ธุรกิจโรงแรมและ อาหารที่มีศักยภาพเติบโต
ผลประกอบการของ MINT ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2/53 อัตราการเข้าพัก
โรงแรมฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่อง อีกทั้งมีการเปิดดำเนินการโรงแรม 3 แห่งในปีนี้ ธุรกิจอาหารคาดว่า
มียอดขายต่อสาขาเพิ่มสูงขึ้น ส่วนคอนโด St.Regis คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 1/54
บริษัทมีศักยภาพเติบโตระยะยาวจากการขยายธุรกิจต่อเนื่องทั้งการลงทุนเองและ การรับ
จ้างบริหารโรงแรม/ให้แฟรนไชส์ ร้านอาหาร คาด CAGR ของกำไรในระยะเวลา 3 ปีเท่ากับ
20% ราคาเหมาะสมของหุ้นประเมินด้วย DCF เท่ากับ 16.50 บาท เราเริ่มต้นการวิเคราะห์
MINT ด้วยคำแนะนำ ซื้อ
แนะนำ ซื้อ ให้ราคาเหมาะสม 16.50 บาท
เราเริ่มต้นการวิเคราะห์ MINT ด้วยคำแนะนำ ซื้อ จากการฟื้นตัว ของผลประกอบการ
และแนวโน้มการเติบโตที่ต่อเนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การฟื้นตัวของความเชื่อมั่นผู้
บริโภค และ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นซึ่งจะส่งผลบวกต่ออัตราการเข้าพัก โรงแรม
และยอดขายต่อสาขาของธุรกิจอาหาร ผลประกอบการได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2/53
หลังจากเหตุการณ์ความไม่สงบคลี่คลายลง เราประเมินมูลค่าที่เหมาะสมด้วยวิธีคิดลดกระแส
เงินสดโดยมี WACC 9.5% ราคาที่เหมาะสมของหุ้นเท่ากับ 16.50 บาท
อัตราเข้าพักโรงแรมและยอดขายต่อสาขาร้านอาหารฟื้น ตัว
เราคาดว่ากำไรสุทธิปีนี้จะเพิ่มขึ้น 4% เป็น 1,452 ล้านบาท (0.43 บาท/หุ้น) โดยคาดว่า
อัตราการเข้าพักโรมแรมจะเพิ่มขึ้นจาก 52% ในปี 2552 มาเป็น 55% อีกทั้งมีการเปิดดำเนิน
งานโรงแรมเพิ่มขึ้น 3 แห่งที่ศรีลังกา มัลดีฟส์ และ แทนซาเนีย รวมทั้งเพิ่มห้องพักที่สมุย 20
ห้อง ทำให้บริษัทมีจำนวนห้องพักรวมเพิ่มขึ้น 220 ห้อง ในขณะที่ธุรกิจอาหารคาดว่ายอดขายต่อ
สาขาเฉลี่ยจะฟื้นจาก –2.7% ในปี 2552 มาเป็น +3% และเปิดสาขาเพิ่มขึ้น 82 แห่ง นอกจาก
นั้น MINT ยังรับรู้รายได้เต็มปีจากธุรกิจค้าปลีกและรับจ้างผลิตภายใต้ MINOR ส่วนการรับรู้ราย
ได้จากการขายคอนโด St. Regis 6 ยูนิต รวม 800 ล้านบาทคาดว่าเลื่อนจากไตรมาส 4/53
เป็นไตรมาส 1/54 ฐานะการเงินยังแข็งแกร่งโดยคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนจะอยู่ที่ 1 เท่า
แม้จะมีการลงทุนต่อเนื่อง ส่วนในปี 2554 คาดว่ากำไรเติบโต 47% เป็น 2,131 ล้านบาท
(0.64 บาท/หุ้น) จากการเพิ่มขึ้นของอัตราเข้าพักและค่าห้องพักโรงแรม การเปิดโรงแรม
St.Regis และการขายคอนโด St.Regis รวมทั้งยอดขายต่อสาขาร้านอาหารเพิ่มขึ้น 5% และ
เปิดสาขาแฟรนไชส์เพิ่มขึ้นมาก
อัตราการเติบโตเฉลี่ย 20% ในช่วงระยะเวลา 3 ปี
เราประเมินอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ของกำไรในช่วงระยะเวลา 3 ปี
(2553-2555) ที่ 20% ซึ่งมีปัจจัยขับเคลื่อนจาก 1) การขยายสาขาร้านอาหาร/เปิดดำเนินการ
โรงแรมใหม่ โดยเน้นกลยุทธ์ Asset-Light ด้วยการขยายแฟรนไชส์ร้านอาหารและการรับ
จ้างบริหารโรงแรมซึ่งไม่ต้องใช้เงิน ลงทุนและยังช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไรด้วย 2)
ขยายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบ Mixed-Use Development ด้วยการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
ควบคู่ไปกับโรงแรมในพื้นที่เดียวกันซึ่งจะช่วย เพิ่มมูลค่าให้กับอสังหาริมทรัพย์ และ 3) เข้าซื้อ
กิจการที่มีศักยภาพ นอกจากนั้นการให้แฟรนไชส์ร้านอาหารและรับจ้างบริหารโรงแรมซึ่งส่วน
ใหญ่อยู่ ต่างประเทศยังทำให้บริษัทคาดว่าสัดส่วนรายได้ จากธุรกิจในต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นจาก
19% ในปี 2552 เป็น 40%% ในปี 2558 ซึ่งจะเป็นการกระจายความเสี่ยงจากปัญหาการเมือง
ในประเทศ
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 28/09/10 เวลา 8:54:44
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น