• SSI จะเข้าซื้อโรงงานถลุงเหล็กและผลิต Slab ที่อังกฤษ ทาง SSI แจ้งตลาดฯเมื่อ
วันศุกร์ที่ 27 ส.ค.53 ว่า บริษัทได้เซ็น MOU กับ Corus UK Limited (Corus) ซึ่งเป็นบริษัทใน
กลุ่มของ Tata Steel Group เพื่อพิจารณาเข้าซื้อสินทรัพย์โรงงานถลุงเหล็กและผลิตเหล็กแท่ง
แบน (Slab) คือ Teesside Cast Products (TCP) รวมถึงระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน และ
การขนส่งเพื่อรองรับกระบวนการผลิต มูลค่าเงินลงทุนประมาณ 500 ล้านเหรียญสหรัฐ และเงิน
ลงทุนในวัตถุดิบ สินค้าคงเหลือ และสินทรัพย์หมุนเวียนอื่นๆ ตามเกณฑ์ที่ตกลงร่วมกัน ทั้งนี้วัตถุ
ประสงค์ในการเข้าซื้อก็เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ของ SSI ที่จะขยายไปยังอุตสาหกรรมเหล็ก
ต้นน้ำเพื่อให้เป็นผู้ผลิตที่ครบวงจรและมีความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น
• เกี่ยวกับ Teesside Cast Products (TCP) เป็นโรงถลุงเหล็กและผลิตเหล็กกล้า
ประเภทเหล็กแท่งแบน (Slab) ครบวงจรกำลังการผลิต Slab เท่ากับ 3.5 ล้านตันต่อปี ซึ่งโรง
งานของ TCP ได้หยุดผลิตตั้งแต่เดือนก.พ.53 เนื่องจากติดปัญหาเรื่องสภาพคล่องทางการเงินทำ
ให้ไม่มีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอในการผลิต สำหรับการกลับมาดำเนินงานของ TCP ทาง
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Corus กล่าวว่า หากข้อตกลงระหว่างบริษัทกับ SSI เดินหน้าตาม
แผน TCP จะกลับมาเริ่มผลิตได้ตั้งแต่ 1H54 เป็นต้นไป
• การเข้าซื้อสินทรัพย์ครั้งนี้คาดว่าจะเป็นผลดีในระยะยาว แต่กังวลเรื่องเพิ่มทุนและ
ประสิทธิภาพของโรงงาน TCP เรามองว่าการขยายการลงทุนไปสู่ธุรกิจต้นน้ำจะทำให้ SSI มี
ความมั่นคงด้านวัตถุดิบมากขึ้น, บริหารสินค้าคงคลังเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ, มีความหลาก
หลายของผลิตภัณฑ์มากขึ้นเพราะมีโรงถลุงเหล็กของตัวเอง ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสและขยาย
ตลาดได้ดีขึ้นทั้งในประเทศและตลาดส่งออก อย่างไรก็ตาม มีประเด็นที่กังวล คือ
1. เรื่องเงินทุนที่ใช้ในการเข้าซื้อกิจการ รวมถึงเงินทุนที่ต้องใช้ในการดำเนินงาน (ลง
ทุนในวัตถุดิบ สินค้าคงคลัง และสินทรัพย์หมุนเวียนอื่นๆ ) ซึ่งคาดว่าจะเป็นจำนวนที่สูงกว่า 1.5
หมื่นล้านบาท กรณีที่ยังไม่มีการซื้อสินทรัพย์ครั้งนี้ เราประมาณการว่า ณ สิ้นปี 53 ทาง SSI จะมี
หนี้สินที่ต้องจ่ายดอกเบี้ย 1.48 หมื่นล้านบาท และมีสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net Gearing)
เท่ากับ 0.74 เท่า และมีหนี้สินรวมเท่ากับ 1.92 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนหนี้สินต่อทุน
(D/E) เท่ากับ 0.96 เท่า แต่หากมีการกู้มาซื้อสินทรัพย์และลงทุนอีก 1.5-2.0 หมื่นล้านบาท
Net gearing จะเพิ่มเป็น 1.48-1.73 เท่า และ D/E เพิ่มเป็น 1.71-1.95 เท่า ตามลำดับ ซึ่งสูง
มากและมีโอกาสที่บริษัทจะต้องเพิ่มทุน
2. ประสิทธิภาพในการผลิตและผลดำเนินงานของ TCP ทั้งนี้เราไม่แน่ใจว่าในช่วงแรก
ของการกลับมาผลิตของ TCP ในปี 54 บริษัทจะสามารถทำกำไรได้ดีแค่ไหน และจะเพียงพอกับ
ภาระดอกเบี้ยจ่ายของ SSI ที่จะเพิ่มขึ้น 900-1,200 ล้านบาทต่อปี (กรณีกู้ทั้งหมด 15,000-
20,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เท่ากับ 6% ต่อปี) หรือไม่และหากมีการเพิ่มทุนก็จะเกิด
Dilution effect ต่อ EPS ซึ่งไม่แน่นอนว่าผลประกอบการของ TCP จะสามารถชดเชยกับ
Dilution effect ได้หรือไม่
• สำหรับผลประกอบการ 2H53 ของ SSI คาดว่าจะลดลง HoH เนื่องจากต้นทุน
วัตถุดิบ Slab ที่ใช้ผลิตสูงขึ้น ยังผลให้อัตรากำไรขั้นต้นจะลดลงจาก 1H53 ในเบื้องต้นประมาณ
การว่ากำไรสุทธิ 3Q53 จะเท่ากับ 500+/- ล้านบาท ส่วนทั้งปีนี้ประเมินยอดขายของบริษัทไว้ที่
4.9 หมื่นล้านบาท และกำไรสุทธิ 3.4 พันล้านบาท ซึ่งเติบโตก้าวกระโดดจาก 1.3 พันล้านบาทใน
ปี 52 โดยกำไรสุทธิ 1H53 คิดเป็น 69% ของกำไรสุทธิทั้งปี 53 ที่คาดการณ์ไว้
• ปรับลดคำแนะนำจากซื้อเป็น Fully Valued โดยประเมินราคาตามพื้นฐานได้ที่
2.10 บาท อิงกับ P/BV ปี 54 ที่ 1.2 เท่า ทั้งนี้ราคา SSI ได้ปรับขึ้นมาแล้ว 26% หลังจากเรา
แนะนำซื้อครั้งล่าสุดเมื่อ 7 มิ.ย.53 และราคาปัจจุบันได้สะท้อนการฟื้นตัวของธุรกิจในปี 53 แล้ว
ส่วนเรื่องการเข้าซื้อ TCP ยังต้องรอความชัดเจนหลังการเข้าตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน รวม
ถึงแหล่งที่มาของเงินลงทุนก่อน เราจึงยังไม่รวมเรื่องนี้ไว้ในประมาณการและราคาเป้าหมาย
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 15:08:57
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น