADVANC มีรายได้รวม IC จำนวน 27,190 ล้านบาท
เพิ่มขึ้น 9% จาก 3Q/52 และ 3% จาก 2Q/53 สาเหตุหลักจากการบันทึกรายรับ IC
กับ CAT/Hutch ย้อนหลังตั้งแต่ เม.ย.53-ก.ย.53 เป็นรายรับสุทธิ IC ประมาณ 200-
300 ล้านบาท ช่วยลดผลกระทบฤดูกาล low season ของการใช้งานโทรศัพท์มือถือ
อย่างไรก็ดีหากไม่รวม IC คาดรายได้จากการให้บริการลดลงเล็กน้อยจาก 2Q/53 แต่
เพิ่มขึ้น 7% จาก 3Q/52 เป็น 21,220 ล้านบาท จาก 3 ปัจจัยหนุน 1) ปริมาณการใช้
งานดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ 2) การเติบโตของรายได้บริการ Data (non voice) ใน
อัตรากว่า 10% ตามความต้องการใช้ Mobile broadband Internet รองรับการสื่อสาร
รูปแบบใหม่ และ 3) ฐานลูกค้าสะสมเพิ่มขึ้น 8% จาก 3Q/52 เป็น 30.4 ล้านราย
คาดผลประกอบการ 3Q/53 หดตัวจาก 2Q/53 มากกว่ามุมมองที่ให้ไว้
เราคาดว่าผลประกอบการ 2Q/53 ของ ADVANC มีกำไรสุทธิ 4,520
ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จาก 3Q/52 แต่ลดลง 7% จาก 2Q/53 โดย ADVANC มี
แนวโน้มบันทึกค่าใช้จ่ายด้อยค่า Goodwill ของ DPC ประมาณ 350 ล้านบาท หาก
ไม่รวมรายการดังกล่าว คาดมีกำไรปกติ 4,870 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จาก 3Q/52 แต่
ลดลง 7% จาก 2Q/53
ผลประกอบการปกติลดลง 7% จาก 2Q/53 ถือว่าแย่กว่ามุมมองที่ให้ไว้
สาเหตุหลัก 1) ต้นทุนบริการกลับสู่ฐานปกติ หลัง 2Q/53 มีการกลับรายการ
ค่าใช้จ่ายโครงข่าย 360 ล้านบาท ส่งผลให้ต้นทุนรวม IC เพิ่มในอัตรามากกว่า
รายได้รวม IC และ 2) ค่าใช้จ่าย SG&A เร่งตัวขึ้นกว่า 10% จากการจ่ายโบนัสพิเศษ
1 เดือนให้พนักงาน และค่าใช้จ่ายการตลาดเปิดตัว iPhone 4 ฉุด EBITDA margin
ลดลงจาก 2Q/53 เหลือ 44.9% อย่างไรก็ตามเทียบกับ 3Q/52 ผลประกอบการปกติ
เติบโตจากรายได้ตามฐานลูกค้าสะสมที่เพิ่มขึ้น และการใช้งานโทรศัพท์ผ่านบริการ
Data ขณะที่การคุมต้นทุน-ค่าใช้จ่ายโครงข่ายลดลง ทำให้ต้นทุนรวม IC เพิ่มขึ้นจาก
3Q/52 ในอัตราน้อยกว่ารายได้รวม IC รวมทั้งค่าใช้จ่ายการเงินลดลงเกือบ 10% ตาม
ภาระหนี้ที่ลดลงจากการจ่ายคืนหนี้ปกติ
แนะนำ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” แนวโน้ม 3Q/53 ไม่เด่น แต่จะเห็นการฟื้นตัวตามฤดูกาลใน
ไตรมาส 4
เราคงชอบ ADVANC มากที่สุดในกลุ่มผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ จาก
ความได้เปรียบได้ต้นทุนบนสัมปทานปัจจุบัน นอกจากนี้เราให้น้ำหนักมากขึ้นต่อการ
จ่ายเงินปันผลพิเศษสำหรับผลประกอบการปีนี้คาดจ่ายในอัตราหุ้นละ 2-3 บาท
(yield 2-3%) หลังความต้องการใช้เงินลงทุนจำนวนมากรองรับการลงทุนใหม่ 3G ถูก
เลื่อนออกไป อีกทั้งมีความเป็นไปได้สูงที่การเปิดประมูลคลื่นความถี่ 2100 MHz และ
ออกใบอนุญาตใหม่ จะล่าช้าเกิน 1 ปี เนื่องจากต้องรอร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่น
ความถี่ประกาศเป็นกฎหมาย และจัดตั้งกรรมการกสทช. กรณีเร็วสุดคาดว่าจะใช้เวลา
ตั้งกสทช. ประมาณ 6-8 เดือน
ทิศทางครึ่งปีหลัง 53 แม้มีแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายที่เร่งตัวขึ้นกว่าครึ่งปีแรก
ประกอบกับแนวโน้ม 3Q/53 ต่ำสุดเมื่อเทียบกับ 2 ไตรมาสก่อน แต่จะเห็นการฟื้นตัว
ใน 4Q/53 จากผลบวกฤดูกาล high season ของการใช้งาน คาดผลประกอบการปี
53 มีกำไรปกติ 19,525 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากปี 52 ประมาณการเงินปันผลปกติ
ในอัตราหุ้นละ 6.30 บาท (yield 6.6%) และประเมินมูลค่าเหมาะสมไม่รวม 3G ที่ 102
บาท แนะนำ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” (ความเห็นทางเทคนิคประเมิน ADVANC มีแนวรับ
90.50/92.50 บาท แนวต้าน 97.50/105 บาท)
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 9:48:43
รวม 3G ที่ 102 บาท
คาด 3Q/53 มีกำไรสุทธิ 4,520 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จาก 3Q/52 แต่ลดลง
7% จาก 2Q/53 หากไม่รวมการบันทึกด้อยค่า Goodwill ของ DPC ประมาณ 350
ล้านบาท คาดมีกำไรปกติ 4,870 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จาก 3Q/52 แต่ลดลง 7%
จาก 2Q/53 ทั้งนี้แม้รายได้รวม IC จะมีผลบวกจากการบันทึกรายรับ IC กับ
CAT/Hutch ช่วยลดผลกระทบฤดูกาล แต่ผลประกอบการปกติลดลง 7% จาก 2Q/53
ถือว่าแย่กว่ามุมมองที่ให้ไว้ สาเหตุหลัก 1) ต้นทุนบริการกลับสู่ฐานปกติ และ 2) ค่า
ใช้จ่าย SG&A เร่งตัวขึ้นจากการจ่ายโบนัสพิเศษให้พนักงาน และค่าใช้จ่ายการตลาด
เปิดตัว iPhone 4 ฉุด EBITDA margin ลดลงจาก 2Q/53 เหลือ 44.9% ทิศทางครึ่งปี
หลัง 53 แม้มีแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายที่เร่งตัวขึ้นกว่าครึ่งปีแรก ประกอบกับแนวโน้ม
3Q/53 ต่ำสุดเมื่อเทียบกับ 2 ไตรมาสก่อน แต่จะเห็นการฟื้นตัวใน 4Q/53 จากผลบวก
ฤดูกาล high season ของการใช้งาน นอกจากนี้เราให้น้ำหนักมากขึ้นต่อการจ่ายเงิน
ปันผลพิเศษสำหรับผลประกอบการปีนี้ หลังความต้องการใช้เงินลงทุน 3G ถูกเลื่อน
ออกไป แนะนำ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” (ความเห็นทางเทคนิค ADVANC มีแนวรับ
90.50/92.50 บาท แนวต้าน 97.50/105 บาท)
ใน 3Q/53 ผลบวกจากการบันทึกรายรับ IC กับ CAT/Hutch ช่วยลดผลกระทบฤดูกาล
ต่อรายได้
ใน 3Q/53 คาดว่า ADVANC มีรายได้รวม IC จำนวน 27,190 ล้านบาท
เพิ่มขึ้น 9% จาก 3Q/52 และ 3% จาก 2Q/53 สาเหตุหลักจากการบันทึกรายรับ IC
กับ CAT/Hutch ย้อนหลังตั้งแต่ เม.ย.53-ก.ย.53 เป็นรายรับสุทธิ IC ประมาณ 200-
300 ล้านบาท ช่วยลดผลกระทบฤดูกาล low season ของการใช้งานโทรศัพท์มือถือ
อย่างไรก็ดีหากไม่รวม IC คาดรายได้จากการให้บริการลดลงเล็กน้อยจาก 2Q/53 แต่
เพิ่มขึ้น 7% จาก 3Q/52 เป็น 21,220 ล้านบาท จาก 3 ปัจจัยหนุน 1) ปริมาณการใช้
งานดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ 2) การเติบโตของรายได้บริการ Data (non voice) ใน
อัตรากว่า 10% ตามความต้องการใช้ Mobile broadband Internet รองรับการสื่อสาร
รูปแบบใหม่ และ 3) ฐานลูกค้าสะสมเพิ่มขึ้น 8% จาก 3Q/52 เป็น 30.4 ล้านราย
คาดผลประกอบการ 3Q/53 หดตัวจาก 2Q/53 มากกว่ามุมมองที่ให้ไว้
เราคาดว่าผลประกอบการ 2Q/53 ของ ADVANC มีกำไรสุทธิ 4,520
ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จาก 3Q/52 แต่ลดลง 7% จาก 2Q/53 โดย ADVANC มี
แนวโน้มบันทึกค่าใช้จ่ายด้อยค่า Goodwill ของ DPC ประมาณ 350 ล้านบาท หาก
ไม่รวมรายการดังกล่าว คาดมีกำไรปกติ 4,870 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จาก 3Q/52 แต่
ลดลง 7% จาก 2Q/53
ผลประกอบการปกติลดลง 7% จาก 2Q/53 ถือว่าแย่กว่ามุมมองที่ให้ไว้
สาเหตุหลัก 1) ต้นทุนบริการกลับสู่ฐานปกติ หลัง 2Q/53 มีการกลับรายการ
ค่าใช้จ่ายโครงข่าย 360 ล้านบาท ส่งผลให้ต้นทุนรวม IC เพิ่มในอัตรามากกว่า
รายได้รวม IC และ 2) ค่าใช้จ่าย SG&A เร่งตัวขึ้นกว่า 10% จากการจ่ายโบนัสพิเศษ
1 เดือนให้พนักงาน และค่าใช้จ่ายการตลาดเปิดตัว iPhone 4 ฉุด EBITDA margin
ลดลงจาก 2Q/53 เหลือ 44.9% อย่างไรก็ตามเทียบกับ 3Q/52 ผลประกอบการปกติ
เติบโตจากรายได้ตามฐานลูกค้าสะสมที่เพิ่มขึ้น และการใช้งานโทรศัพท์ผ่านบริการ
Data ขณะที่การคุมต้นทุน-ค่าใช้จ่ายโครงข่ายลดลง ทำให้ต้นทุนรวม IC เพิ่มขึ้นจาก
3Q/52 ในอัตราน้อยกว่ารายได้รวม IC รวมทั้งค่าใช้จ่ายการเงินลดลงเกือบ 10% ตาม
ภาระหนี้ที่ลดลงจากการจ่ายคืนหนี้ปกติ
แนะนำ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” แนวโน้ม 3Q/53 ไม่เด่น แต่จะเห็นการฟื้นตัวตามฤดูกาลใน
ไตรมาส 4
เราคงชอบ ADVANC มากที่สุดในกลุ่มผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ จาก
ความได้เปรียบได้ต้นทุนบนสัมปทานปัจจุบัน นอกจากนี้เราให้น้ำหนักมากขึ้นต่อการ
จ่ายเงินปันผลพิเศษสำหรับผลประกอบการปีนี้คาดจ่ายในอัตราหุ้นละ 2-3 บาท
(yield 2-3%) หลังความต้องการใช้เงินลงทุนจำนวนมากรองรับการลงทุนใหม่ 3G ถูก
เลื่อนออกไป อีกทั้งมีความเป็นไปได้สูงที่การเปิดประมูลคลื่นความถี่ 2100 MHz และ
ออกใบอนุญาตใหม่ จะล่าช้าเกิน 1 ปี เนื่องจากต้องรอร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่น
ความถี่ประกาศเป็นกฎหมาย และจัดตั้งกรรมการกสทช. กรณีเร็วสุดคาดว่าจะใช้เวลา
ตั้งกสทช. ประมาณ 6-8 เดือน
ทิศทางครึ่งปีหลัง 53 แม้มีแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายที่เร่งตัวขึ้นกว่าครึ่งปีแรก
ประกอบกับแนวโน้ม 3Q/53 ต่ำสุดเมื่อเทียบกับ 2 ไตรมาสก่อน แต่จะเห็นการฟื้นตัว
ใน 4Q/53 จากผลบวกฤดูกาล high season ของการใช้งาน คาดผลประกอบการปี
53 มีกำไรปกติ 19,525 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากปี 52 ประมาณการเงินปันผลปกติ
ในอัตราหุ้นละ 6.30 บาท (yield 6.6%) และประเมินมูลค่าเหมาะสมไม่รวม 3G ที่ 102
บาท แนะนำ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” (ความเห็นทางเทคนิคประเมิน ADVANC มีแนวรับ
90.50/92.50 บาท แนวต้าน 97.50/105 บาท)
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 9:48:43
บล.เกียรตินาคิน : BAY แนะนำซื้อ ราคาเหมาะสม 29.10 บาท
คาดผลประกอบการไตรมาส 3/53 ของ BAY มีกำไรสุทธิ 2,299 ล้านบาท เพิ่ม
ขึ้น 7.9%QoQ เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลเพิ่มขึ้นจากการปรับเพิ่มอัตรา
ดอกเบี้ยเงินกู้ และได้รับเงินปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ เพิ่มขึ้น 5.4%YoY เนื่องจาก
ทั้งรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผล และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นมากจากกการ
เข้าซื้อกิจการ การเข้าซื้อกิจการในปีก่อนจะเริ่มส่งผลดีต่อ BAY อย่างเต็มที่ในปีนี้ ทำ
ให้เราคาดว่า BAY จะมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 9,852 ล้านบาท และคาดมีการจ่ายปัน
ผลเพิ่มสูงขึ้น ให้ราคาเหมาะสม 29.10 บาท ยังคงแนะนำ “ซื้อ”
คาดผลประกอบการไตรมาส 3/53 ของ BAY มีกำไรสุทธิ 2,299 ล้านบาท เพิ่มขึ้น
7.9%QoQ เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลเพิ่มขึ้นจากการปรับเพิ่มอัตรา
ดอกเบี้ยเงินกู้ และได้รับเงินปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ เพิ่มขึ้น 5.4%YoY เนื่องจาก
ทั้งรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผล และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นมากจากกการ
เข้าซื้อกิจการ
คาดผลประกอบการไตรมาส 3/53 ของ BAY มีกำไรสุทธิ 2,299 ล้านบาท
เพิ่มขึ้น 7.9%QoQ เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลเพิ่มขึ้นจากการปรับเพิ่ม
อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และได้รับเงินปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ และรายได้ดอกเบี้ย
และเงินปันผลเพิ่มขึ้น และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยก็เพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังคาดว่า
จะเพิ่มขึ้น 5.4%YoY โดยการที่สินเชื่อเพิ่มสูงขึ้นมากจากการเข้าซื้อกิจการของ AIG
และ GEMT ในปลายปีก่อน ทำให้คาดว่ารายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลจะเพิ่มขึ้น
28.4%YoY ในขณะที่การเพิ่มขึ้นของเงินฝากก็ทำให้เราคาดว่าค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจะ
เพิ่มขึ้นด้วย 17.3%YoY เราคาดว่าในไตรมาสนี้ BAY จะยังคงมีการตั้งสำรองจำนวน
มากต่อไป เพื่อสำรองไว้สำหรับการขาย NPL ออกไปในช่วงปลายปี ทางด้านรายได้
ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเราก็คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 18.8%YoY เนื่องจากรายได้ที่ได้รับเพิ่มขึ้น
จากการเข้าซื้อกิจการ ทางด้านค่าใช้จ่ายเราคาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากค่าใช้จ่าย
ที่เพิ่มขึ้นจากการเข้าซื้อกิจการ ค่าใช้จ่ายในการควบรวม นอกจากนี้แล้วในไตรมาสนี้
BAY ยังมีค่าใช้จ่ายจากโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดด้วย
คาดว่า BAY จะปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในไตรมาสนี้เป็น 3.5% ห่างจากเป้า
8% ค่อนข้างมาก แต่ BAY ยังไม่มีการปรับเป้าลงแต่อย่างใด
ในช่วงไตรมาส 2/53 มีบางเดือนที่สินเชื่อของ BAY นั้นมีการหดตัวลง เนื่อง
จากการชำระสินเชื่อของลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ก็เพิ่มขึ้นได้ในช่วงปลายไตรมาส
ส่วนไตรมาส 3/53 เราคาดว่าสินเชื่อของ BAY จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 3.5% ยังห่าง
จากเป้าที่ BAY ตั้งไว้ว่าจะปล่อยสินเชื่อเพิ่มในปี 2553 8% ค่อนข้างมาก แต่ BAY ก็
ยังไม่มีการปรับเป้าการปล่อยสินเชื่อในปีนี้แต่อย่างใด
BAY มีการขาย NPL ออกไปในเดือน ก.ค. 5.3 พันล้านบาท และการที่สินเชื่อ
เพิ่มขึ้น รวมถึงไม่มี NPL ใหม่ ทำให้ไตรมาส 3/53 คาดว่า NPL ของ BAY จะลดต่ำลง
กว่า 7.1%
ในเดือน ก.ค. BAY มีการขาย NPL ออกไปจำนวน 5.3 พันล้านบาท และการ
เพิ่มขึ้นของสินเชื่อ รวมถึงการที่เราคาดว่า BAY จะไม่มี NPL ใหม่เพิ่มขึ้นมากนัก
จะส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 3/53 BAY จะมี NPL ลดลงจากสิ้นไตรมาส 2/53 ที่มี NPL
อยู่ 7.1% ของสินเชื่อรวม
คาด BAY มีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเป็น 4.82% เนื่องจากสินเชื่อเพิ่มขึ้น ได้รับ
เงินปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ และการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้
เราคาดว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของ BAY ในไตรมาส 3/53 จะเพิ่มขึ้นเป็น
4.82% จากไตรมาสก่อนที่มีอยู่ 4.8% เนื่องจากสินเชื่อที่เพิ่มสูงขึ้น การได้รับเงินปัน
ผลจากกองทุนวายุภักษ์ และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในช่วงที่ผ่านมา
ไตรมาสนี้ BAY จะมีการตั้งสำรองจำนวนมากต่อไป เพื่อสำรองไว้สำหรับการขาย
NPL ออกไปอีกในช่วงปลายปี
เราคาดว่า BAY นั้นจะยังคงมีการตั้งสำรองในระดับสูงต่อไปในไตรมาสนี้
โดยเราคาดว่าจะมีการตั้ง 3 พันล้านบาท เพื่อสำรองไว้สำหรับการขาย NPL ออกไป
อีกในช่วงปลายปี โดย BAY นั้นมีการตั้งเป้าที่จะขาย NPL ออกไปในปีนี้ 8 พันล้าน
บาท หลังจากมีการขายไปแล้ว 5.3 พันล้านบาทในช่วงเดือน ก.ค.
การเข้าซื้อกิจการในปีก่อนจะเริ่มส่งผลดีต่อ BAY อย่างเต็มที่ในปีนี้ ทำให้เราคาดว่า
BAY จะมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 9,852 ล้านบาท และคาดมีการจ่ายปันผลเพิ่มสูงขึ้น
ให้ราคาเหมาะสม 29.10 บาท ยังคงแนะนำ “ซื้อ”
เรายังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2553 ของ BAY ไว้ที่ 9,852 ล้านบาท
โดยผลจากการเข้าซื้อกิจการในปีก่อนจะเริ่มส่งผลดีต่อ BAY อย่างเต็มที่ในปีนี้ ซึ่ง
จะทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น และคาดว่าจะทำให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากปี
ก่อนถึง 47.9%YoY นอกจากนี้แล้วเราคาดว่าจะทำให้เงินปันผลนั้นเพิ่มสูงขึ้น โดยเรา
คาดว่า BAY จะมีการจ่ายปันผลจากผลประกอบการปี 2553 จำนวน 0.50 บาท/หุ้น
คิดเป็น Div. yield 2.02% หลังจากมีการจ่ายปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 0.22 บาท/หุ้น
เหลือเงินปันผลครึ่งปีหลังอีก 0.28 บาท/หุ้น ให้ราคาเหมาะสม 29.10 บาท ยังคง
แนะนำ “ซื้อ”
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 9:39:01
ขึ้น 7.9%QoQ เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลเพิ่มขึ้นจากการปรับเพิ่มอัตรา
ดอกเบี้ยเงินกู้ และได้รับเงินปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ เพิ่มขึ้น 5.4%YoY เนื่องจาก
ทั้งรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผล และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นมากจากกการ
เข้าซื้อกิจการ การเข้าซื้อกิจการในปีก่อนจะเริ่มส่งผลดีต่อ BAY อย่างเต็มที่ในปีนี้ ทำ
ให้เราคาดว่า BAY จะมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 9,852 ล้านบาท และคาดมีการจ่ายปัน
ผลเพิ่มสูงขึ้น ให้ราคาเหมาะสม 29.10 บาท ยังคงแนะนำ “ซื้อ”
คาดผลประกอบการไตรมาส 3/53 ของ BAY มีกำไรสุทธิ 2,299 ล้านบาท เพิ่มขึ้น
7.9%QoQ เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลเพิ่มขึ้นจากการปรับเพิ่มอัตรา
ดอกเบี้ยเงินกู้ และได้รับเงินปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ เพิ่มขึ้น 5.4%YoY เนื่องจาก
ทั้งรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผล และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นมากจากกการ
เข้าซื้อกิจการ
คาดผลประกอบการไตรมาส 3/53 ของ BAY มีกำไรสุทธิ 2,299 ล้านบาท
เพิ่มขึ้น 7.9%QoQ เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลเพิ่มขึ้นจากการปรับเพิ่ม
อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และได้รับเงินปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ และรายได้ดอกเบี้ย
และเงินปันผลเพิ่มขึ้น และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยก็เพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังคาดว่า
จะเพิ่มขึ้น 5.4%YoY โดยการที่สินเชื่อเพิ่มสูงขึ้นมากจากการเข้าซื้อกิจการของ AIG
และ GEMT ในปลายปีก่อน ทำให้คาดว่ารายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลจะเพิ่มขึ้น
28.4%YoY ในขณะที่การเพิ่มขึ้นของเงินฝากก็ทำให้เราคาดว่าค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจะ
เพิ่มขึ้นด้วย 17.3%YoY เราคาดว่าในไตรมาสนี้ BAY จะยังคงมีการตั้งสำรองจำนวน
มากต่อไป เพื่อสำรองไว้สำหรับการขาย NPL ออกไปในช่วงปลายปี ทางด้านรายได้
ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเราก็คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 18.8%YoY เนื่องจากรายได้ที่ได้รับเพิ่มขึ้น
จากการเข้าซื้อกิจการ ทางด้านค่าใช้จ่ายเราคาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากค่าใช้จ่าย
ที่เพิ่มขึ้นจากการเข้าซื้อกิจการ ค่าใช้จ่ายในการควบรวม นอกจากนี้แล้วในไตรมาสนี้
BAY ยังมีค่าใช้จ่ายจากโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดด้วย
คาดว่า BAY จะปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในไตรมาสนี้เป็น 3.5% ห่างจากเป้า
8% ค่อนข้างมาก แต่ BAY ยังไม่มีการปรับเป้าลงแต่อย่างใด
ในช่วงไตรมาส 2/53 มีบางเดือนที่สินเชื่อของ BAY นั้นมีการหดตัวลง เนื่อง
จากการชำระสินเชื่อของลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ก็เพิ่มขึ้นได้ในช่วงปลายไตรมาส
ส่วนไตรมาส 3/53 เราคาดว่าสินเชื่อของ BAY จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 3.5% ยังห่าง
จากเป้าที่ BAY ตั้งไว้ว่าจะปล่อยสินเชื่อเพิ่มในปี 2553 8% ค่อนข้างมาก แต่ BAY ก็
ยังไม่มีการปรับเป้าการปล่อยสินเชื่อในปีนี้แต่อย่างใด
BAY มีการขาย NPL ออกไปในเดือน ก.ค. 5.3 พันล้านบาท และการที่สินเชื่อ
เพิ่มขึ้น รวมถึงไม่มี NPL ใหม่ ทำให้ไตรมาส 3/53 คาดว่า NPL ของ BAY จะลดต่ำลง
กว่า 7.1%
ในเดือน ก.ค. BAY มีการขาย NPL ออกไปจำนวน 5.3 พันล้านบาท และการ
เพิ่มขึ้นของสินเชื่อ รวมถึงการที่เราคาดว่า BAY จะไม่มี NPL ใหม่เพิ่มขึ้นมากนัก
จะส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 3/53 BAY จะมี NPL ลดลงจากสิ้นไตรมาส 2/53 ที่มี NPL
อยู่ 7.1% ของสินเชื่อรวม
คาด BAY มีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเป็น 4.82% เนื่องจากสินเชื่อเพิ่มขึ้น ได้รับ
เงินปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ และการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้
เราคาดว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของ BAY ในไตรมาส 3/53 จะเพิ่มขึ้นเป็น
4.82% จากไตรมาสก่อนที่มีอยู่ 4.8% เนื่องจากสินเชื่อที่เพิ่มสูงขึ้น การได้รับเงินปัน
ผลจากกองทุนวายุภักษ์ และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในช่วงที่ผ่านมา
ไตรมาสนี้ BAY จะมีการตั้งสำรองจำนวนมากต่อไป เพื่อสำรองไว้สำหรับการขาย
NPL ออกไปอีกในช่วงปลายปี
เราคาดว่า BAY นั้นจะยังคงมีการตั้งสำรองในระดับสูงต่อไปในไตรมาสนี้
โดยเราคาดว่าจะมีการตั้ง 3 พันล้านบาท เพื่อสำรองไว้สำหรับการขาย NPL ออกไป
อีกในช่วงปลายปี โดย BAY นั้นมีการตั้งเป้าที่จะขาย NPL ออกไปในปีนี้ 8 พันล้าน
บาท หลังจากมีการขายไปแล้ว 5.3 พันล้านบาทในช่วงเดือน ก.ค.
การเข้าซื้อกิจการในปีก่อนจะเริ่มส่งผลดีต่อ BAY อย่างเต็มที่ในปีนี้ ทำให้เราคาดว่า
BAY จะมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 9,852 ล้านบาท และคาดมีการจ่ายปันผลเพิ่มสูงขึ้น
ให้ราคาเหมาะสม 29.10 บาท ยังคงแนะนำ “ซื้อ”
เรายังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2553 ของ BAY ไว้ที่ 9,852 ล้านบาท
โดยผลจากการเข้าซื้อกิจการในปีก่อนจะเริ่มส่งผลดีต่อ BAY อย่างเต็มที่ในปีนี้ ซึ่ง
จะทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น และคาดว่าจะทำให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากปี
ก่อนถึง 47.9%YoY นอกจากนี้แล้วเราคาดว่าจะทำให้เงินปันผลนั้นเพิ่มสูงขึ้น โดยเรา
คาดว่า BAY จะมีการจ่ายปันผลจากผลประกอบการปี 2553 จำนวน 0.50 บาท/หุ้น
คิดเป็น Div. yield 2.02% หลังจากมีการจ่ายปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 0.22 บาท/หุ้น
เหลือเงินปันผลครึ่งปีหลังอีก 0.28 บาท/หุ้น ให้ราคาเหมาะสม 29.10 บาท ยังคง
แนะนำ “ซื้อ”
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 9:39:01
บล.เกียรตินาคิน : RS แนะนำ“ซื้อ”ราคาเหมาะสมปี 2554 เท่ากับ 3.32
บล.เกียรตินาคิน : RS แนะนำ“ซื้อ” ประเมินราคาเหมาะสมปี 2554 เท่ากับ 3.32
บาท
RS:กรณีฟิลม์และแอนนี่มีผลกระทบต่อ RS อย่างไร?
