วันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.เอเซียพลัส : TISCO แนะนำถือ Fair Value 41 บาท

แนวโน้มกำไร 3Q53 อ่อนตัวตามคาดจากรายได้พิเศษที่ลดลง แต่ไม่น่ากังวล
ฝ่ายวิจัยคาดกำไรสุทธิ 3Q53 ของ TISCO เท่ากับ 664 ล้านบาท หดตัวราว 13.9%
qoq สาเหตุหลักเนื่องจากการลดลงของรายได้พิเศษที่บันทึกเข้ามาคราวเดียวใน 2Q53
(ประกอบด้วยรายได้ค่าธรรมเนียมจากการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับกองทุนฟื้นฟูฯ ในการ
ขายหุ้น SCIB มูลค่าราว 140 ล้านบาท และกำไรจากการขายสินทรัพย์รอการขาย (NPA) ราว
100 ล้านบาท) หากไม่รวมรายการดังกล่าว จะเห็นว่ากำไรจากการดำเนินงานใน 3Q53 เท่ากับ
626 ล้านบาท เติบโตถึง 11.4% qoq โดยมีปัจจัยบวกผลักดันจากการเติบโตของสินเชื่อเชิงรุก
ถึง 7.5% qoq (โดยรวมแล้ว สินเชื่อสุทธิใน 9M53 เติบโตถึง 20.2% จากสิ้นปี 2552 ซึ่งยัง
สอดคล้องกับประมาณการสินเชื่อสุทธิทั้งปี 2553 ที่ฝ่ายวิจัยประเมินไว้ 25% yoy) ซึ่งมาจากการ
เติบโตของสินเชื่อทุกกลุ่ม โดยสถานการณ์การเติบโตของสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใน 2H53 กลับยิ่ง
สดใสมากกว่าที่คาดไว้เดิม (ยังคงการเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยเดือนละ 1.2-1.5% mom) ขณะที่สิน
เชื่อรายใหญ่เริ่มเห็นการเติบโตเชิงรุกมากขึ้น จากนโยบายของ TISCO ที่ต้องการขยายฐาน
ธุรกิจโดยการเข้าไปร่วมปล่อยกู้ในสินเชื่อโครงการ (ส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อเพื่อการลงทุนไม่ใช่สิน
เชื่อหมุนเวียน) กับ ธ.พ.รายใหญ่อื่นๆ มากขึ้น เช่นเดียวกับสินเชื่อ SME ที่ธนาคารฯ เริ่มบุก
ตลาดในกลุ่มนี้ (เน้นสินเชื่อผู้ประกอบการประเภท Floor plan และสินเชื่อที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อ
เช่าซื้อรถยนต์ อาทิ กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์) ซึ่งล้วนส่งผลบวกต่อการเติบโตของสินเชื่อในงวดนี้
ส่วน NIM คาดว่าจะลดตัวลงเล็กน้อย เนื่องจาก Yield ที่เริ่มหดตัวจากโครงสร้างสินเชื่อที่มีการ
เพิ่มสัดส่วนของสินเชื่อรายใหญ่เข้ามามากขึ้น ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมฯ พบว่ามีการเติบโตที่
ดีเช่นกันตามทิศทางการเติบโตของสินเชื่อ (ส่วนใหญ่เป็นค่าธรรมเนียมจาก Bancassurance
และ loan fee) ด้าน Cost to income ratio ยังค่อนข้างทรงตัวที่ระดับปกติคือ 49% ส่วน
ประเด็นเรื่อง NPL ยังเห็นสัญญาณบวกของการลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงช่วยคลายแรงกดดันเรื่อง
การตั้งสำรองหนี้ฯ ไปได้มาก โดย TISCO ยังคงนโยบายการตั้งสำรองหนี้ฯ ที่สอดคล้องกับทิศ
ทางของกำไรสุทธิ เพื่อลดความผันผวนของผลการดำเนินงานลง

ทิศทางกำไร 4Q53 น่าจะสามารถรักษาระดับใกล้เคียงกับ 3Q53 ได้
ฝ่ายวิจัยอาจมีแนวโน้มต้องปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2553 อีกครั้งภายหลัง
การประกาศผลการดำเนินงาน 3Q53 (11 ต.ค.53) เนื่องจากคาดการณ์ผลการดำเนินงาน
9M53 ที่ทำระดับสูงถึง 2.14 พันล้านบาท เติบโตอย่างมีนัยฯ ถึง 45.7% จากช่วงเดียวกันของปี
ก่อน และคิดเป็นสัดส่วน 84% ของประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี 2553 ที่ฝ่ายวิจัยคาดแล้ว โดย
ประเมินว่าแนวโน้มกำไรสุทธิใน 4Q53 ของ TISCO จะยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่องจาก 3Q53 โดย
มีแรงขับเคลื่อนจากจุดแข็งที่บริษัทฯ เน้นการปล่อยสินเชื่อฯ ในกลุ่มรถยนต์ที่เป็น captive
market อาทิ Ford, Mazda และ Chevrolet ซึ่งมีเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง
โดยที่การส่งมอบรถยนต์ยังไม่ทันกับความต้องการของลูกค้า

ราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยบวกไปมากแล้ว ให้ Switch ไปลงทุนใน TCAP และ KK
ราคาหุ้น TISCO มีการปรับตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา โดยมี PBV 2.1
เท่า และ PER 11.2 เท่า ซึ่งสูงสุดในกลุ่มเช่าซื้อรถยนต์ที่ฝ่ายวิจัยศึกษา (ยกเว้น BAY ที่มี
PER สูงกว่า) จนถือว่าได้สะท้อนปัจจัยบวกต่างๆ ไปมากทั้งในเรื่องของคาดการณ์การเติบโต
ของ EPS ปี 2553-54 ในเชิงรุกถึง 27.7% yoy และ 15.8% yoy ตามลำดับ และ Div yield
ปี 2553-54 ที่ระดับเฉลี่ย 4-5% p.a. โดยราคาหุ้นปัจจุบันมี upside เหลือเพียง 5% เมื่อเทียบ
กับ Fair value ปี 2554 ที่อิง PBV 2 เท่า คือ 41 บาท (ภายใต้สมมติฐาน ROE ระยะยาวที่
22%) โดยฝ่ายวิจัยคาดว่า ราคาหุ้น TISCO ไม่น่าจะ outperform ตลาดแล้วในระยะ 2-3
เดือนข้างหน้า จึงแนะนำเพียงถือรับปันผล และให้ switch ไปลงทุนใน TCAP และ KK ซึ่งยังมี
PBV และ PER ต่ำกว่าและมี upside ที่ดีให้เข้าลงทุน




เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/09/10 เวลา 9:15:16

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น