บล.เกียรตินาคิน : BAT-3K แนะนำทยอยซื้อ โดยมีราคาเหมาะสมปี 54 ที่ 66.50
บาท
-ใน 2Q53 บริษัทเริ่มมีผลประกอบการพลิกมาเป็นบวกที่ 17ล้านบาท หลังใน
1Q53 มีผลประกอบการที่ขาดทุน แต่ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี
ก่อน
-คาดผลประกอบการ2H53 มีโอกาสฟื้นตัวและปรับดีขึ้นเมื่อเทียบกับ ครึ่งปี
แรก คาดระดับราคาตะกั่วเริ่มปรับดีขึ้นตามภาวะตลาดในขณะที่บริษัทปรับเพิ่มราคา
จำหน่ายในต่างประเทศ โดยมีปริมาณความต้องการใช้ในประเทศเติบโตพร้อมกำลัง
การผลิตใหม่ช่วยเพิ่มรายได้ ในขณะที่ยังมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องการแข็งค่าของเงินบาท
รวมถึงความผันผวนของราคาตะกั่ว ปรับคำแนะนำจาก ซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว
เป็น”ทยอยซื้อ” คาดจ่ายปันผลของปี53 ที่ 2 บาท ให้ผลตอบแทน Dividend Yield
3.4% โดยมีราคาที่เหมาะสมปี 54ที่ 66.50บาท มี Upside gain 12%
ใน 2Q53 บริษัทเริ่มมีผลประกอบการพลิกมาเป็นบวกที่ 17 ล้านบาท หลังใน1Q53 มี
ผลประกอบการที่ขาดทุน แต่ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนสาเหตุ
จากอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับลด
รายได้จากการขาย 1,153 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3%QoQ และ เพิ่มขึ้น 31%YoY
มาจากการรับรู้รายได้ที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ
อัตรากำไรขั้นต้นปรับลดลงเป็น 16.6% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับ1Q53
ที่ 16.4% แต่ลดลงเมื่อเทียบกับ 2Q52ที่ 35.5% มาจากระดับระดับราคาตะกั่วที่ปรับ
ตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย2,200 -2,300 เหรียญต่อตัน ส่งผลต่อภาระต้นทุนที่เกิดจากราคา
ตะกั่ว ทำให้กดดันอัตรากำไรขั้นต้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนนอกจากนั้น
การแข็งค่าของเงินบาทส่งผลต่อภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการส่งออกที่บริษัทมีสัด
ส่วนการส่งออกที่50%
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 179ล้านบาท ลดลง17% QoQ และทรงตัวเมื่อ
เทียบกับรายปี เมื่อเทียบกับยอดขาย SG&A/Sale อยู่ที่ 15.5% ลดลงเมื่อเทียบกับ
รายไตรมาสและรายปีมาจากบริษัทควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น โดยมีส่วนหนี้สินต่อทุน
ปรับเพิ่มเป็น 1.31 เท่า เมื่อเทียบกับ 1Q53 ที่ 1.21 เท่า
สำหรับผลประกอบการ 1H53 มีขาดทุนสุทธิ 1.95 ล้านบาท ลดลง 101%
YoY มาจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับลดลงค่อนข้างมากซึ่งเป็นผลจากราคาวัตถุดิบ ตะ
กั๋ว ที่ผันผวน ลดลงเป็น 16.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 33.6%
ผลประกอบการ1Q52บริษัทประกาศกำไรสุทธิ 48.3ล้านบาท ลดลง 42%QoQ และ
ลดลง 17%YoY มาจากการรับรู้รายได้ที่ปรับลด ในขณะที่ใน1Q51 มีกำไรจากการ
ขายเงินลงทุน
รายได้จากการก่อสร้างและบริหาร 2,656ล้านบาท ลดลง 28%QoQ และ
ลดลง 27%YoY มาจากการรับรู้รายได้จากโครงการ ARL ที่เริ่มหมดลง
อัตรากำไรขั้นต้นทรงตัวอยู่ที่3.8% เมื่อเทียบกับ 4Q51 ที่ 3.7% และปรับ
เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับ 1Q51 ที่ 3.1% บริษัทเริ่มทยอยรับรู้รายได้โครงการใหม่เช่น
Pluto LPG Plant Module และงานก่อสร้างหลังคาโครงสร้างของมหารัตนะของวัด
ธรรมกาย ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ค่อนข้างดีประมาณ 8-10%
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 88 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 84%QoQ และ 2%
YoYซึ่งเมื่อเทียบกับยอดขาย SG&A/Sale อยู่ที่ 3.3% เมื่อเทียบกับ 4Q51 อยู่ที่
1.3% และ 1Q51 อยู่ที่ 2.4% มาจากใน4Q51 บริษัทตัดตั้งสำรองโบนัสพนักงานทำ
ให้มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าปกติ
อัตรากำไรสุทธิ 1.8%ลดลง เมื่อเทียบกับ 4Q51 ที่ 2.3% แต่เพิ่มขึ้นเมื่อ
เทียบกับ 1Q51 ที่ 1.6% มาจากใน1Q52 บริษัทมีบันทึกรายได้อื่นๆ 38.3 ล้านบาท
เข้ามา ในขณะเดียวกันบริษัทมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนที่ลดลงจากเดิม ใน4Q51 ที่ 1.79