ราคาตลาดล่าสุด: 2.30 บาท
ประเด็น: ประเมินผลกระทบกับ RS กรณี “ฟิล์มและแอนนี่”
ความเห็น: ในเบื้องต้นเราประเมินว่ากรณีดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อผล
ประกอบการของ RS ไม่มาก เนื่องจากในปัจจุบัน “ฟิล์ม” ไม่ได้เป็นศิลปินหลัก
ในการสร้างรายได้จากงานเพลงของค่าย RS (ปัจจุบันศิลปินที่สร้างรายได้หลักทาง
ด้านงานเพลงให้กับ RS จะเป็นกลุ่มศิลปินใหม่จากค่าย “Kamikaze”) และรายได้จาก
ธุรกิจเพลงนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโครงสร้างรายได้รวมของ RS ซึ่งประกอบไป
ด้วย 3 ส่วนหลัก คือ (1) ธุรกิจผลิต Content ประกอบด้วย ผลงานเพลง, การจัด
กิจกรรมและภาพยนตร์ (2) ธุรกิจสื่อ ประกอบด้วย สื่อโทรทัศน์ สื่อวิทยุ สื่อทีวีดาว
เทียมและสื่อใน Hyper market เช่น คาร์ฟู, บิ๊กซีและท็อปส์ และ (3) ธุรกิจกีฬา การ
บริหารลิขสิทธิ์รายการกีฬาต่าง ๆ ล่าสุด คือ การบริหารลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกปี 2010
ที่ผ่านมา กรณีเงินลงทุนในการผลิตอัลบัมใหม่ของ “ฟิล์ม” ที่กำลังจะเปิดตัวซึ่งอาจ
จะถูกเลื่อนออกไปเราประเมินว่าไม่มีนัยสำคัญมากนักเมื่อเทียบต้นทุนดังกล่าวกับ
กำไรรวมจาก 3 ธุรกิจหลักของ RS ส่วนกรณีที่มีการตั้งกลุ่มต่อต่านสินค้าของ RS เรา
ประเมินว่าจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของ RS ในระยะสั้นเท่านั้น นอกจากนี้ เรา
ยังคงมีมุมมองต่อการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนของ RS เช่นเดิม คาดผลประกอบการไตร
มาส 3/53 จะยังคงแข็งแรงต่อเนื่องจากในครึ่งปีแรกและยังคงคาดว่าในปี 2553 RS
จะกลับมาจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีที่ 0.10 บาท/หุ้น เรายัง
คงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยประเมินราคาเหมาะสมปี 2554 เท่ากับ 3.32 บาท มี Up-side
Gain 44%
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 9:34:58
บาท
RS:กรณีฟิลม์และแอนนี่มีผลกระทบต่อ RS อย่างไร?
ราคาตลาดล่าสุด: 2.30 บาท
ประเด็น: ประเมินผลกระทบกับ RS กรณี “ฟิล์มและแอนนี่”
ความเห็น: ในเบื้องต้นเราประเมินว่ากรณีดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อผล
ประกอบการของ RS ไม่มาก เนื่องจากในปัจจุบัน “ฟิล์ม” ไม่ได้เป็นศิลปินหลัก
ในการสร้างรายได้จากงานเพลงของค่าย RS (ปัจจุบันศิลปินที่สร้างรายได้หลักทาง
ด้านงานเพลงให้กับ RS จะเป็นกลุ่มศิลปินใหม่จากค่าย “Kamikaze”) และรายได้จาก
ธุรกิจเพลงนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโครงสร้างรายได้รวมของ RS ซึ่งประกอบไป
ด้วย 3 ส่วนหลัก คือ (1) ธุรกิจผลิต Content ประกอบด้วย ผลงานเพลง, การจัด
กิจกรรมและภาพยนตร์ (2) ธุรกิจสื่อ ประกอบด้วย สื่อโทรทัศน์ สื่อวิทยุ สื่อทีวีดาว
เทียมและสื่อใน Hyper market เช่น คาร์ฟู, บิ๊กซีและท็อปส์ และ (3) ธุรกิจกีฬา การ
บริหารลิขสิทธิ์รายการกีฬาต่าง ๆ ล่าสุด คือ การบริหารลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกปี 2010
ที่ผ่านมา กรณีเงินลงทุนในการผลิตอัลบัมใหม่ของ “ฟิล์ม” ที่กำลังจะเปิดตัวซึ่งอาจ
จะถูกเลื่อนออกไปเราประเมินว่าไม่มีนัยสำคัญมากนักเมื่อเทียบต้นทุนดังกล่าวกับ
กำไรรวมจาก 3 ธุรกิจหลักของ RS ส่วนกรณีที่มีการตั้งกลุ่มต่อต่านสินค้าของ RS เรา
ประเมินว่าจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของ RS ในระยะสั้นเท่านั้น นอกจากนี้ เรา
ยังคงมีมุมมองต่อการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนของ RS เช่นเดิม คาดผลประกอบการไตร
มาส 3/53 จะยังคงแข็งแรงต่อเนื่องจากในครึ่งปีแรกและยังคงคาดว่าในปี 2553 RS
จะกลับมาจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีที่ 0.10 บาท/หุ้น เรายัง
คงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยประเมินราคาเหมาะสมปี 2554 เท่ากับ 3.32 บาท มี Up-side
Gain 44%
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 9:34:58
บล.กรุงศรีอยุธยา : ADVANC แนะนำ “ซื้อ” มูลค่าพื้นฐานปี 54 ที่ 114 บาท
คาด 3Q53 กำไรยังโตดี สิ้นปีมีลุ้นปันผลพิเศษ
คาดว่าผลประกอบการ ADVANC ในงวด 3Q53 ยังมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง 20%
เนื่องจากการขยายตัวธุรกิจ Non-Voice และประสิทธิภาพในการทำกำไรที่ปรับเพิ่มขึ้น
จากนโยบายการควบคุมต้นทุนและค่าตัดจำหน่ายโครงข่ายที่ลดลง ในขณะที่ผลจากการที่
การประมูล 3G ล่าช้ามีโอกาสที่บริษัทจะจ่ายปันผลพิเศษเพิ่มขึ้น
คาดกำไร 3Q53 ที่ 4,931 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 17%YoY
เราคาดกำไรจากการดำเนินงานปกติใน 3Q53 (ไม่รวมค่าตัดจำหน่ายจาก DPC
ประมาณ 350 ล้านบาท และรายการบันทึกต่า IC รับย้อนหลังจาก Hutch ประมาณ 300 ล้าน
บาท) ที่ 4,931 ล้านบาท ลดลง 6%QoQ ตามปัจจัยฤดูกาล ซึ่งปกติไตรมาส 3 จะเป็นช่วง Low
season ของ ADVANC กอปรกับมีค่าใช้จ่ายในการตลาดที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดตัว
IPHONE4 ในช่วงปลายไตรมาส และค่าใช้จ่ายพนักงานที่เพิ่มขึ้นจากการจ่ายเงินพิเศษให้
พนักงาน เราคาดการณ์กำไรสุทธิยังเติบโต 17%YoY ซึ่งรับผลบวกจาก
1. รายได้จากการให้บริการเสียงปรับเพิ่มขึ้น 2.2%YoY แม้ว่า ARPU ยังเป็นทิศทาง
ขาลง แต่ชดเชยด้วยฐานลูกค้าสะสมที่ปรับเพิ่มขึ้น 7%YoY
2. ผลบวกจากกระแสความนิยมของตลาด Smart Phone หนุนให้รายได้จากการให้
บริการด้านข้อมูลเติบโตต่อเนื่อง 30%YoY
3. EBITDA Margin ปรับขึ้น 1.5%YoY จากนโยบายในการควบคุมต้นทุนที่มี
ประสิทธิภาพและค่าตัดจำหน่ายโครงข่ายที่ปรับลดลง
คงประมาณการผลประกอบการ
แนวโน้มผลประกอบการในช่วงที่เหลือของปี คาดว่ายังคงเติบโตต่อเนื่อง แม้ว่าการ
ประมูล 3G จะล่าช้าออกไป แต่คาดว่ากระแสความนิยมในตลาด Smart Phone ยังคงเพิ่มขึ้น
ซึ่ง 4Q53 คาดรับผลบวกจากการเปิดจำหน่ายเครื่อง IPHONE 4 ช่วยหนุนให้รายได้จากการ
ขายโทรศัพท์เพิ่มขึ้นในขณะที่ภาพรวมทั้งปีผลจากรายได้ non-voice ที่ยังเติบโต กอปรกับต้น
ทุนดำเนินงานที่ปรับลดลงจากนโยบายในการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ คาดว่ากำไรจาก
การดำเนินงานในปี 53 มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัว 19.6% เป็น 20,568 ล้านบาท
มีโอกาสจ่ายปันผลพิเศษสำหรับงวด 2H53
ADVANC มีจุดเด่นด้านการให้ผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผลสูงที่ 6.30 บาทต่อปี
(บริษัทจ่ายปันผลสำหรับ 1H53 ไปแล้ว 3 บาทต่อหุ้น) และผลจากการที่ 3G ล่าช้าทำให้มีโอกา
สูงที่บริษัทจะจ่ายปันผลพิเศษสำหรับงวด 2H53 เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ซึ่งเราคาดการณ์ที่
3.50 บาทต่อหุ้น เมื่อรวมกับปันผลปกติ รวมปันผลทั้งปีประมาณ 9.80 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบ
แทนตอบแทนสูงถึง 10% จากราคาปัจจุบัน
เตรียมพร้อม โรมมิ่ง และทำ MVNO 3G กับ TOT
หลังจากที่การประมูล 3G บนคลื่น 2.1GHz ถูกระงับตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด
ทำให้บริษัทต้องมีการปรับแผนทางธุกิจเพื่อรองรับการเติบโตของตลาด Non-voice ซึ่งผลจาก
การที่รัฐบาลอนุมัติเงินลงทุนกว่า 1.9 หมื่นล้านบาทให้ TOT ขยายเครือข่าย 3G ทำให้
ADVANC ซึ่งเป็นคู่สัญญาสัมปทานกับ TOT อยู่ระหว่างการเจรจาในการทำโรมมิ่งด้านข้อมูล
และกำลังพิจารณาเงื่อนไขในการทำ MVNO (เช่าเครือข่าย) กับทาง TOT และคาดว่าปีหน้าจะมี
การลงทุนพัฒนาระบบ 3G บนคลื่นความถี่เดิมควบคู่ไปด้วย ซึ่งเรามองว่าประเด็นดังกล่าวเป็น
บวกในด้านที่บริษัทสามารถเปิดให้บริการ 3G รองรับความต้องการของตลาดระหว่างการรอ
ประมูล 3G ซึ่งล่าช้าออกไป
คงคำแนะนำซื้อ
เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยผลประกอบการที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง และบริษัทมีสถานะทาง
การเงินที่โดดเด่นสุดในกลุ่ม ด้วยกระแสเงินสดสุทธิที่แข็งแกร่ง (Free cash flow) เฉลี่ย 2.5
หมื่นล้านบาท ต่อปีและให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงสุดในกลุ่ม โดยมูลค่าพื้นฐานในปี
54 ประเมิน โดยวิธี DCF สมมติฐาน WACC ที่ 12% ไม่รวม 3G ที่ 114 บาท
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 9:29:03
คาดว่าผลประกอบการ ADVANC ในงวด 3Q53 ยังมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง 20%
เนื่องจากการขยายตัวธุรกิจ Non-Voice และประสิทธิภาพในการทำกำไรที่ปรับเพิ่มขึ้น
จากนโยบายการควบคุมต้นทุนและค่าตัดจำหน่ายโครงข่ายที่ลดลง ในขณะที่ผลจากการที่
การประมูล 3G ล่าช้ามีโอกาสที่บริษัทจะจ่ายปันผลพิเศษเพิ่มขึ้น
คาดกำไร 3Q53 ที่ 4,931 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 17%YoY
เราคาดกำไรจากการดำเนินงานปกติใน 3Q53 (ไม่รวมค่าตัดจำหน่ายจาก DPC
ประมาณ 350 ล้านบาท และรายการบันทึกต่า IC รับย้อนหลังจาก Hutch ประมาณ 300 ล้าน
บาท) ที่ 4,931 ล้านบาท ลดลง 6%QoQ ตามปัจจัยฤดูกาล ซึ่งปกติไตรมาส 3 จะเป็นช่วง Low
season ของ ADVANC กอปรกับมีค่าใช้จ่ายในการตลาดที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดตัว
IPHONE4 ในช่วงปลายไตรมาส และค่าใช้จ่ายพนักงานที่เพิ่มขึ้นจากการจ่ายเงินพิเศษให้
พนักงาน เราคาดการณ์กำไรสุทธิยังเติบโต 17%YoY ซึ่งรับผลบวกจาก
1. รายได้จากการให้บริการเสียงปรับเพิ่มขึ้น 2.2%YoY แม้ว่า ARPU ยังเป็นทิศทาง
ขาลง แต่ชดเชยด้วยฐานลูกค้าสะสมที่ปรับเพิ่มขึ้น 7%YoY
2. ผลบวกจากกระแสความนิยมของตลาด Smart Phone หนุนให้รายได้จากการให้
บริการด้านข้อมูลเติบโตต่อเนื่อง 30%YoY
3. EBITDA Margin ปรับขึ้น 1.5%YoY จากนโยบายในการควบคุมต้นทุนที่มี
ประสิทธิภาพและค่าตัดจำหน่ายโครงข่ายที่ปรับลดลง
คงประมาณการผลประกอบการ
แนวโน้มผลประกอบการในช่วงที่เหลือของปี คาดว่ายังคงเติบโตต่อเนื่อง แม้ว่าการ
ประมูล 3G จะล่าช้าออกไป แต่คาดว่ากระแสความนิยมในตลาด Smart Phone ยังคงเพิ่มขึ้น
ซึ่ง 4Q53 คาดรับผลบวกจากการเปิดจำหน่ายเครื่อง IPHONE 4 ช่วยหนุนให้รายได้จากการ
ขายโทรศัพท์เพิ่มขึ้นในขณะที่ภาพรวมทั้งปีผลจากรายได้ non-voice ที่ยังเติบโต กอปรกับต้น
ทุนดำเนินงานที่ปรับลดลงจากนโยบายในการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ คาดว่ากำไรจาก
การดำเนินงานในปี 53 มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัว 19.6% เป็น 20,568 ล้านบาท
มีโอกาสจ่ายปันผลพิเศษสำหรับงวด 2H53
ADVANC มีจุดเด่นด้านการให้ผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผลสูงที่ 6.30 บาทต่อปี
(บริษัทจ่ายปันผลสำหรับ 1H53 ไปแล้ว 3 บาทต่อหุ้น) และผลจากการที่ 3G ล่าช้าทำให้มีโอกา
สูงที่บริษัทจะจ่ายปันผลพิเศษสำหรับงวด 2H53 เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ซึ่งเราคาดการณ์ที่
3.50 บาทต่อหุ้น เมื่อรวมกับปันผลปกติ รวมปันผลทั้งปีประมาณ 9.80 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบ
แทนตอบแทนสูงถึง 10% จากราคาปัจจุบัน
เตรียมพร้อม โรมมิ่ง และทำ MVNO 3G กับ TOT
หลังจากที่การประมูล 3G บนคลื่น 2.1GHz ถูกระงับตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด
ทำให้บริษัทต้องมีการปรับแผนทางธุกิจเพื่อรองรับการเติบโตของตลาด Non-voice ซึ่งผลจาก
การที่รัฐบาลอนุมัติเงินลงทุนกว่า 1.9 หมื่นล้านบาทให้ TOT ขยายเครือข่าย 3G ทำให้
ADVANC ซึ่งเป็นคู่สัญญาสัมปทานกับ TOT อยู่ระหว่างการเจรจาในการทำโรมมิ่งด้านข้อมูล
และกำลังพิจารณาเงื่อนไขในการทำ MVNO (เช่าเครือข่าย) กับทาง TOT และคาดว่าปีหน้าจะมี
การลงทุนพัฒนาระบบ 3G บนคลื่นความถี่เดิมควบคู่ไปด้วย ซึ่งเรามองว่าประเด็นดังกล่าวเป็น
บวกในด้านที่บริษัทสามารถเปิดให้บริการ 3G รองรับความต้องการของตลาดระหว่างการรอ
ประมูล 3G ซึ่งล่าช้าออกไป
คงคำแนะนำซื้อ
เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยผลประกอบการที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง และบริษัทมีสถานะทาง
การเงินที่โดดเด่นสุดในกลุ่ม ด้วยกระแสเงินสดสุทธิที่แข็งแกร่ง (Free cash flow) เฉลี่ย 2.5
หมื่นล้านบาท ต่อปีและให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงสุดในกลุ่ม โดยมูลค่าพื้นฐานในปี
54 ประเมิน โดยวิธี DCF สมมติฐาน WACC ที่ 12% ไม่รวม 3G ที่ 114 บาท
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 9:29:03
บล.กรุงศรีอยุธยา : TCAP แนะนำ “เก็งกำไร” มูลค่าพื้นฐานที่ 46 บาท
คาดกำไรสุทธิ 3Q53 ขยายตัวสูง 46% YoY
การควบรวมกิจการระหว่างธนาคารธนชาต และ SCIB จะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายใน
การดำเนินงานเพิ่มขึ้น แต่ในภาพรวมแล้วฐานรายได้จะขยายตัวในอัตราที่มากกว่า โดยคาดว่า
กำไรสุทธิปี 54 ของ TCAP จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 18.2%YoY จาก 9.7% ในปี 53 แต่จาก
ความกังวลต่อเงินกองทุนของ TCAP ที่อาจเป็นข้อจำกัดในการขยายธุรกิจในอนาคต และ
ด้วยราคาหุ้นที่สูงขึ้น 33% ใน 1 เดือนทำให้ส่วนต่างกำไรเทียบกับมูลค่าพื้นฐานแคบลง เราปรับ
คำแนะนำจาก “ซื้อ” เป็น “เก็งกำไร” โดยเราปรับมูลค่าพื้นฐานจาก 39 บาท เป็น 46 บาท จาก
การปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้น และปรับ Target P/BV จาก 1.2 เท่า เป็น 1.4 เท่า (ROE
17% long term growth 6%)
คาดการณ์กำไรสุทธิ 3Q53 ที่ 1.46 พันล้านบาท (+46%YoY, +7%QoQ)
จากการสอบถามทางโทรศัพท์กับเจ้าหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ คาดการณ์ TCAP จะมี
กำไรสุทธิ 3Q53 ที่ 1.46 พันล้านบาท เติบสูง 46%YoY สาระสำคัญมาจากการควบรวมระหว่าง
ธนาคารธนชาต (TCAP ถือหุ้นราว 51%) และ SCIB ใน 2Q53 ส่งผลให้
i) รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 89%YoY ตามปริมาณ
สินเชื่อ (+109%) และเงินลงทุนเพิ่มขึ้น (+400%)
ii) รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่จากรายได้ค่าธรรมเนียมและรายได้อื่นๆ
คาด NIM จะลดลงที่ 3.9% จาก 4.25% ใน 3Q52 เนื่องจากก่อนการควบรวมสินเชื่อ
ส่วนใหญ่ของ TCAP เป็นสินเชื่อเช่าซื้อ (ประมาณ 70% ของพอร์ตสินเชื่อรวม) ซึ่งมีอัตราผล
ตอบแทนเฉลี่ยของสินเชื่อ (loan yield) ราว 7% สูงกว่า loan yield ของ SCIB ที่ราว 5% แต่
ภายหลังการควบรวม loan yield เฉลี่ยของ TCAP จะลดลงเหลือ 6.1% ซึ่งเป็นปัจจัยกดดัน
NIM ของ TCAP ลดลงเทียบกับ 2Q53 กำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้นราว 7%QoQ สาระสำคัญจากการ
เพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิ กอปรกับรายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นตามปริมา
ณธุรกรรมการเงินเพิ่มขึ้นหลังจากสถานการณ์การเมืองกลับสู่ภาวะปกติ ด้านหนี้เสียมีแนวโน้ม
ทรงตัวจาก 2Q53 ที่ราว 3.8 หมื่นล้านบาท และ NPL Ratio ที่ 6.1%
คาดสินเชื่อ 3Q53 ขยายตัว 1.2%QoQ
สินเชื่อเดือน ส.ค. 53 พลิกกลับมาขยายตัว 1%MoM จากที่หดตัว 0.5% ในเดือน ก.ค.
เราประเมินว่าสินเชื่อเช่าซื้อยังมีแนวโน้มขยายตัวตามการเติบโตของยอดขายรถยนต์ (เฉลี่ยเพิ่ม
ขึ้น 50%YoY ในช่วง 8M53) คาดการ์สินเชื่อใน 3Q53 จะขยายตัวราว 1.2%QoQ โดยคาด
สินเชื่อทั้งปี 53 จะขยายตัวสูง 108%YoY ซึ่งเป็นผลบวกจากการควบรวมระหว่าง
ธนาคารธนชาต และ SCIB ขณะที่คาดสินเชื่อปี 54 จะกลับมาขยายตัวในระดับปกติที่ 7%YoY
ค่าใช้จ่ายการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากการควบรวม แม้การควบรวมระหว่างธนาคารธนชาต และ
SCIB จะส่งผลให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) จากปริมาณลูกค้าและ
จำนวนสาขาเพิ่มขึ้น รวมทั้งส่งผลดีต่อการบริหารส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ของ TCAP แต่
การควบรวมจำเป็นต้องมีการลงทุนเพิ่มหลายด้าน เช่น การปรับปรุงสาขาธนาคาร การปรับปรุง
ระบบเครือข่ายด้านไอที และค่าใช้จ่ายพนักงาน แม้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานปี 54 จะเพิ่มขึ้น
20.3%YoY จาก 15.7% ในปี 53 และส่งผลให้ Cost to Income Ratio อยู่ระดับค่อนข้างสูง
ที่ 60% แต่ผลบวกจากการควบรวมจะส่งผลให้ฐานรายได้ของ TCAP เพิ่มขึ้นในอัตราสูงกว่า
และผลการดำเนินงานปี 54 ขยายตัวสูงที่ 18.2%YoY จาก 9.7% ในปี 53
ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 53 และปี 54
เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 53 เพิ่มขึ้น 3% เป็น 5.6 พันล้านบาท (+9.7%YoY)
จากการปรับลดสมมติฐานค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ฯ ลง 15% เหลือ 2.3 พันล้านบาท นอกจากนี้ แม้
เราปรับประมาณการค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 2% แต่ได้ปรับสมมติฐาน NIM เพิ่มขึ้น
จาก 3.7% เป็น 3.9% ส่งผลให้เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 54 เพิ่มขึ้น 2% เป็น 6.6
พันล้านบาท (+18.2%YoY)
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 9:26:03
การควบรวมกิจการระหว่างธนาคารธนชาต และ SCIB จะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายใน
การดำเนินงานเพิ่มขึ้น แต่ในภาพรวมแล้วฐานรายได้จะขยายตัวในอัตราที่มากกว่า โดยคาดว่า
กำไรสุทธิปี 54 ของ TCAP จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 18.2%YoY จาก 9.7% ในปี 53 แต่จาก
ความกังวลต่อเงินกองทุนของ TCAP ที่อาจเป็นข้อจำกัดในการขยายธุรกิจในอนาคต และ
ด้วยราคาหุ้นที่สูงขึ้น 33% ใน 1 เดือนทำให้ส่วนต่างกำไรเทียบกับมูลค่าพื้นฐานแคบลง เราปรับ
คำแนะนำจาก “ซื้อ” เป็น “เก็งกำไร” โดยเราปรับมูลค่าพื้นฐานจาก 39 บาท เป็น 46 บาท จาก
การปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้น และปรับ Target P/BV จาก 1.2 เท่า เป็น 1.4 เท่า (ROE
17% long term growth 6%)
คาดการณ์กำไรสุทธิ 3Q53 ที่ 1.46 พันล้านบาท (+46%YoY, +7%QoQ)
จากการสอบถามทางโทรศัพท์กับเจ้าหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ คาดการณ์ TCAP จะมี
กำไรสุทธิ 3Q53 ที่ 1.46 พันล้านบาท เติบสูง 46%YoY สาระสำคัญมาจากการควบรวมระหว่าง
ธนาคารธนชาต (TCAP ถือหุ้นราว 51%) และ SCIB ใน 2Q53 ส่งผลให้
i) รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 89%YoY ตามปริมาณ
สินเชื่อ (+109%) และเงินลงทุนเพิ่มขึ้น (+400%)
ii) รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่จากรายได้ค่าธรรมเนียมและรายได้อื่นๆ
คาด NIM จะลดลงที่ 3.9% จาก 4.25% ใน 3Q52 เนื่องจากก่อนการควบรวมสินเชื่อ
ส่วนใหญ่ของ TCAP เป็นสินเชื่อเช่าซื้อ (ประมาณ 70% ของพอร์ตสินเชื่อรวม) ซึ่งมีอัตราผล
ตอบแทนเฉลี่ยของสินเชื่อ (loan yield) ราว 7% สูงกว่า loan yield ของ SCIB ที่ราว 5% แต่
ภายหลังการควบรวม loan yield เฉลี่ยของ TCAP จะลดลงเหลือ 6.1% ซึ่งเป็นปัจจัยกดดัน
NIM ของ TCAP ลดลงเทียบกับ 2Q53 กำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้นราว 7%QoQ สาระสำคัญจากการ
เพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิ กอปรกับรายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นตามปริมา
ณธุรกรรมการเงินเพิ่มขึ้นหลังจากสถานการณ์การเมืองกลับสู่ภาวะปกติ ด้านหนี้เสียมีแนวโน้ม
ทรงตัวจาก 2Q53 ที่ราว 3.8 หมื่นล้านบาท และ NPL Ratio ที่ 6.1%
คาดสินเชื่อ 3Q53 ขยายตัว 1.2%QoQ
สินเชื่อเดือน ส.ค. 53 พลิกกลับมาขยายตัว 1%MoM จากที่หดตัว 0.5% ในเดือน ก.ค.
