ไตรมาส 3/53 แย่กว่าคาดขาดทุนสุทธิ 53 ล้านบาท
KSL งวดไตรมาส 3/53 (พ.ค. - ก.ค. 2553) น่าผิดหวังพลิกเป็นขาดทุนสุทธิ 53
ล้านบาท บริษัทมีการบันทึกค่าปรับจากการยกเลิกสัญญาขายน้ำตาลจำนวน 111 ล้านบาท
ซึ่งหากไม่รวมรายการนี้ยังมีกำไรปกติอยู่ 58 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นลดลงมากเหลือ
16.4% แย่กว่าไตรมาส 3/52 ที่ 19.9% ผลการดำเนินงานขาดทุนจากอ้อยเข้าหีบน้อย การ
เพิ่มโควต้า ก ยิ่งเพิ่มผลขาดทุนเนื่องจากไม่คุ้มต้นทุนการผลิต อีกทั้งต้องยกเลิกสัญญาขาย
น้ำตาลส่วนโควต้า ค แนวโน้มไตรมาส 4 จะขาดทุนเพิ่มขึ้น ปรับลดเป้ากำไรปี 52/53 ลง
54% เหลือ 181 ล้านบาท คงแนะนำ ขาย ประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสด
เพิ่มโควต้า ก ทำให้เกิดขาดทุนจากการยกเลิกสัญญาขายน้ำตาลถึง 111 ล้านบาท
KSL ประกาศผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3/53 (พ.ค. - ก.ค. 2553) น่าผิดหวังขาดทุน
สุทธิ 53 ล้านบาท แย่กว่าไตรมาสก่อนหน้าที่กำไรสุทธิ 101 ล้านบาท และช่วงเดียวกันของปีก่อน
ที่กำไรสุทธิ 154 ล้านบาท บริษัทมีการบันทึกค่าปรับจากการยกเลิกสัญญาขายน้ำตาลจำนวน
111 ล้านบาท ซึ่งหากไม่รวมรายการนี้ยังมีกำไรปกติอยู่ 58 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นลดลงมาก
เหลือ 16.4% แย่กว่าไตรมาส 3/52 ที่ 19.9% ผลการดำเนินงานย่ำแย่เนื่องจากบริษัทหีบอ้อยได้
น้อยลง และถูกรัฐบาลขอเพิ่มสัดส่วนน้ำตาลโควต้า ก ทำให้ต้องยกเลิกสัญญาขายน้ำตาล น้ำตาล
ที่ขายในประเทศมีผลขาดทุนราว 80 ล้านบาท เพราะต้องนำส่งกองทุนอ้อยและน้ำตาลราว 5.77
บาท/กก. ดังนั้นบริษัทจึงขายน้ำตาลในประเทศได้ที่ราคาเพียง 13.8 บาท/กก. ซึ่งต่ำกว่าต้นทุน
การผลิตที่ประมาณ 15 บาท/กก. อัตรากำไรของเอทานอลเองก็ลดลงเพราะผลผลิตน้อยต้องซื้อ
โมลาสจากภายนอกเพื่อมา ผลิตเอทานอลซึ่งส่วนต่างกำไรลดลงจากเดิม 3 บาท/ลิตร เหลือ 1
บาท/ลิตรและจะกระทบกับงวดไตรมาส 4 ทั้งไตรมาส
ไตรมาส 4 จะขาดทุนเพิ่มขึ้น ปรับกำไรสุทธิปี 2552/53 ลง 54% เหลือ 181 ล้านบาท ยัง
แนะนำ ขาย
รวม แล้วงวด 9 เดือน KSL ทำกำไรสุทธิได้เพียง 250 ล้านบาท (0.16 บาท/หุ้น) ลดลง
71% yoy ซึ่งแนวโน้มงวดไตรมาส 4 คาดว่าจะย่ำแย่กว่างวดไตรมาส 3 เพราะโรงไฟฟ้ามีการปิด
ซ่อมบำรุงนานและเร็วกว่าปกติเพราะวัตถุดิบมีปัญหา อีกทั้งธุรกิจเอทานอลมีอัตรากำไรที่ลดลง
รวมถึงการบันทึกต้นทุนค่าอ้อยที่เพิ่มขึ้นเมื่อปิดฤดูกาล และจะมีการบันทึกต้นทุนค่าขนย้าย
เครื่องจักรจากโรงงานเก่าไปโรงงานใหม่จำนวน ราว 30 ล้านบาท ดังนั้นเราจึงต้องปรับลด
ประมาณการกำไรสุทธิปี 2552/53 ลงจาก 402 ล้านบาท เป็น 181 ล้านบาท และปรับลดกำไร
สุทธิปี 2553/54 ลง 2.3% เป็น 799 ล้านบาท ราคาหุ้นปัจจุบันยังซื้อขายแพงที่ PER ปี 52/53
และ ปี 53/54 สูงถึง 95 เท่า และ 21.5 เท่า ตามลำดับ ด้วยผลการดำเนินงานที่ยังมีแนวโน้มลด
ลงเราจึงยังคงแนะนำ ขาย โดยประเมินมูลค่าหุ้นโดยใช้วิธีคิดลดกระแสเงินสด (DCF) อัตราคิด
ลดที่ 11% ได้ราคาเหมาะสมปี 54 ที่ 9.60 บาท
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 15/09/10 เวลา 8:36:30
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น