เท่า เป็น 1.60 เท่าใน1Q52 และ 2.71 เท่า ใน 1Q51
กำลังการผลิตใหม่ของผลิตภัณฑ์ใหม่..เริ่มเห็นชัดเจนขึ้นในปี54
ปี53 คาดบริษัทมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจากในปี 52 มาจากความต้องการใช้ที่
เพิ่มขึ้น ตามทิศทางการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มลูกค้า
ประเภทรถกระบะ ซึ่งเป็นกลุ่มจากอุตสาหกรรมภาคการผลิตและเกษตรกรรมทำให้มี
การผลิตที่ 280,000 -300,000 ลูกต่อเดือนอประมาณ 3.36-3.60 ล้านลูกต่อปี โดยมี
แผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ต่อเดือนได้ประมาณ 3Q53 ที่ประมาณ 50,000 ลูก
ต่อเดือน ซึ่งจะทำให้กำลังการผลิตเต็มของบริษัทต่อเดือนทำได้ 350,000 ลูกต่อ
เดือน โดยกำลังการผลิตใหม่เป็นสินค้าใหม่คือเป็นแบตเตอรี่ไม่เติมน้ำกลั่นโดยคาด
ว่าจะทยอยเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นใน4Q53 ที่ประมาณ 20,000- 30,000 ลูกต่อเดือน
ทั้งนี้ช่วงจังหวะการขายที่เติบโตจะเป็นในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งเป็นช่วงหลังการเก็บ
เกี่ยว ถือเป็นฤดูกาลของยอดขายที่เติบโต โดยคาดในปี 54 บริษัทสามารถใช้กำลัง
การผลิตได้เต็มที่ 350,000 ลูกต่อเดือน พร้อมมองตลาดแบตเตอร์รี่ทดแทน (REM) มี
โอกาสเติบโตต่อเนื่องจากความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นทั้งตลาดภายในประเทศและต่าง
ประเทศ โดยบริษัทยังคงสัดส่วนการขายในประเทศและต่างประเทศที่ 50:50
ความผันผวนของราคาตะกั่ว…ยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อผลประกอบการ
การเปลี่ยนแปลงของราคาตะกั่วบริสุทธิ์ ที่มีการปรับตัวขึ้นลงอย่างผันผวน
ส่งผลต่อผลประกอบการของบริษัท หลังมีนักลงทุนมีความวิตกกังวลต่อปัญหาการ
เงินในยุโรป ส่งผลต่อการควบคุมราคาขายและต้นทุนของบริษัท จากในช่วง ต.ค-ธ.
ค.52.ระดับราคาเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 2,200-2,300 เหรียญสหรัฐต่อตัน โดยใน1Q53 เริ่ม
ปรับลดราคาเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 2,000-2,200 เหรียญสหรัฐต่อตัน และในช่วง เม.ย-พ.ค
53 เริ่มอ่อนตัวลงสู่ระดับ 1,700-1,800 เหรียญสหรัฐต่อตัน และฟื้นตัวดีขึ้นในเดือน มิ.
ย-ส.ค 53 ที่ 1,800-2,200 เหรียญสหรัฐต่อตัน โดยระดับราคาตะกั่วที่ไม่ผันผวนใน
ระดับคงที่ที่ระดับราคาระหว่าง 2,200-2,300 เหรียญสหรัฐต่อตัน จะทำให้บริษัท
สามารถควบคุมต้นขายและความสามารถในการทำกำไรได้ดีขึ้น
ปัจจัยเสี่ยง
-การเร่งยอดขายของบริษัทและคู่แข่งซึ่งจากการแข่งขันเพื่อรักษายอดขายใน
ตลาด ทำให้มีการส่งเสริมการขายและ Promotion ต่างๆ ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการขาย
และบริหารที่เพิ่มสูงขึ้น
- เนื่องจากบริษัทมีรายได้จากการส่งออกในสัดส่วน 50% ทำให้การแข็งค่า
ของเงินบาท 1 บาท ส่งผลต่ออัตรากำไรขั้นต้นลดลง 2-3%
- ระดับราคาตะกั่วที่มีความผันผวนซึ่งส่งผลต่อการควบคุมต้นทุนขายและอัตรา
กำไรขั้นต้นเนื่องจาก50%ของต้นทุนการผลิตมาจากตะกั่ว
คาดผลประกอบการ2H53 มีโอกาสฟื้นตัวและปรับดีขึ้นเมื่อเทียบกับ ครึ่งปีแรก
คาดผลประกอบการ 2H53 มีโอกาสปรับตัวดีขึ้นเนื่องจากเป็นช่วงหน้าฤดูกาล
โดยปี53 ประเมินว่าจะมีรายได้ทั้งปีอยู่ที่ 4,380 ล้านบาท และเติบโตในปี 54
ประมาณ 7%อยู่ที่ 4,702 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากกำลังการผลิตใหม่ โดยคาด
ความสามารถในการทำกำไรจะค่อยๆ ฟื้นตัวหลังจากราคาตลาดเริ่มปรับดีขึ้น รวมถึง
การแข็งค่าของเงินบาท คาดในปี 53 มีกำไรสุทธิ 71 ล้านบาทลดลง และกำไรสุทธิปี
54 ที่ 173 ล้านบาท โดยมีราคาที่เหมาะสมปี 54 อยู่ที่ 67 บาท (ประเมินจาก PBV ที่
0.70เท่า) คาดจ่ายปันผลปี 53 ได้ 2 บาท ให้ผลตอบแทน Dividend Yield 3.35%
และปี 54 อยู่ที่ 4.35% แนะนำ “ซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว” โดยบริษัทยังคงมีจุดเด่นจาก
การจ่ายปันผลที่สม่ำเสมอและต่อเนื่อง ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 4-5% ต่อปี
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 10:42:49
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น