เราประเมินว่าสินเชื่อเช่าซื้อยังมีแนวโน้มขยายตัวตามการเติบโตของยอดขายรถยนต์ (เฉลี่ยเพิ่ม
ขึ้น 50%YoY ในช่วง 8M53) คาดการ์สินเชื่อใน 3Q53 จะขยายตัวราว 1.2%QoQ โดยคาด
สินเชื่อทั้งปี 53 จะขยายตัวสูง 108%YoY ซึ่งเป็นผลบวกจากการควบรวมระหว่าง
ธนาคารธนชาต และ SCIB ขณะที่คาดสินเชื่อปี 54 จะกลับมาขยายตัวในระดับปกติที่ 7%YoY
ค่าใช้จ่ายการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากการควบรวม แม้การควบรวมระหว่างธนาคารธนชาต และ
SCIB จะส่งผลให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) จากปริมาณลูกค้าและ
จำนวนสาขาเพิ่มขึ้น รวมทั้งส่งผลดีต่อการบริหารส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ของ TCAP แต่
การควบรวมจำเป็นต้องมีการลงทุนเพิ่มหลายด้าน เช่น การปรับปรุงสาขาธนาคาร การปรับปรุง
ระบบเครือข่ายด้านไอที และค่าใช้จ่ายพนักงาน แม้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานปี 54 จะเพิ่มขึ้น
20.3%YoY จาก 15.7% ในปี 53 และส่งผลให้ Cost to Income Ratio อยู่ระดับค่อนข้างสูง
ที่ 60% แต่ผลบวกจากการควบรวมจะส่งผลให้ฐานรายได้ของ TCAP เพิ่มขึ้นในอัตราสูงกว่า
และผลการดำเนินงานปี 54 ขยายตัวสูงที่ 18.2%YoY จาก 9.7% ในปี 53
ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 53 และปี 54
เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 53 เพิ่มขึ้น 3% เป็น 5.6 พันล้านบาท (+9.7%YoY)
จากการปรับลดสมมติฐานค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ฯ ลง 15% เหลือ 2.3 พันล้านบาท นอกจากนี้ แม้
เราปรับประมาณการค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 2% แต่ได้ปรับสมมติฐาน NIM เพิ่มขึ้น
จาก 3.7% เป็น 3.9% ส่งผลให้เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 54 เพิ่มขึ้น 2% เป็น 6.6
พันล้านบาท (+18.2%YoY)
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 9:26:03
วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553
บล.เคจีไอ : KTB แนะนำ ‘ซื้อ’ ราคาเป้าหมายที่ 18.80 บาท
คงมุมมองเชิงบวกต่อผลประกอบการ KTB
คาดว่าเรา KTB จะมีกำไรสุทธิ 14.6 พันล้านบาท ในปี 2553 และ 16.6 พันล้านบาท
ในปี 2554 หรือ เพิ่มขึ้น 20.1% และ 13.5%
KTB ได้ประโยชน์จากทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น
คาดว่า KTB ยังไม่ปรับอัราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ขึ้น โดยยังคงไว้ที่ 0.5% ขณะที่
อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่คิดกับลูกค้าจะเพิ่มขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยเงินกู้ยืมในระดับครึ่ง
หนึ่งที่มีการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากขึ้น เราคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับอัตรา
ดอกเบี้ยนโยบายขึ้นเป็น 2.25% ในสิ้นปีนี้ และ 3.25% ในปีหน้า
แต่ส่วนต่างดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย
จากการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนสินเชื่อภาครัฐและรัฐวิสาหกิจแม้จะช่วยให้ยอดสินเชื่อขยาย
ตัว 12.4% ในปี 2553 และ 6.9% ในปี 2554 แต่สินเชื่อดังกล่าวให้ผลตอบแทนต่ำเกือบเท่า
อัตราดอกเบี้ยตลาดเงิน จะส่งผลให้ NIM ของ KTB ลดลง แต่การขยายตัวสินเชื่อรายย่อยและสิน
เชื่อบ้านในช่วงครึ่งหลังของปี 2553 และปีหน้า จะช่วยหนุนให้ NIM ไม่ลดลงมากนัก
หนี้ที่ไม่ก่อนให้เกิดรายได้ยังต่ำ คาดว่จะไม่มีการตั้งสำรองฯ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
จากภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งช่วยให้กระแสเงินสดของผู้ประกอบการและ ราย
ได้ของประชาชนดีขึ้น จะช่วยให้ความเสี่ยงสินเชื่ออยู่ในระดับต่ำ คาดว่า KTB จะตั้งสำรองฯ
ประมาณ 6.2 พันล้านบาท และ 6.4 พันล้านบาท ในปี 2553 และ 2554 ตามลำดับ ขณะที่ยอด
สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จะอยู่ที่ 6% เทียบกับยอดสินเชื่อรวม
คาดว่ารายรับค่าธรรมเนียมเติบโตในระดับสูง
คาดว่ารายรับที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นถึง 21.5% YoY ในปีหน้า การเพิ่มขึ้นของการ
ค้าระหว่างประเทศ การขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และ และค่าธรรมเนียมการโอนเงินผ่าน
ATM เครือข่ายสาขาทั่วประเทศ คาดว่า KTB จะได้รับผลกระทบไม่มากจากการปรับลดค่า
ธรรมเนียมการโอนเงิน เนื่องจากรายได้ค่าธรรมเนียมดังกล่าวมีสัดส่วนเพียง 20% ของรายได้ที่
ไม่ใช่ดอกเบี้ย
ราคาหุ้นของ KTB มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นตามข่าวการขายหุ้น KTB บางส่วนจาก
กองทุนเพื่อการฟื้นฟูระบบสถาบันการเงิน (FIDF) คาดว่า FIDF จะขายหุ้นของ KTB ออกบาง
ส่วนในราคา 20 บาท ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกให้ราคาหุ้นของ KTB มีโอกาสปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นต่อ
เนื่อง
การประเมินมูลค่าและคำแนะนำ
เราคงแนะนำ ‘ซื้อ’ โดยมีราคาเป้าหมายที่ 18.80 บาท (ประมาณการกำไรสุทธิในปี
2554 ที่ 16.6 พันล้านบาท BVPS ที่ 11.93 บาทและ PBV ที่ 1.58x) จาก 15.6 บาท สำหรับ
ผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2554 คาดว่า ผลประกอบการในปี 2554 จะเพิ่มขึ้น 13.5% เป็น
ผลจากอัตราการเติบโตของสินเชื่อและรายรับค่าธรรมเนียมอันไม่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยที่อยู่ใน
ระดับสูง รวมถึงคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีต่อเนื่อง โดยไม่มีสำรองพิเศษเพิ่มเติม
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 9:19:13
คาดว่าเรา KTB จะมีกำไรสุทธิ 14.6 พันล้านบาท ในปี 2553 และ 16.6 พันล้านบาท
ในปี 2554 หรือ เพิ่มขึ้น 20.1% และ 13.5%
KTB ได้ประโยชน์จากทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น
คาดว่า KTB ยังไม่ปรับอัราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ขึ้น โดยยังคงไว้ที่ 0.5% ขณะที่
อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่คิดกับลูกค้าจะเพิ่มขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยเงินกู้ยืมในระดับครึ่ง
หนึ่งที่มีการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากขึ้น เราคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับอัตรา
ดอกเบี้ยนโยบายขึ้นเป็น 2.25% ในสิ้นปีนี้ และ 3.25% ในปีหน้า
แต่ส่วนต่างดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย
จากการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนสินเชื่อภาครัฐและรัฐวิสาหกิจแม้จะช่วยให้ยอดสินเชื่อขยาย
ตัว 12.4% ในปี 2553 และ 6.9% ในปี 2554 แต่สินเชื่อดังกล่าวให้ผลตอบแทนต่ำเกือบเท่า
อัตราดอกเบี้ยตลาดเงิน จะส่งผลให้ NIM ของ KTB ลดลง แต่การขยายตัวสินเชื่อรายย่อยและสิน
เชื่อบ้านในช่วงครึ่งหลังของปี 2553 และปีหน้า จะช่วยหนุนให้ NIM ไม่ลดลงมากนัก
หนี้ที่ไม่ก่อนให้เกิดรายได้ยังต่ำ คาดว่จะไม่มีการตั้งสำรองฯ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
จากภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งช่วยให้กระแสเงินสดของผู้ประกอบการและ ราย
ได้ของประชาชนดีขึ้น จะช่วยให้ความเสี่ยงสินเชื่ออยู่ในระดับต่ำ คาดว่า KTB จะตั้งสำรองฯ
ประมาณ 6.2 พันล้านบาท และ 6.4 พันล้านบาท ในปี 2553 และ 2554 ตามลำดับ ขณะที่ยอด
สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จะอยู่ที่ 6% เทียบกับยอดสินเชื่อรวม
คาดว่ารายรับค่าธรรมเนียมเติบโตในระดับสูง
คาดว่ารายรับที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นถึง 21.5% YoY ในปีหน้า การเพิ่มขึ้นของการ
ค้าระหว่างประเทศ การขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และ และค่าธรรมเนียมการโอนเงินผ่าน
ATM เครือข่ายสาขาทั่วประเทศ คาดว่า KTB จะได้รับผลกระทบไม่มากจากการปรับลดค่า
ธรรมเนียมการโอนเงิน เนื่องจากรายได้ค่าธรรมเนียมดังกล่าวมีสัดส่วนเพียง 20% ของรายได้ที่
ไม่ใช่ดอกเบี้ย
ราคาหุ้นของ KTB มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นตามข่าวการขายหุ้น KTB บางส่วนจาก
กองทุนเพื่อการฟื้นฟูระบบสถาบันการเงิน (FIDF) คาดว่า FIDF จะขายหุ้นของ KTB ออกบาง
ส่วนในราคา 20 บาท ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกให้ราคาหุ้นของ KTB มีโอกาสปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นต่อ
เนื่อง
การประเมินมูลค่าและคำแนะนำ
เราคงแนะนำ ‘ซื้อ’ โดยมีราคาเป้าหมายที่ 18.80 บาท (ประมาณการกำไรสุทธิในปี
2554 ที่ 16.6 พันล้านบาท BVPS ที่ 11.93 บาทและ PBV ที่ 1.58x) จาก 15.6 บาท สำหรับ
ผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2554 คาดว่า ผลประกอบการในปี 2554 จะเพิ่มขึ้น 13.5% เป็น
ผลจากอัตราการเติบโตของสินเชื่อและรายรับค่าธรรมเนียมอันไม่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยที่อยู่ใน
ระดับสูง รวมถึงคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีต่อเนื่อง โดยไม่มีสำรองพิเศษเพิ่มเติม
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 9:19:13
บล.ซิกโก้ : BAY แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 29.00 บาท
คาดกำไรสุทธิ 3Q10A เพิ่มขึ้น 10.8% QoQ และ 8.8% YoY
SSEC คาดผลการดำเนินงานของ BAY ใน 3Q10E มีกำไรสุทธิทเท่ากับ 2,363
ลบ. เพิ่มขึ้น 10.8% QoQ และ 8.8% YoY ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ
เท่ากับ 3.2% QoQ และ 31.7% YoY นอกจากนี้รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยโดยเฉพาะในส่วนของ
ค่าธรรมเนียมยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องราว 7.0% QoQ และ 41.3% YoY ซึ่งเป็นผลดีภายหลัง
จากการเจ้าซื้อกิจการอย่างไรก็ตามค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงซึ่งเป็น
ผลกระทบจากการเข้าซื้อกิจการ อีกทั้งในช่วง 3Q10E (เดือน ก.ค.53) บริษัทได้เริ่มโครงการ
Early Retirement ซึ่งจะส่งผลให้มีภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้นโดยค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะทยอย
ลดลงภายหลังจากการปรับปรุงโครงสร้างจนเสร็จเรียบร้อย
สินเชื่อเดือน ส.ค. ลดลง 0.7% MoM
BAY รายงานยอดสินเชื่อสุทธิเดือน ส.ค. ลดลงราว 0.7% MoM โดยเราคาดว่า
สินเชื่อ 3Q10E จะยังทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากเป็นช่วงที่มีการจ่ายคืนหนี้
จากลูกค้า Corporate ค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตามาเราคาดว่าจะได้เห็นการเติบโตที่โดดเด่น
มากขึ้นในช่วง 4Q10E โดยจะเน้นการเติบโตของสินเชื่อขนาดเล็ก และ Hire Purchase โดย
รวมบริษัทยังคงเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อไว้ที่ 8.0% YoY
แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 29.00 บาท
SSEC แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมที่ 29.00 บาท อิง P/BV ที่ 1.65 เท่า เนื่องจาก
BAY มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรสุทธิใน FY10E อย่างมีนัยสำคัญจากการรับรู้รายได้เต็มปี
จากการซื้อกิจการ GEMT และ AIG ที่เน้นสินเชื่อรายย่อยที่ให้ผลตอบแทนในระดับสูง
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 8:49:39
SSEC คาดผลการดำเนินงานของ BAY ใน 3Q10E มีกำไรสุทธิทเท่ากับ 2,363
ลบ. เพิ่มขึ้น 10.8% QoQ และ 8.8% YoY ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ
เท่ากับ 3.2% QoQ และ 31.7% YoY นอกจากนี้รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยโดยเฉพาะในส่วนของ
ค่าธรรมเนียมยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องราว 7.0% QoQ และ 41.3% YoY ซึ่งเป็นผลดีภายหลัง
จากการเจ้าซื้อกิจการอย่างไรก็ตามค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงซึ่งเป็น
ผลกระทบจากการเข้าซื้อกิจการ อีกทั้งในช่วง 3Q10E (เดือน ก.ค.53) บริษัทได้เริ่มโครงการ
Early Retirement ซึ่งจะส่งผลให้มีภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้นโดยค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะทยอย
ลดลงภายหลังจากการปรับปรุงโครงสร้างจนเสร็จเรียบร้อย
สินเชื่อเดือน ส.ค. ลดลง 0.7% MoM
BAY รายงานยอดสินเชื่อสุทธิเดือน ส.ค. ลดลงราว 0.7% MoM โดยเราคาดว่า
สินเชื่อ 3Q10E จะยังทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากเป็นช่วงที่มีการจ่ายคืนหนี้
จากลูกค้า Corporate ค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตามาเราคาดว่าจะได้เห็นการเติบโตที่โดดเด่น
มากขึ้นในช่วง 4Q10E โดยจะเน้นการเติบโตของสินเชื่อขนาดเล็ก และ Hire Purchase โดย
รวมบริษัทยังคงเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อไว้ที่ 8.0% YoY
แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 29.00 บาท
SSEC แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมที่ 29.00 บาท อิง P/BV ที่ 1.65 เท่า เนื่องจาก
BAY มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรสุทธิใน FY10E อย่างมีนัยสำคัญจากการรับรู้รายได้เต็มปี
จากการซื้อกิจการ GEMT และ AIG ที่เน้นสินเชื่อรายย่อยที่ให้ผลตอบแทนในระดับสูง
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 8:49:39
บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : ITD แนะนำ 'ซื้อ' ราคาพื้นฐาน 6.00 บาท
• ข่าวดีเรื่องแรกคือ ประสบความสำเร็จมากในการออกหุ้นกู้ ในวันที่ 16
ก.ย.53 ที่ผ่านมา ทางบริษัทได้ออกหุ้นกู้ 2 ชุด คือ 3 ปี และ 5 ปี มูลค่ารวม 2.5 พัน
ล้านบาท ถือว่าสูงกว่าตามแผนครั้งแรกที่ 2.0 พันล้านบาท สืบเนื่องจากความต้องการ
ในหุ้นกู้ ITD มีสูง ประโยชน์คือ นำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปชำระหุ้นกู้เดิม 2.0
พันล้านบาทที่ครบกำหนดในวันที่ 23 ก.ย.53 ที่ผ่านมา
• นอกจากนี้ยังจะมีข่าวดีตามมาอีกมาก เรื่องแรกคือ มีโอกาสที่จะขายหุ้นที่ไม่
เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก (non-core assets) ออกไป ได้แก่ โตโย-ไทย คอร์ปอเรชั่น
(TTCL) ในสัดส่วน 10% และ หุ้นน้ำเทิน 2 เพาเวอร์ ในสัดส่วน 15% คาดว่าจะดี
ลเหล่านี้จะจบลงได้ใน 4Q53 เรื่องต่อมาคือ คาดการณ์กันว่า ITD จะมีการลงนาม
Framework Agreement กับ Myanmar Port Authority ที่จะพัฒนาอ่าวทวาย ประเทศ
พม่า ในไม่ช้านี้ โครงการนี้มีมูลค่าการก่อสร้างที่มหาศาลถึง 4 แสนล้านบาท งานก่อ
สร้างประกอบไปด้วย ท่าเรือน้ำลึก นิคมอุตสาหกรรม ถนน และ โครงข่ายระบบราง
แต่เรายังไม่นำงานก่อสร้างนี้ไว้ในประมาณการ อย่างไรก็ตาม หาก ITD บรรลุข้อ
ตกลงได้จริง ข้อดีที่ได้รับคือ มูลค่างานก่อสร้างในมือ (Backlog) จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัย
สำคัญ และมีแหล่งที่มาของรายได้ที่แน่นอนถัดจากนี้ไปเป็นเวลา 10 ปี เป็นอย่าง
น้อย
• คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาหุ้น ITD ปรับตัวขึ้นมาแล้ว 35% สอดคล้องกับคำแนะ
นำ ซื้อ ที่เรามีการออกรายงานไปตั้งแต่ 9 ก.ย.53 แต่เราเห็นว่าราคาหุ้นก็ยังน่าสนใจ
เพราะในมุมมองการประเมินมูลค่าหุ้น P/BV ปี 54 เป็นเพียง 1.7 เท่า เราจึงปรับ
ราคาพื้นฐานขึ้นเป็น 6.00 บาท ซึ่งประเมินด้วย P/BV ปี 54 ที่ 2.0 เท่า ซึ่งเป็น
ค่าเฉลี่ยในอดีต ราคาปิดยังมีส่วนเพิ่มได้อีกมากเป็น 20% เทียบกับราคาพื้นฐาน
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 13:14:04
ก.ย.53 ที่ผ่านมา ทางบริษัทได้ออกหุ้นกู้ 2 ชุด คือ 3 ปี และ 5 ปี มูลค่ารวม 2.5 พัน
ล้านบาท ถือว่าสูงกว่าตามแผนครั้งแรกที่ 2.0 พันล้านบาท สืบเนื่องจากความต้องการ
ในหุ้นกู้ ITD มีสูง ประโยชน์คือ นำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปชำระหุ้นกู้เดิม 2.0
พันล้านบาทที่ครบกำหนดในวันที่ 23 ก.ย.53 ที่ผ่านมา
• นอกจากนี้ยังจะมีข่าวดีตามมาอีกมาก เรื่องแรกคือ มีโอกาสที่จะขายหุ้นที่ไม่
เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก (non-core assets) ออกไป ได้แก่ โตโย-ไทย คอร์ปอเรชั่น
(TTCL) ในสัดส่วน 10% และ หุ้นน้ำเทิน 2 เพาเวอร์ ในสัดส่วน 15% คาดว่าจะดี
ลเหล่านี้จะจบลงได้ใน 4Q53 เรื่องต่อมาคือ คาดการณ์กันว่า ITD จะมีการลงนาม
Framework Agreement กับ Myanmar Port Authority ที่จะพัฒนาอ่าวทวาย ประเทศ
พม่า ในไม่ช้านี้ โครงการนี้มีมูลค่าการก่อสร้างที่มหาศาลถึง 4 แสนล้านบาท งานก่อ
สร้างประกอบไปด้วย ท่าเรือน้ำลึก นิคมอุตสาหกรรม ถนน และ โครงข่ายระบบราง
แต่เรายังไม่นำงานก่อสร้างนี้ไว้ในประมาณการ อย่างไรก็ตาม หาก ITD บรรลุข้อ
ตกลงได้จริง ข้อดีที่ได้รับคือ มูลค่างานก่อสร้างในมือ (Backlog) จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัย
สำคัญ และมีแหล่งที่มาของรายได้ที่แน่นอนถัดจากนี้ไปเป็นเวลา 10 ปี เป็นอย่าง
น้อย
• คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาหุ้น ITD ปรับตัวขึ้นมาแล้ว 35% สอดคล้องกับคำแนะ
นำ ซื้อ ที่เรามีการออกรายงานไปตั้งแต่ 9 ก.ย.53 แต่เราเห็นว่าราคาหุ้นก็ยังน่าสนใจ
เพราะในมุมมองการประเมินมูลค่าหุ้น P/BV ปี 54 เป็นเพียง 1.7 เท่า เราจึงปรับ
ราคาพื้นฐานขึ้นเป็น 6.00 บาท ซึ่งประเมินด้วย P/BV ปี 54 ที่ 2.0 เท่า ซึ่งเป็น
ค่าเฉลี่ยในอดีต ราคาปิดยังมีส่วนเพิ่มได้อีกมากเป็น 20% เทียบกับราคาพื้นฐาน
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 13:14:04
บล.เอเซียพลัส : TMB แนะนำถือ Fair value 2.60 บาท
คาดกำไร 3Q53 เติบโต 1.9% qoq แม้สินเชื่อฟื้นเป็นบวก แต่ค่าธรรมเนียมลด
ฝ่ายวิจัยคาด TMB จะมีกำไรสุทธิ 3Q53 เท่ากับ 903 ล้านบาท เติบโตราว 1.9%
qoq ซึ่งเป็นกำไรระดับสูงสุดในรอบ 7 ไตรมาสที่ผ่านมา แม้สัญญาณการฟื้นตัวของธุรกิจหลักที่
เห็นได้จากการเติบโตของสินเชื่อสุทธิใน 3Q53 ที่กลับมาเป็นบวกราว 1.8% qoq เป็นไตรมาส
แรกในรอบปี 2553 (โดยรวมแล้วสินเชื่อสุทธิใน 9M53 ยังติดลบอยู่ราว 3.2% จากสิ้นปี 2552
และยังต่ำกว่าเป้าทั้งปี 2553 ทีฝ่ายวิจัยคาดไว้ที่ 5% yoy) โดยส่วนใหญ่เป็นการเติบโตของสิน
เชื่อรายใหญ่ ซึ่งยังเป็นสินเชื่อระยะสั้นที่ปล่อยให้แก่หน่วยงานภาครัฐ ขณะที่สินเชื่อ SME พบว่า
มีการเติบโตที่ดีเช่นกัน (ยอดเพิ่มขึ้นสุทธิราว 1 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 16% ของยอดสินเชื่อ
สุทธิที่เพิ่มขึ้นราว 6.3 พันล้านบาทในงวดนี้) โดยธนาคารฯ ยังคงเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อ
ที่ 5% yoy ซึ่งหากสินเชื่อรายใหญ่ไม่ได้มียอดชำระคืนระดับสูงในช่วงที่เหลือของปี ก็น่าจะ
สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ ส่วน NIM นั้น คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจากงวดที่ผ่าน
มา แม้ธนาคารฯ จะมีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.125% ในเดือน ก.ค.53 ที่ผ่านมา แต่ก็
ไม่ได้ส่งผลบวกต่อ Yield เท่าใดนัก ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อรายใหญ่ภาครัฐที่
มี Yield ค่อนข้างต่ำ ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายยังคงทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้น จึงไม่ได้ส่งผลบวกต่อ
NIM เท่าที่ควร นอกจากนี้ ยังมีประเด็นของรายได้ค่าธรรมเนียมฯ ที่คาดว่าจะหดตัวลงราว
7.8% qoq ซึ่งธนาคารฯ จะมีการเปลี่ยนวิธีการบันทึกรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมบัตรเด
บิต ทีเอ็มบี โนลิมิต (ได้รับการตอบรับดีมากจากลูกค้า เนื่องจากสามารถใช้ถอนเงินจาก ATM
ของธนาคารอื่นได้ฟรี และไม่จำกัดจำนวนครั้ง ภายในระยะเวลา 3 ปี) ที่มีการเรียกเก็บค่า
ธรรมเนียมจำนวน 500 บาท/บัตร สำหรับระยะเวลา 3 ปี จากเดิมที่บันทึกทั้งจำนวนในคราว
เดียว เป็นการทยอยรับรู้รายได้ในระยะ 3 ปี ทำให้ส่งผลกระทบต่อการลดลงของรายได้ค่า
ธรรมเนียมฯ ค่อนข้างมากในงวดนี้ ส่วนเรื่องของ NPL ไม่ได้มีประเด็นที่น่ากังวล โดยเฉพาะค่า
ใช้จ่ายสำรองหนี้ฯ ที่คาดว่าจะกลับสู่ระดับปกติที่ราว 200 ล้านบาทในงวดนี้ โดยรวมแล้วคาดว่า
กำไรสุทธิใน 9M53 จะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 2.47 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 82.7% จากช่วงเดียวกัน
ของปีก่อนและคิดเป็นสัดส่วน 83% ของประมาณการกำไรสุทธิปี 2553 ที่คาด
หากกำไร 4Q53 ยังรักษาเสถียรภาพต่อเนื่องอาจต้องเพิ่มประมาณการปี 2553
ฝ่ายวิจัยอาจมีแนวโน้มต้องปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2553 หากสถานการณ์
กำไรสุทธิใน 4Q53 ยังคงรักษาเสถียรภาพการเติบโตอย่างต่อเนื่องหรือทรงตัวสูงได้ในระดับใกล้
เคียงกับ 3Q53 ซึ่งจากการประเมินของฝ่ายวิจัยพบว่าแนวโน้มความผันผวนของผลการดำเนิน
งานจากประเด็นเรื่องคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารฯ นั้นเริ่มทยอยลดลงเรื่อยๆ ทั้งในส่วนของ
NPL และทรัพย์สินรอการขายที่ยังเดินหน้าลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากเป็นไปได้ตามคาดจะยิ่งส่ง
ผลบวกต่อแนวโน้มการจ่ายเงินปันผลของธนาคารฯ ที่จะสามารถดำเนินการได้เป็นครั้งแรกใน
รอบ 13 ปี โดยจะอ้างอิงกับผลการดำเนินงาน 2H53 เป็นหลัก เพราะธนาคารฯ ได้ทำการล้างผล
ขาดทุนสะสมไปทั้งจำนวนแล้วตั้งแต่ช่วงกลางปี 2553
ราคาหุ้นสะท้อนประเด็นบวกจากการควบรวมกิจการไปมากแล้ว แนะนำถือ
ฝ่ายวิจัยแนะนำเพียงถือ สำหรับ TMB เนื่องจากราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาได้สะท้อน
ประเด็นบวกเรื่องการการขายหุ้นของคลังฯ ที่ถืออยู่ในสัดส่วน 26.1% ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ผลักดัน
ราคาหุ้นของธนาคารฯ ให้สะท้อนต้นทุนการถือครองหุ้นในส่วนของคลังฯ รวมถึงพัฒนาการใน
ทางบวกของ TMB (ภายหลังการลดราคาพาร์เพื่อนำไปล้างผลขาดทุนสะสมจนหมดแล้ว) มาก
ขึ้น โดยมี upside เหลือเพียง 5% จาก Fair value ที่ระดับ PBV 2 เท่า ปี 2554 คือ 2.60
บาท
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 10:17:04
ฝ่ายวิจัยคาด TMB จะมีกำไรสุทธิ 3Q53 เท่ากับ 903 ล้านบาท เติบโตราว 1.9%
qoq ซึ่งเป็นกำไรระดับสูงสุดในรอบ 7 ไตรมาสที่ผ่านมา แม้สัญญาณการฟื้นตัวของธุรกิจหลักที่
เห็นได้จากการเติบโตของสินเชื่อสุทธิใน 3Q53 ที่กลับมาเป็นบวกราว 1.8% qoq เป็นไตรมาส
แรกในรอบปี 2553 (โดยรวมแล้วสินเชื่อสุทธิใน 9M53 ยังติดลบอยู่ราว 3.2% จากสิ้นปี 2552
และยังต่ำกว่าเป้าทั้งปี 2553 ทีฝ่ายวิจัยคาดไว้ที่ 5% yoy) โดยส่วนใหญ่เป็นการเติบโตของสิน
เชื่อรายใหญ่ ซึ่งยังเป็นสินเชื่อระยะสั้นที่ปล่อยให้แก่หน่วยงานภาครัฐ ขณะที่สินเชื่อ SME พบว่า
มีการเติบโตที่ดีเช่นกัน (ยอดเพิ่มขึ้นสุทธิราว 1 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 16% ของยอดสินเชื่อ
สุทธิที่เพิ่มขึ้นราว 6.3 พันล้านบาทในงวดนี้) โดยธนาคารฯ ยังคงเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อ
ที่ 5% yoy ซึ่งหากสินเชื่อรายใหญ่ไม่ได้มียอดชำระคืนระดับสูงในช่วงที่เหลือของปี ก็น่าจะ
สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ ส่วน NIM นั้น คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจากงวดที่ผ่าน
มา แม้ธนาคารฯ จะมีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.125% ในเดือน ก.ค.53 ที่ผ่านมา แต่ก็
ไม่ได้ส่งผลบวกต่อ Yield เท่าใดนัก ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อรายใหญ่ภาครัฐที่
มี Yield ค่อนข้างต่ำ ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายยังคงทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้น จึงไม่ได้ส่งผลบวกต่อ
NIM เท่าที่ควร นอกจากนี้ ยังมีประเด็นของรายได้ค่าธรรมเนียมฯ ที่คาดว่าจะหดตัวลงราว
7.8% qoq ซึ่งธนาคารฯ จะมีการเปลี่ยนวิธีการบันทึกรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมบัตรเด
บิต ทีเอ็มบี โนลิมิต (ได้รับการตอบรับดีมากจากลูกค้า เนื่องจากสามารถใช้ถอนเงินจาก ATM
ของธนาคารอื่นได้ฟรี และไม่จำกัดจำนวนครั้ง ภายในระยะเวลา 3 ปี) ที่มีการเรียกเก็บค่า
ธรรมเนียมจำนวน 500 บาท/บัตร สำหรับระยะเวลา 3 ปี จากเดิมที่บันทึกทั้งจำนวนในคราว
เดียว เป็นการทยอยรับรู้รายได้ในระยะ 3 ปี ทำให้ส่งผลกระทบต่อการลดลงของรายได้ค่า
ธรรมเนียมฯ ค่อนข้างมากในงวดนี้ ส่วนเรื่องของ NPL ไม่ได้มีประเด็นที่น่ากังวล โดยเฉพาะค่า
ใช้จ่ายสำรองหนี้ฯ ที่คาดว่าจะกลับสู่ระดับปกติที่ราว 200 ล้านบาทในงวดนี้ โดยรวมแล้วคาดว่า
กำไรสุทธิใน 9M53 จะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 2.47 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 82.7% จากช่วงเดียวกัน
ของปีก่อนและคิดเป็นสัดส่วน 83% ของประมาณการกำไรสุทธิปี 2553 ที่คาด
หากกำไร 4Q53 ยังรักษาเสถียรภาพต่อเนื่องอาจต้องเพิ่มประมาณการปี 2553
ฝ่ายวิจัยอาจมีแนวโน้มต้องปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2553 หากสถานการณ์
กำไรสุทธิใน 4Q53 ยังคงรักษาเสถียรภาพการเติบโตอย่างต่อเนื่องหรือทรงตัวสูงได้ในระดับใกล้
เคียงกับ 3Q53 ซึ่งจากการประเมินของฝ่ายวิจัยพบว่าแนวโน้มความผันผวนของผลการดำเนิน
งานจากประเด็นเรื่องคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารฯ นั้นเริ่มทยอยลดลงเรื่อยๆ ทั้งในส่วนของ
NPL และทรัพย์สินรอการขายที่ยังเดินหน้าลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากเป็นไปได้ตามคาดจะยิ่งส่ง
ผลบวกต่อแนวโน้มการจ่ายเงินปันผลของธนาคารฯ ที่จะสามารถดำเนินการได้เป็นครั้งแรกใน
รอบ 13 ปี โดยจะอ้างอิงกับผลการดำเนินงาน 2H53 เป็นหลัก เพราะธนาคารฯ ได้ทำการล้างผล
ขาดทุนสะสมไปทั้งจำนวนแล้วตั้งแต่ช่วงกลางปี 2553
ราคาหุ้นสะท้อนประเด็นบวกจากการควบรวมกิจการไปมากแล้ว แนะนำถือ
ฝ่ายวิจัยแนะนำเพียงถือ สำหรับ TMB เนื่องจากราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาได้สะท้อน
ประเด็นบวกเรื่องการการขายหุ้นของคลังฯ ที่ถืออยู่ในสัดส่วน 26.1% ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ผลักดัน
ราคาหุ้นของธนาคารฯ ให้สะท้อนต้นทุนการถือครองหุ้นในส่วนของคลังฯ รวมถึงพัฒนาการใน
ทางบวกของ TMB (ภายหลังการลดราคาพาร์เพื่อนำไปล้างผลขาดทุนสะสมจนหมดแล้ว) มาก
ขึ้น โดยมี upside เหลือเพียง 5% จาก Fair value ที่ระดับ PBV 2 เท่า ปี 2554 คือ 2.60
บาท
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 10:17:04
บล.ทิสโก้ : TCAP แนะนำ “ซื้อ” เป้าหมายขึ้นมาอยู่ที่ 47 บาท
บล.ทิสโก้ : TCAP แนะนำ “ซื้อ” ปรับราคาเป้าหมายขึ้นมาอยู่ที่ 47 บาท (PBV
1.5 เท่าปี 2554F) จากเดิม 38 บาท
TCAP : ปรับขึ้นประมาณผลประกอบการปี 2553-55F
ปรับประมาณการผลประกอบการขึ้น 11-13% ; ยังคงแนะนำ “ซื้อ”
ด้วยแนวโน้มที่สดใสของรายได้การขายประกันผ่านธนาคารจากโอกาสการทำ
cross-selling กับจำนวนลูกค้าของ SCIB ที่มากกว่า 3 ล้านราย , ยอดขายรถยนต์ที่
แข็งแกร่งกว่าคาดยังช่วยหนุนการขยายตัวสินเชื่อ , ต้นทุนการรวมกิจการที่ต่ำกว่า
คาด และส่วนแบ่งรายได้ minorities interest ที่ต่ำลง เนื่องจากเราไม่ได้มองว่า
TCAP จะต้องเพิ่มหนี้เพื่อเพิ่มทุนให้แก่ TBANK ในปี 2555 แล้ว ดังนั้นเราจึงปรับ
ประมาณการผลประกอบการปี 2553-55F ขึ้น 11-13% และปรับราคาเป้าหมายขึ้นมา
อยู่ที่ 47 บาท (PBV 1.5 เท่าปี 2554F) จากเดิม 38 บาท เรายังคงแนะนำ “ซื้อ”
โอกาสการเติบโตจาก cross-selling จากลูกค้าของ SCIB
อัตราส่วนเบี้ยประกันรับสุทธิต่อสินทรัพย์รวมสำหรับ SCIB อยู่ที่เพียง 0.74%
เท่านั้นในครึ่งปีแรก ซึ่งต่ำกว่า KBANK ที่ 2.04% และ TCAP (ก่อนเข้าซื้อ SCIB)
2.29% ซึ่งหมายความว่ารายได้จากการขายประกันผ่านธนาคารยังมีโอกาสที่จะเติบ
โตอยู่มาก ใน 3Q53 TCAP เริ่ม cross-selling สำหรับผลิตภัณฑ์ประกันผ่านธนาคาร
โดยมุ่งเป้าไปยังลูกค้าของ SCIB ในพื้นที่กรุงเทพ ซึ่งครอบคลุม 145 สาขา ด้วย
ลูกค้ามากกว่า 1 ล้านราย และจะมีการขยายไปในบางจังหวัด ซึ่งทำให้เราคาดว่าค่า
เบี้ยประกันรับสุทธิน่าจะเพิ่มขึ้น 56% YoY ในปี 2554 และ 19% สำหรับปี 2555
ต้นทุนการควบรวมต่ำลงและมีโอกาสที่จะเกิด downside จากต้นทุนเครดิต
TCAP ชี้แนวทางว่าต้นทุนการควบรวมน่าจะอยู่ที่ราว 1.6 -1.8 พันล้านบาท
สำหรับปี 2553-55F ซึ่งลดลงครึ่งหนึ่งจากประมาณการเดิมที่ 3.9-4.5 พันล้านบาท
อิงจากที่ปรึกษาทางการเงินของบริษัท ค่าใช้จ่ายด้าน IT น่าจะไม่มากนัก เนื่องจาก
ระบบธนาคารของทั้ง 2 ธนาคารค่อนข้างใกล้เคียงกัน และการเปลี่ยนแปลงไม่มีนัย
สำคัญมากนัก เราไม่คาดว่าต้นทุนการเกษียณอายุก่อนกำหนดจะสูงมากเท่าคู่แข่ง
ของธนาคาร (BAY และ TMB) เนื่องจาก TCAP วางแผนที่จะคงพนักงานส่วนใหญ่เอา
ไว้ สำหรับการปรับเงินเดือนส่วนใหญ่จะปรับในส่วนของพนักงานระดับต้น ไม่ใช่
ระดับผู้บริหาร นอกจากนี้ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการปรับโครงสร้าง NPL
ของ SCIB จากลูกหนี้ในอุตสาหกรรมน้ำตาลยังเป็น downside ต่อประมาณการต้นทุน
เครดิตสำหรับปี 2554-55F ของเรา
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 10:09:30
1.5 เท่าปี 2554F) จากเดิม 38 บาท
TCAP : ปรับขึ้นประมาณผลประกอบการปี 2553-55F
ปรับประมาณการผลประกอบการขึ้น 11-13% ; ยังคงแนะนำ “ซื้อ”
ด้วยแนวโน้มที่สดใสของรายได้การขายประกันผ่านธนาคารจากโอกาสการทำ
cross-selling กับจำนวนลูกค้าของ SCIB ที่มากกว่า 3 ล้านราย , ยอดขายรถยนต์ที่
แข็งแกร่งกว่าคาดยังช่วยหนุนการขยายตัวสินเชื่อ , ต้นทุนการรวมกิจการที่ต่ำกว่า
คาด และส่วนแบ่งรายได้ minorities interest ที่ต่ำลง เนื่องจากเราไม่ได้มองว่า
TCAP จะต้องเพิ่มหนี้เพื่อเพิ่มทุนให้แก่ TBANK ในปี 2555 แล้ว ดังนั้นเราจึงปรับ
ประมาณการผลประกอบการปี 2553-55F ขึ้น 11-13% และปรับราคาเป้าหมายขึ้นมา
อยู่ที่ 47 บาท (PBV 1.5 เท่าปี 2554F) จากเดิม 38 บาท เรายังคงแนะนำ “ซื้อ”
โอกาสการเติบโตจาก cross-selling จากลูกค้าของ SCIB
อัตราส่วนเบี้ยประกันรับสุทธิต่อสินทรัพย์รวมสำหรับ SCIB อยู่ที่เพียง 0.74%
เท่านั้นในครึ่งปีแรก ซึ่งต่ำกว่า KBANK ที่ 2.04% และ TCAP (ก่อนเข้าซื้อ SCIB)
2.29% ซึ่งหมายความว่ารายได้จากการขายประกันผ่านธนาคารยังมีโอกาสที่จะเติบ
โตอยู่มาก ใน 3Q53 TCAP เริ่ม cross-selling สำหรับผลิตภัณฑ์ประกันผ่านธนาคาร
โดยมุ่งเป้าไปยังลูกค้าของ SCIB ในพื้นที่กรุงเทพ ซึ่งครอบคลุม 145 สาขา ด้วย
ลูกค้ามากกว่า 1 ล้านราย และจะมีการขยายไปในบางจังหวัด ซึ่งทำให้เราคาดว่าค่า
เบี้ยประกันรับสุทธิน่าจะเพิ่มขึ้น 56% YoY ในปี 2554 และ 19% สำหรับปี 2555
ต้นทุนการควบรวมต่ำลงและมีโอกาสที่จะเกิด downside จากต้นทุนเครดิต
TCAP ชี้แนวทางว่าต้นทุนการควบรวมน่าจะอยู่ที่ราว 1.6 -1.8 พันล้านบาท
สำหรับปี 2553-55F ซึ่งลดลงครึ่งหนึ่งจากประมาณการเดิมที่ 3.9-4.5 พันล้านบาท
อิงจากที่ปรึกษาทางการเงินของบริษัท ค่าใช้จ่ายด้าน IT น่าจะไม่มากนัก เนื่องจาก
ระบบธนาคารของทั้ง 2 ธนาคารค่อนข้างใกล้เคียงกัน และการเปลี่ยนแปลงไม่มีนัย
สำคัญมากนัก เราไม่คาดว่าต้นทุนการเกษียณอายุก่อนกำหนดจะสูงมากเท่าคู่แข่ง
ของธนาคาร (BAY และ TMB) เนื่องจาก TCAP วางแผนที่จะคงพนักงานส่วนใหญ่เอา
ไว้ สำหรับการปรับเงินเดือนส่วนใหญ่จะปรับในส่วนของพนักงานระดับต้น ไม่ใช่
ระดับผู้บริหาร นอกจากนี้ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการปรับโครงสร้าง NPL
ของ SCIB จากลูกหนี้ในอุตสาหกรรมน้ำตาลยังเป็น downside ต่อประมาณการต้นทุน
เครดิตสำหรับปี 2554-55F ของเรา
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 10:09:30
บล.เอเซียพลัส : SAMTEL ราคาเหมาะสมที่ 11.50 บาท แนะนำ“ถือ”
ครม. มีมติอนุมัติงานโครงการ 3G ส่วนขยายของ TOT มูลค่า 1.9 หมื่นล้าน
นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว. กระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสาร เปิดเผยว่าวานนี้ (28 ก.ย.
