ปรับราคาขายปูนเดือน ก.ย. ขึ้นอีก 50 บาท/ตัน หลังกลาง ส.ค. ปรับขึ้น 50-250 บาท/ตัน ปรับ
ราคาเหมาะสมขึ้นเป็น 350 บาท
ปรับราคาขายปูนเดือน ก.ย. ขึ้นอีก 50 บาท/ตัน หลังกลาง ส.ค. ปรับขึ้น 50-250 บาท/
ตัน โครงการปิโตรเคมีปลายน้ำที่ถูกศาลสั่งให้ระงับ ไม่อยู่ใน 11 กิจการรุนแรง เรามองแนวโน้ม
ราคาหุ้น SCC จะเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นรอบใหญ่ในช่วงปี 2554 – 2556 จากเป็นช่วงที่เก็บเกี่ยวผล
ลงทุนสูงในอดีต ซึ่งจะทำให้กำไรของ SCC พุ่งขึ้นเป็น 40,000-50,000 ล้านบาท ในช่วงปี
2555-2556 คงคำแนะนำ ซื้อ ปรับราคาเหมาะสมขึ้นเป็น 350 บาท
กลาง ส.ค. ถึง ก.ย. ปรับราคาปูนซิเมนต์ขึ้น 100-300 บาท/ตัน
บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ได้ปรับขึ้นราคาปูนซิเมนต์ชนิดถุงประจำเดือน ก.ย. 2553
ขึ้นประมาณ 50 บาท/ตัน ทั้ง ตราเสือ และ ตราช้าง หลังจากที่ในช่วงกลางเดือน ส.ค. 2553 ได้
ปรับขึ้นมาแล้วรอบหนึ่ง คือ ตราเสือปรับขึ้น 50 บาทต่อตัน ตราช้างปรับขึ้น 250 บาทต่อตัน รวม
แล้วในช่วง กลางเดือน ส.ค. ถึง ก.ย. ราคาปูนซีเมนต์ตราเสือปรับขึ้น 100 บาทต่อตัน ราคาปูน
ซีเมนต์ตราช้างปรับขึ้น 300 บาทต่อตัน (ดูรายละเอียดตาราง 1) โดย SCC มีปริมาณขายปูน
ซีเมนต์ในประเทศประมาณ 10 ล้านตัน ดังนั้น ถ้าคิดแบบคร่าวๆ ทุก 100 บาท ที่ปรับขึ้นจะช่วย
ให้ EBITDA ดีขึ้น ประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยในปี 2552 ธุรกิจปูนซีเมนต์มี EBITDA เท่า
กับ 11,272 ล้านบาท
โครงการปิโตรเคมีปลายน้ำที่ถูกศาลสั่งให้ระงับ ไม่อยู่ใน 11 กิจการรุนแรง
ที่ประชุม ครม. ได้เห็นชอบร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
เกี่ยวกับ 11 ประเภทกิจการรุนแรงที่มีผลกระทบต่อชุมชน ที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผล
กระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และ สุขภาพ (HIA) ตามมาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ
ปรากฏว่า โครงการปิโตรเคมีปลายน้ำของ SCC ทั้งหมด 18 โครงการ ที่ถูกศาลปกครองสั่งให้
ระงับ ไม่อยู่ใน 11 กิจการรุนแรง อย่างไรก็ตามในปัจจุบันกำลังอยู่ในขั้นตอนการทำ HIA หลัง
จากที่ได้ทำ EIA ไปแล้ว หลังกระทรวงทรัพยฯ ประกาศออกมาเป็นประกาศกระทรวง ขั้นตอนต่อ
ไป ทาง SCC จะต้องไปขออนุญาตต่อศาลปกครอง เพื่อให้ดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ โดย
โครงการปิโตรเคมีปลายน้ำมีกำหนดจะผลิตในช่วงปลายปีนี้ และ ครึ่งแรกของปีหน้า
เข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นรอบใหญ่ปี 2554-2556 กำไรจะทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 4-5 หมื่นล้านบาท
เรามองแนวโน้มราคาหุ้น SCC จะเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นรอบใหญ่ในช่วงปี 2554 – 2556
ดังเช่น ที่เกิดขึ้นในอดีต คือ 1.) ช่วงปี 2530-2538 หรือ ยุดทองของเศรษฐกิจไทย กำไรของ
SCC ผลักดันโดยธุรกิจปูนซีเมนต์ และขึ้นไปสูงสุดเมื่อปี 2539 เท่ากับ 6,788 ล้านบาท ราคา
หุ้นสูงสุดบริเวณ 154 บาท ในปี 2538 และ 2.) ช่วงปี 2544 – 2549 กำไรของ SCC ถูกผลัก
ดันโดยธุรกิจปิโตรเคมี และ ขึ้นไปสูงสุด 33,707 ล้านบาท ในปี 2547 ราคาหุ้นพุ่งขึ้นมาสูงสุดที่
บริเวณ 250-280 บาท ดังนั้น ในปี 2554 - 2556 จะเป็นช่วงที่เก็บเกี่ยวผลลงทุนสูงในอดีตถึง
1.55 แสนล้านบาท ทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว ซึ่งจะทำให้กำไรของ SCC พุ่งขึ้น
เป็น 40,000-50,000 ล้านบาท ในช่วงปี 2555-2556 (ดูตารางกราฟที่ 2 ประกอบ) ดังนั้น เมื่อ
คำนึงถึง ศักยภาพดังกล่าว และ ในช่วงที่ดีหุ้น SCC จะซื้อขาย PE ประมาณ 13-15 เท่า ดังนั้น
เราปรับเป้าหมายเป็น 350 บาท บนฐาน P/E ปี 2554 เท่ากับ 13 เท่า จาก 300 บาท และ
เราคงคำแนะนำ ซื้อ
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/09/10 เวลา 8:38:50
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น