วันจันทร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : PTTCH แนะนำ 'ซื้อ' ราคาพื้นฐาน 160 บาท

• การปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบกระทบความสามารถในการทำกำไรจำกัด
เราให้ PTTCH เป็นหุ้น Top Pick ในกลุ่มปิโตรเคมี โดยการเติบโตของกำไรสุทธิมา
จากราคาขายที่เพิ่มขึ้น และการขยายกำลังการผลิต เราเชื่อว่า Spread ของปิโตรเคมี
ได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว และจะปรับขึ้นในปี 54 ประมาณการว่า EPS จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย
ปีละ 50% ในช่วงปี 52-55 การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันทำให้ราคาวัตถุดิบที่เป็น
Naphtha based สูงขึ้นตาม แต่คาดว่าบริษัทจะสามารถปรับเพิ่มราคาผลิตภัณฑ์ให้
สอดรับกับต้นทุนที่สูงขึ้นได้ ทาง PTTCH ได้เปรียบผู้ผลิตรายอื่น เพราะใช้วัตถุดิบ
ส่วนใหญ่ คือ ประมาณ 85% เป็นก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ในประเทศ ซึ่งราคาจะไม่ได้
ผูกติดกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมากนัก ส่วนอีก 15% เป็น Naphtha
• Catalyst ในระยะสั้น คือ การเข้าซื้อกิจการที่มี Value added สูง แหล่ง
ข่าวกล่าวว่าขณะนี้ทาง PTTCH ใกล้จะได้ข้อสรุปในการเข้าซื้อกิจการที่มีผลิตภัณฑ์
เป็น Value added และมีมาร์จิ้นสูง มูลค่าประมาณ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะเป็น
บวกกับธุรกิจโดยรวม เพราะทำให้สามารถรักษามาร์จิ้นในระดับสูงไว้ได้ ฐานะการเงิน
ดี โดยมีสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net gearing) ต่ำเพียง 0.3 เท่า เราประมาณการ
Free Cash Flow ในปี 54 ว่าจะเพิ่มขึ้น 17.6 พันล้านบาทจาก 8.4 พันล้านบาท
ในปี 53 โดยหากให้ Net gearing 1.0 เท่า บริษัทจะมีโอกาสในการกู้ยืมเพื่อลงทุน
ใหม่ได้สูงถึง 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ
• แนะนำซื้อ โดยให้ราคาพื้นฐาน 160 บาท โดยอิงกับ DCF เราประเมิน
มูลค่าหุ้นด้วย DCF เพราะเป็นว่าเป็นวิธีที่สะท้อนกระแสเงินสดจากการดำเนินงานใน
อนาคต ซึ่งบริษัทได้มีการขยายกำลังการผลิตในช่วงที่ผ่านมาและกำลังจะสร้างมูลค่า
เพิ่มในอนาคต นอกจากนั้นยังเหมาะกับธุรกิจที่เป็นวัฎจักร ซึ่งราคาเป้าหมายของเรา
เทียบเท่ากับ EV/EBITDA ปี 54 เท่ากับ 8.9 เท่า เราเชื่อว่า PTTCH เป็นหนึ่งในกลุ่ม
บริษัทที่มี EBITDA Margin สูง การเปลี่ยนแปลงของ Spread Polyethylene (คิดเป็น
48% ของรายได้รวม) ทุก 10% จะทำให้ EPS ในปี 54 เปลี่ยนแปลงไป 14% หรือคิด
เป็น 1.6 บาท/หุ้น
• ความเสี่ยงหลัก คือ 1) ขาดแคลนวัตถุดิบ LPG ซึ่งปัจจุบันไทยมีปัญหา
ขาดแคลน LPG และต้องนำเข้า ทั้งนี้ PTTCH ใช้ LPG เป็นวัตถุดิบประมาณ 4.5 แสน
ตันต่อปี โดยซื้อจากบริษัทแม่ คือ PTT, 2) การเลื่อนเปิดดำเนินการโครงการ MEG
เพราะติดอยู่ใน 11 ประเภทโครงการที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงฯ มีผลกระทบกับกำไร
สุทธิประมาณ 400 ล้านบาท หรือเท่ากับ 3% ของกำไรสุทธิปี 54 ที่คาดการณ์ไว้
***ดูรายละเอียด PTTCH เพิ่มเติมได้ในบทวิเคราะห์ตัวเต็มซึ่งอยู่ใน Intranet***



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 20/09/10 เวลา 14:15:15

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น