2553) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติให้ บมจ. ทีโอที (TOT) ลงทุนแผนธุรกิจโครงสร้าง
โครงข่ายโทรศัพท์ 3G ในวงเงินราว 1.9 หมื่นล้านบาท เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้บริการ 3G จากเดิมที่มี
อยู่ 4,700 สถานี ให้เป็น 5,400 สถานี ให้ครอบคลุมพื้นที่ กทม. และจังหวัดอื่นๆ รวม 12-15
จังหวัด ซึ่งถ้าการขยายสถานีทำได้เร็ว น่าจะได้เห็นการให้บริการเพิ่มได้ภายใน 6 เดือน
คาด SAMTEL มีโอกาสชนะประมูลสูง แต่รวมอยู่ในประมาณการแล้ว
แผนการลงทุน 3G ที่ TOT เพิ่งได้รับอนุมัติจาก ครม. เป็นงานส่วนขยายบริการ 3G ที่
ปัจจุบัน TOT ทำอยู่แล้ว ภายใต้คลื่นเดิม (1900 เมกะเฮิร์ซ) แต่ยังมีพื้นที่ให้บริการจำกัดเฉพาะ
กทม. และปริมณฑล ซึ่งเมื่อ ครม. อนุมัติให้ TOT ดำเนินการขยายพื้นที่ให้บริการได้แล้ว ขั้นตอน
ต่อไปของ TOT คือ เปิดประมูลเพื่อหาผู้รับวางระบบโครงข่าย 3G ให้ ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการที่
ให้บริการวางระบบงานโครงข่ายให้กับภาครัฐอย่าง SAMTEL ที่คาดว่าจะเข้าร่วมประมูลงานดัง
กล่าว และมีโอกาสสูงที่จะชนะการประมูล เพราะ TOT เป็นลูกค้าเดิมของบริษัทอยู่แล้ว แต่อย่าง
ไรก็ตามเนื่องจากงานโครงการ 3G ส่วนขยายของ TOT ดังกล่าว เป็นงานขนาดใหญ่ที่มีมูลค่า
สูง จึงคาดว่า SAMTEL จะต้องจับมือเป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการรายอื่นๆอีก 2-3 ราย เพื่อรับ
งาน โดยหาก TOT สามารถเปิดประมูลได้ในช่วง 4Q53 นี้ คาดว่า SAMTEL จะส่งมอบงานรวม
ทั้งบันทึกรายได้บางส่วนจากงานโครงการดังกล่าวในช่วง 2H54 ซึ่งได้รวมไว้ในประมาณการของ
ฝ่ายวิจัยแล้ว ฝ่ายวิจัยจึงคงประมาณการเดิม
ราคาหุ้นปรับขึ้นสะท้อนปัจจัยบวกแล้ว….ปรับคำแนะนำจาก “ซื้อ” เป็น “ถือ”
ราคาหุ้นได้ปรับขึ้นรับผลบวกจากความคืบหน้าของโครงการขนาดใหญ่ที่เป็นเป้าหมาย
จะผลักดันรายได้ของบริษัทในระยะ 1-2 ปีข้างหน้าแล้ว โดยมี upside เหลือเพียง 8.5% เมื่อ
เทียบกับราคาเหมาะสมที่ประเมินด้วยการอิง PER 15 เท่า ซึ่งอยู่ที่ 11.50 บาท แต่ยังคาด
หมาย Div yield ได้อีกราว 4% จึงปรับคำแนะนำจาก “ซื้อ” เป็น “ถือ”
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 10:06:52
นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว. กระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสาร เปิดเผยว่าวานนี้ (28 ก.ย.
2553) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติให้ บมจ. ทีโอที (TOT) ลงทุนแผนธุรกิจโครงสร้าง
โครงข่ายโทรศัพท์ 3G ในวงเงินราว 1.9 หมื่นล้านบาท เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้บริการ 3G จากเดิมที่มี
อยู่ 4,700 สถานี ให้เป็น 5,400 สถานี ให้ครอบคลุมพื้นที่ กทม. และจังหวัดอื่นๆ รวม 12-15
จังหวัด ซึ่งถ้าการขยายสถานีทำได้เร็ว น่าจะได้เห็นการให้บริการเพิ่มได้ภายใน 6 เดือน
คาด SAMTEL มีโอกาสชนะประมูลสูง แต่รวมอยู่ในประมาณการแล้ว
แผนการลงทุน 3G ที่ TOT เพิ่งได้รับอนุมัติจาก ครม. เป็นงานส่วนขยายบริการ 3G ที่
ปัจจุบัน TOT ทำอยู่แล้ว ภายใต้คลื่นเดิม (1900 เมกะเฮิร์ซ) แต่ยังมีพื้นที่ให้บริการจำกัดเฉพาะ
กทม. และปริมณฑล ซึ่งเมื่อ ครม. อนุมัติให้ TOT ดำเนินการขยายพื้นที่ให้บริการได้แล้ว ขั้นตอน
ต่อไปของ TOT คือ เปิดประมูลเพื่อหาผู้รับวางระบบโครงข่าย 3G ให้ ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการที่
ให้บริการวางระบบงานโครงข่ายให้กับภาครัฐอย่าง SAMTEL ที่คาดว่าจะเข้าร่วมประมูลงานดัง
กล่าว และมีโอกาสสูงที่จะชนะการประมูล เพราะ TOT เป็นลูกค้าเดิมของบริษัทอยู่แล้ว แต่อย่าง
ไรก็ตามเนื่องจากงานโครงการ 3G ส่วนขยายของ TOT ดังกล่าว เป็นงานขนาดใหญ่ที่มีมูลค่า
สูง จึงคาดว่า SAMTEL จะต้องจับมือเป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการรายอื่นๆอีก 2-3 ราย เพื่อรับ
งาน โดยหาก TOT สามารถเปิดประมูลได้ในช่วง 4Q53 นี้ คาดว่า SAMTEL จะส่งมอบงานรวม
ทั้งบันทึกรายได้บางส่วนจากงานโครงการดังกล่าวในช่วง 2H54 ซึ่งได้รวมไว้ในประมาณการของ
ฝ่ายวิจัยแล้ว ฝ่ายวิจัยจึงคงประมาณการเดิม
ราคาหุ้นปรับขึ้นสะท้อนปัจจัยบวกแล้ว….ปรับคำแนะนำจาก “ซื้อ” เป็น “ถือ”
ราคาหุ้นได้ปรับขึ้นรับผลบวกจากความคืบหน้าของโครงการขนาดใหญ่ที่เป็นเป้าหมาย
จะผลักดันรายได้ของบริษัทในระยะ 1-2 ปีข้างหน้าแล้ว โดยมี upside เหลือเพียง 8.5% เมื่อ
เทียบกับราคาเหมาะสมที่ประเมินด้วยการอิง PER 15 เท่า ซึ่งอยู่ที่ 11.50 บาท แต่ยังคาด
หมาย Div yield ได้อีกราว 4% จึงปรับคำแนะนำจาก “ซื้อ” เป็น “ถือ”
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 10:06:52
บล.เอเซียพลัส : ADVANC แนะนำ “ซื้อ” Fair Value 104.52 บาท
ครม. อนุมัติ TOT ลงทุนขยายโครงข่าย 3G , ADVANC เล็งทำ MVNO
เมื่อวานนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้ บริษัท ทีโอที (TOT) สามารถ
ดำเนินการขยายโครงข่าย 3G บนคลื่นความถี่ 1900 MHz ภายใต้วงเงินลงทุน 1.9 หมื่นล้าน
บาท เพื่อใช้ในการขยายจำนวนสถานีฐานเพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ กทม. และจังหวัดใกล้เคียงรวม
12-15 จังหวัด โดย ครม. แนะนำให้ TOT ใช้วิธีประกวดราคาทั่วไปในการเปิดประมูลขยายโครง
ข่าย และต้องเปิดโอกาสให้บริษัทต่างชาติที่ไม่มีสาขาในประเทศไทยเข้าร่วมประมูลได้ ผ่านทาง
ช่องทางการร่วมทุนกับบริษัทที่มีสาขาในประเทศไทย ในขณะเดียวกัน ADVANC ซึ่งเป็นคู่
สัญญาสัมปทาน 2G เดิมกับ TOT เล็งเห็นโอกาสที่จะเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการบนโครงข่ายร่วม
(Mobile Virtual Network Operator) โดยวิธีเช่าโครงข่าย 3G ของ TOT ผ่านทางบริษัทลูก
(ได้รับใบอนุญาตในการให้บริการแบบไม่มีโครงข่าย) มาให้บริการอีกต่อหนึ่ง ปัจจุบันอยู่ใน
ระหว่างเจรจาเพื่อหาข้อสรุปว่า TOT จะเปิดให้มี MVNO รายใหม่หรือไม่ จากปัจจุบันที่ TOT มี
คู่สัญญา MVNO ไปแล้ว 5 ราย
เชื่อว่า TOT และ ADVANC รับประโยชน์ทั้งคู่จากการจับมือทำ MVNO
แม้ในการสร้างโครงข่าย 3G ครั้งนี้ TOT จะต้องใช้เงินลงทุนของตนเองทั้งหมดโดยที่
กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกันเงินกู้ แต่ด้วยโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดย TOT มี
สถานะเงินสดสุทธิ 5.4 พันล้านบาท จึงคาดว่าจะสามารถจัดหาแหล่งเงินทุนได้อย่างไม่มีปัญหา
ในเบื้องต้นคาดว่า การขยายโครงข่าย 3G จะแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 6 เดือน หลังจากการ
ประกวดราคาสิ้นสุด โดยจะสามารถเปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปในช่วง 2H54 ฝ่ายวิจัยเชื่อ
ว่า ADVANC จะบรรลุข้อตกลงในการเซ็นต์สัญญาให้บริการ MVNO เนื่องจาก TOT จะได้รับ
ผลประโยชน์โดยตรง ผ่านช่องทางการตลาดและฐานลูกค้าในปัจจุบันของ ADVANC ทำให้คาด
ว่า การขยายฐานลูกค้า 3G จะสามารถทำได้ง่ายขึ้นกว่าคู่สัญญา MVNO เดิมของ TOT ในขณะ
เดียวกัน ADVANC ก็ได้ประโยชน์จากการเปิดให้บริการ 3G แก่ลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ ที่จะ
กระตุ้นให้รายได้จากบริการข้อมูล (Non-Voice) มีแนวโน้มเติบโตยิ่งขึ้น
รับผลบวกหากเปิดให้บริการ MVNO คงแนะนำ “ซื้อ” ADAVNC
หลังจากที่การประมูลใบอนุญาต 3G ต้องยุติลงหลังจากที่ศาลปกครองมีคำสั่งให้ระงับ
การประมูล ทำให้การเปิดให้บริการ 3G ของผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่เอกชนต้องล่าช้า
ออกไปอย่างไม่มีกำหนด ดังนั้นหาก ADVANC สามารถเปิดให้บริการ 3G ผ่าน MVNO ได้
ก่อน ก็จะถือเป็นข้อได้เปรียบในการทำการตลาดและเปิดให้บริการก่อนหน้าผู้ประกอบการรายอื่น
แต่เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับรายละเอียดของสัญญา MVNO ทำให้ยังคง Fair
Value เดิมไว้ก่อน โดยฝ่ายคงแนะนำ “ซื้อ” ADVANC ที่ Fair Value 104.52 บาท
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 10:03:38
เมื่อวานนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้ บริษัท ทีโอที (TOT) สามารถ
ดำเนินการขยายโครงข่าย 3G บนคลื่นความถี่ 1900 MHz ภายใต้วงเงินลงทุน 1.9 หมื่นล้าน
บาท เพื่อใช้ในการขยายจำนวนสถานีฐานเพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ กทม. และจังหวัดใกล้เคียงรวม
12-15 จังหวัด โดย ครม. แนะนำให้ TOT ใช้วิธีประกวดราคาทั่วไปในการเปิดประมูลขยายโครง
ข่าย และต้องเปิดโอกาสให้บริษัทต่างชาติที่ไม่มีสาขาในประเทศไทยเข้าร่วมประมูลได้ ผ่านทาง
ช่องทางการร่วมทุนกับบริษัทที่มีสาขาในประเทศไทย ในขณะเดียวกัน ADVANC ซึ่งเป็นคู่
สัญญาสัมปทาน 2G เดิมกับ TOT เล็งเห็นโอกาสที่จะเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการบนโครงข่ายร่วม
(Mobile Virtual Network Operator) โดยวิธีเช่าโครงข่าย 3G ของ TOT ผ่านทางบริษัทลูก
(ได้รับใบอนุญาตในการให้บริการแบบไม่มีโครงข่าย) มาให้บริการอีกต่อหนึ่ง ปัจจุบันอยู่ใน
ระหว่างเจรจาเพื่อหาข้อสรุปว่า TOT จะเปิดให้มี MVNO รายใหม่หรือไม่ จากปัจจุบันที่ TOT มี
คู่สัญญา MVNO ไปแล้ว 5 ราย
เชื่อว่า TOT และ ADVANC รับประโยชน์ทั้งคู่จากการจับมือทำ MVNO
แม้ในการสร้างโครงข่าย 3G ครั้งนี้ TOT จะต้องใช้เงินลงทุนของตนเองทั้งหมดโดยที่
กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกันเงินกู้ แต่ด้วยโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดย TOT มี
สถานะเงินสดสุทธิ 5.4 พันล้านบาท จึงคาดว่าจะสามารถจัดหาแหล่งเงินทุนได้อย่างไม่มีปัญหา
ในเบื้องต้นคาดว่า การขยายโครงข่าย 3G จะแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 6 เดือน หลังจากการ
ประกวดราคาสิ้นสุด โดยจะสามารถเปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปในช่วง 2H54 ฝ่ายวิจัยเชื่อ
ว่า ADVANC จะบรรลุข้อตกลงในการเซ็นต์สัญญาให้บริการ MVNO เนื่องจาก TOT จะได้รับ
ผลประโยชน์โดยตรง ผ่านช่องทางการตลาดและฐานลูกค้าในปัจจุบันของ ADVANC ทำให้คาด
ว่า การขยายฐานลูกค้า 3G จะสามารถทำได้ง่ายขึ้นกว่าคู่สัญญา MVNO เดิมของ TOT ในขณะ
เดียวกัน ADVANC ก็ได้ประโยชน์จากการเปิดให้บริการ 3G แก่ลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ ที่จะ
กระตุ้นให้รายได้จากบริการข้อมูล (Non-Voice) มีแนวโน้มเติบโตยิ่งขึ้น
รับผลบวกหากเปิดให้บริการ MVNO คงแนะนำ “ซื้อ” ADAVNC
หลังจากที่การประมูลใบอนุญาต 3G ต้องยุติลงหลังจากที่ศาลปกครองมีคำสั่งให้ระงับ
การประมูล ทำให้การเปิดให้บริการ 3G ของผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่เอกชนต้องล่าช้า
ออกไปอย่างไม่มีกำหนด ดังนั้นหาก ADVANC สามารถเปิดให้บริการ 3G ผ่าน MVNO ได้
ก่อน ก็จะถือเป็นข้อได้เปรียบในการทำการตลาดและเปิดให้บริการก่อนหน้าผู้ประกอบการรายอื่น
แต่เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับรายละเอียดของสัญญา MVNO ทำให้ยังคง Fair
Value เดิมไว้ก่อน โดยฝ่ายคงแนะนำ “ซื้อ” ADVANC ที่ Fair Value 104.52 บาท
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 10:03:38
บล.กรุงศรีอยุธยา : SCB แนะนำ “ซื้อ” มูลค่าพื้นฐานที่ 119 บาท
คาดกำไรสุทธิงวด 3Q53 เติบโตสูง 29%YoY
เรามองว่าราคาหุ้นของ SCB มีโอกาสปรับขึ้นโดดเด่นในกลุ่มธนาคาร จากแนวโน้ม
ผลการดำเนินงานงวด 3Q53 ที่จะกลับมาแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มฯ โดยคาด SCB จะมีกำไรสุทธิ
6.73 พันล้านบาท (+29%YoY, +27%QoQ) คงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยปรับมูลค่าพื้นฐานจาก
113 บาท เป็น 119 บาท จากการปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 53 เพิ่มขึ้นเป็น 2.32 หมื่นล้าน
บาท และกำไรสุทธิปี 54 เป็น 2.61 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ปรับ Target P/BV เป็น 2.3 เท่า
(ROE 16%, Long-term growth 6%) จาก 2.2 เท่า จากความสามารถการทำกำไรที่ดีขึ้น
(ROE ปี 54 ปรับขึ้นจาก 15.1% เป็น 15.6%)
คาดการณ์กำไรสุทธิ 3Q53 แข็งแกร่งที่ 6.73 พันล้านบาท (+29%YoY, +27%QoQ)
จากการคาดการณ์ของเรา ใน 3Q53 SCB จะมีกำไรสุทธิ 6.73 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น
29%YoY
สาเหตุหลักมาจาก
i) NIM มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจาก 3.4% ใน 3Q52 เป็น 3.7% แม้ว่าอัตราผลตอบ
แทนจากสินเชื่อ (Loan yield) จะลดลงจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และภาวะการแข่งขันที่สูง
ขึ้นแต่ SCB สามารถควบคุมต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายได้ดี ทำให้รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิ
เพิ่มขึ้น 6% YoY มาอยู่ที่ 1.12 หมื่นล้านบาท
ii) คุณภาพสินเชื่อแข็งแกร่ง ทำให้ธนาคารสามารถลดภาระการตั้งสำรองหนี้ฯ โดยคาด
ว่าค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ฯ จะลดลง 18%YoY เหลือ 1.2 พันล้านบาท
iii) กำไรจากเงินลงทุนเพิ่มขึ้น โดย SCB ขายหุ้นกรุงเทพซินธิติกส์จำนวน 11.73 ล้าน
หุ้น รวมเป็นเงิน 1.08 พันล้านบาท คาดว่า SCB จะมีกำไรสูงราว 1.03 พันล้านบาท
อย่างไรก็ดี หากเทียบกับ 2Q52 คาดกำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้น 27% สาระสำคัญจาก
i) รับเงินปันผลเพิ่มขึ้นจากการลงทุนในกองทุนวายุภักษ์ราว 320 ล้านบาท
ii) กำไรจากเงินลงทุนเพิ่มขึ้น QoQ
iii) รายได้จากค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น QoQ หลังจากที่สถานการณ์การเมืองกลับมาสู่ภาวะ
ปกติทำให้ลูกค้ากลับมาใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมากขึ้น
คาดสินเชื่อ 3Q53 ขยายตัวราว 1%QoQ
แนวโน้มสินเชื่อเดือน ส.ค. กลับมาขยายตัวแข็งแกร่ง 1.6%MoM พลิกจากที่เคยลดลง
1.7% ในเดือน ก.ค. ส่งผลให้ยอดสินเชื่อเดือน ก.ค. – ส.ค. ลดลง 0.2% จากสิ้น 2Q53 เรา
คาดว่าสินเชื่อเดือน ก.ย. มีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่อง โดยคาดการณ์สินเชื่อ 3Q53 จะขยายตัว
ราว 1%QoQ ชะลอตัวจาก 2Q53 ที่ขยายตัว 3.5% นอกจากนี้ คาดสินเชื่อกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่
และกลุ่มบริษัทขนาดกลางและเล็ก (SME) จะขยายตัวตามการขยายการลงทุนและการส่งออก
เราปรับเป้าหมายสินเชื่อปี 53 จาก 6%YoY เป็น 7% และปรับเป้าหมายสินเชื่อปี 54 จาก 6%
YoY เป็น 7%
คุณภาพสินเชื่อแข็งแกร่งขึ้น
แม้หนี้ด้อยคุณภาพใน 2Q53 จะปรับเพิ่มขึ้น 2.3% จาก 1Q53 เป็น 4.48 หมื่นล้าน
บาท และ NPL ratio เพิ่มขึ้นเป็น 4.4% เนื่องจากลูกค้ารายใหญ่ประสบปัญหาสภาพคล่อง
อย่างไรก็ดีธนาคารอยู่ระหว่างกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้กับลูกค้า เราประเมินว่าหากการปรับ
โครงสร้างหนี้สำเร็จใน 2H53 กอปรกับคุณภาพสินเชื่อแข็งแกร่งขึ้นตามการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
คาดว่า NPL ratio ของ SCB จะปรับลดลงที่ราว 4% ในสิ้นปี 53 ใกล้เคียงเป้าหมายของ
ธนาคารที่ 3.9% นอกจากนี้ คาดว่า Coverage ratio จะปรับขึ้นเป็น 106% ณ สิ้นปี 53 จาก
98.9% ใน 2Q53 ซึ่งจะส่งผลดีต่อนโยบายการตั้งสำรองหนี้ฯ ในอนาคต เพราะการที่ธนาคารมี
ระดับสำรองหนี้ฯส่วนเกินสูงจะช่วยลดความเสี่ยงการตั้งสำรองหนี้ฯ ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว
ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 53 และปี 54
เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 53 เพิ่มขึ้น 3.7% เป็น 2.32 หมื่นล้านบาท (+11.7%
YoY) สาระสำคัญจากการปรับสมมติฐานกำไรจากเงินลงทุนเพิ่มขึ้น 70% เป็น 1.4 พันล้านบาท
นอกจากนี้ ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 54 เพิ่มขึ้น 4.2% เป็น 2.61 หมื่นล้านบาท (+12.7%
YoY) จากการปรับเป้าหมายสินเชื่อเพิ่มขึ้นจาก 6% เป็น 7%
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 9:51:54
เรามองว่าราคาหุ้นของ SCB มีโอกาสปรับขึ้นโดดเด่นในกลุ่มธนาคาร จากแนวโน้ม
ผลการดำเนินงานงวด 3Q53 ที่จะกลับมาแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มฯ โดยคาด SCB จะมีกำไรสุทธิ
6.73 พันล้านบาท (+29%YoY, +27%QoQ) คงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยปรับมูลค่าพื้นฐานจาก
113 บาท เป็น 119 บาท จากการปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 53 เพิ่มขึ้นเป็น 2.32 หมื่นล้าน
บาท และกำไรสุทธิปี 54 เป็น 2.61 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ปรับ Target P/BV เป็น 2.3 เท่า
(ROE 16%, Long-term growth 6%) จาก 2.2 เท่า จากความสามารถการทำกำไรที่ดีขึ้น
(ROE ปี 54 ปรับขึ้นจาก 15.1% เป็น 15.6%)
คาดการณ์กำไรสุทธิ 3Q53 แข็งแกร่งที่ 6.73 พันล้านบาท (+29%YoY, +27%QoQ)
จากการคาดการณ์ของเรา ใน 3Q53 SCB จะมีกำไรสุทธิ 6.73 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น
29%YoY
สาเหตุหลักมาจาก
i) NIM มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจาก 3.4% ใน 3Q52 เป็น 3.7% แม้ว่าอัตราผลตอบ
แทนจากสินเชื่อ (Loan yield) จะลดลงจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และภาวะการแข่งขันที่สูง
ขึ้นแต่ SCB สามารถควบคุมต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายได้ดี ทำให้รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิ
เพิ่มขึ้น 6% YoY มาอยู่ที่ 1.12 หมื่นล้านบาท
ii) คุณภาพสินเชื่อแข็งแกร่ง ทำให้ธนาคารสามารถลดภาระการตั้งสำรองหนี้ฯ โดยคาด
ว่าค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ฯ จะลดลง 18%YoY เหลือ 1.2 พันล้านบาท
iii) กำไรจากเงินลงทุนเพิ่มขึ้น โดย SCB ขายหุ้นกรุงเทพซินธิติกส์จำนวน 11.73 ล้าน
หุ้น รวมเป็นเงิน 1.08 พันล้านบาท คาดว่า SCB จะมีกำไรสูงราว 1.03 พันล้านบาท
