คาดกำไรสุทธิ 3Q53 ขยายตัวสูง 46% YoY
การควบรวมกิจการระหว่างธนาคารธนชาต และ SCIB จะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายใน
การดำเนินงานเพิ่มขึ้น แต่ในภาพรวมแล้วฐานรายได้จะขยายตัวในอัตราที่มากกว่า โดยคาดว่า
กำไรสุทธิปี 54 ของ TCAP จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 18.2%YoY จาก 9.7% ในปี 53 แต่จาก
ความกังวลต่อเงินกองทุนของ TCAP ที่อาจเป็นข้อจำกัดในการขยายธุรกิจในอนาคต และ
ด้วยราคาหุ้นที่สูงขึ้น 33% ใน 1 เดือนทำให้ส่วนต่างกำไรเทียบกับมูลค่าพื้นฐานแคบลง เราปรับ
คำแนะนำจาก “ซื้อ” เป็น “เก็งกำไร” โดยเราปรับมูลค่าพื้นฐานจาก 39 บาท เป็น 46 บาท จาก
การปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้น และปรับ Target P/BV จาก 1.2 เท่า เป็น 1.4 เท่า (ROE
17% long term growth 6%)
คาดการณ์กำไรสุทธิ 3Q53 ที่ 1.46 พันล้านบาท (+46%YoY, +7%QoQ)
จากการสอบถามทางโทรศัพท์กับเจ้าหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ คาดการณ์ TCAP จะมี
กำไรสุทธิ 3Q53 ที่ 1.46 พันล้านบาท เติบสูง 46%YoY สาระสำคัญมาจากการควบรวมระหว่าง
ธนาคารธนชาต (TCAP ถือหุ้นราว 51%) และ SCIB ใน 2Q53 ส่งผลให้
i) รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 89%YoY ตามปริมาณ
สินเชื่อ (+109%) และเงินลงทุนเพิ่มขึ้น (+400%)
ii) รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่จากรายได้ค่าธรรมเนียมและรายได้อื่นๆ
คาด NIM จะลดลงที่ 3.9% จาก 4.25% ใน 3Q52 เนื่องจากก่อนการควบรวมสินเชื่อ
ส่วนใหญ่ของ TCAP เป็นสินเชื่อเช่าซื้อ (ประมาณ 70% ของพอร์ตสินเชื่อรวม) ซึ่งมีอัตราผล
ตอบแทนเฉลี่ยของสินเชื่อ (loan yield) ราว 7% สูงกว่า loan yield ของ SCIB ที่ราว 5% แต่
ภายหลังการควบรวม loan yield เฉลี่ยของ TCAP จะลดลงเหลือ 6.1% ซึ่งเป็นปัจจัยกดดัน
NIM ของ TCAP ลดลงเทียบกับ 2Q53 กำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้นราว 7%QoQ สาระสำคัญจากการ
เพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิ กอปรกับรายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นตามปริมา
ณธุรกรรมการเงินเพิ่มขึ้นหลังจากสถานการณ์การเมืองกลับสู่ภาวะปกติ ด้านหนี้เสียมีแนวโน้ม
ทรงตัวจาก 2Q53 ที่ราว 3.8 หมื่นล้านบาท และ NPL Ratio ที่ 6.1%
คาดสินเชื่อ 3Q53 ขยายตัว 1.2%QoQ
สินเชื่อเดือน ส.ค. 53 พลิกกลับมาขยายตัว 1%MoM จากที่หดตัว 0.5% ในเดือน ก.ค.
เราประเมินว่าสินเชื่อเช่าซื้อยังมีแนวโน้มขยายตัวตามการเติบโตของยอดขายรถยนต์ (เฉลี่ยเพิ่ม
ขึ้น 50%YoY ในช่วง 8M53) คาดการ์สินเชื่อใน 3Q53 จะขยายตัวราว 1.2%QoQ โดยคาด
สินเชื่อทั้งปี 53 จะขยายตัวสูง 108%YoY ซึ่งเป็นผลบวกจากการควบรวมระหว่าง
ธนาคารธนชาต และ SCIB ขณะที่คาดสินเชื่อปี 54 จะกลับมาขยายตัวในระดับปกติที่ 7%YoY
ค่าใช้จ่ายการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากการควบรวม แม้การควบรวมระหว่างธนาคารธนชาต และ
SCIB จะส่งผลให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) จากปริมาณลูกค้าและ
จำนวนสาขาเพิ่มขึ้น รวมทั้งส่งผลดีต่อการบริหารส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ของ TCAP แต่
การควบรวมจำเป็นต้องมีการลงทุนเพิ่มหลายด้าน เช่น การปรับปรุงสาขาธนาคาร การปรับปรุง
ระบบเครือข่ายด้านไอที และค่าใช้จ่ายพนักงาน แม้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานปี 54 จะเพิ่มขึ้น
20.3%YoY จาก 15.7% ในปี 53 และส่งผลให้ Cost to Income Ratio อยู่ระดับค่อนข้างสูง
ที่ 60% แต่ผลบวกจากการควบรวมจะส่งผลให้ฐานรายได้ของ TCAP เพิ่มขึ้นในอัตราสูงกว่า
และผลการดำเนินงานปี 54 ขยายตัวสูงที่ 18.2%YoY จาก 9.7% ในปี 53
ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 53 และปี 54
เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 53 เพิ่มขึ้น 3% เป็น 5.6 พันล้านบาท (+9.7%YoY)
จากการปรับลดสมมติฐานค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ฯ ลง 15% เหลือ 2.3 พันล้านบาท นอกจากนี้ แม้
เราปรับประมาณการค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 2% แต่ได้ปรับสมมติฐาน NIM เพิ่มขึ้น
จาก 3.7% เป็น 3.9% ส่งผลให้เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 54 เพิ่มขึ้น 2% เป็น 6.6
พันล้านบาท (+18.2%YoY)
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 9:26:03
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น