วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2553

Fair Value หุ้นพลังงาน-ปิโตรเคมี มั่นใจผลงานงวด 3Q/53 จะดีขึ้นและดีต่อเนื่อง

โบรกฯ ทยอยปรับเพิ่ม Fair Value หุ้นพลังงาน-ปิโตรเคมี มั่นใจผลงานงวด
3Q/53 จะดีขึ้นและดีต่อเนื่องในงวด 4Q/53

บทวิเคราะห์หลักทรัพย์จาก บล. เอเซียพลัส เปิดเผยว่า ในสถานการณ์
ขณะนี้แม้ยังมีความกังวลต่อเศรษฐกิจโลก แต่การเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ
หนุนด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทำให้กำไรโดยรวมของตลาดหุ้นไทย
ในปีนี้เติบโตถึง 20% แม้จะลดลงเหลือ 14% ในปีหน้าก็ตาม แต่หากพิจารณา
รายกลุ่มฯ มีหลายบริษัทที่มีกำไรดีกว่าตลาด และทำให้นักวิเคราะห์ ASP เริ่มทยอย
ปรับประมาณการกำไรรายกลุ่มฯ และ Fair Value ดังเช่นที่เห็นใน TCAP และมีแนว
โน้มจะปรับ Fair Value ของหุ้น ธ.พ. อื่น ๆ ตามมา และวานนี้ได้ปรับเพิ่ม Fair Value
หุ้นโรงกลั่น และปิโตรเคมี คือ PTTCH และ TOP เป็น 158.54 บาท และ 67.80 บาท
มี upside 33% และ 40%
ด้วยความเชื่อที่ว่าผลประกอบการมีแนวโน้มดีขึ้นในงวด 3Q53 และ
4Q53 หลังจากประสบภาวะตกต่ำในงวด 2Q53 โดยมีประเด็นบวกคือ 1) ธุรกิจปิโต
รเคมีสดใสขึ้นจากราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นต้น ที่มีแนวโน้มฟื้นตัวจากระดับต่ำสุด
ในงวด 2Q53 ทั้งสายอะโรเมติกส์ (PTTAR) คือราคาพาราไซลีน (Px) ปรับตัวขึ้นสูง
สุดในรอบ 4 เดือน แม้ว่าราคาสินค้าในกลุ่มคือ Pz (เบนซิน) จะทรงตัวก็ตาม แต่ทำ
ให้ Spead ของราคา PX กับวัตถุดิบ คือ แนฟทา ขยับขึ้นเหนือ 300 เหรียญฯ อีก
ครั้ง เทียบกับที่ 283 เหรียญฯ ในงวด 2Q53
ส่วน Pz-แนฟทา ทรงตัวที่ 186 เหรียญฯ เช่นเดิม ส่วนสายโอเลฟินส์
(PTTCH) ราคาเอทิลีน (ขั้นต้น) ก็ขยับขึ้นสูงสุดในรอบ 4 เดือนเช่นกัน ทำให้ Spread
ระหว่างสินค้าขั้นนปลายคือ HDPE-แนฟทา (ของกลุ่ม SCG) ยังทรงตัว 481 เหรียญฯ
ต่อตัน ใกล้เคียงกับงวด 2Q53 แต่หากเป็น Spread ระหว่าง HDPE-ก๊าซ (PTTCH)
จะสูงกว่าเพราะต้นทุนก๊าซจะถูกกว่าแนฟทา เนื่องจากปัญหาด้านผลผลิตจากคู่แข่ง
ขันในภูมิภาคที่ลดลงกว่าคาด หลังจากหลายรายประสบปัญหาผลิตไม่คุ้มทุนต้องลด
การผลิต หรือ หยุดการผลิตชั่วคราว ทำให้ผลประกอบการจากธุรกิจปิโตรเคมีในงวด
3Q53 จะดีขึ้นจากงวด 2Q53 และน่าจะดีต่อเนื่องในงวด 4Q53
ขณะที่ธุรกิจโรงกลั่นมีแนวโน้มจะดีขึ้นเช่นกัน เนื่องจาก ค่าการกลั่นเฉลี่ย
สูงกว่างวด 2Q53 และที่สำคัญราคาน้ำมันดิบดูไบที่เริ่มฟื้นตัวยืนเหนือ 75 เหรียญฯ
จะทำให้ไม่ต้องรับรู้ผลขาดทุนจากการสต๊อกน้ำมันเหมือนงวด 2Q53 ซึ่งน่าจะดีต่อ
PTTAR(FV@B35.15 มี upside 36%) ที่ฐานกำไรมาจากธุรกิจปิโตรเคมี และโรงกลั่น
สัดส่วนใหญ่เคียงกัน ขณะที่ TOP มีฐานธุรกิจปิโตรเคมี 40% และ โรงกลั่น 60%



เรียบเรียง โดย พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน
อนุมัติ โดย ดวงสุรีย์ วายุบุตร์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 10/09/10 เวลา 9:35:04

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น