อย่างไรก็ดี หากเทียบกับ 2Q52 คาดกำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้น 27% สาระสำคัญจาก
i) รับเงินปันผลเพิ่มขึ้นจากการลงทุนในกองทุนวายุภักษ์ราว 320 ล้านบาท
ii) กำไรจากเงินลงทุนเพิ่มขึ้น QoQ
iii) รายได้จากค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น QoQ หลังจากที่สถานการณ์การเมืองกลับมาสู่ภาวะ
ปกติทำให้ลูกค้ากลับมาใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมากขึ้น
คาดสินเชื่อ 3Q53 ขยายตัวราว 1%QoQ
แนวโน้มสินเชื่อเดือน ส.ค. กลับมาขยายตัวแข็งแกร่ง 1.6%MoM พลิกจากที่เคยลดลง
1.7% ในเดือน ก.ค. ส่งผลให้ยอดสินเชื่อเดือน ก.ค. – ส.ค. ลดลง 0.2% จากสิ้น 2Q53 เรา
คาดว่าสินเชื่อเดือน ก.ย. มีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่อง โดยคาดการณ์สินเชื่อ 3Q53 จะขยายตัว
ราว 1%QoQ ชะลอตัวจาก 2Q53 ที่ขยายตัว 3.5% นอกจากนี้ คาดสินเชื่อกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่
และกลุ่มบริษัทขนาดกลางและเล็ก (SME) จะขยายตัวตามการขยายการลงทุนและการส่งออก
เราปรับเป้าหมายสินเชื่อปี 53 จาก 6%YoY เป็น 7% และปรับเป้าหมายสินเชื่อปี 54 จาก 6%
YoY เป็น 7%
คุณภาพสินเชื่อแข็งแกร่งขึ้น
แม้หนี้ด้อยคุณภาพใน 2Q53 จะปรับเพิ่มขึ้น 2.3% จาก 1Q53 เป็น 4.48 หมื่นล้าน
บาท และ NPL ratio เพิ่มขึ้นเป็น 4.4% เนื่องจากลูกค้ารายใหญ่ประสบปัญหาสภาพคล่อง
อย่างไรก็ดีธนาคารอยู่ระหว่างกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้กับลูกค้า เราประเมินว่าหากการปรับ
โครงสร้างหนี้สำเร็จใน 2H53 กอปรกับคุณภาพสินเชื่อแข็งแกร่งขึ้นตามการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
คาดว่า NPL ratio ของ SCB จะปรับลดลงที่ราว 4% ในสิ้นปี 53 ใกล้เคียงเป้าหมายของ
ธนาคารที่ 3.9% นอกจากนี้ คาดว่า Coverage ratio จะปรับขึ้นเป็น 106% ณ สิ้นปี 53 จาก
98.9% ใน 2Q53 ซึ่งจะส่งผลดีต่อนโยบายการตั้งสำรองหนี้ฯ ในอนาคต เพราะการที่ธนาคารมี
ระดับสำรองหนี้ฯส่วนเกินสูงจะช่วยลดความเสี่ยงการตั้งสำรองหนี้ฯ ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว
ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 53 และปี 54
เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 53 เพิ่มขึ้น 3.7% เป็น 2.32 หมื่นล้านบาท (+11.7%
YoY) สาระสำคัญจากการปรับสมมติฐานกำไรจากเงินลงทุนเพิ่มขึ้น 70% เป็น 1.4 พันล้านบาท
นอกจากนี้ ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 54 เพิ่มขึ้น 4.2% เป็น 2.61 หมื่นล้านบาท (+12.7%
YoY) จากการปรับเป้าหมายสินเชื่อเพิ่มขึ้นจาก 6% เป็น 7%
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 9:51:54
บล.ฟิลลิป : STA แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมปี 54 ที่ 28.50 บาท
ผู้บริหาคงแผนการขายหุ้นเพิ่มทุนในสิงคโปร์ไม่เกินครึ่งแรกปี 2554
ผู้บริหารแจ้งว่า บริษัทฯ ยังคงแผนการนำหุ้นจำนวน 280 ล้านหุ้นเข้าจดทะเบียนใน
สิงคโปร์แน่นอน แต่ระยะเวลาการขายยังไม่แน่นอนคงต้องพิจารณาร่วมกับที่ปรึกษาการเงินก่อน
นำหุ้นเข้าซื้อขาย แต่คาดว่าไม่น่าจะเกินครึ่งแรกของปี 2554 แน่นอน แม้ว่าแผนการขายหุ้น
เพิ่มทุนอาจล่าช้ากว่าเดิมที่เคยคาดแต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการจัดหาเงินของบริษัท เนื่องจาก
ปัจจุบันฐานะการเงินของบริษัทค่อนข้างแข็งแกร่งและยังมีวงเงินกู้เพียงพอในการดำเนินงาน แต่
การที่ต้องการเข้าจดทะเบียนในตลาดสิงคโปร์เนื่องจาก 1) สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการซื้อขายยาง
รายใหญ่ของโลกทำให้ได้รับข้อมูลในการดำเนินธุรกิจ และ 2) บริษัทที่ดำเนินธุรกิจกลุ่มสินค้า
โภคภัณฑ์ (soft commodity) ส่วนใหญ่จะจดทะเบียนในสิงคโปร์ในฐานะที่บริษัทเป็นผู้ส่งออก
ยางอันดับ 1 ของโลกด้วยส่วนแบ่งตลาดราว 9% ของปริมาณผลผลิตโลกจึงต้องการให้บริษัทเข้า
จดทะเบียนในตลาดเพื่อเป็นที่รู้จักมากขึ้น
ราคายางที่สูงจากความต้องการที่มากกลุ่มยางล้อ
จากการเติบโตของการใช้โดยเฉพาะกลุ่มยางล้อซึ่งมีผู้ใช้รายใหญ่คือจีนคิดเป็นการใช้
มากกว่า 30% ของปริมาณการผลิตรวมของโลก ขณะที่ผู้ผลิตในตลาดจะมีเพียง 3-4 รายเท่านั้น
ซึ่งมากกว่า 70% ของผลผลิตรวมส่งผลให้ราคายางในครึ่งปีหลังยังทรงตัวในระดับสูงกว่าในอดีต
ทางฝ่ายคาดว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 3’2553 จะดีขึ้นเทียบ YoY จากราคาขายเฉลี่ยและ
ปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นเทียบ YoY แต่หากเทียบ QoQ คาดว่ายอดขายจะลดลงตามราคาขาย
ลดลงแต่หากปริมาณขายทรงตัว
ซื้อขายยัง laggard หากเทียบกับหุ้นกลุ่มเดียวกันทั้งในประเทศและภูมิภาค
ราคาหุ้น STA ปัจจุบันซื้อขายบน P/E เพียง 6.6 เท่าในปี 2553 และเพิ่มเป็น 7.6 เท่า
ในปี 2554 ยัง laggard หากเทียบกับหุ้นในกลุ่มเดียวกันซึ่งซื้อขายบน P/E 8.9 เท่า ขณะที่ใน
ภูมิภาคซื้อขายกันบน P/E มากกว่า 10 เท่า ทางฝ่ายคาดว่าจากการปรับกลยุทธ์การขายโดยเน้น
การขายสินค้ากลุ่มมาตรฐานมากขึ้นซึ่งจะทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทมีเสถียรภาพมากขึ้น
กว่าในอดีต อีกทั้งหลังเข้าจดทะเบียนในตลาดสิงคโปร์จะทำให้บริษัทเป็นที่รู้จักมากขึ้นในตลาด
ระดับราคาซื้อขายปัจจุบันมีส่วนลดค่อนข้างมากจากราคาพื้นฐาน
คงคำแนะนำ 'ซื้อ'
ทางฝ่ายยังมีมุมมองเป็นบวกต่อการดำเนินงานของ STA จากภาพอุตสาหกรรมที่เปลี่ยน
ไปส่งผลให้บริษัทมีความได้เปรียบในการแข่งขันมากขึ้น ทางฝ่ายคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม
ปี 2554 หลังเพิ่มทุนอยู่ที่ 28.50 บาทอิงบน P/E 10 เท่า
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 9:45:11
บล.ฟิลลิป : STA แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมปี 54 ที่ 28.50 บาท
ผู้บริหาคงแผนการขายหุ้นเพิ่มทุนในสิงคโปร์ไม่เกินครึ่งแรกปี 2554
ผู้บริหารแจ้งว่า บริษัทฯ ยังคงแผนการนำหุ้นจำนวน 280 ล้านหุ้นเข้าจดทะเบียนใน
สิงคโปร์แน่นอน แต่ระยะเวลาการขายยังไม่แน่นอนคงต้องพิจารณาร่วมกับที่ปรึกษาการเงินก่อน
นำหุ้นเข้าซื้อขาย แต่คาดว่าไม่น่าจะเกินครึ่งแรกของปี 2554 แน่นอน แม้ว่าแผนการขายหุ้น
เพิ่มทุนอาจล่าช้ากว่าเดิมที่เคยคาดแต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการจัดหาเงินของบริษัท เนื่องจาก
ปัจจุบันฐานะการเงินของบริษัทค่อนข้างแข็งแกร่งและยังมีวงเงินกู้เพียงพอในการดำเนินงาน แต่
การที่ต้องการเข้าจดทะเบียนในตลาดสิงคโปร์เนื่องจาก 1) สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการซื้อขายยาง
รายใหญ่ของโลกทำให้ได้รับข้อมูลในการดำเนินธุรกิจ และ 2) บริษัทที่ดำเนินธุรกิจกลุ่มสินค้า
โภคภัณฑ์ (soft commodity) ส่วนใหญ่จะจดทะเบียนในสิงคโปร์ในฐานะที่บริษัทเป็นผู้ส่งออก
ยางอันดับ 1 ของโลกด้วยส่วนแบ่งตลาดราว 9% ของปริมาณผลผลิตโลกจึงต้องการให้บริษัทเข้า
จดทะเบียนในตลาดเพื่อเป็นที่รู้จักมากขึ้น
ราคายางที่สูงจากความต้องการที่มากกลุ่มยางล้อ
จากการเติบโตของการใช้โดยเฉพาะกลุ่มยางล้อซึ่งมีผู้ใช้รายใหญ่คือจีนคิดเป็นการใช้
มากกว่า 30% ของปริมาณการผลิตรวมของโลก ขณะที่ผู้ผลิตในตลาดจะมีเพียง 3-4 รายเท่านั้น
ซึ่งมากกว่า 70% ของผลผลิตรวมส่งผลให้ราคายางในครึ่งปีหลังยังทรงตัวในระดับสูงกว่าในอดีต
ทางฝ่ายคาดว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 3’2553 จะดีขึ้นเทียบ YoY จากราคาขายเฉลี่ยและ
ปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นเทียบ YoY แต่หากเทียบ QoQ คาดว่ายอดขายจะลดลงตามราคาขาย
ลดลงแต่หากปริมาณขายทรงตัว
ซื้อขายยัง laggard หากเทียบกับหุ้นกลุ่มเดียวกันทั้งในประเทศและภูมิภาค
ราคาหุ้น STA ปัจจุบันซื้อขายบน P/E เพียง 6.6 เท่าในปี 2553 และเพิ่มเป็น 7.6 เท่า
ในปี 2554 ยัง laggard หากเทียบกับหุ้นในกลุ่มเดียวกันซึ่งซื้อขายบน P/E 8.9 เท่า ขณะที่ใน
ภูมิภาคซื้อขายกันบน P/E มากกว่า 10 เท่า ทางฝ่ายคาดว่าจากการปรับกลยุทธ์การขายโดยเน้น
การขายสินค้ากลุ่มมาตรฐานมากขึ้นซึ่งจะทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทมีเสถียรภาพมากขึ้น
กว่าในอดีต อีกทั้งหลังเข้าจดทะเบียนในตลาดสิงคโปร์จะทำให้บริษัทเป็นที่รู้จักมากขึ้นในตลาด
ระดับราคาซื้อขายปัจจุบันมีส่วนลดค่อนข้างมากจากราคาพื้นฐาน
คงคำแนะนำ 'ซื้อ'
ทางฝ่ายยังมีมุมมองเป็นบวกต่อการดำเนินงานของ STA จากภาพอุตสาหกรรมที่เปลี่ยน
ไปส่งผลให้บริษัทมีความได้เปรียบในการแข่งขันมากขึ้น ทางฝ่ายคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม
ปี 2554 หลังเพิ่มทุนอยู่ที่ 28.50 บาทอิงบน P/E 10 เท่า
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 9:45:11
ผู้บริหารแจ้งว่า บริษัทฯ ยังคงแผนการนำหุ้นจำนวน 280 ล้านหุ้นเข้าจดทะเบียนใน
สิงคโปร์แน่นอน แต่ระยะเวลาการขายยังไม่แน่นอนคงต้องพิจารณาร่วมกับที่ปรึกษาการเงินก่อน
นำหุ้นเข้าซื้อขาย แต่คาดว่าไม่น่าจะเกินครึ่งแรกของปี 2554 แน่นอน แม้ว่าแผนการขายหุ้น
เพิ่มทุนอาจล่าช้ากว่าเดิมที่เคยคาดแต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการจัดหาเงินของบริษัท เนื่องจาก
ปัจจุบันฐานะการเงินของบริษัทค่อนข้างแข็งแกร่งและยังมีวงเงินกู้เพียงพอในการดำเนินงาน แต่
การที่ต้องการเข้าจดทะเบียนในตลาดสิงคโปร์เนื่องจาก 1) สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการซื้อขายยาง
รายใหญ่ของโลกทำให้ได้รับข้อมูลในการดำเนินธุรกิจ และ 2) บริษัทที่ดำเนินธุรกิจกลุ่มสินค้า
โภคภัณฑ์ (soft commodity) ส่วนใหญ่จะจดทะเบียนในสิงคโปร์ในฐานะที่บริษัทเป็นผู้ส่งออก
ยางอันดับ 1 ของโลกด้วยส่วนแบ่งตลาดราว 9% ของปริมาณผลผลิตโลกจึงต้องการให้บริษัทเข้า
จดทะเบียนในตลาดเพื่อเป็นที่รู้จักมากขึ้น
ราคายางที่สูงจากความต้องการที่มากกลุ่มยางล้อ
จากการเติบโตของการใช้โดยเฉพาะกลุ่มยางล้อซึ่งมีผู้ใช้รายใหญ่คือจีนคิดเป็นการใช้
มากกว่า 30% ของปริมาณการผลิตรวมของโลก ขณะที่ผู้ผลิตในตลาดจะมีเพียง 3-4 รายเท่านั้น
ซึ่งมากกว่า 70% ของผลผลิตรวมส่งผลให้ราคายางในครึ่งปีหลังยังทรงตัวในระดับสูงกว่าในอดีต
ทางฝ่ายคาดว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 3’2553 จะดีขึ้นเทียบ YoY จากราคาขายเฉลี่ยและ
ปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นเทียบ YoY แต่หากเทียบ QoQ คาดว่ายอดขายจะลดลงตามราคาขาย
ลดลงแต่หากปริมาณขายทรงตัว
ซื้อขายยัง laggard หากเทียบกับหุ้นกลุ่มเดียวกันทั้งในประเทศและภูมิภาค
ราคาหุ้น STA ปัจจุบันซื้อขายบน P/E เพียง 6.6 เท่าในปี 2553 และเพิ่มเป็น 7.6 เท่า
ในปี 2554 ยัง laggard หากเทียบกับหุ้นในกลุ่มเดียวกันซึ่งซื้อขายบน P/E 8.9 เท่า ขณะที่ใน
ภูมิภาคซื้อขายกันบน P/E มากกว่า 10 เท่า ทางฝ่ายคาดว่าจากการปรับกลยุทธ์การขายโดยเน้น
การขายสินค้ากลุ่มมาตรฐานมากขึ้นซึ่งจะทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทมีเสถียรภาพมากขึ้น
กว่าในอดีต อีกทั้งหลังเข้าจดทะเบียนในตลาดสิงคโปร์จะทำให้บริษัทเป็นที่รู้จักมากขึ้นในตลาด
ระดับราคาซื้อขายปัจจุบันมีส่วนลดค่อนข้างมากจากราคาพื้นฐาน
คงคำแนะนำ 'ซื้อ'
ทางฝ่ายยังมีมุมมองเป็นบวกต่อการดำเนินงานของ STA จากภาพอุตสาหกรรมที่เปลี่ยน
ไปส่งผลให้บริษัทมีความได้เปรียบในการแข่งขันมากขึ้น ทางฝ่ายคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม
ปี 2554 หลังเพิ่มทุนอยู่ที่ 28.50 บาทอิงบน P/E 10 เท่า
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 9:45:11
บล.ฟิลลิป : STA แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมปี 54 ที่ 28.50 บาท
ผู้บริหาคงแผนการขายหุ้นเพิ่มทุนในสิงคโปร์ไม่เกินครึ่งแรกปี 2554
ผู้บริหารแจ้งว่า บริษัทฯ ยังคงแผนการนำหุ้นจำนวน 280 ล้านหุ้นเข้าจดทะเบียนใน
สิงคโปร์แน่นอน แต่ระยะเวลาการขายยังไม่แน่นอนคงต้องพิจารณาร่วมกับที่ปรึกษาการเงินก่อน
นำหุ้นเข้าซื้อขาย แต่คาดว่าไม่น่าจะเกินครึ่งแรกของปี 2554 แน่นอน แม้ว่าแผนการขายหุ้น
เพิ่มทุนอาจล่าช้ากว่าเดิมที่เคยคาดแต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการจัดหาเงินของบริษัท เนื่องจาก
ปัจจุบันฐานะการเงินของบริษัทค่อนข้างแข็งแกร่งและยังมีวงเงินกู้เพียงพอในการดำเนินงาน แต่
การที่ต้องการเข้าจดทะเบียนในตลาดสิงคโปร์เนื่องจาก 1) สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการซื้อขายยาง
รายใหญ่ของโลกทำให้ได้รับข้อมูลในการดำเนินธุรกิจ และ 2) บริษัทที่ดำเนินธุรกิจกลุ่มสินค้า
โภคภัณฑ์ (soft commodity) ส่วนใหญ่จะจดทะเบียนในสิงคโปร์ในฐานะที่บริษัทเป็นผู้ส่งออก
ยางอันดับ 1 ของโลกด้วยส่วนแบ่งตลาดราว 9% ของปริมาณผลผลิตโลกจึงต้องการให้บริษัทเข้า
จดทะเบียนในตลาดเพื่อเป็นที่รู้จักมากขึ้น
ราคายางที่สูงจากความต้องการที่มากกลุ่มยางล้อ
จากการเติบโตของการใช้โดยเฉพาะกลุ่มยางล้อซึ่งมีผู้ใช้รายใหญ่คือจีนคิดเป็นการใช้
มากกว่า 30% ของปริมาณการผลิตรวมของโลก ขณะที่ผู้ผลิตในตลาดจะมีเพียง 3-4 รายเท่านั้น
ซึ่งมากกว่า 70% ของผลผลิตรวมส่งผลให้ราคายางในครึ่งปีหลังยังทรงตัวในระดับสูงกว่าในอดีต
ทางฝ่ายคาดว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 3’2553 จะดีขึ้นเทียบ YoY จากราคาขายเฉลี่ยและ
ปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นเทียบ YoY แต่หากเทียบ QoQ คาดว่ายอดขายจะลดลงตามราคาขาย
ลดลงแต่หากปริมาณขายทรงตัว
ซื้อขายยัง laggard หากเทียบกับหุ้นกลุ่มเดียวกันทั้งในประเทศและภูมิภาค
ราคาหุ้น STA ปัจจุบันซื้อขายบน P/E เพียง 6.6 เท่าในปี 2553 และเพิ่มเป็น 7.6 เท่า
ในปี 2554 ยัง laggard หากเทียบกับหุ้นในกลุ่มเดียวกันซึ่งซื้อขายบน P/E 8.9 เท่า ขณะที่ใน
ภูมิภาคซื้อขายกันบน P/E มากกว่า 10 เท่า ทางฝ่ายคาดว่าจากการปรับกลยุทธ์การขายโดยเน้น
การขายสินค้ากลุ่มมาตรฐานมากขึ้นซึ่งจะทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทมีเสถียรภาพมากขึ้น
กว่าในอดีต อีกทั้งหลังเข้าจดทะเบียนในตลาดสิงคโปร์จะทำให้บริษัทเป็นที่รู้จักมากขึ้นในตลาด
ระดับราคาซื้อขายปัจจุบันมีส่วนลดค่อนข้างมากจากราคาพื้นฐาน
คงคำแนะนำ 'ซื้อ'
ทางฝ่ายยังมีมุมมองเป็นบวกต่อการดำเนินงานของ STA จากภาพอุตสาหกรรมที่เปลี่ยน
ไปส่งผลให้บริษัทมีความได้เปรียบในการแข่งขันมากขึ้น ทางฝ่ายคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม
ปี 2554 หลังเพิ่มทุนอยู่ที่ 28.50 บาทอิงบน P/E 10 เท่า
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 9:45:11
วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2553
บล.เกียรตินาคิน : QLT แนะนำ“ถือ” ราคาเหมาะสมปี 53 และ 54 เท่ากับ 6.28 และ 7.30
บล.เกียรตินาคิน : QLT แนะนำ“ถือ” ราคาเหมาะสมปี 53 และ 54 เท่ากับ 6.28 และ 7.30
บาท
QLT: เริ่มกลับมาน่าสนใจอีกครั้งหลังปริมาณงานทดสอบเริ่มฟื้น แต่ยังต้องติดตามผลกระทบจาก
มาตรฐานบัญชีใหม่ในปี 2554
ราคาตลาดล่าสุด: 5.75 บาท
ประเด็น: นายสรรพัชญ์ รัตคาม กรรมการผู้จัดการ QLT กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่าง
เจรจางานในต่างประเทศ เช่น งานตรวจสอบท่อก๊าซในพม่าและงานของเชฟรอนในบังกลาเทศ
เป็นต้น โดยบริษัทจะเข้าไปร่วมงานประมูลในต่างประเทศมากขึ้นโดยเฉพาะในแถบประเทศ
เพื่อนบ้าน ได้แก่ กัมพูชา และ ลาว เนื่องจากมองว่าเป็นตลาดเปิดใหม่และมีโอกาสใน
การดำเนินธุรกิจสูง และในช่วงที่เหลือของปีบริษัทยังเตรียมเข้าประมูลงานใหม่ทั้งในประเทศ
และต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เช่น งานประมูลท่อก๊าซเส้นที่ 4 (ส่วนที่ 2) ของ บมจ. ปตท.
มูลค่า 140 ล้านบาท ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมีงานในมือ (Backlog) ประมาณ 300 ล้านบาท ซึ่งจะ
ทยอยรับรู้ในครึ่งปีหลังประมาณ 100 ล้านบาท โดยคาดว่าแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส
3/53 และช่วงที่เหลือของปีจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบจากไตรมาส 2/53 ที่มีกำไร 7
ล้านบาท และคาดปี 2554 รายได้ของบริษัทจะเติบโต 20% จากปีนี้ (ที่มา: ข่าวหุ้น 29 ก.ย. 53)
ความเห็น: เรามีมุมมองต่อธุรกิจบริการทดสอบและตรวจสอบทางวิศวกรรมเช่นเดียว
กันกับที่ทางผู้บิรหาร QLT คาดการณ์ คาดว่าธุรกิจบริการทดสอบและตรวจสอบใกล้ผ่านพ้นจุดต่ำ
สุด หลังจากภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ช่วงปลายปี 52 จนถึงปัจจุบันทำให้ภาคอุตสาหกรรม
กลับมาลงทุนเพิ่มขึ้นส่งผลให้ความต้องการบริการทดสอบทางวิศวกรรมในประเทศไทยเริ่มฟื้น
ตัว นอกจากนี้ ประเด็นมาบตาพุดเริ่มมีความคลี่คลายทำให้เราคาดว่าความต้องการงานบริการ
ทดสอบทางวิศวกรรมจะฟื้นตัวต่อเนื่องในปี 2554 ทำให้หุ้น QLT เริ่มกลับมามีความน่าสนใจอีก
ครั้ง อย่างไรก็ตาม QLT ยังมีความเสี่ยงจากการตั้งสำรองเกี่ยวกับพนักงานตามเกณฑ์มาตรฐาน
การบัญชีใหม่ในปี 2554 ในเบื้องต้นเราจึงยังแนะนำ “ถือ” โดยให้ราคาเหมาะสมปี 53 และ 54
เท่ากับ 6.28 และ 7.30 บาท ตามลำดับ
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 9:33:18
บาท
QLT: เริ่มกลับมาน่าสนใจอีกครั้งหลังปริมาณงานทดสอบเริ่มฟื้น แต่ยังต้องติดตามผลกระทบจาก
มาตรฐานบัญชีใหม่ในปี 2554
ราคาตลาดล่าสุด: 5.75 บาท
ประเด็น: นายสรรพัชญ์ รัตคาม กรรมการผู้จัดการ QLT กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่าง
เจรจางานในต่างประเทศ เช่น งานตรวจสอบท่อก๊าซในพม่าและงานของเชฟรอนในบังกลาเทศ
เป็นต้น โดยบริษัทจะเข้าไปร่วมงานประมูลในต่างประเทศมากขึ้นโดยเฉพาะในแถบประเทศ
เพื่อนบ้าน ได้แก่ กัมพูชา และ ลาว เนื่องจากมองว่าเป็นตลาดเปิดใหม่และมีโอกาสใน
การดำเนินธุรกิจสูง และในช่วงที่เหลือของปีบริษัทยังเตรียมเข้าประมูลงานใหม่ทั้งในประเทศ
และต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เช่น งานประมูลท่อก๊าซเส้นที่ 4 (ส่วนที่ 2) ของ บมจ. ปตท.
