คาดกำไร 3Q53 เติบโต 13% qoq…NIM เพิ่ม ขาย NPL อีก 5 พันล้านบาท
ฝ่ายวิจัยคาด BAY จะมีกำไรสุทธิ 3Q53 เท่ากับ 2.40 พันล้านบาท เติบโตถึง 13%
qoq โดยมีปัจจัยบวกผลักดันจากการเติบโตของรายได้หลักทั้งรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 4.3% qoq
และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย 5% qoq ตามลำดับ โดยในส่วนของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้นนั้น
มาจากการเติบโตของสินเชื่อใหม่ๆ ที่เพิ่มสุทธิ 1.5% qoq (แต่เนื่องจากใน 3Q53 ธนาคารฯ มี
การขาย NPL ออกไปราว 5 พันล้านบาท (ทำให้ NPL ลดระดับลงเหลือราว 6% ของสินเชื่อรวม
จาก 7% ของสินเชื่อรวม ณ สิ้น 2Q52 โดยการขาย NPL ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลให้ BAY ต้องกัน
สำรองหนี้ฯ เพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ เพราะธนาคารฯ ได้เผื่อระดับการตั้งสำรองหนี้ฯ ที่สูงขึ้นเป็น
190bp ของสินเชื่อรวมแล้วในปี 2553) จึงทำให้สินเชื่อสุทธิโดยรวมใน 3Q53 เพิ่มขึ้นเพียง
0.7% qoq ซึ่ง การเพิ่มขึ้นของสินเชื่อส่วนใหญ่ในงวดนี้มาจากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่เติบโตสูง
เกินเป้าหมายอย่างมาก เห็นได้จากการที่ AYCAL (บริษัทย่อยที่ BAY ถือหุ้น 99.99%) ได้
ประกาศปรับเป้าหมายสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ทั้งปี 2553 เพิ่มขึ้นเป็น 17% yoy จากเดิมที่ตั้งไว้
เพียง 7% yoy ส่วนสินเชื่อ SME แนวโน้มการเติบโตยังเป็นไปในเชิงรุกต่อเนื่องเช่นกัน ยกเว้น
สินเชื่อรายใหญ่ที่การเติบโตยังค่อนข้างต่ำกว่าเป้าหมายมาก เนื่องจากมียอดการชำระคืนค่อน
ข้างสูงในกลุ่มสินเชื่อเพื่อการผลิต โดยรวมแล้ว สินเชื่อสุทธิในระยะ 9M53 เพิ่มขึ้น 3.3% จาก
สิ้นปี 2552 แม้จะยังต่ำกว่าเป้าหมายทั้งปี 2553 ที่ BAY ตั้งไว้ 8% yoy แต่หากเกิดจากสาเหตุ
ของการขาย NPL ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ถือว่าไม่ได้น่ากังวลแต่อย่างใด โดยฝ่ายวิจัยคาด Yield
ในงวดนี้ จะได้รับผลบวกจากการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทขึ้น 0.125% ในเดือน
ก.ค.53 ที่ผ่านมา ทำให้ช่วยชดเชยต้นทุนเงินฝากและเงินกู้ยืมที่ทยอยปรับเพิ่มขึ้นได้ โดยคาด
NIM ในงวดนี้จะเพิ่มขึ้น 12bp จากงวดที่ผ่านมา สู่ระดับ 4.81% เช่นเดียวกับรายได้ค่า
ธรรมเนียมฯ ที่คาดว่าจะฟื้นตัวกลับสู่ระดับปกติ จากที่หดตัวไปใน 2Q53 จากเหตุการณ์ไม่สงบ
ทางการเมือง แม้ใน 3Q53 คาดว่าจะมีการบันทึกค่าใช้จ่ายพิเศษสำหรับการเกษียณอายุพนักงาน
เพิ่มขึ้นราว 200 ล้านบาท แต่เนื่องจากการลดลงของค่าใช้จ่ายพิเศษสำหรับเงินนำส่งให้ บสท. ที่
มีการบันทึกใน 2Q53 ราว 300 ล้านบาท สุทธิแล้วจึงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานใน
งวดนี้ โดยรวมแล้ว ฝ่ายวิจัยคาดกำไรสุทธิใน 9M53 จะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 6.61 พันล้านบาท เติบโต
ถึง 33.2% จากงวดเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็น 74% ของประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี 2553
ที่คาด
คาดหวังได้กับการเติบโตของกำไรเชิงรุกใน 4Q53 และเต็มที่มากขึ้นในปี 2554
ฝ่ายวิจัยมีมุมมองบวกต่อแนวโน้มผลการดำเนินงานใน 4Q53 ของ BAY ว่าจะเติบโต
ในเชิงรุกมากขึ้นตามการเติบโตของสินเชื่อที่เห็นสัญญาณบวกมากขึ้นใน 3Q53 จากทั้งสินเชื่อ
เช่าซื้อรถยนต์ และ SME ที่คาดว่าการเติบโตจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยฯ ในช่วงที่เหลือของปี อีกทั้ง
ขั้นตอนการควบรวมกิจการกับ GEMT ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตามกำหนดการ โดยในส่วน
ของการปรับปรุงระบบการให้บริการลูกค้า ซึ่งจะทำการควบรวมระบบ Back office ของบริษัทที่
ควบรวมมาไว้ที่ BAY ซึ่งได้ดำเนินการไปครึ่งทางแล้ว ซึ่งเป็นอีกช่องทางที่จะช่วยลดต้นทุน
ดำเนินงานของ BAY ลงจากปัจจุบันที่มีสัดส่วน Cost to income ratio สูงเกือบ 56% (เป้า
หมายคือ 50% ในระยะ 3-4 ปีข้างหน้า) นอกจากนี้ ในส่วนของขั้นตอนหลักอีกหนึ่งขั้นตอนคือ
ระบบ Data center ซึ่งแยกกระจายอยู่ถึง 5-6 แห่งนั้น จะต้องทำการควบรวมมาไว้ที่ BAY
และ AYCAL เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ Cross selling ของพนักงานมากขึ้น โดยขั้น
ตอนนี้จะค่อนข้างใช้เวลานานโดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงต้นปี 2555
แนะนำซื้อ...หุ้น Growth stock ที่ถึงเวลากลับมา outperform ตลาดฯ
ฝ่ายวิจัยแนะนำซื้อ BAY แม้ราคาหุ้นปัจจุบันจะมี PER ค่อนข้างสูง แต่เนื่องจากแนว
โน้มการเติบโตของกำไรสุทธิเชิงรุกในปี 2554 จะทำให้ PER ลดลงสู่ระดับ 12.1 เท่า โดยมี
PBV เพียง 1.4 เท่า โดยฝ่ายวิจัยกำหนด Fair value ปี 2554 ที่ PBV 1.94 เท่า (ภายใต้คาด
การณ์ ROE ระยะยาวที่ 17%) คือ 32.50 บาท ซึ่งเทียบเท่า PER ปี 2553-54 ที่ 20.4 เท่า
และ 15.5 เท่า ตามลำดับ แม้จะสูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มฯ แต่ฝ่ายวิจัยมีความเห็นว่าแนวโน้มการเติบ
โตของ EPS ปี 2553-54 ของ BAY ที่เป็นไปในเชิงรุกถึง 34.9% yoy และ 31.7% yoy ตาม
ลำดับ สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มฯ ที่ระดับ 9.2% yoy และ 17% yoy จึงเป็นการสมควรที่ราคาหุ้น
BAY จะมีซื้อขายที่ระดับ premium จากกลุ่มฯ
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 28/09/10 เวลา 9:40:32
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น