วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.เอเซียพลัส : TMB แนะนำถือ Fair value 2.60 บาท

คาดกำไร 3Q53 เติบโต 1.9% qoq แม้สินเชื่อฟื้นเป็นบวก แต่ค่าธรรมเนียมลด
ฝ่ายวิจัยคาด TMB จะมีกำไรสุทธิ 3Q53 เท่ากับ 903 ล้านบาท เติบโตราว 1.9%
qoq ซึ่งเป็นกำไรระดับสูงสุดในรอบ 7 ไตรมาสที่ผ่านมา แม้สัญญาณการฟื้นตัวของธุรกิจหลักที่
เห็นได้จากการเติบโตของสินเชื่อสุทธิใน 3Q53 ที่กลับมาเป็นบวกราว 1.8% qoq เป็นไตรมาส
แรกในรอบปี 2553 (โดยรวมแล้วสินเชื่อสุทธิใน 9M53 ยังติดลบอยู่ราว 3.2% จากสิ้นปี 2552
และยังต่ำกว่าเป้าทั้งปี 2553 ทีฝ่ายวิจัยคาดไว้ที่ 5% yoy) โดยส่วนใหญ่เป็นการเติบโตของสิน
เชื่อรายใหญ่ ซึ่งยังเป็นสินเชื่อระยะสั้นที่ปล่อยให้แก่หน่วยงานภาครัฐ ขณะที่สินเชื่อ SME พบว่า
มีการเติบโตที่ดีเช่นกัน (ยอดเพิ่มขึ้นสุทธิราว 1 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 16% ของยอดสินเชื่อ
สุทธิที่เพิ่มขึ้นราว 6.3 พันล้านบาทในงวดนี้) โดยธนาคารฯ ยังคงเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อ
ที่ 5% yoy ซึ่งหากสินเชื่อรายใหญ่ไม่ได้มียอดชำระคืนระดับสูงในช่วงที่เหลือของปี ก็น่าจะ
สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ ส่วน NIM นั้น คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจากงวดที่ผ่าน
มา แม้ธนาคารฯ จะมีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.125% ในเดือน ก.ค.53 ที่ผ่านมา แต่ก็
ไม่ได้ส่งผลบวกต่อ Yield เท่าใดนัก ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อรายใหญ่ภาครัฐที่
มี Yield ค่อนข้างต่ำ ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายยังคงทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้น จึงไม่ได้ส่งผลบวกต่อ
NIM เท่าที่ควร นอกจากนี้ ยังมีประเด็นของรายได้ค่าธรรมเนียมฯ ที่คาดว่าจะหดตัวลงราว
7.8% qoq ซึ่งธนาคารฯ จะมีการเปลี่ยนวิธีการบันทึกรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมบัตรเด
บิต ทีเอ็มบี โนลิมิต (ได้รับการตอบรับดีมากจากลูกค้า เนื่องจากสามารถใช้ถอนเงินจาก ATM
ของธนาคารอื่นได้ฟรี และไม่จำกัดจำนวนครั้ง ภายในระยะเวลา 3 ปี) ที่มีการเรียกเก็บค่า
ธรรมเนียมจำนวน 500 บาท/บัตร สำหรับระยะเวลา 3 ปี จากเดิมที่บันทึกทั้งจำนวนในคราว
เดียว เป็นการทยอยรับรู้รายได้ในระยะ 3 ปี ทำให้ส่งผลกระทบต่อการลดลงของรายได้ค่า
ธรรมเนียมฯ ค่อนข้างมากในงวดนี้ ส่วนเรื่องของ NPL ไม่ได้มีประเด็นที่น่ากังวล โดยเฉพาะค่า
ใช้จ่ายสำรองหนี้ฯ ที่คาดว่าจะกลับสู่ระดับปกติที่ราว 200 ล้านบาทในงวดนี้ โดยรวมแล้วคาดว่า
กำไรสุทธิใน 9M53 จะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 2.47 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 82.7% จากช่วงเดียวกัน
ของปีก่อนและคิดเป็นสัดส่วน 83% ของประมาณการกำไรสุทธิปี 2553 ที่คาด

หากกำไร 4Q53 ยังรักษาเสถียรภาพต่อเนื่องอาจต้องเพิ่มประมาณการปี 2553
ฝ่ายวิจัยอาจมีแนวโน้มต้องปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2553 หากสถานการณ์
กำไรสุทธิใน 4Q53 ยังคงรักษาเสถียรภาพการเติบโตอย่างต่อเนื่องหรือทรงตัวสูงได้ในระดับใกล้
เคียงกับ 3Q53 ซึ่งจากการประเมินของฝ่ายวิจัยพบว่าแนวโน้มความผันผวนของผลการดำเนิน
งานจากประเด็นเรื่องคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารฯ นั้นเริ่มทยอยลดลงเรื่อยๆ ทั้งในส่วนของ
NPL และทรัพย์สินรอการขายที่ยังเดินหน้าลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากเป็นไปได้ตามคาดจะยิ่งส่ง
ผลบวกต่อแนวโน้มการจ่ายเงินปันผลของธนาคารฯ ที่จะสามารถดำเนินการได้เป็นครั้งแรกใน
รอบ 13 ปี โดยจะอ้างอิงกับผลการดำเนินงาน 2H53 เป็นหลัก เพราะธนาคารฯ ได้ทำการล้างผล
ขาดทุนสะสมไปทั้งจำนวนแล้วตั้งแต่ช่วงกลางปี 2553

ราคาหุ้นสะท้อนประเด็นบวกจากการควบรวมกิจการไปมากแล้ว แนะนำถือ
ฝ่ายวิจัยแนะนำเพียงถือ สำหรับ TMB เนื่องจากราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาได้สะท้อน
ประเด็นบวกเรื่องการการขายหุ้นของคลังฯ ที่ถืออยู่ในสัดส่วน 26.1% ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ผลักดัน
ราคาหุ้นของธนาคารฯ ให้สะท้อนต้นทุนการถือครองหุ้นในส่วนของคลังฯ รวมถึงพัฒนาการใน
ทางบวกของ TMB (ภายหลังการลดราคาพาร์เพื่อนำไปล้างผลขาดทุนสะสมจนหมดแล้ว) มาก
ขึ้น โดยมี upside เหลือเพียง 5% จาก Fair value ที่ระดับ PBV 2 เท่า ปี 2554 คือ 2.60
บาท




เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 10:17:04

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น