มูลค่า 140 ล้านบาท ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมีงานในมือ (Backlog) ประมาณ 300 ล้านบาท ซึ่งจะ
ทยอยรับรู้ในครึ่งปีหลังประมาณ 100 ล้านบาท โดยคาดว่าแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส
3/53 และช่วงที่เหลือของปีจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบจากไตรมาส 2/53 ที่มีกำไร 7
ล้านบาท และคาดปี 2554 รายได้ของบริษัทจะเติบโต 20% จากปีนี้ (ที่มา: ข่าวหุ้น 29 ก.ย. 53)
ความเห็น: เรามีมุมมองต่อธุรกิจบริการทดสอบและตรวจสอบทางวิศวกรรมเช่นเดียว
กันกับที่ทางผู้บิรหาร QLT คาดการณ์ คาดว่าธุรกิจบริการทดสอบและตรวจสอบใกล้ผ่านพ้นจุดต่ำ
สุด หลังจากภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ช่วงปลายปี 52 จนถึงปัจจุบันทำให้ภาคอุตสาหกรรม
กลับมาลงทุนเพิ่มขึ้นส่งผลให้ความต้องการบริการทดสอบทางวิศวกรรมในประเทศไทยเริ่มฟื้น
ตัว นอกจากนี้ ประเด็นมาบตาพุดเริ่มมีความคลี่คลายทำให้เราคาดว่าความต้องการงานบริการ
ทดสอบทางวิศวกรรมจะฟื้นตัวต่อเนื่องในปี 2554 ทำให้หุ้น QLT เริ่มกลับมามีความน่าสนใจอีก
ครั้ง อย่างไรก็ตาม QLT ยังมีความเสี่ยงจากการตั้งสำรองเกี่ยวกับพนักงานตามเกณฑ์มาตรฐาน
การบัญชีใหม่ในปี 2554 ในเบื้องต้นเราจึงยังแนะนำ “ถือ” โดยให้ราคาเหมาะสมปี 53 และ 54
เท่ากับ 6.28 และ 7.30 บาท ตามลำดับ
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 9:33:18
บล.ธนชาต : QH แนะนำเต็มมูลค่า ราคาเป้าหมายที่ 2.60 บาท
ยอด presales โครงการประเภท low-rise และ high rise ของ QH
อ่อนแอในช่วง 3Q10 ขณะที่ราคาหุ้นของบริษัทฯ outperformed SET และกลุ่มฯ
และถึงระดับราคาเป้าหมายของเราแล้ว เราเชื่อว่า QH เต็มมูลค่าแล้วใน
ปัจจุบัน ขณะที่เราเห็น upside และการเติบโตที่แข็งแกร่งของ LPN และ PS
แบรนด์ใหม่ไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร
QH เปิดตัวโครงการระดับ mid-to-low end ภายใต้แบรนด์ “เดอะ ทรัสต์”
เป็นครั้งแรกในช่วง 3Q10 โดยสองโครงการที่เปิดตัวมียอด presales ที่ต่ำ
ที่ 13% สำหรับโครงการ เดอะ ทรัสต์ ทาวน์ ราชพฤกษ์ - รัตนาธิเบศร์
(ทาวน์เฮ้าส์) และ 15% สำหรับโครงการ เดอะ ทรัสต์ เรสซิเด้นซ์ ปิ่นเกล้า
(คอนโดมิเนียม) ซึ่งเรามองว่าเป็นระดับที่ต่ำกว่าคาด QH มีแผนที่จะ
เปิดตัวโครงการ 7 โครงการภายใต้แบรนด์ “เดอะ ทรัสต์” มูลค่า 8.6 พัน
ลบ. ในช่วง 2H10 (31% ของโครงการที่เปิดตัวใหม่ในปี 2010) และบริษัทฯ
คาดหวังว่าจะเป็นหนึ่งปัจจัยหลักผลักดันรายได้ในปีหน้า
มีอัตราการจองคอนโดต่ำกว่าระดับเฉลี่ย
นับจากต้นปีคอนโดมิเนียมเป็นที่อยู่อาศัยที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
แต่ QH ไม่ประสบความสำเร็จในการบุกตลาดที่มีความต้องการที่แข็งแกร่งนี้
โครงการคอนโดระดับ super high-end “คิว หลังสวน” ของบริษัทฯ ที่เปิด
soft launch ในเดือนเม.ย. ขายได้เพียง 14% ขณะที่โครงการคอนโดระดับ
mid-end “คาซ่า” ท่าพระ ตั้งแต่เปิดตัวในเดือนก.ค. ขายได้ 30% และ
โครงการ low-end “เดอะ ทรัสต์ เรสซิเด้นซ์” ปิ่นเกล้า เปิดขาย 18 ก.ย.
ขายได้ 15% ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำ เนื่องจากโดยเฉลี่ยแล้วอัตราการ
จองสำหรับโครงการคอนโดเปิดใหม่อยู่ที่ 51% สำหรับเดือนแรกของการ
เปิดตัว ขณะที่โครงการระดับ low-end มีอัตราการจองสูงถึง 61%
บริษัทคาดหวังยอด presales ช่วง 4Q10 จะแข็งแกร่ง
จากการพูดคุยกับ QH บริษัทฯ หวังว่ายอด presales จะฟื้นตัวในช่วง
4Q10 และยังคงเป้ารายได้สำหรับที่อยู่อาศัยประเภท low-rise ที่ 11 พัน
ลบ. สำหรับปีนี้ไว้เหมือนเดิม ซึ่งหมายความว่าในช่วง 4Q10 จะต้องมียอด
presales ของโครงการประเภท low-rise แข็งแกร่งอย่างมากที่กว่า 4 พัน
ลบ. Vs 2.3 พันลบ. ต่อไตรมาส ในช่วง 1Q-3Q10 ถึงแม้ว่า QH จะเปิดตัว
โครงการ 8 โครงการในช่วง 4Q10 (29% ของปี 2010F) แต่ 53% ของ
มูลค่าจะมาจากโครงการคอนโด ดังนั้นเราจึงคาดว่ายอด presales งวด
4Q10 น่าจะอยู่ในระดับที่สูงที่สุดในปีนี้ แต่อย่างไรก็ตาม เราคาดยอด
presales โครงการประเภท low-rise ที่จำนวน 3 พันลบ. ใน 4Q10 หรือต่ำ
กว่าเป้าหมายทั้งปีของบริษัท 11%
ไม่มี upside อีกต่อไป ชอบ LPN และ PS มากกว่า
ราคาหุ้น QH outperformed SET และกลุ่มฯ ในช่วงเดือนที่ผ่านมา
และปัจจุบันราคาหุ้นแตะระดับราคาเป้าหมายของเราที่ 2.60 บาท/หุ้นแล้ว เรา
มองว่า QH เต็มมูลค่าแล้วที่ระดับ PE ที่ 10.7 เท่าในปี 2011F ขณะที่ LPN
และ PS ยังคงมี upside เนื่องจากทั้งสองบริษัทมีอัตราการเติบโตของกำไร
ที่แข็งแกร่งกว่าที่ 28-32% ในปี 2011F และซื้อขายที่ระดับ PE ที่ถูกกว่าที่
7.8 เท่า และ 10.0 เท่า ตามลำดับ นอกจากจะมีโมเมนตัมของยอด
presales ที่แข็งแกร่งแล้ว ยอด presales ของทั้งสองบริษัทฯ ยังมีความ
เป็นไปได้ที่จะมีจำนวนมากกว่าเป้าหมายที่วางไว้สำหรับปีนี้อีกด้วย
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 9:10:56
อ่อนแอในช่วง 3Q10 ขณะที่ราคาหุ้นของบริษัทฯ outperformed SET และกลุ่มฯ
และถึงระดับราคาเป้าหมายของเราแล้ว เราเชื่อว่า QH เต็มมูลค่าแล้วใน
ปัจจุบัน ขณะที่เราเห็น upside และการเติบโตที่แข็งแกร่งของ LPN และ PS
แบรนด์ใหม่ไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร
QH เปิดตัวโครงการระดับ mid-to-low end ภายใต้แบรนด์ “เดอะ ทรัสต์”
เป็นครั้งแรกในช่วง 3Q10 โดยสองโครงการที่เปิดตัวมียอด presales ที่ต่ำ
ที่ 13% สำหรับโครงการ เดอะ ทรัสต์ ทาวน์ ราชพฤกษ์ - รัตนาธิเบศร์
(ทาวน์เฮ้าส์) และ 15% สำหรับโครงการ เดอะ ทรัสต์ เรสซิเด้นซ์ ปิ่นเกล้า
(คอนโดมิเนียม) ซึ่งเรามองว่าเป็นระดับที่ต่ำกว่าคาด QH มีแผนที่จะ
เปิดตัวโครงการ 7 โครงการภายใต้แบรนด์ “เดอะ ทรัสต์” มูลค่า 8.6 พัน
ลบ. ในช่วง 2H10 (31% ของโครงการที่เปิดตัวใหม่ในปี 2010) และบริษัทฯ
คาดหวังว่าจะเป็นหนึ่งปัจจัยหลักผลักดันรายได้ในปีหน้า
มีอัตราการจองคอนโดต่ำกว่าระดับเฉลี่ย
นับจากต้นปีคอนโดมิเนียมเป็นที่อยู่อาศัยที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
แต่ QH ไม่ประสบความสำเร็จในการบุกตลาดที่มีความต้องการที่แข็งแกร่งนี้
โครงการคอนโดระดับ super high-end “คิว หลังสวน” ของบริษัทฯ ที่เปิด
soft launch ในเดือนเม.ย. ขายได้เพียง 14% ขณะที่โครงการคอนโดระดับ
mid-end “คาซ่า” ท่าพระ ตั้งแต่เปิดตัวในเดือนก.ค. ขายได้ 30% และ
โครงการ low-end “เดอะ ทรัสต์ เรสซิเด้นซ์” ปิ่นเกล้า เปิดขาย 18 ก.ย.
ขายได้ 15% ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำ เนื่องจากโดยเฉลี่ยแล้วอัตราการ
จองสำหรับโครงการคอนโดเปิดใหม่อยู่ที่ 51% สำหรับเดือนแรกของการ
เปิดตัว ขณะที่โครงการระดับ low-end มีอัตราการจองสูงถึง 61%
บริษัทคาดหวังยอด presales ช่วง 4Q10 จะแข็งแกร่ง
จากการพูดคุยกับ QH บริษัทฯ หวังว่ายอด presales จะฟื้นตัวในช่วง
4Q10 และยังคงเป้ารายได้สำหรับที่อยู่อาศัยประเภท low-rise ที่ 11 พัน
ลบ. สำหรับปีนี้ไว้เหมือนเดิม ซึ่งหมายความว่าในช่วง 4Q10 จะต้องมียอด
presales ของโครงการประเภท low-rise แข็งแกร่งอย่างมากที่กว่า 4 พัน
ลบ. Vs 2.3 พันลบ. ต่อไตรมาส ในช่วง 1Q-3Q10 ถึงแม้ว่า QH จะเปิดตัว
โครงการ 8 โครงการในช่วง 4Q10 (29% ของปี 2010F) แต่ 53% ของ
มูลค่าจะมาจากโครงการคอนโด ดังนั้นเราจึงคาดว่ายอด presales งวด
4Q10 น่าจะอยู่ในระดับที่สูงที่สุดในปีนี้ แต่อย่างไรก็ตาม เราคาดยอด
presales โครงการประเภท low-rise ที่จำนวน 3 พันลบ. ใน 4Q10 หรือต่ำ
กว่าเป้าหมายทั้งปีของบริษัท 11%
ไม่มี upside อีกต่อไป ชอบ LPN และ PS มากกว่า
ราคาหุ้น QH outperformed SET และกลุ่มฯ ในช่วงเดือนที่ผ่านมา
และปัจจุบันราคาหุ้นแตะระดับราคาเป้าหมายของเราที่ 2.60 บาท/หุ้นแล้ว เรา
มองว่า QH เต็มมูลค่าแล้วที่ระดับ PE ที่ 10.7 เท่าในปี 2011F ขณะที่ LPN
และ PS ยังคงมี upside เนื่องจากทั้งสองบริษัทมีอัตราการเติบโตของกำไร
ที่แข็งแกร่งกว่าที่ 28-32% ในปี 2011F และซื้อขายที่ระดับ PE ที่ถูกกว่าที่
7.8 เท่า และ 10.0 เท่า ตามลำดับ นอกจากจะมีโมเมนตัมของยอด
presales ที่แข็งแกร่งแล้ว ยอด presales ของทั้งสองบริษัทฯ ยังมีความ
เป็นไปได้ที่จะมีจำนวนมากกว่าเป้าหมายที่วางไว้สำหรับปีนี้อีกด้วย
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 9:10:56
บล.กิมเอ็ง : PTTAR แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 31.50 บาท
Spread margin ของพาราไซลีนพุ่งขึ้นมาอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 14 เดือน เป็นบวกกับผล
ประกอบการไตรมาส 4/53
เราแนะนำ ซื้อ PTTAR โดยมีราคาเป้าหมาย 31.50 บาท โดยเราเห็นว่าราคาหุ้นยัง
ไม่สะท้อนราคาพาราไซลีนที่ปรับตัวสูงขึ้นมาจนทำให้ spread margin ของพาราไซลีนพุ่งกลับ
มาอยู่ที่ 388 เหรียญ/ตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 14 เดือน (ราคา PTTAR สูงสุด 30 บาทใน
รอบ 14 เดือน) นอกจากนั้นแล้วราคาหุ้นยังคง laggard หุ้นในกลุ่มพลังงานอยู่มากโดยปรับขึ้น
เพียง 5% ในขณะที่กลุ่มพลังงานปรับขึ้น 14% ในปีนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ผลประกอบการ
ไตรมาส 2/53 ออกมาขาดทุน แต่เราเชื่อว่าผลประกอบการได้ผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาสนั้นไปแล้ว
ราคายังไม่สะท้อน spread margin ที่พุ่งขึ้นเป็นโอกาสซื้อที่ดี
ราคาพาราไซลีน (bloomberg) ล่าสุดปรับตัวสูงขึ้น 6% wow (18% mom) เป็น 1,070
เหรียญ/ตัน จากความต้องการที่แข็งแกร่งของผลิตภัณฑ์ PTA และ supply ที่ตึงตัว ในขณะที่
ราคาวัตถุดิบปรับลดลง 1% wow ส่งผลให้ spread margin ของพาราไซลีน (Px - naphtha)
ปรับตัวเพิ่มขึ้นมา 20% wow (+64% mom) เป็น 388 เหรียญ/ตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ
14 เดือนนับตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม 2552 ในขณะที่ราคาเบนซีนในสัปดาห์ที่ผ่านมามีราคา
ทรงตัวที่ 870 เหรียญ/ตัน (+6% mom) แต่ spread margin ปรับเพิ่มขึ้น 2% wow (+23%
mom) เป็น 188 เหรียญ/ตัน เราคาดว่าราคาพาราไซลีนและ spread margin มีโอกาสฟื้นตัวต่อ
ในไตรมาส 4/53 ตามความต้องการที่แข็งแกร่งในช่วงนี้ บวกกับ supply ใหม่จาก Urumqi (ซา
อุดิอาระเบีย) กำลังการผลิต 1 ล้านตันที่เลื่อนออกไปจากไตรมาส 3 ปีนี้เป็นไตรมาส 3/54 ก็จะ
ช่วยหนุน spread margin ให้ฟื้นตัวได้แข็งแกร่งในไตรมาส 4/53 นอกจากนั้นแล้วราคาฝ้าย
(cotton) ที่ปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 15 ปีก็ช่วยหนุนให้ราคา polyester ปรับเพิ่มขึ้นส่งผลบวกไป
ถึงราคาพาราไซลีนด้วย เราเห็นว่าราคาราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นเพียง 10% ยังไม่สะท้อนราคาพาราไซลี
นที่พุ่งขึ้น 18% และ spread margin ที่เพิ่มขึ้น 64% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาเป็นโอกาสใน
การซื้อที่ดี
แนวโน้มกำไรไตรมาส 3/53 จะไม่ขาดทุนและดีขึ้นกว่าไตรมาสก่อนมาก
เราประเมินในเบื้องต้นว่าผลการดำเนินงานปกติไตรมาส 3/53 จะฟื้นตัวดีขึ้นจาก
ไตรมาสก่อนที่มีผลขาดทุน 516 ล้านบาท หรือ 0.17 บาท/หุ้น จากปริมาณการจำหน่ายผลิตภัณฑ์
อะโรเมติกส์ที่กลับมาเป็นปกติหลัง AR2 กลับมาเดินเครื่องปกติหลังหยุดซ่อมบำรุงไป 30 วันใน
ไตรมาส 2/53, ค่าการกลั่นสิงคโปร์ที่ฟื้นตัวดีขึ้นเป็นเฉลี่ย 4.20 เหรียญ/บาร์เรลดีขึ้นจาก 4.1
เหรียญ/บาร์เรลในไตรมาสก่อน, การกลับรายการผลขาดทุนจาก LCM จำนวน 1,034 ล้านบาท
และผลกระทบจากสต๊อกน้ำมันที่คาดว่าจะมีไม่มากหลังจากราคาน้ำมันดิบปัจจุบัน อยู่ที่ 76
เหรียญ/บาร์เรลใกล้เคียงกับราคาปิดในไตรมาสก่อน แม้ spread margin ของอะโรเมติกส์ที่
ชะลอตัวลงจะฉุดผลประกอบการไปบ้างก็ตาม โดย spread margin ของพาราไซลีนเฉลี่ย
ไตรมาส 3/53 ถึงปัจจุบันลดลง 19% qoq เป็น 262 เหรียญ/ตัน และ spread margin ของ
เบนซีนก็ลดลง 31% qoq เป็น 166 เหรียญ/ตัน โดยเป็นผลมาจากโรงงานต่างๆ ที่ทยอยหยุด
ซ่อมบำรุงไปในไตรมาส 2 ได้กลับมาเดินเครื่องอีกครั้งทำให้ supply กลับเข้ามาในตลาดมาก
อย่างไรก็ตามเราคาดว่าบริษัทจะมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 1 พันล้านบาท จากค่าเงิน
บาทที่แข็งค่าขึ้นมากมาช่วยหนุนผลกำไรไตรมาสนี้ เบื้องต้นเราประเมินผลกำไรไตรมาสนี้จะมี
กำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 1.2 พันล้านบาท
ราคาหุ้นยัง laggard หุ้นในกลุ่มมาก แนะนำ ซื้อ ด้วยราคาเป้าหมาย 31.50 บาท
ราคา หุ้นปรับตัวช้ากว่ากลุ่มพลังงานและตลาดฯ (laggard) มากโดยปรับตัวเพิ่มขึ้นในปี
นี้เพียง 5% ในขณะที่กลุ่มพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้น 14% และตลาดฯ ปรับเพิ่มขึ้น 31% เราเชื่อ
ว่าราคาหุ้นปัจจุบันยังไม่สะท้อนกับแนวโน้มอันสดใสในไตรมาส 4/53 ตามราคาอะโรเมติกส์และ
spread margin ที่พุ่งขึ้นมาในช่วงนี้ ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายอยู่ที่ PER ปี 2554 เพียง 9.1
เท่า (เทียบกับกลุ่มพลังงานที่ PER 13 เท่าและตลาดฯ ที่ PER 14.9 เท่า), อัตราเงินปันผล
ตอบแทน 3% และมี upside อยู่ 21% จากราคาที่เหมาะสมของเราที่ 31.50 บาท เราคงคำ
แนะนำ ซื้อ สำหรับ PTTAR
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 8:54:25
ประกอบการไตรมาส 4/53
เราแนะนำ ซื้อ PTTAR โดยมีราคาเป้าหมาย 31.50 บาท โดยเราเห็นว่าราคาหุ้นยัง
ไม่สะท้อนราคาพาราไซลีนที่ปรับตัวสูงขึ้นมาจนทำให้ spread margin ของพาราไซลีนพุ่งกลับ
มาอยู่ที่ 388 เหรียญ/ตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 14 เดือน (ราคา PTTAR สูงสุด 30 บาทใน
รอบ 14 เดือน) นอกจากนั้นแล้วราคาหุ้นยังคง laggard หุ้นในกลุ่มพลังงานอยู่มากโดยปรับขึ้น
เพียง 5% ในขณะที่กลุ่มพลังงานปรับขึ้น 14% ในปีนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ผลประกอบการ
ไตรมาส 2/53 ออกมาขาดทุน แต่เราเชื่อว่าผลประกอบการได้ผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาสนั้นไปแล้ว
ราคายังไม่สะท้อน spread margin ที่พุ่งขึ้นเป็นโอกาสซื้อที่ดี
ราคาพาราไซลีน (bloomberg) ล่าสุดปรับตัวสูงขึ้น 6% wow (18% mom) เป็น 1,070
เหรียญ/ตัน จากความต้องการที่แข็งแกร่งของผลิตภัณฑ์ PTA และ supply ที่ตึงตัว ในขณะที่
ราคาวัตถุดิบปรับลดลง 1% wow ส่งผลให้ spread margin ของพาราไซลีน (Px - naphtha)
ปรับตัวเพิ่มขึ้นมา 20% wow (+64% mom) เป็น 388 เหรียญ/ตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ
14 เดือนนับตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม 2552 ในขณะที่ราคาเบนซีนในสัปดาห์ที่ผ่านมามีราคา
ทรงตัวที่ 870 เหรียญ/ตัน (+6% mom) แต่ spread margin ปรับเพิ่มขึ้น 2% wow (+23%
mom) เป็น 188 เหรียญ/ตัน เราคาดว่าราคาพาราไซลีนและ spread margin มีโอกาสฟื้นตัวต่อ
ในไตรมาส 4/53 ตามความต้องการที่แข็งแกร่งในช่วงนี้ บวกกับ supply ใหม่จาก Urumqi (ซา
อุดิอาระเบีย) กำลังการผลิต 1 ล้านตันที่เลื่อนออกไปจากไตรมาส 3 ปีนี้เป็นไตรมาส 3/54 ก็จะ
ช่วยหนุน spread margin ให้ฟื้นตัวได้แข็งแกร่งในไตรมาส 4/53 นอกจากนั้นแล้วราคาฝ้าย
(cotton) ที่ปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 15 ปีก็ช่วยหนุนให้ราคา polyester ปรับเพิ่มขึ้นส่งผลบวกไป
ถึงราคาพาราไซลีนด้วย เราเห็นว่าราคาราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นเพียง 10% ยังไม่สะท้อนราคาพาราไซลี
นที่พุ่งขึ้น 18% และ spread margin ที่เพิ่มขึ้น 64% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาเป็นโอกาสใน
การซื้อที่ดี
แนวโน้มกำไรไตรมาส 3/53 จะไม่ขาดทุนและดีขึ้นกว่าไตรมาสก่อนมาก
เราประเมินในเบื้องต้นว่าผลการดำเนินงานปกติไตรมาส 3/53 จะฟื้นตัวดีขึ้นจาก
ไตรมาสก่อนที่มีผลขาดทุน 516 ล้านบาท หรือ 0.17 บาท/หุ้น จากปริมาณการจำหน่ายผลิตภัณฑ์
อะโรเมติกส์ที่กลับมาเป็นปกติหลัง AR2 กลับมาเดินเครื่องปกติหลังหยุดซ่อมบำรุงไป 30 วันใน
ไตรมาส 2/53, ค่าการกลั่นสิงคโปร์ที่ฟื้นตัวดีขึ้นเป็นเฉลี่ย 4.20 เหรียญ/บาร์เรลดีขึ้นจาก 4.1
เหรียญ/บาร์เรลในไตรมาสก่อน, การกลับรายการผลขาดทุนจาก LCM จำนวน 1,034 ล้านบาท
และผลกระทบจากสต๊อกน้ำมันที่คาดว่าจะมีไม่มากหลังจากราคาน้ำมันดิบปัจจุบัน อยู่ที่ 76
เหรียญ/บาร์เรลใกล้เคียงกับราคาปิดในไตรมาสก่อน แม้ spread margin ของอะโรเมติกส์ที่
ชะลอตัวลงจะฉุดผลประกอบการไปบ้างก็ตาม โดย spread margin ของพาราไซลีนเฉลี่ย
ไตรมาส 3/53 ถึงปัจจุบันลดลง 19% qoq เป็น 262 เหรียญ/ตัน และ spread margin ของ
เบนซีนก็ลดลง 31% qoq เป็น 166 เหรียญ/ตัน โดยเป็นผลมาจากโรงงานต่างๆ ที่ทยอยหยุด
ซ่อมบำรุงไปในไตรมาส 2 ได้กลับมาเดินเครื่องอีกครั้งทำให้ supply กลับเข้ามาในตลาดมาก
อย่างไรก็ตามเราคาดว่าบริษัทจะมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 1 พันล้านบาท จากค่าเงิน
บาทที่แข็งค่าขึ้นมากมาช่วยหนุนผลกำไรไตรมาสนี้ เบื้องต้นเราประเมินผลกำไรไตรมาสนี้จะมี
กำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 1.2 พันล้านบาท
ราคาหุ้นยัง laggard หุ้นในกลุ่มมาก แนะนำ ซื้อ ด้วยราคาเป้าหมาย 31.50 บาท
ราคา หุ้นปรับตัวช้ากว่ากลุ่มพลังงานและตลาดฯ (laggard) มากโดยปรับตัวเพิ่มขึ้นในปี
นี้เพียง 5% ในขณะที่กลุ่มพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้น 14% และตลาดฯ ปรับเพิ่มขึ้น 31% เราเชื่อ
ว่าราคาหุ้นปัจจุบันยังไม่สะท้อนกับแนวโน้มอันสดใสในไตรมาส 4/53 ตามราคาอะโรเมติกส์และ
spread margin ที่พุ่งขึ้นมาในช่วงนี้ ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายอยู่ที่ PER ปี 2554 เพียง 9.1
เท่า (เทียบกับกลุ่มพลังงานที่ PER 13 เท่าและตลาดฯ ที่ PER 14.9 เท่า), อัตราเงินปันผล
ตอบแทน 3% และมี upside อยู่ 21% จากราคาที่เหมาะสมของเราที่ 31.50 บาท เราคงคำ
แนะนำ ซื้อ สำหรับ PTTAR
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 8:54:25
บล.กิมเอ็ง : SCC แนะนำซื้อ ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 380 บาท
ปรับราคาขายปูนขึ้นเป็นครั้งที่สามรอบเดือนครึ่งอีก 50 บาท รวมปรับขึ้น 150-350 บาท/ตัน
ปรับราคาเหมาะสมปีหน้าขึ้นเป็น 380 บาท
ปรับราคาขายปูนขึ้นเป็นครั้งที่สามรอบเดือนครึ่งอีก 50 บาท รวมปรับขึ้น 150-350
บาท/ตัน และ สถานการณ์ขาลงในวัฏจักรปิโตรเคมีไม่ได้เลวร้ายตามที่กังวลก่อนหน้านี้ โดย
สเปรดในธุรกิจปิโตรเคมีเดือน ก.ย. ได้ปรับดีขึ้นมาก เรามองแนวโน้มราคาหุ้น SCC จะเข้าสู่
วัฏจักรขาขึ้นรอบใหญ่ในช่วงปี 2554 – 2556 จากเป็นช่วงที่เก็บเกี่ยวผลลงทุนสูงในอดีต ซึ่งจะ
ทำให้กำไรของ SCC พุ่งขึ้นเป็น 40,000-50,000 ล้านบาท ในช่วงปี 2555-2556 คงคำ
แนะนำ ซื้อ ปรับราคาเหมาะสมขึ้นเป็น 380 บาท
กลาง ส.ค. ถึงปลาย ก.ย. ปรับราคาปูนซิเมนต์ขึ้น 150-350 บาท/ตัน
บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ได้ปรับขึ้นราคาปูนซิเมนต์ชนิดถุงเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2553
ขึ้นประมาณ 50 บาท/ตัน ทั้ง ตราเสือ และ ตราช้าง หลังจากที่ในช่วงกลางเดือน ส.ค. 2553 ถึง
ต้นเดือน ก.ย. 2553 ได้ปรับขึ้นมาแล้วสองครั้ง ดังนั้นรวมแล้วในช่วง กลางเดือน ส.ค. ถึง ปลาย
ก.ย. ราคาปูนซีเมนต์ตราเสือปรับขึ้น 150 บาทต่อตัน ราคาปูนซีเมนต์ตราช้างปรับขึ้น 350 บาท
ต่อตัน (ดูรายละเอียดตาราง 1) โดย SCC มีปริมาณขายปูนซีเมนต์ในประเทศประมาณ 10 ล้าน
ตัน ดังนั้น ถ้าคิดแบบคร่าวๆ ทุก 100 บาท ที่ปรับขึ้นจะช่วยให้ EBITDA ดีขึ้น ประมาณ 1,000
ล้านบาท โดยในปี 2552 ธุรกิจปูนซีเมนต์มี EBITDA เท่ากับ 11,272 ล้านบาท
ขาลงในธุรกิจปิโตรเคมีไม่ได้เลวร้าย สเปรดในธุรกิจปิโตรเคมีเดือนก.ย.ปรับตัวดีขึ้น
กำลังการผลิตใหม่ของโลกที่เข้ามาในปีนี้ 11 ล้านตัน ได้ทำให้สถานการณ์ PE –
Naphtha ทรุดลงไปต่ำสุดที่ 373 เหรียญ/ตัน ในช่วงปลายเดือน ก.ค. 2553 ที่ผ่านมา
เทียบกับเฉลี่ยไตรมาสสองมีสเปรดเท่ากับ 502 เหรียญ/ตัน ในเดือน ก.ย. ได้ปรับตัวขึ้นเป็น
483-484 เหรียญ/ตัน ติดต่อกันมาสามสัปดาห์ สะท้อนแนวโน้มขาลงในธุรกิจปิโตรเคมีไม่ได้เลว
ร้ายตามที่กังวลก่อนหน้านี้ ดังนั้น แนวโน้มกำไรธุรกิจปิโตรเคมีในไตรมาสสี่จะปรับตัวดีขึ้นเมื่อ
เทียบกับไตรมาส สาม รวมถึงแรงหนุนจากราคาปูนซีเมนต์ที่ปรับขึ้น จะผลักดันกำไรของ SCC
ในไตรมาสสี่ปรับตัวดีขึ้น เมื่อเทียบกับไตรมาสสาม
เข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นรอบใหญ่ปี 2554-2556 กำไรจะทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 4-5 หมื่นล้านบาท
เรามองแนวโน้มราคาหุ้น SCC จะเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นรอบใหญ่ในช่วงปี 2554 – 2556
