วันพุธที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.ยูไนเต็ด : DTAC แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 54 ก่อน 3G ที่ 55 บาท

บล.ยูไนเต็ด : DTAC แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 54 ก่อน 3G ที่ 55 บาท


Investment Theme :
เหตุการณ์ : DTAC เป็นผู้ประกอบการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่
เป็นอันดับ 2 ของประเทศ โดยจากการสอบถามเกี่ยวกับแนวโน้มผลการดำเนินงาน
ของบริษัท เราสรุปประเด็นสำคัญได้ ดังต่อไปนี้
คาดกำไรสุทธิ 3Q53 ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 2 ปีนับจาก 2Q51 โดยในแง่
รายได้จากการให้บริการด้วยผลบวกจากการมีรับรู้รายได้ Net IC กับ Hutch ย้อนหลัง
ตั้งแต่ธ.ค.52-ก.ย.53 ใน 3Q53 ประกอบกับอัตราการเติบโตของกลุ่มของรายได้
บริการเสริมที่ยังขยายตัวดีต่อเนื่อง (เราคาดโตอีก 15%YoY) และจำนวนฐานลูกค้าที่
ยังขยายตัวเพิ่มขึ้นในระดับใกล้เคียงกับ 2Q53 ก็ทำให้เราประมาณการรายได้
จากการให้บริการ 3Q53 โตโดดเด่นกว่า 15%YoY และ 12%QoQ ในขณะเดียวกัน
ด้วยรายได้ธุรกิจขายเครื่องมือสื่อสารที่เพิ่มขึ้นก้าวกระโดดด้วยเช่นกันหลังตั้งแต่
ปลายปี 52 บริษัทมีการนำ SmartPhone มาจำหน่ายมากขึ้น ก็ส่งผลคาดรายได้รวม
3Q53 เพิ่มขึ้น 18.5%YoY สำหรับด้านประสิทธิภาพในการทำกำไร ผลจากตัวเลข
Net IC ที่จะพลิกเป็นบวกกว่า 700ล้านบาทใน 3Q53 (เทียบกับ 3Q52 ที่ -240 ล้าน
บาท) กอปรกับความสามารถในการคุมรายจ่ายดำเนินงานที่ยังดีขึ้นสัดส่วนค่าใช้จ่าย
ในการขายและบริหาร 3Q53 คาดลดลงเหลือ 15.4%ของรายได้รวม ก็ผลักดันมอง
อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA Margin) ช่วง 3Q53 จะดีดตัวจากระดับ
31.8% ใน 3Q52 เป็น 35.2% อีกทั้ง ยังมีผลบวกจากการมีบันทึกกำไรพิเศษจากการ
ขายตึกสุทธิอีกกว่า 150 ล้านบาท ดังนั้น เราจึงคาดการณ์กำไรสุทธิ 3Q53 ขยายตัว
ก้าวกระโดด 86%YoY และ 25%QoQ ที่ 3,034 ล้าน บาท ซึ่งนับเป็นจุดสูงสุดใหม่นับ
จาก 2Q51 ที่มีกำไร 3,905 ล้านบาท
มองประเด็นแนวคิดการแปลงสัญญาสัมปทานยังมีข้อสงสัยอีกหลายเรื่อง
ทั้งในเรื่อง 1) อายุสัญญาสัมปทานที่เหลือของแต่ละผู้ประกอบการที่ไม่เท่ากัน (True
Move เหลือน้อยสุด 3 ปี และ DTAC เหลือมากสุด 8 ปี) , 2) จำนวนช่องสัญญาณของ
ผู้ประกอบการแต่ละรายที่ไม่เท่ากัน (โดยDTAC มีมากสุด 35 MHz และ True Move
มีน้อยสุดที่ 12.5 MHz) , 3) ข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิ์ความเป็นเจ้าของคลื่นภายหลังหมด
สัญญาสัมปทานระหว่างผู้ให้สัมปทานเดิมอย่าง TOT และ CAT หรือทาง กทช. และ
4) อำนาจในการทำการแปลงสัญญาสัมปทานของหน่วยงานรัฐที่อาจต้องให้ทางก
ฤษฏีกาตีความอีกครั้งดังนั้น จึงทำให้มองประเด็นแนวคิดการแปลงสัญญาสัมปทาน
อาจต้องใช้เวลาดำเนินงานอีกนาน
ผลกระทบ : สะท้อนผลการดำเนินงาน 3Q53 ที่จะออกมาแข็งแกร่ง ภาย
หลัง Net IC ที่ทั้งปีจะพลิกเป็นบวกกว่า 871 ล้านบาท ดังนั้น เราจึงปรับประมาณการ
กำไรสุทธิทั้งปี 53 ขึ้นอีก 7% ที่ 10,319 ล้านบาท ในขณะที่ปี 54 แม้บริษัทจะหมด
สิทธิประโยชน์ด้านภาษีจากการเข้าจดทะเบียนใน SET และช่วง 4Q54 บริษัทต้อง
เริ่มใช้อัตราส่วนแบ่งรายได้ใหม่ที่ 30% แต่ด้วยอัตราการขยายตัวของรายได้ที่คาดยัง
เติบโตในทิศทางเดียวกับ GDP ได้ แถมด้วยภาระดอกเบี้ยจ่ายที่จะลดลงกว่า 300
ล้านบาทตามมูลหนี้ ดังนั้น จึงคาดกำไรปี 54 ทรงตัวสูงที่ระดับ 10,055 ล้านบาท
(เทียบเท่า EPS ที่ 4.24 บาทต่อหุ้น)
คำแนะนำ : ราคาหุ้นที่ยังซื้อขายบน PER ถูกสุดในกลุ่มเพียง 9x (เทียบกับ
ค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 16x) แถมอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่สูงถึง 6% (คาดจ่าย 2.2 บาท
ต่อหุ้นสำหรับปี 53) ดังนั้น เราจึงปรับคำแนะนำเป็น “ซื้อ” อีกครั้ง โดยมีราคาเป้า
หมายปี 54 ก่อน 3G ที่ 55 บาท



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 22/09/10 เวลา 10:35:49

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น