วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.เคจีไอ : BECL แนะนำ “ถือ” ราคาเหมาะสม 20.50 บาท

ตัวเลขรถยนต์ฟื้นตัว แต่ส่วนแบ่งรายรับใหม่ยังเป็นปัญหา
BECL รายงานตัวเลขรถยนต์ฟื้นตัวหลังเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองช่วงเดือน
เม.ย. – พ.ค. ปัจจุบันตัวเลขรถยนต์ในเดือน ก.ค. ปรับเพิ่มขึ้น 6.6% YoY แต่ลดลง 1.4%
MoM เหลือ 0.99 ล้านคันต่อวัน เราคาดว่าตัวเลขรถยนต์จะเพิ่มต่อเนื่องใน 4Q10 จากปัจจัย
ด้านฤดูกาล เราปรับลดกำไรสุทธิปี 2553 จากตัวเลขอัตราการเติบโตของรถยนต์ที่ต่ำกว่าคาด
อย่างไรก็ดี เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิในปี 2554 จากกำไรพิเศษจากการขายที่ดิน
ประมาณ 107 ล้านบาท เรายังกังวลเกี่ยวกับปัญหาส่วนแบ่งรายรับใหม่ในปีหน้า ดังนั้นเราจึงยัง
คงแนะนำ ‘ถือ’ BECL โดยมีราคาเป้าหมายใหม่ที่ 20.50 บาท

การฟื้นตัวเริ่มในเดือน มิ.ย.
BECL รายงานตัวเลขรถยนต์ลดลงอย่างรุนแรงในช่วงเดือน เม.ย. – พ.ค. จากปัญหา
การประท้วงทางการเมืองในประเทศ ปัจจุบันตัวเลขรถยนต์กลับฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญในเดือน
มิ.ย. และเพิ่มต่อเนื่องในเดือน ก.ค. การฟื้นตัวของตัวเลขรถยนต์หลังการประท้วงยุติไม่ใช่เรื่อง
น่าแปลกใจ เนื่องจากเราได้คาดไว้แล้ว จากปัจจัยบวกบางประการ เช่น การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
และการเปิดศูนย์ราชการบนถนนแจ้งวัฒนะ เรามีมุมมองที่เป็นบวกต่อตัวเลขรถยนต์ใน 2H10
อย่างไรก็ดี เราคาดว่าระดับการเติบโตหลังเดือน ก.ค. คงไม่ดีนักจากฐานตัวเลข
รถยนต์ที่อยู่ในระดับสูงเริ่มตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2553 เป็นต้นไป เราคาดว่าการปิดซ่อมบำรุงทาง
ข้ามทางแยกในกรุงเทพจะเสร็จสิ้นในตอนสิ้นปี นอกจากนี้ การเปิด Airport Rail Link ในเดือน
ส.ค. จะส่งผลกระทบต่อตัวเลขรถยนต์ของ BECL ให้ลดลงประมาณ 6,000 คันต่อวัน ในภาพ
รวม BECL ปรับลดเป้าการเติบโตของตัวเลขรถยนต์ในปี 2553 ลงจาก 2% YoY เหลือ 1.1%
YoY

ต้นทุนหนี้ลด
BECL รายงานความสำเร็จในเจรจากับกลุ่มเจ้าหนี้ โดยอัตราดอกเบี้ยระยะยาว
ของสินเชื่อจำนวน 5,741 ล้านบาทจะเปลี่ยนจากอัตราดอกเบี้ยลอยตัวที่ MLR-2% (ประมาณ
4.1%) เป็นอัตราดอกเบี้ยตายตัวที่ 3.75% ใน 2 ปี (ปัจจุบัน – มิ.ย. 25550) และเพิ่มเป็น 4%
หลังจากนั้น เราคาดว่าดอกเบี้ยจ่ายจะลดลงประมาณ 20 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ความเสี่ยงใน
ด้านดอกเบี้ยยังจะลดลงตามสัดส่วนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยลอยตัวที่ลดลงจาก 44.8% เหลือ
22.5%

ปรับประมาณการกำไรของปี 2553 และ 2554
เราปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2553 ลง 3.5% เหลือ 1,774 ล้านบาทและปรับ
เพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 25554 อีก 3.7% เป็น 1,315 ล้านบาท จากข้อมูลของ BECL มี
ปัจจัยใหม่หลายประการทั้งแง่บวกและแง่ลบ ซึ่งกระทบต่อกำไรของ ในแง่ลบ ประกอบด้วยเป้าตัว
เลขรถยนต์ที่ลดลงในปี 2553 จากปัญหาการประท้วงทางการเมืองในเดือน เม.ย. – พ.ค. เรา
ปรับลดสมมติฐานอัตราการเติบโตของรถยนต์ในปี 2553 จาก 3% YoY เหลือ 1.1% YoY ใน
แง่บวก ประกอบด้วยต้นทุนหนี้ที่ลดลงและกำไรจากการขายที่ดินประมาณ 107 ล้านบาท ซึ่งรับรู้
ได้ในปี 2554

ประเด็นสำคัญสำหรับ Upside ในอนาคต
BECL อยู่ระหว่างการขายที่ดิน 36 ไร่ที่โรงงานบางปะอินให้กับ Bangpa-in
Cogeneration Limited เป็นเงิน 155.6 ล้านบาท ซึ่ง CK เป็นผู้ถือหุ้นหลักของทั้ง 2 บริษัท
เราคาดว่า BECL จะรับรู้กำไรพิเศษจากยอดขายที่ดินดังกล่าวจำนวน 107 ล้านบาทได้ในปี
2554 BECL ยังมีที่ดินอีก 90 ไร่ที่บางปะอิน ซึ่งราคาตลาดสูงกว่ามูลค่าทางบัญชีประมาณ 268
ล้านบาท นอกจากนี้ BECL ยังมีแผนประมูลทางด่วนส่วนต่อขยายใหม่ (ศรีรัตน์ – ถนนวงแหวน
รอบนอก) มูลค่ารวมของโครงการอยู่ที่ 2.3 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ดีเรายังไม่รวมปัจจัยดังกล่าว
ไว้ในประมาณการของเรา

ยังคงคำแนะนำ “ถือ” แต่ปรับราคาเหมาะสมขึ้นเป็น 20.50 บาท
เราได้ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 20.50 บาทจากการคำนวนด้วยลดกระแสเงินสดและวิธี
sum of the part จากการปรับกำไรและเปลี่ยนสมมติฐานค่า WACC โดยเราปรับลดค่า
WACC จาก 10.5% เป็น 9.6% เนื่องจากต้นทุนหนี้ลดลง และเราเปลี่ยนสมมติฐาน market
risk premium จาก 8.0% เหลือ 7.0% อย่างไรก็ดี เรายังกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากส่วนแบ่ง
รายรับใหม่ ซึ่งจะเริ่มในเดือน มี.ค. 2554 โดยส่วนแบ่งรายรับใหม่ดังกล่าวจะทำให้อัตราผลตอบ
แทนจากเงินปันผลของ BECL ลดลงจาก 6.6% ในปีนี้เหลือ 5.0% ในปี 2554 ดังนั้นเราคงแนะ
นำเพียง ‘ถือ’ BECL



เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/09/10 เวลา 11:07:16

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น