ดังเช่น ที่เกิดขึ้นในอดีต คือ 1.) ช่วงปี 2530-2538 หรือ ยุดทองของเศรษฐกิจไทย กำไรของ
SCC ผลักดันโดยธุรกิจปูนซีเมนต์ และขึ้นไปสูงสุดเมื่อปี 2539 เท่ากับ 6,788 ล้านบาท ราคา
หุ้นสูงสุดบริเวณ 154 บาท ในปี 2538 และ 2.) ช่วงปี 2544 – 2549 กำไรของ SCC ถูกผลัก
ดันโดยธุรกิจปิโตรเคมี และ ขึ้นไปสูงสุด 33,707 ล้านบาท ในปี 2547 ราคาหุ้นพุ่งขึ้นมาสูงสุดที่
บริเวณ 250-280 บาท ดังนั้น ในปี 2554 - 2556 จะเป็นช่วงที่เก็บเกี่ยวผลลงทุนสูงในอดีตถึง
1.55 แสนล้านบาท ทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว ซึ่งจะทำให้กำไรของ SCC พุ่งขึ้น
เป็น 40,000-50,000 ล้านบาท ในช่วงปี 2555-2556 (ดูตารางกราฟที่ 2 ประกอบ) ดังนั้น เมื่อ
คำนึงถึง ศักยภาพดังกล่าว และ ในช่วงที่ดีหุ้น SCC จะซื้อขาย PE ประมาณ 13-15 เท่า ดังนั้น
เราปรับเป้าหมายเป็น 380 บาท บนฐาน P/E ปี 2554 เท่ากับ 14 เท่า จาก 350 บาท และ เรา
คงคำแนะนำ ซื้อ
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 8:48:39
ปรับราคาเหมาะสมปีหน้าขึ้นเป็น 380 บาท
ปรับราคาขายปูนขึ้นเป็นครั้งที่สามรอบเดือนครึ่งอีก 50 บาท รวมปรับขึ้น 150-350
บาท/ตัน และ สถานการณ์ขาลงในวัฏจักรปิโตรเคมีไม่ได้เลวร้ายตามที่กังวลก่อนหน้านี้ โดย
สเปรดในธุรกิจปิโตรเคมีเดือน ก.ย. ได้ปรับดีขึ้นมาก เรามองแนวโน้มราคาหุ้น SCC จะเข้าสู่
วัฏจักรขาขึ้นรอบใหญ่ในช่วงปี 2554 – 2556 จากเป็นช่วงที่เก็บเกี่ยวผลลงทุนสูงในอดีต ซึ่งจะ
ทำให้กำไรของ SCC พุ่งขึ้นเป็น 40,000-50,000 ล้านบาท ในช่วงปี 2555-2556 คงคำ
แนะนำ ซื้อ ปรับราคาเหมาะสมขึ้นเป็น 380 บาท
กลาง ส.ค. ถึงปลาย ก.ย. ปรับราคาปูนซิเมนต์ขึ้น 150-350 บาท/ตัน
บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ได้ปรับขึ้นราคาปูนซิเมนต์ชนิดถุงเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2553
ขึ้นประมาณ 50 บาท/ตัน ทั้ง ตราเสือ และ ตราช้าง หลังจากที่ในช่วงกลางเดือน ส.ค. 2553 ถึง
ต้นเดือน ก.ย. 2553 ได้ปรับขึ้นมาแล้วสองครั้ง ดังนั้นรวมแล้วในช่วง กลางเดือน ส.ค. ถึง ปลาย
ก.ย. ราคาปูนซีเมนต์ตราเสือปรับขึ้น 150 บาทต่อตัน ราคาปูนซีเมนต์ตราช้างปรับขึ้น 350 บาท
ต่อตัน (ดูรายละเอียดตาราง 1) โดย SCC มีปริมาณขายปูนซีเมนต์ในประเทศประมาณ 10 ล้าน
ตัน ดังนั้น ถ้าคิดแบบคร่าวๆ ทุก 100 บาท ที่ปรับขึ้นจะช่วยให้ EBITDA ดีขึ้น ประมาณ 1,000
ล้านบาท โดยในปี 2552 ธุรกิจปูนซีเมนต์มี EBITDA เท่ากับ 11,272 ล้านบาท
ขาลงในธุรกิจปิโตรเคมีไม่ได้เลวร้าย สเปรดในธุรกิจปิโตรเคมีเดือนก.ย.ปรับตัวดีขึ้น
กำลังการผลิตใหม่ของโลกที่เข้ามาในปีนี้ 11 ล้านตัน ได้ทำให้สถานการณ์ PE –
Naphtha ทรุดลงไปต่ำสุดที่ 373 เหรียญ/ตัน ในช่วงปลายเดือน ก.ค. 2553 ที่ผ่านมา
เทียบกับเฉลี่ยไตรมาสสองมีสเปรดเท่ากับ 502 เหรียญ/ตัน ในเดือน ก.ย. ได้ปรับตัวขึ้นเป็น
483-484 เหรียญ/ตัน ติดต่อกันมาสามสัปดาห์ สะท้อนแนวโน้มขาลงในธุรกิจปิโตรเคมีไม่ได้เลว
ร้ายตามที่กังวลก่อนหน้านี้ ดังนั้น แนวโน้มกำไรธุรกิจปิโตรเคมีในไตรมาสสี่จะปรับตัวดีขึ้นเมื่อ
เทียบกับไตรมาส สาม รวมถึงแรงหนุนจากราคาปูนซีเมนต์ที่ปรับขึ้น จะผลักดันกำไรของ SCC
ในไตรมาสสี่ปรับตัวดีขึ้น เมื่อเทียบกับไตรมาสสาม
เข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นรอบใหญ่ปี 2554-2556 กำไรจะทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 4-5 หมื่นล้านบาท
เรามองแนวโน้มราคาหุ้น SCC จะเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นรอบใหญ่ในช่วงปี 2554 – 2556
ดังเช่น ที่เกิดขึ้นในอดีต คือ 1.) ช่วงปี 2530-2538 หรือ ยุดทองของเศรษฐกิจไทย กำไรของ
SCC ผลักดันโดยธุรกิจปูนซีเมนต์ และขึ้นไปสูงสุดเมื่อปี 2539 เท่ากับ 6,788 ล้านบาท ราคา
หุ้นสูงสุดบริเวณ 154 บาท ในปี 2538 และ 2.) ช่วงปี 2544 – 2549 กำไรของ SCC ถูกผลัก
ดันโดยธุรกิจปิโตรเคมี และ ขึ้นไปสูงสุด 33,707 ล้านบาท ในปี 2547 ราคาหุ้นพุ่งขึ้นมาสูงสุดที่
บริเวณ 250-280 บาท ดังนั้น ในปี 2554 - 2556 จะเป็นช่วงที่เก็บเกี่ยวผลลงทุนสูงในอดีตถึง
1.55 แสนล้านบาท ทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว ซึ่งจะทำให้กำไรของ SCC พุ่งขึ้น
เป็น 40,000-50,000 ล้านบาท ในช่วงปี 2555-2556 (ดูตารางกราฟที่ 2 ประกอบ) ดังนั้น เมื่อ
คำนึงถึง ศักยภาพดังกล่าว และ ในช่วงที่ดีหุ้น SCC จะซื้อขาย PE ประมาณ 13-15 เท่า ดังนั้น
เราปรับเป้าหมายเป็น 380 บาท บนฐาน P/E ปี 2554 เท่ากับ 14 เท่า จาก 350 บาท และ เรา
คงคำแนะนำ ซื้อ
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 8:48:39
บล.บัวหลวง : DTAC แนะนำ “ขาย” ราคาเป้าหมายที่ 39 บาท
ประเด็นการลงทุน: แม้ว่าเราคาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 3/53 จะออกมาแข็งแกร่ง แต่
เรายังคงแนะนำ “ขาย” สำหรับ DTAC ด้วยราคาเป้าหมายปี 2553 ที่ 39 บาท เนื่องจาก 1)
ราคาหุ้น ณ ปัจจุบันเทียบกับราคาเป้าหมายไม่น่าดึงดูดถ้าหากไม่มีอัพไซด์จากใบอนุญาต 3 จี
(DTAC มีอัพไซด์สูงที่สุดถ้าได้ใบอนุญาต 3 จี) 2) อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเพียงแค่ 6-
7% (แม้ว่าจะใช้สมมติฐานว่าปรับอัตราการจ่ายเงินปันผลไปเป็น 70% แล้วก็ตาม) ซึ่งก็ยังถือว่า
น้อยกว่า ADVANC ซึ่งให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 11-12% 3) เราคาดกำไรสุทธิ
ปี 2554-55 มีแนวโน้มลดลงเนื่องจากส่วนแบ่งรายได้ที่ต้องจ่ายให้กับกสท.เพิ่มขึ้น รวมถึงภาษี
จ่ายที่เพิ่มขึ้นด้วย 4) ยังคงมีอุปสรรคด้านกฎระเบียนในการเปิดให้บริการ 3 จี บนคลื่นความถี่
850 เมกะเฮิร์ซ
มีโอกาสปรับเพิ่มการจ่ายปันผล แต่คงยังไม่ใช่ในระยะเวลาอันใกล้: DTAC มี
เงื่อนไขของเงินกู้ยืมระยะยาว (ซึ่งล็อตสุดท้ายจะถึงกำหนดในปี 2558) และหุ้นกู้ ซึ่งจำกัดในเรื่อง
เพดานการจ่ายเงินปันผลสูงสุดที่ 50% การไถ่ถอนโดยจ่ายคืนเงินกู้ระยะยาวก่อนกำหนดอาจจะ
ต้องมีค่าปรับที่ค่อนข้างสูง เราเชื่อว่าบริษัทกำลังพิจารณาอยู่ว่าจะทำหรือไม่ แต่ถ้าหากว่าอัตรา
การจ่ายเงินปันผลปรับขึ้นเป็น 70% จริง เราคาดว่าอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลมีแนวโน้ม
ปรับเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ 5% ไปเป็น 6-7%
มีการบันทึกกำไรพิเศษ 2 รายการในไตรมาส 3/53: เราคาดกำไรสุทธิ 2.95 ล้าน
บาทสำหรับไตรมาส 3/53 หรือเพิ่มขึ้น 81% YoY และ 21% QoQ ในไตรมาสนี้มีการบันทึก
รายการพิเศษ 2 รายการได้แก่ 1) รายได้ไอซีสุทธิจำนวน 340 ล้านบาทซึ่ง DTAC รับจากฮัทช์มี
ผลย้อนหลังตั้งแต่เดือนธ.ค. 2552 จนถึงเดือนมิ.ย. 2553 และ 2) กำไรพิเศษจำนวน 150 ล้าน
บาทจากการขายตึก หากไม่รวมกำไรพิเศษข้างต้น กำไรหลักจะเพิ่มขึ้น 50% YoY และ 1%
QoQ
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 28/09/10 เวลา 12:10:31
เรายังคงแนะนำ “ขาย” สำหรับ DTAC ด้วยราคาเป้าหมายปี 2553 ที่ 39 บาท เนื่องจาก 1)
ราคาหุ้น ณ ปัจจุบันเทียบกับราคาเป้าหมายไม่น่าดึงดูดถ้าหากไม่มีอัพไซด์จากใบอนุญาต 3 จี
(DTAC มีอัพไซด์สูงที่สุดถ้าได้ใบอนุญาต 3 จี) 2) อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเพียงแค่ 6-
7% (แม้ว่าจะใช้สมมติฐานว่าปรับอัตราการจ่ายเงินปันผลไปเป็น 70% แล้วก็ตาม) ซึ่งก็ยังถือว่า
น้อยกว่า ADVANC ซึ่งให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 11-12% 3) เราคาดกำไรสุทธิ
ปี 2554-55 มีแนวโน้มลดลงเนื่องจากส่วนแบ่งรายได้ที่ต้องจ่ายให้กับกสท.เพิ่มขึ้น รวมถึงภาษี
จ่ายที่เพิ่มขึ้นด้วย 4) ยังคงมีอุปสรรคด้านกฎระเบียนในการเปิดให้บริการ 3 จี บนคลื่นความถี่
850 เมกะเฮิร์ซ
มีโอกาสปรับเพิ่มการจ่ายปันผล แต่คงยังไม่ใช่ในระยะเวลาอันใกล้: DTAC มี
เงื่อนไขของเงินกู้ยืมระยะยาว (ซึ่งล็อตสุดท้ายจะถึงกำหนดในปี 2558) และหุ้นกู้ ซึ่งจำกัดในเรื่อง
เพดานการจ่ายเงินปันผลสูงสุดที่ 50% การไถ่ถอนโดยจ่ายคืนเงินกู้ระยะยาวก่อนกำหนดอาจจะ
ต้องมีค่าปรับที่ค่อนข้างสูง เราเชื่อว่าบริษัทกำลังพิจารณาอยู่ว่าจะทำหรือไม่ แต่ถ้าหากว่าอัตรา
การจ่ายเงินปันผลปรับขึ้นเป็น 70% จริง เราคาดว่าอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลมีแนวโน้ม
ปรับเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ 5% ไปเป็น 6-7%
มีการบันทึกกำไรพิเศษ 2 รายการในไตรมาส 3/53: เราคาดกำไรสุทธิ 2.95 ล้าน
บาทสำหรับไตรมาส 3/53 หรือเพิ่มขึ้น 81% YoY และ 21% QoQ ในไตรมาสนี้มีการบันทึก
รายการพิเศษ 2 รายการได้แก่ 1) รายได้ไอซีสุทธิจำนวน 340 ล้านบาทซึ่ง DTAC รับจากฮัทช์มี
ผลย้อนหลังตั้งแต่เดือนธ.ค. 2552 จนถึงเดือนมิ.ย. 2553 และ 2) กำไรพิเศษจำนวน 150 ล้าน
บาทจากการขายตึก หากไม่รวมกำไรพิเศษข้างต้น กำไรหลักจะเพิ่มขึ้น 50% YoY และ 1%
QoQ
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 28/09/10 เวลา 12:10:31
บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : THAI แนะนำ 'ซื้อ' ราคาพื้นฐาน 47.25 บาท
• ตลาดฯประกาศให้หุ้นเพิ่มทุน THAI จำนวน 483.9 ล้านหุ้น เข้าซื้อขายใน
วันนี้ และเนื่องจากราคาหุ้นเพิ่มทุนต่ำเพียง 31.00 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาปิดวานนี้ถึง
21% จึงอาจเกิดแรงขายทำกำไรมาก จากฝั่งผู้ถือหุ้นเดิม และรายย่อยที่ได้รับการจัด
สรร แต่คาดว่าทางกระทรวงการคลังจะคงสัดส่วนการถือหุ้นใหญ่ไว้มากกว่า DBSV
เห็นว่าเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าซื้อเพื่อการลงทุนเมื่อราคาหุ้นปรับลง เพราะปัจจัยพื้น
ฐานดีขึ้นหลังจากได้เงินเพิ่มทุนแล้วนำไปใช้ประโยชน์ และภาวะธุรกิจกำลังอยู่ใน
ช่วงของการฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัดเจน
• ผลกระทบ คาดว่าแรงขายจากหุ้นเพิ่มทุนต้นทุนต่ำเป็นเพียงระยะสั้น
เพราะเราเห็นว่าข้อดีที่ THAI จะได้รับคือ จะช่วยลดความเสี่ยงทางด้านการเงิน และ
ผลักดันให้การบริหารงานมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ด้วยการซื้อเครื่องบินที่ใหม่ การ
ให้บริการจะยิ่งมีประสิทธิผล และแข่งขันกับคู่แข่งได้ดียิ่งขึ้น ส่วนผลกระทบในเรื่อง
dilution effect นั้น ถือว่าเล็กน้อย นั่นคือ หลังเพิ่มทุนเสร็จ เรายังคาดว่ากำไรสุทธิ
ก่อนรายการพิเศษ ปี 53 และ 54 เทียบ y-o-y ยังมีการเติบโตที่น่าประทับใจเป็น
36% และ 53% ตามลำดับ
• คงคำแนะนำ ซื้อ แนวโน้มผลการดำเนินงานสดใส เราคาดว่า Cabin
factor ใน 3Q53 น่าจะเพิ่มมาสู่ระดับ 75% เทียบกับ yo-y ที่ระดับ 74% แต่ดีขึ้นมาก
เทียบกับ 2Q53 ที่ระดับ 65% นอกจากนี้เราคาดว่าเมื่อมาถึง 4Q53 การดำเนินงานจะ
ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นไปอีก เพราะเข้าสู่ฤดูกาลที่การท่องเที่ยวคึกคักที่สุดในรอบปี
ราคาพื้นฐานกำหนดไว้ที่ 47.25 บาท ซึ่งประเมินด้วย P/BV ปี 54 ที่ใช้เป็น 1.1 เท่า
ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 7 ปี ราคาปิดมีส่วนเพิ่มได้อีก 20% เทียบกับราคาพื้นฐาน
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 28/09/10 เวลา 12:07:28
วันนี้ และเนื่องจากราคาหุ้นเพิ่มทุนต่ำเพียง 31.00 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาปิดวานนี้ถึง
21% จึงอาจเกิดแรงขายทำกำไรมาก จากฝั่งผู้ถือหุ้นเดิม และรายย่อยที่ได้รับการจัด
สรร แต่คาดว่าทางกระทรวงการคลังจะคงสัดส่วนการถือหุ้นใหญ่ไว้มากกว่า DBSV
เห็นว่าเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าซื้อเพื่อการลงทุนเมื่อราคาหุ้นปรับลง เพราะปัจจัยพื้น
ฐานดีขึ้นหลังจากได้เงินเพิ่มทุนแล้วนำไปใช้ประโยชน์ และภาวะธุรกิจกำลังอยู่ใน
ช่วงของการฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัดเจน
• ผลกระทบ คาดว่าแรงขายจากหุ้นเพิ่มทุนต้นทุนต่ำเป็นเพียงระยะสั้น
เพราะเราเห็นว่าข้อดีที่ THAI จะได้รับคือ จะช่วยลดความเสี่ยงทางด้านการเงิน และ
ผลักดันให้การบริหารงานมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ด้วยการซื้อเครื่องบินที่ใหม่ การ
ให้บริการจะยิ่งมีประสิทธิผล และแข่งขันกับคู่แข่งได้ดียิ่งขึ้น ส่วนผลกระทบในเรื่อง
dilution effect นั้น ถือว่าเล็กน้อย นั่นคือ หลังเพิ่มทุนเสร็จ เรายังคาดว่ากำไรสุทธิ
ก่อนรายการพิเศษ ปี 53 และ 54 เทียบ y-o-y ยังมีการเติบโตที่น่าประทับใจเป็น
36% และ 53% ตามลำดับ
• คงคำแนะนำ ซื้อ แนวโน้มผลการดำเนินงานสดใส เราคาดว่า Cabin
factor ใน 3Q53 น่าจะเพิ่มมาสู่ระดับ 75% เทียบกับ yo-y ที่ระดับ 74% แต่ดีขึ้นมาก
เทียบกับ 2Q53 ที่ระดับ 65% นอกจากนี้เราคาดว่าเมื่อมาถึง 4Q53 การดำเนินงานจะ
ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นไปอีก เพราะเข้าสู่ฤดูกาลที่การท่องเที่ยวคึกคักที่สุดในรอบปี
ราคาพื้นฐานกำหนดไว้ที่ 47.25 บาท ซึ่งประเมินด้วย P/BV ปี 54 ที่ใช้เป็น 1.1 เท่า
ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 7 ปี ราคาปิดมีส่วนเพิ่มได้อีก 20% เทียบกับราคาพื้นฐาน
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 28/09/10 เวลา 12:07:28
บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : MODERN แนะนำ 'ซื้อ' ราคาพื้นฐาน 59 บาท
• คาดยอดขาย 2H53 แข็งแกร่ง เพราะ 1) มีงานที่ส่งมอบล่าช้าใน 2Q53
เพราะปัญหาการเมืองรุนแรงเลื่อนมาส่งมอบใน 3Q-4Q53, 2) มีการจัดงาน Annual
Sales ซึ่งทำรายได้จากงานนี้ประมาณ 100+ ล้านบาทต่อปีมาอย่างต่อเนื่อง และ 3)
มีมูลค่างานในมือ (Backlog) สูงถึง 1 พันล้านบาท ซึ่งจะมีการส่งมอบใน 2H53-ปี 54
ทั้งนี้ยอดขายเฟอร์นิเจอร์ที่พักอาศัยในปี 53 มีการขยายตัวโดดเด่นมาก เพราะมีการ
ซื้อ & โอนที่พักอาศัยกันมาก ประกอบกับผู้ประกอบการมีการใช้เคมเปญ Fully
Furnish มากขึ้นด้วย ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ชุดครัวของ MODERN ได้รับการยอมรับและ
ความนิยมจากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์และผู้บริโภคสูงมาก คาดว่ามูลค่าชุดครัว
ที่จะส่งมอบใน 2H53 จะเป็น 2 เท่าของที่ส่งมอบไปใน 1H53 ปัจจุบัน MODERN มี
ส่วนแบ่งการตลาดของชุดครัวสูงถึง 25% โดยลูกค้าโครงการที่ซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่พัก
อาศัยหลักๆ ได้แก่ SIRI, AP, PF, LH, PRIN, SPALI, Narai Property, BLAND เป็น
ต้น
• คาดธุรกิจเฟอร์นิเจอร์สำนักงานจะขยายตัวดีขึ้นในปี 54 เนื่องจากการลง
ทุนภาครัฐและเอกชนที่ฟื้นตัวและเติบโตสูงในปี 53 ผลักดันให้อุปสงค์เฟอร์นิเจอร์
สำนักงานจะเพิ่มขึ้นตามมา ซึ่งบริษัทมีลูกค้าหลักที่ซื้อเฟอร์นิเจอร์หมวดนี้อยู่หลาย
ราย เช่น บริษัทในกลุ่ม PTT, ธนาคารไทยพาณิชย์, AIA, กองทุนบำเหน็จบำนาญข้า
ราชการ, มหาวิทยาลัย & โรงเรียน (สาธิตจุฬาฯ, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์), ธนาคาร
ทิสโก้, เนชั่นกรุ๊ป, โรงแรมดุสิตธานี, โรงพยาบาล เป็นต้น ปัจจุบัน MODERN มีส่วน
แบ่งการตลาดในธุรกิจเฟอร์นิเจอร์สำนักงานสูงถึง 30%
• ธุรกิจ Trading เป็นหนึ่งใน Key Growth ของ MODERN ปัจจุบันธุรกิจนี้
คิดเป็น 25% ของยอดขายรวม และบริษัทมีนโยบายที่จะขยายธุรกิจมากขึ้นเพื่อขยาย
ฐานรายได้, ฐานลูกค้า และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ทั้งนี้ใน 2H53 จะเปิดตัวสินค้าใหม่
2 รายการ คือ 1) พื้นไม้เอ็นจิเนียริ่ง (ด้านบนเป็นพื้นไม้จริงคุณภาพสูง 3 มม. ด้านล่าง
เป็นไม้จริงเบญจพรรณ) โดยตั้งเป้ายอดขาย 100 ล้านบาทใน 3 ปีข้างหน้า และ 2)
ร่วมกับเครือซีเมนต์ไทย (SCG) จำหน่ายแผ่นกันเสียงสะท้อนของซีเมนต์ ซึ่ง
MODERN จะเน้นทำการตลาดตบแต่ง ขณะที่ SCG ทำตลาดก่อสร้าง
• จะบันทึกกำไรจากการขายหุ้นในบริษัทร่วมก่อนภาษี 68.6 ล้านบาทใน
4Q53 บริษัทได้ตกลงขายหุ้นที่ถือ 30% (ราว 6 ล้านหุ้น) ในบริษัทอินเตอร์
เฟซโมเดอร์นฟอร์ม (IMC) ให้กับผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ อินเตอร์เฟซโอเวอร์ซีส์ โฮลดิ้งส์
อิงค์ ในราคาหุ้นละ 21.43 บาท และจะบันทึกกำไรจากการขายก่อนภาษี 68.6 ล้าน
บาทในเดือนพ.ย.53 ทั้งนี้ก่อนการขาย MODERN ได้รับเงินปันผลจาก IMC แล้ว
236.7 ล้านบาทในเดือนก.ค.53 ซึ่งส่วนนี้ไม่บันทึกผ่านงบกำไรขาดทุน โดยจะโอน
เข้าในส่วนของส่วนของผู้ถือหุ้นเลย และแม้ว่าบริษัทจะขายหุ้น IMC ทั้งหมดคืนให้
กับผู้ถือหุ้นใหญ่เพราะอินเตอร์เฟซฯ ตั้งโรงงานผลิตพรมแผ่นใหม่ที่ประเทศจีน แต่
MODERN ยังเป็นตัวแทนจำหน่ายพรมแผ่นรายเดียวของอินเตอร์เฟซฯ ไปอีก 5 ปี
(ต่ออายุได้เมื่อหมดสัญญารอบนี้)
• คาดการณ์กำไรสุทธิปี 53 เติบโตก้าวกระโดด 34%YoY เป็น 400 ล้าน
บาท โดยเป็นกำไรจากการดำเนินงานปกติ 331 ล้านบาท ซึ่งขยายตัว 10%YoY และ
มีกำไรจากการขายหุ้นในบริษัทร่วม 69 ล้านบาท สำหรับปี 54 คาดการณ์กำไรสุทธิ
จากการดำเนินงานปกติ 402 ล้านบาท ขยายตัว 21%YoY โดยหลักมาจากยอดขาย
ในธุรกิจเฟอร์นิเจอร์สำนักงานที่เติบโตเพิ่มขึ้นขณะที่ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ที่พักอาศัย
และ Trading ยังไปได้ดี
• ยังคงคำแนะนำซื้อ โดยปรับเพิ่มราคาตามพื้นฐานขึ้นเป็น 59 บาท (Sum-
of-parts) โดยขยับ P/E เป้าหมายของ MODERN ให้เป็นปี 54 และปรับมูลค่าตลาด
ของบริษัทร่วม คือ TPAC และ MFEC ซึ่งราคาเป้าหมายใหม่จะเทียบเท่ากับ
P/E ปี 54 ที่ 9.0 เท่า คาดการณ์ Dividend Yield ปี 53-54 ไว้ที่ 4.6 บาท/ปี (คิดจาก
จำนวนหุ้นเรียกชำระแล้วสุทธิจากการซื้อหุ้นคืน) หรือคิดเป็น Dividend Yield 9% ต่อ
ปี (จ่ายปีละ 2 ครั้ง)
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 28/09/10 เวลา 12:04:44
เพราะปัญหาการเมืองรุนแรงเลื่อนมาส่งมอบใน 3Q-4Q53, 2) มีการจัดงาน Annual
Sales ซึ่งทำรายได้จากงานนี้ประมาณ 100+ ล้านบาทต่อปีมาอย่างต่อเนื่อง และ 3)
มีมูลค่างานในมือ (Backlog) สูงถึง 1 พันล้านบาท ซึ่งจะมีการส่งมอบใน 2H53-ปี 54
ทั้งนี้ยอดขายเฟอร์นิเจอร์ที่พักอาศัยในปี 53 มีการขยายตัวโดดเด่นมาก เพราะมีการ
ซื้อ & โอนที่พักอาศัยกันมาก ประกอบกับผู้ประกอบการมีการใช้เคมเปญ Fully
Furnish มากขึ้นด้วย ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ชุดครัวของ MODERN ได้รับการยอมรับและ
ความนิยมจากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์และผู้บริโภคสูงมาก คาดว่ามูลค่าชุดครัว
ที่จะส่งมอบใน 2H53 จะเป็น 2 เท่าของที่ส่งมอบไปใน 1H53 ปัจจุบัน MODERN มี
ส่วนแบ่งการตลาดของชุดครัวสูงถึง 25% โดยลูกค้าโครงการที่ซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่พัก
อาศัยหลักๆ ได้แก่ SIRI, AP, PF, LH, PRIN, SPALI, Narai Property, BLAND เป็น
ต้น
• คาดธุรกิจเฟอร์นิเจอร์สำนักงานจะขยายตัวดีขึ้นในปี 54 เนื่องจากการลง
ทุนภาครัฐและเอกชนที่ฟื้นตัวและเติบโตสูงในปี 53 ผลักดันให้อุปสงค์เฟอร์นิเจอร์
สำนักงานจะเพิ่มขึ้นตามมา ซึ่งบริษัทมีลูกค้าหลักที่ซื้อเฟอร์นิเจอร์หมวดนี้อยู่หลาย
ราย เช่น บริษัทในกลุ่ม PTT, ธนาคารไทยพาณิชย์, AIA, กองทุนบำเหน็จบำนาญข้า
ราชการ, มหาวิทยาลัย & โรงเรียน (สาธิตจุฬาฯ, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์), ธนาคาร
ทิสโก้, เนชั่นกรุ๊ป, โรงแรมดุสิตธานี, โรงพยาบาล เป็นต้น ปัจจุบัน MODERN มีส่วน
แบ่งการตลาดในธุรกิจเฟอร์นิเจอร์สำนักงานสูงถึง 30%
• ธุรกิจ Trading เป็นหนึ่งใน Key Growth ของ MODERN ปัจจุบันธุรกิจนี้
คิดเป็น 25% ของยอดขายรวม และบริษัทมีนโยบายที่จะขยายธุรกิจมากขึ้นเพื่อขยาย
ฐานรายได้, ฐานลูกค้า และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ทั้งนี้ใน 2H53 จะเปิดตัวสินค้าใหม่
2 รายการ คือ 1) พื้นไม้เอ็นจิเนียริ่ง (ด้านบนเป็นพื้นไม้จริงคุณภาพสูง 3 มม. ด้านล่าง
เป็นไม้จริงเบญจพรรณ) โดยตั้งเป้ายอดขาย 100 ล้านบาทใน 3 ปีข้างหน้า และ 2)
ร่วมกับเครือซีเมนต์ไทย (SCG) จำหน่ายแผ่นกันเสียงสะท้อนของซีเมนต์ ซึ่ง
MODERN จะเน้นทำการตลาดตบแต่ง ขณะที่ SCG ทำตลาดก่อสร้าง
• จะบันทึกกำไรจากการขายหุ้นในบริษัทร่วมก่อนภาษี 68.6 ล้านบาทใน
4Q53 บริษัทได้ตกลงขายหุ้นที่ถือ 30% (ราว 6 ล้านหุ้น) ในบริษัทอินเตอร์
เฟซโมเดอร์นฟอร์ม (IMC) ให้กับผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ อินเตอร์เฟซโอเวอร์ซีส์ โฮลดิ้งส์
อิงค์ ในราคาหุ้นละ 21.43 บาท และจะบันทึกกำไรจากการขายก่อนภาษี 68.6 ล้าน
บาทในเดือนพ.ย.53 ทั้งนี้ก่อนการขาย MODERN ได้รับเงินปันผลจาก IMC แล้ว
236.7 ล้านบาทในเดือนก.ค.53 ซึ่งส่วนนี้ไม่บันทึกผ่านงบกำไรขาดทุน โดยจะโอน
เข้าในส่วนของส่วนของผู้ถือหุ้นเลย และแม้ว่าบริษัทจะขายหุ้น IMC ทั้งหมดคืนให้
กับผู้ถือหุ้นใหญ่เพราะอินเตอร์เฟซฯ ตั้งโรงงานผลิตพรมแผ่นใหม่ที่ประเทศจีน แต่
