ยอดขายรถจักรยานยนต์เดือน กค.53 แผ่วตัว mom แต่ 7M53 เติบโตแรงมาก
บ.เอ.พี.ฮอนด้า เปิดเผยยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ไทยในระยะ 7 เดือนแรกปี 2553
ว่ามีปริมาณการจดทะเบียนรวมทั้งสิ้น 1.09 ล้านคัน (โดยเป็นยอดขายสะสมของฮอนด้าสูงถึง
7.44 แสนคัน หรือคิดเป็นส่วนแบ่งตลาดทั้งสิ้น 68%) สำหรับยอดขายในเดือน ก.ค.53 มียอดจด
ทะเบียนสะสมมากถึง 1.56 แสนคัน เพิ่มขึ้นถึง 1.76 หมื่นคัน จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือ
เติบโตถึง 12.7% yoy แต่หากเทียบกับเดือนก่อนหน้าจะเห็นว่าแผ่วตัวลงราว 14.3% mom
เนื่องจากเป็นช่วง low season ของการขาย เนื่องจากย่างเข้าสู่ช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะตลาดใน
ต่างจังหวัดซึ่งเป็นตลาดหลักของรถจักรยานยนต์ที่จะแผ่วตัวลงในช่วงไตรมาส 3 ของทุกปี เนื่อง
จากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย แต่จะกลับฟื้นตัวอีกครั้งในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งเป็นฤดูกาลขายของ
รถจักรยานยนต์
แนวโน้มกำไร 3Q53 ยังมีโอกาสโตสวนทางช่วง low season จากค่าใช้จ่ายที่ลดลง
แม้ฝ่ายวิจัยคาดแนวโน้มผลการดำเนินงานงวด 2H53 จะอ่อนตัวลงจากงวด 1H53
เนื่องจากในไตรมาสที่ 3 ยังเป็นช่วง low season ของธุรกิจ แต่แนวโน้ม 4Q53 จะสามารถ
พลิกฟื้นกลับมาที่ระดับปกติใกล้เคียงกับกำไรสุทธิงวด 2Q53 ที่สูงถึง 132 ล้านบาท อย่างไรก็
ตาม หากบริษัทฯ สามารถควบคุมสัดส่วน Cost to income ratio ใน 3Q53 ให้อยู่ในระดับต่ำ
ใกล้เคียงกับ 2Q53 ก็อาจทำให้ภาพรวมผลการดำเนินงาน 2H53 ดีกว่าที่คาดไว้เดิม (ฝ่ายวิจัย
คาดสัดส่วน Cost to income ratio ทั้งปี 2553 เท่ากับ 58% โดยใน 1H53 สัดส่วน Cost to
income ลดลงเหลือเพียง 53%) โดยคาดแนวโน้มผลการดำเนินงาน 3Q53 จะเติบโตสูงขึ้นจาก
ช่วงเดียวกันของปีก่อนอย่างมีนัยฯ เพราะหากเทียบยอดขายรถจักรยานยนต์ในช่วง 3Q52 ที่
ระดับ 3.89 แสนคัน ขณะที่ยอดขายรถจักรยานยนต์ในเดือน ก.ค.53 เพียง 1 เดือน คิดเป็นสัด
ส่วนถึง 40% ของยอดขายรวมใน 3Q52 แล้ว ทำให้ฝ่ายวิจัยคาดการณ์เบื้องต้นว่ากำไรสุทธิ
3Q53 ของ TK น่าจะอยู่ที่ระดับราว 130-140 ล้านบาท เติบโตเล็กน้อยจากงวดที่ผ่านมา แต่
เพิ่มขึ้นสูงเกิน 38% จากงวดเดียวกันของปีก่อน
แนะนำซื้อ...ราคาหุ้นยังไม่สะท้อนพื้นฐานธุรกิจที่เติบโตโดดเด่นและปันผลสูง
ฝ่ายวิจัยแนะนำซื้อ TK ซึ่งถือเป็นหุ้น Domestic play ที่คาดว่าจะได้รับผลบวกมาก
จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ และการเติบโตของยอดขายรถจักรยานยนต์ในประเทศ
ตามกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้นโดยเฉพาะในต่างจังหวัด ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยกำหนด Fair
value ปี 2553 เท่ากับ 9.74 บาท อิง PER 10 เท่า ปี 2553 โดยคาดแนวโน้ม EPS ปี 2553-
54 จะเติบโตต่อเนื่องที่ระดับ 44.6% yoy และ 18% yoy ตามลำดับ ทั้งนี้ ราคาหุ้นปัจจุบันยังมี
PER และ PBV ต่ำมากเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มเงินทุนหลักทรัพย์ซึ่งมี PER เฉลี่ยราว 12 เท่า
อีกทั้งยังคาด Div yield ปี 2553-54 สูงเฉลี่ยถึง 10-11% p.a. ภายใต้ Payout ratio ที่ระดับ
60% ของกำไรสุทธิ
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/09/10 เวลา 10:28:38
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น