แนวโน้มกำไรจะเติบโตแบบก้าวกระโดด
เราคาดแนวโน้มกำไรของบริษัทจะมีการเติบโตแบบก้าวกระโดดเมื่อถึงปี FY12E
เมื่อเทียบจากกำไรในปี FY09A ที่ 4.2 พันลบ. โดยกำไรจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวไปอยู่ที่ระดับ 8.2
พันลบ.ในปี FY12E หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย CAGR 25% โดยเป็นผลบวกมาจาก
กำลังการผลิตส่วนเพิ่มของ 3 โรงไฟฟ้าใหม่ซึ่งจะทำให้กำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นจากระดับ
ปัจจุบันที่ 2,118 เมกะวัตต์ (ปี FY09A) เป็น 3,275เมกะวัตต์ (ปี FY12E) หรือเพิ่มขึ้นถึง
55% ได้แก่ 1.โรงไฟฟ้าถ่านหิน CFB 3 กำลังการผลิต 115 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเริ่มการผลิตใน
เชิงพาณิชย์ในปลายเดือนก.ย.2010 (เลื่อนมาจากปลายปีก่อน) 2.โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม
เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ Phase 5 กำลังการผลิต 382 เมกะวัตต์ ที่มีแผนจะเริ่มการผลิตในเชิง
พาณิชย์ในเดือนก.ย. 2011 โดยล่าสุดมียอดลงนามขายให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมไปแล้วราว
82% (ฐานลูกค้าหลัก ได้แก่ กลุ่ม Dow Chemical และ Solvey) 3.โรงไฟฟ้า IPP เชื้อเพลิง
ถ่านหิน (GHECO-1) กำลังการผลิต 660 เมกะวัตต์ ที่เป็นการร่วมทุนกับ HEMRAJ (บริษัท
ถือสัดส่วน 65%) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าเดียวที่ยังมีประเด็นมาบตาพุดตามรายชือ 11 ประเภทกิจการ
ที่กระทบชุมชนรุนแรงตามเนื้อหาที่เข้าข่ายโรงไฟฟ้าถ่านหินกำลังการผลิตมากกว่า 100 เมกะ
วัตต์ ซึ่งบริษัทได้มีการทำ HIA และรายงานความเห็นจากองค์กรอิสระควบคู่ไปกับการก่อสร้าง
ทั้งนี้ในกรณีที่โรงไฟฟ้ามีความล่าช้าในการก่อสร้างและการดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าวจน
ต้องเลื่อนการผลิตออกไป (กำหนดการเริ่มเดินเครื่องเดิมจะเป็นเดือนพ.ย. 2011) คาดว่าจะไม่
กระทบต่อบริษัท เนื่องจากถือเป็นเหตุสุดวิสัยและบริษัทจะยังได้รับรายได้และผลตอบแทนชดเชย
ตามที่กำหนดในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับทาง EGAT
คาดแนวโน้มกำไรช่วง 2H10E จะอ่อนตัวลง
เราคาดว่าแนวโน้มกำไรในช่วง 2H10E จะลดลงเมื่อเทียบช่วง 1H10A (ไม่รวม
ผลกระทบจากรายการพิเศษ เช่น กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน) ซึ่งเป็นไปตามการปิดซ่อมบำรุง
โรงไฟฟ้า CFB 2 ขนาด 150 เมกะวัตต์ เป็นเวลา 45 วัน (เดือนก.ย.และครึ่งแรกของเดือนต.
ค.) รวมไปถึงการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าของโรง IPP ที่ลดลงภายหลังจากที่เดินครบจำนวนชั่วโมง
ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ EGAT แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะไม่มากนักเนื่องจากจะมีกำลัง
การผลิตใหม่จาก CFB 3 ขนาด 115 เมกะวัตต์ที่จะเริ่มการผลิตในปลายเดือนก.ย.เข้ามาช่วย
ชดเชยได้บางส่วน โดยเราประเมินกำไรในปี FY10E ที่ 5.3 พันลบ.เพิ่มขึ้น 28% YoY
มีศักยภาพสูงที่จะเป็นหนึ่งในผู้ชนะประมูลโรงไฟฟ้ารอบใหม่
ปัจจุบันบริษัทกำลังอยู่ในขั้นตอนยื่นเอกสารในการประมูลโรงไฟฟ้า SPP รอบใหม่
บนขนาดกำลังการผลิต 230 เมกะวัตต์ จากแผนการรับซื้อของ EGAT บนกำลังการผลิตรวม
2,000 เมกะวัตต์เพื่อจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นไป ซึ่งจะทราบผลในช่วงปลายปี
นี้ โดยกำลังการผลิตที่ยื่นประมูลนั้นแบ่งเป็นการสร้างโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมโรงใหม่โดยใช้
ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงขนาด 70 เมกะวัตต์ ส่วนที่เหลือจะแยกเป็นจำนวน 90 เมกะวัตต์
จากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมเฟส 5 ขนาด 382 เมกะวัตต์ที่จะเริ่มเดินเครื่องในเดือนก.ย.
ปีหน้า ก่อนจะแบ่งการขายไปยัง EGAT ในปี 2015 และอีก 70 เมกะวัตต์ที่เหลือมาจากการสลับ
ฐานลูกค้าอุตสาหกรรมจากโรง GLOW SPP2 ที่สัญญาขายไฟฟ้าและไอน้ำทยอยหมดอายุลงใน
ปี 2015-2016 เพื่อมาจำหน่ายไฟฟ้าให้กับ EGAT แทนในปี 2017 (บริษัทได้รับผลบวกการได้
รับ bonus ค่าไฟและเป็นการยืดอายุสินทรัพย์โรงไฟฟ้า) และหันไปใช้ไฟฟ้าและ ไอน้ำจากโรง
GLOW Energy Phase 2 เพื่อขายให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมแทน
คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมใหม่ 50 บาท
เมื่อพิจารณาจากโรงไฟฟ้าทั้งหมดในตลาดแล้ว ถือว่า GLOW มีการเติบโต
อย่างโดดเด่นในช่วง 1-2 ปีข้างหน้ามากที่สุด อีกทั้งยังเป็นผู้ประกอบการที่มีความสามารถในการ
แข่งขันสูงจากประสบการณ์ในการดำเนินกิจการโรงไฟฟ้าสำหรับลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรม
อันส่งผลบวกต่อโอกาสในการชนะประมูลโรงไฟฟ้าใหม่ในเร็วๆนี้ ทั้งนี้เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ”
โดยปรับการประเมินราคาไปยังปี FY11E ซึ่งจะได้ราคาเหมาะสมใหม่ที่ 50 บาท
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 14/09/10 เวลา 8:55:33
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น