MODERN ยังเป็นตัวแทนจำหน่ายพรมแผ่นรายเดียวของอินเตอร์เฟซฯ ไปอีก 5 ปี
(ต่ออายุได้เมื่อหมดสัญญารอบนี้)
• คาดการณ์กำไรสุทธิปี 53 เติบโตก้าวกระโดด 34%YoY เป็น 400 ล้าน
บาท โดยเป็นกำไรจากการดำเนินงานปกติ 331 ล้านบาท ซึ่งขยายตัว 10%YoY และ
มีกำไรจากการขายหุ้นในบริษัทร่วม 69 ล้านบาท สำหรับปี 54 คาดการณ์กำไรสุทธิ
จากการดำเนินงานปกติ 402 ล้านบาท ขยายตัว 21%YoY โดยหลักมาจากยอดขาย
ในธุรกิจเฟอร์นิเจอร์สำนักงานที่เติบโตเพิ่มขึ้นขณะที่ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ที่พักอาศัย
และ Trading ยังไปได้ดี
• ยังคงคำแนะนำซื้อ โดยปรับเพิ่มราคาตามพื้นฐานขึ้นเป็น 59 บาท (Sum-
of-parts) โดยขยับ P/E เป้าหมายของ MODERN ให้เป็นปี 54 และปรับมูลค่าตลาด
ของบริษัทร่วม คือ TPAC และ MFEC ซึ่งราคาเป้าหมายใหม่จะเทียบเท่ากับ
P/E ปี 54 ที่ 9.0 เท่า คาดการณ์ Dividend Yield ปี 53-54 ไว้ที่ 4.6 บาท/ปี (คิดจาก
จำนวนหุ้นเรียกชำระแล้วสุทธิจากการซื้อหุ้นคืน) หรือคิดเป็น Dividend Yield 9% ต่อ
ปี (จ่ายปีละ 2 ครั้ง)
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 28/09/10 เวลา 12:04:44
บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : BAY แนะนำ 'ถือ' ราคาพื้นฐาน 23.40 บาท
• คาดสินเชื่อปี 53 จะขยายตัวชะลอลงเป็น 6.0% หลังจากการเข้าซื้อ
BECAL, AIG Group และ GE Money Thailand (GEMT) ในปี 51-52 ขณะนี้ BAY
กำลังอยู่ระหว่างการปรับรวมระบบการดำเนินงานเข้าด้วยกัน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จใน
ปี 55 ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1 พันล้านบาท ส่วนการเติบโตของสินเชื่อคาดว่าจะ
ชะลอลงในช่วง 2 ปีข้างหน้า ในด้าน NPL ใน 3Q53 มีการขายออกไปโดยมีมูลค่า
ทางบัญชีเท่ากับ 5.25 พันล้านบาท และมีแผนที่จะขายอีก 2.0-3.0 พันล้านบาทใน
4Q53 สำหรับปี 53 เราประมาณการว่าสินเชื่อของ BAY จะเติบโต 6.0% ซึ่งต่ำกว่าที่
ธนาคารตั้งเป้าหมายไว้ที่ 8.0% มากพอสมควรส่วนปี 54 คาดการณ์การขยายตัวของ
สินเชื่อไว้ที่ 8.0%
• คาดการณ์กำไรสุทธิ 3Q53 เพิ่มขึ้น 7%QoQ เป็น 2.28 พันล้านบาท
(EPS : 0.37 บาท) โดยประเมินว่า 1) NIM เพิ่มขึ้น 0.04% เป็น 4.92% เนื่องจากการ
เติบโตของสินเชื่อ และมีปันผลรับจากกองทุนวายุภักษ์ 1 รวมถึงปรับขึ้นอัตรา
ดอกเบี้ยเงินกู้ 0.15%, 2) รายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น 5%QoQ นำโดยค่าธรรรมเนียม
จากธุรกิจรายย่อย, 3) ค่าใช้จ่ายดำเนินงานสูงขึ้น 5%QoQ โดยหลักมาจากค่าใช้จ่าย
ในโครงการเกณียณอายุก่อนกำหนด และค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและโปรโมชั่น และ
4) ตั้งสำรองค่าเผื่อฯ ทรงตัว QoQ ที่ 2.9 พันล้านบาท ทั้งนี้การเพิ่มขึ้นของสินเชื่อ
0.7%QoQ ถูกชดเชยด้วยการขาย NPL ออกไป 5.25 พันล้านบาทใน 3Q53 ดังนั้นเรา
คาดว่า NPL ratio จะลดลงเป็น 6.5% ในสิ้น 3Q53 จาก 7.1% ในสิ้น 2Q53
• แนะนำถือ โดยให้ราคาพื้นฐาน 23.40 บาท อิงกับ P/BV ปี 54 ที่ 1.35
เท่า ซึ่งอิงกับอัตราการเติบโตในระยะยาวที่ 8.0% และ ROE 13.5% ในช่วง 3 ปีข้าง
หน้า
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 28/09/10 เวลา 12:01:43
BECAL, AIG Group และ GE Money Thailand (GEMT) ในปี 51-52 ขณะนี้ BAY
กำลังอยู่ระหว่างการปรับรวมระบบการดำเนินงานเข้าด้วยกัน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จใน
ปี 55 ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1 พันล้านบาท ส่วนการเติบโตของสินเชื่อคาดว่าจะ
ชะลอลงในช่วง 2 ปีข้างหน้า ในด้าน NPL ใน 3Q53 มีการขายออกไปโดยมีมูลค่า
ทางบัญชีเท่ากับ 5.25 พันล้านบาท และมีแผนที่จะขายอีก 2.0-3.0 พันล้านบาทใน
4Q53 สำหรับปี 53 เราประมาณการว่าสินเชื่อของ BAY จะเติบโต 6.0% ซึ่งต่ำกว่าที่
ธนาคารตั้งเป้าหมายไว้ที่ 8.0% มากพอสมควรส่วนปี 54 คาดการณ์การขยายตัวของ
สินเชื่อไว้ที่ 8.0%
• คาดการณ์กำไรสุทธิ 3Q53 เพิ่มขึ้น 7%QoQ เป็น 2.28 พันล้านบาท
(EPS : 0.37 บาท) โดยประเมินว่า 1) NIM เพิ่มขึ้น 0.04% เป็น 4.92% เนื่องจากการ
เติบโตของสินเชื่อ และมีปันผลรับจากกองทุนวายุภักษ์ 1 รวมถึงปรับขึ้นอัตรา
ดอกเบี้ยเงินกู้ 0.15%, 2) รายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น 5%QoQ นำโดยค่าธรรรมเนียม
จากธุรกิจรายย่อย, 3) ค่าใช้จ่ายดำเนินงานสูงขึ้น 5%QoQ โดยหลักมาจากค่าใช้จ่าย
ในโครงการเกณียณอายุก่อนกำหนด และค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและโปรโมชั่น และ
4) ตั้งสำรองค่าเผื่อฯ ทรงตัว QoQ ที่ 2.9 พันล้านบาท ทั้งนี้การเพิ่มขึ้นของสินเชื่อ
0.7%QoQ ถูกชดเชยด้วยการขาย NPL ออกไป 5.25 พันล้านบาทใน 3Q53 ดังนั้นเรา
คาดว่า NPL ratio จะลดลงเป็น 6.5% ในสิ้น 3Q53 จาก 7.1% ในสิ้น 2Q53
• แนะนำถือ โดยให้ราคาพื้นฐาน 23.40 บาท อิงกับ P/BV ปี 54 ที่ 1.35
เท่า ซึ่งอิงกับอัตราการเติบโตในระยะยาวที่ 8.0% และ ROE 13.5% ในช่วง 3 ปีข้าง
หน้า
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 28/09/10 เวลา 12:01:43
บล.ทิสโก้ : SCB แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 120 บาท
บล.ทิสโก้ : SCB แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 120 บาท (PBV 2.3 เท่าปี 2554F)
SCB : คาดผลประกอบการไตรมาส 3/53 จะสร้างสถิติใหม่
คาดผลประกอบการ 3Q53F สร้างสถิติสูงสุด เรายังคงแนะนำ “ซื้อ”
เราคาดว่า SCB จะประกาศกำไรสุทธิสร้างสถิติสูงสุด 6.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 29%
QoQ และ 32% YoY สำหรับ 3Q53F จากอัตราการขยายตัวสินเชื่อที่แข็งแกร่ง, อัตราการทำ
กำไรจากดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ขยายตัว, ต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ และกำไรจากการลงทุน
สำหรับการดำเนินงาน เราคาดว่าผลประกอบการจากการดำเนินงาน (Pre-tax PPOP) น่าจะโต
16.8% QoQ และ 11% YoY สำหรับแนวโน้มใน 4Q53F ยังคงมีแนวโน้มที่สดใสด้วยความ
ต้องการสินเชื่อที่ส่งสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่อง SCB น่าจะสามารถเพิ่ม RoE ให้กลับมาอยู่ที่ 16%
ในปีนี้ได้ ดังนั้น เรายังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 120 บาท (PBV 2.3 เท่าปี 2554F)
NIM ขยายตัวช่วยชดเชยการจ่ายชำระคืนสินเชื่อในไตรมาส 3
เราคาดว่าอัตราการขยายตัวสินเชื่อในไตรมาส 3 น่าจะอยู่ที่ 0.8% QoQ และ 8.7%
YoY ซึ่งได้รับผลกระทบบางส่วนจากการจ่ายชำระคืนสินเชื่อในเดือนกรกฎาคม เราคาดว่า NIM
ของธนาคารจะขยายตัวขึ้น 0.16% จากการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากกองทุนวายุภักษ์ หาก
ไม่รวมเงินปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ เราคาดว่า NIM ยังคงเพิ่มขึ้น 0.04% เนื่องจากอัตรา
ดอกเบี้ยเงินกู้ที่เพิ่มขึ้น 0.15% ในปลายเดือนกรกฎาคม , สัดส่วน CASA ที่สูงกว่า 60% และ
สินเชื่อ SMEs ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนสูงมีสัดส่วนสูงขึ้น
รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยน่าจะฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากเราคาดว่ารายได้ค่าธรรมเนียม
น่าจะเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการดำเนินงานซื้อขายพันธบัตรและอัตราแลก
เปลี่ยน (treasury) ที่กลับมาเป็นปกติหลังจากบันทึกขาดทุนใน 2Q53 นอกจากนี้เราคาดว่า
SCB จะบันทึกกำไรจากการลงทุนก่อนภาษี 1 พันล้านบาทจากการขายหุ้นสามัญของ Bangkok
Synthetics Co. ให้แก่ SCG Chemicals ใน 3Q53 เป็นผลให้เราคาดว่ารายได้ที่มิใช่
ดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้น 26.2% QoQ และ 27.4% YoY
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 28/09/10 เวลา 10:55:00
SCB : คาดผลประกอบการไตรมาส 3/53 จะสร้างสถิติใหม่
คาดผลประกอบการ 3Q53F สร้างสถิติสูงสุด เรายังคงแนะนำ “ซื้อ”
เราคาดว่า SCB จะประกาศกำไรสุทธิสร้างสถิติสูงสุด 6.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 29%
QoQ และ 32% YoY สำหรับ 3Q53F จากอัตราการขยายตัวสินเชื่อที่แข็งแกร่ง, อัตราการทำ
กำไรจากดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ขยายตัว, ต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ และกำไรจากการลงทุน
สำหรับการดำเนินงาน เราคาดว่าผลประกอบการจากการดำเนินงาน (Pre-tax PPOP) น่าจะโต
16.8% QoQ และ 11% YoY สำหรับแนวโน้มใน 4Q53F ยังคงมีแนวโน้มที่สดใสด้วยความ
ต้องการสินเชื่อที่ส่งสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่อง SCB น่าจะสามารถเพิ่ม RoE ให้กลับมาอยู่ที่ 16%
ในปีนี้ได้ ดังนั้น เรายังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 120 บาท (PBV 2.3 เท่าปี 2554F)
NIM ขยายตัวช่วยชดเชยการจ่ายชำระคืนสินเชื่อในไตรมาส 3
เราคาดว่าอัตราการขยายตัวสินเชื่อในไตรมาส 3 น่าจะอยู่ที่ 0.8% QoQ และ 8.7%
YoY ซึ่งได้รับผลกระทบบางส่วนจากการจ่ายชำระคืนสินเชื่อในเดือนกรกฎาคม เราคาดว่า NIM
ของธนาคารจะขยายตัวขึ้น 0.16% จากการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากกองทุนวายุภักษ์ หาก
ไม่รวมเงินปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ เราคาดว่า NIM ยังคงเพิ่มขึ้น 0.04% เนื่องจากอัตรา
ดอกเบี้ยเงินกู้ที่เพิ่มขึ้น 0.15% ในปลายเดือนกรกฎาคม , สัดส่วน CASA ที่สูงกว่า 60% และ
สินเชื่อ SMEs ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนสูงมีสัดส่วนสูงขึ้น
รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยน่าจะฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากเราคาดว่ารายได้ค่าธรรมเนียม
น่าจะเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการดำเนินงานซื้อขายพันธบัตรและอัตราแลก
เปลี่ยน (treasury) ที่กลับมาเป็นปกติหลังจากบันทึกขาดทุนใน 2Q53 นอกจากนี้เราคาดว่า
SCB จะบันทึกกำไรจากการลงทุนก่อนภาษี 1 พันล้านบาทจากการขายหุ้นสามัญของ Bangkok
Synthetics Co. ให้แก่ SCG Chemicals ใน 3Q53 เป็นผลให้เราคาดว่ารายได้ที่มิใช่
ดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้น 26.2% QoQ และ 27.4% YoY
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 28/09/10 เวลา 10:55:00
บล.ธนชาต : BGH แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 49 บาท
โรงพยาบาลในต่างจังหวัดมีการดำเนินงานที่ดีอย่างมากในช่วง 2 ปี
ที่ผ่านมา และน่าจะเป็นปัจจัยหลักผลักดันการเติบโตของกำไรของ BGH ในปีนี้
กำไร 3Q10 คาดว่าจะเติบโตทั้ง y-y และ q-q เรายังคงแนะนำ “ซื้อ” BGH
ผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน: มีผู้จัดการกองทุนราว 32 ราย เข้าร่วมการ
ประชุมเพื่อพบปะ คุณอัจจญา อินทร์ประสงค์ ผู้อำนวยการฝ่าย
การเงินของ BGH โดย BGH ได้นำเสนอโมเดลธุรกิจของบริษัทฯ ตาม
ด้วยช่วงการถาม-ตอบ โดยการประชุมครั้งนี้มีประเด็นที่สำคัญดังนี้
ปัจจุบัน BGH ดำเนินงานบริหารโรงพยาบาลทั้งหมด 16 แห่ง
ในประเทศไทย และ 2 แห่งในกัมพูชา ซึ่งจากโรงพยาบาลทั้งหมด 18
แห่ง มีเพียง 4 แห่ง เท่านั้นที่ยังคงมีผลการดำเนินงานที่ขาดทุน (2
แห่งในประเทศไทย – พระประแดง และศรีนครินทร์ และอีก 2 แห่งใน
กัมพูชา) แต่อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาล 2 แห่งในประเทศไทยเริ่มมี
การดำเนินงานที่ดีอย่างมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งหากว่ายังคงมี
แนวโน้มที่เป็นบวกอย่างต่อเนื่องไปยังปี 2011 BGH คาดว่า
โรงพยาบาล 2 แห่งนี้จะกลับมามีกำไรได้ในปีหน้า
โรงพยาบาลของ BGH ที่ตั้งอยู่ในต่างจังหวัด มีผลการดำเนินงาน
ที่โดดเด่น และรายได้เติบโตดีกว่าโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ (ราว 15-
20% เทียบกับโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ที่ 7-10%) และด้วยการ
เติบโตที่โดดเด่นนี้ รายได้ของโรงพยาบาลในต่างจังหวัดจึงมีสัดส่วนที่
เพิ่มขึ้นเป็น 40% ของรายได้รวมในช่วง 1H10 vs 34% ในปี 2009
สำหรับแนวโน้มกำไรในอนาคต BGH เห็นสัญญาณการฟื้นตัวอย่าง
แข็งแกร่งเริ่มตั้งแต่ช่วง 3Q10 จำนวนผู้ป่วยทั้งนอกและใน ฟื้นตัว
แข็งแกร่งอย่างมากในเดือนส.ค. เพิ่มขึ้นราว 13%y-y และ 22%y-y
ตามลำดับ ซึ่งการเติบโตนี้เป็นระดับการเติบโตที่น่าประทับใจ เพราะ
ช่วง 3Q09 มีฐานที่สูงจากการระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่ H1N1
เนื่องจากแนวโน้มที่ดีนี้ เราจึงคาดว่าอัตราการเติบโตของกำไร
เฉลี่ยต่อปีในช่วงปี 2010-12F ของบริษัทฯ จะอยู่ที่ 24% จำนวนผู้ป่วยทั้ง
ชาวไทย และต่างชาติที่ฟื้นตัวแข็งแกร่ง, และการมี operational
leverage ที่สูง เนื่องจากมีต้นทุนคงที่ในระดับสูง จะเป็นปัจจัยหลัก
ผลักดันกำไรในช่วง 3 ปีข้างหน้า
BGH เป็น Top Pick ของเราในกลุ่มโรงพยาบาล โดยมีราคา
เป้าหมายที่ 49 บาท/หุ้น
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 28/09/10 เวลา 10:52:19
ที่ผ่านมา และน่าจะเป็นปัจจัยหลักผลักดันการเติบโตของกำไรของ BGH ในปีนี้
กำไร 3Q10 คาดว่าจะเติบโตทั้ง y-y และ q-q เรายังคงแนะนำ “ซื้อ” BGH
ผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน: มีผู้จัดการกองทุนราว 32 ราย เข้าร่วมการ
ประชุมเพื่อพบปะ คุณอัจจญา อินทร์ประสงค์ ผู้อำนวยการฝ่าย
การเงินของ BGH โดย BGH ได้นำเสนอโมเดลธุรกิจของบริษัทฯ ตาม
ด้วยช่วงการถาม-ตอบ โดยการประชุมครั้งนี้มีประเด็นที่สำคัญดังนี้
ปัจจุบัน BGH ดำเนินงานบริหารโรงพยาบาลทั้งหมด 16 แห่ง
ในประเทศไทย และ 2 แห่งในกัมพูชา ซึ่งจากโรงพยาบาลทั้งหมด 18
แห่ง มีเพียง 4 แห่ง เท่านั้นที่ยังคงมีผลการดำเนินงานที่ขาดทุน (2
แห่งในประเทศไทย – พระประแดง และศรีนครินทร์ และอีก 2 แห่งใน
กัมพูชา) แต่อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาล 2 แห่งในประเทศไทยเริ่มมี
การดำเนินงานที่ดีอย่างมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งหากว่ายังคงมี
แนวโน้มที่เป็นบวกอย่างต่อเนื่องไปยังปี 2011 BGH คาดว่า
โรงพยาบาล 2 แห่งนี้จะกลับมามีกำไรได้ในปีหน้า
โรงพยาบาลของ BGH ที่ตั้งอยู่ในต่างจังหวัด มีผลการดำเนินงาน
ที่โดดเด่น และรายได้เติบโตดีกว่าโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ (ราว 15-
20% เทียบกับโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ที่ 7-10%) และด้วยการ
เติบโตที่โดดเด่นนี้ รายได้ของโรงพยาบาลในต่างจังหวัดจึงมีสัดส่วนที่
เพิ่มขึ้นเป็น 40% ของรายได้รวมในช่วง 1H10 vs 34% ในปี 2009
สำหรับแนวโน้มกำไรในอนาคต BGH เห็นสัญญาณการฟื้นตัวอย่าง
แข็งแกร่งเริ่มตั้งแต่ช่วง 3Q10 จำนวนผู้ป่วยทั้งนอกและใน ฟื้นตัว
แข็งแกร่งอย่างมากในเดือนส.ค. เพิ่มขึ้นราว 13%y-y และ 22%y-y
ตามลำดับ ซึ่งการเติบโตนี้เป็นระดับการเติบโตที่น่าประทับใจ เพราะ
ช่วง 3Q09 มีฐานที่สูงจากการระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่ H1N1
เนื่องจากแนวโน้มที่ดีนี้ เราจึงคาดว่าอัตราการเติบโตของกำไร
เฉลี่ยต่อปีในช่วงปี 2010-12F ของบริษัทฯ จะอยู่ที่ 24% จำนวนผู้ป่วยทั้ง
ชาวไทย และต่างชาติที่ฟื้นตัวแข็งแกร่ง, และการมี operational
leverage ที่สูง เนื่องจากมีต้นทุนคงที่ในระดับสูง จะเป็นปัจจัยหลัก
ผลักดันกำไรในช่วง 3 ปีข้างหน้า
BGH เป็น Top Pick ของเราในกลุ่มโรงพยาบาล โดยมีราคา
เป้าหมายที่ 49 บาท/หุ้น
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 28/09/10 เวลา 10:52:19
บล.เคที ซีมิโก้ : MODERN แนะนำ “ถือ” มูลค่าพื้นฐาน 51.00 บาท
ยังคงมุมมองเป็นบวก ต่อแนวโน้มกำไรและปันผลตอบแทนสูง
ด้วยแนวโน้มกำไรสดใสใน 2H53 และฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง มีกระแสเงินสด
แข็งแรง ทำให้บริษัทจ่ายปันผลระหว่างกาล 2.50 บาท/หุ้น สำหรับ 1H53 ดีกว่าคาด โดยเราคาด
ทั้งปี 53 บริษัทจะจ่ายปันผล 4.51 บาท/หุ้น ทำให้เรายังคงความชื่นชอบ MODERN มาก แต่
ด้วยราคาหุ้นปัจจุบันที่ปรับขึ้นมาจนเหลือ Upsideเพียง 3% จากมูลค่าพื้นฐาน 51 บาท (อิงกำไร
ปกติต่อหุ้นสุทธิหุ้นซื้อคืน และ PER ปี 53-54 ที่ 10 เท่า) จึงปรับลดคำแนะนำเป็น “ถือ” (เดิม
ซื้อ)
ปันผลระหว่างกาล 2.50 บาท สำหรับ 1H53 – ดีกว่าคาด
MODERN ประกาศปันผลระหว่างกาล 2.50 บาท/หุ้น สำหรับ 1H53 โดยเป็นปัน
ผลปกติ 1.50 บาท + ปันผลพิเศษ 1 บาท/หุ้น (จากการขายหุ้นทั้งหมดที่ถือใน บจ. อินเตอร์
เฟซโมเดอร์นฟอร์ม) ดีกว่าที่เราคาดไว้ กำหนด XD วันที่ 8 ต.ค. 53 และจ่ายปันผลวันที่ 21
ต.ค. 53 ณ ราคาหุ้นปัจจุบันให้อัตราเงินปันผลตอบแทน 5.1% สำหรับผลการดำเนินงานใน
1H53
การซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 3 ครบ 8 ล้านหุ้นแล้ว
ล่าสุดบริษัทรายงานความคืบหน้าโครงการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 3 ณ วันที่ 10 ก.ย. ซื้อหุ้น
คืนตามโครงการที่ 3 ได้แล้ว 8.00 ล้านหุ้น (คิดเป็น 9.611% ของทุนชำระแล้ว) มูลค่ารวม
332.34 ล้านบาท คิดเป็นต้นทุนเฉลี่ย 41.54 บาท/หุ้น การซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 3 ครบ 8 ล้านหุ้นแล้ว
และคิดเป็น 10% ของทุนชำระแล้วสุทธิหุ้นซื้อคืนในโครงการก่อนหน้า ทำให้ทุนชำระแล้วสุทธิซื้อ
หุ้นคืนทั้งหมดเป็น 72 ล้านหุ้น
ยอดขายงาน Annual Sales ดีกว่าเป้า 20%
MODERN จัดงาน Annual Sales ในช่วง 20-29 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้ยอดขายถึง
120 ล้านบาท ซึ่งดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 100 ล้านบาท ถึง 20% คาดรับรู้รายได้บางส่วน (ราว
30%) ใน 3Q53 และที่เหลือใน 4Q53
คาดกำไร 3Q53 โต 53%YoY และ 12%QoQ
ด้วยมูลค่างานในมือที่สูงราว 1 พันล้านบาท และการทยอยส่งมอบชุดครัวให้แก่
โครงการคอนโดมิเนียม รวมทั้งการรับรู้ยอดขายบางส่วน (ราว 30%) จากงาน Annual Sales
จึงคาดการณ์เบื้องต้นว่าใน 3Q53 จะมียอดขาย 718 ล้านบาท (+25%YoY,+18%QoQ) และ
กำ ไรสุทธิ 96 ล้านบาท หรือ 1.20 บาท/หุ้น ( +53%YoY,+12%QoQ)
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 28/09/10 เวลา 10:39:28
ด้วยแนวโน้มกำไรสดใสใน 2H53 และฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง มีกระแสเงินสด
แข็งแรง ทำให้บริษัทจ่ายปันผลระหว่างกาล 2.50 บาท/หุ้น สำหรับ 1H53 ดีกว่าคาด โดยเราคาด
ทั้งปี 53 บริษัทจะจ่ายปันผล 4.51 บาท/หุ้น ทำให้เรายังคงความชื่นชอบ MODERN มาก แต่
ด้วยราคาหุ้นปัจจุบันที่ปรับขึ้นมาจนเหลือ Upsideเพียง 3% จากมูลค่าพื้นฐาน 51 บาท (อิงกำไร
ปกติต่อหุ้นสุทธิหุ้นซื้อคืน และ PER ปี 53-54 ที่ 10 เท่า) จึงปรับลดคำแนะนำเป็น “ถือ” (เดิม
ซื้อ)
ปันผลระหว่างกาล 2.50 บาท สำหรับ 1H53 – ดีกว่าคาด
MODERN ประกาศปันผลระหว่างกาล 2.50 บาท/หุ้น สำหรับ 1H53 โดยเป็นปัน
ผลปกติ 1.50 บาท + ปันผลพิเศษ 1 บาท/หุ้น (จากการขายหุ้นทั้งหมดที่ถือใน บจ. อินเตอร์
เฟซโมเดอร์นฟอร์ม) ดีกว่าที่เราคาดไว้ กำหนด XD วันที่ 8 ต.ค. 53 และจ่ายปันผลวันที่ 21
ต.ค. 53 ณ ราคาหุ้นปัจจุบันให้อัตราเงินปันผลตอบแทน 5.1% สำหรับผลการดำเนินงานใน
1H53
การซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 3 ครบ 8 ล้านหุ้นแล้ว
ล่าสุดบริษัทรายงานความคืบหน้าโครงการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 3 ณ วันที่ 10 ก.ย. ซื้อหุ้น
คืนตามโครงการที่ 3 ได้แล้ว 8.00 ล้านหุ้น (คิดเป็น 9.611% ของทุนชำระแล้ว) มูลค่ารวม
332.34 ล้านบาท คิดเป็นต้นทุนเฉลี่ย 41.54 บาท/หุ้น การซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 3 ครบ 8 ล้านหุ้นแล้ว
และคิดเป็น 10% ของทุนชำระแล้วสุทธิหุ้นซื้อคืนในโครงการก่อนหน้า ทำให้ทุนชำระแล้วสุทธิซื้อ
หุ้นคืนทั้งหมดเป็น 72 ล้านหุ้น
ยอดขายงาน Annual Sales ดีกว่าเป้า 20%
MODERN จัดงาน Annual Sales ในช่วง 20-29 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้ยอดขายถึง
120 ล้านบาท ซึ่งดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 100 ล้านบาท ถึง 20% คาดรับรู้รายได้บางส่วน (ราว
30%) ใน 3Q53 และที่เหลือใน 4Q53
คาดกำไร 3Q53 โต 53%YoY และ 12%QoQ
ด้วยมูลค่างานในมือที่สูงราว 1 พันล้านบาท และการทยอยส่งมอบชุดครัวให้แก่
โครงการคอนโดมิเนียม รวมทั้งการรับรู้ยอดขายบางส่วน (ราว 30%) จากงาน Annual Sales
จึงคาดการณ์เบื้องต้นว่าใน 3Q53 จะมียอดขาย 718 ล้านบาท (+25%YoY,+18%QoQ) และ
กำ ไรสุทธิ 96 ล้านบาท หรือ 1.20 บาท/หุ้น ( +53%YoY,+12%QoQ)
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 28/09/10 เวลา 10:39:28
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)