วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.ฟิลลิป : SMT แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมปี 54 ที่ 14 บาท

กำไรออกมาดีกว่าคาด
SMT รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2’2553 กำไรสุทธิ 128 ล้านบาทเพิ่มขึ้น
36% และ 26% เทียบ YoY และ QoQ จากกำไรสุทธิ 94 และ 102 ล้านบาทตามลำดับ งวด 6
เดือนกำไรสุทธิ 230 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 101% เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนจากกำไรสุทธิ
114 ล้านบาท กำไรที่ออกมาดีกว่าคาดโดยเฉพาะอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มเป็น 4.4% จาก 3%
และ 3.2% ในไตรมาส 2’2552 และไตรมาส 1’2553 เนื่องจากครึ่งปีแรกสัดส่วนยอดขายกลุ่ม
MMA-อื่น ๆ และ IC ซึ่งเป็นสินค้า margin สูงมีสัดส่วนยอดขายเพิ่มเป็น 85% จากปี 2552 ที่
73% ส่วนยอดขายกลุ่มฮาร์ดดิสก์ลดเหลือเพียง 15-16% จาก 27% ในปี 2552 โดยยอดขาย
เพิ่มขึ้น 48% เทียบ YoY เนื่องจากการขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นทั้งกลุ่ม MMA และ IC แต่
หากเทียบ QoQ ยอดขายลดลง 1.8% เนื่องจากยอดขายกลุ่มฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ลดลง ค่าใช้จ่าย
ในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 37% เทียบ YoY แต่คิดเป็นเพียง 0.97% ของยอดขายเท่านั้น
ภาระดอกเบี้ยจ่ายลดลงจากการจ่ายคืนหนี้ และมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 8 ล้านบาท
ปรับประมาณการขึ้น 8% จากเดิมจากสัดส่วนการขายสินค้า margin สูงมากขึ้น
จากผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ที่ออกมาดีกว่าคาด อีกทั้งแนวโน้มการเติบโตของ
คำสั่งซื้อกลุ่มสินค้าที่มีอัตราการขยายตัวสูงอย่างเช่นโทรศัพท์จอสัมผัส และเซ็นเซอร์วัดลม
ยางรถยนต์ทำให้ทางฝ่ายปรับประมาณการผล การผลการดำเนินงานปี 2553 ขึ้น 8% จาก เดิม
คาดหมายยอดขาย 14,275 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 29% เทียบ YoY และคาดว่าอัตรากำไรในครึ่งปี
หลังจะดีกว่าในครึ่งปีแรก จากสัดส่วนยอดขายกลุ่ม margin สูงอย่างเช่นกลุ่ม IC และ MMA
อื่นๆ เพิ่มขึ้น ปรับประมาณการกำไรสุทธิเพิ่มเป็น 487 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 82% เทียบ YoY
แนวโน้มปี 2554 ยังดีจากการปรับปรุงโรงงงานเดิมและกำลังการผลิตที่เพิ่ม
สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานปี 2554 ผู้บริหารแจ้งว่ายังมีแนวโน้มที่ดี เนื่องจาก
ปัจจุบันบริษัทใช้กำลังการผลิตค่อนข้างเต็มที่ ประกอบกับคำสั่งซื้อโดยเฉพาะสินค้าที่มีการขยาย
ตัวสูงอย่างเช่นกลุ่มจอระบบสัมผัส, เลเซอร์โปรเจ็กเตอร์ และเซนเซอร์เพื่อกลุ่มรถยนต์ยังเป็น
สินค้าหลักที่ผลักดันการเติบโตของยอดขายทำให้คาดว่าปี 2554 บริษัทจะมีกำลังการผลิตเพิ่ม
อีก 10% จากปัจจุบันเพื่อรองรับการเติบโตในกลุ่มดังกล่าว ทางฝ่ายประมาณการยอดขายปี
2554 เป็น 17,639 ล้าานบาทเพิ่มขึ้น 24% เทียบ YoY โดยคาดว่าสัดส่วนการขายกลุ่ม MMA-
อื่น ๆ และ IC ซึ่งมีอัตรากำไรที่ดีจะมีสัดส่วนยอดขายเพิ่มขึ้นเพื่อส่งผลให้กำไรดีขึ้น ประมาณการ
กำไรสุทธิ 587 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 20% เทียบ YoY
ค่าเงินบาทไม่กระทบต่อผลการดำเนินงานมากอย่างที่กังวล
แม้ว่าบริษัทจะตั้งราคาขายโดยอิงกับสกุลดอลลาร์แต่จากการขายให้กับลูกค้าโดยเฉพาะ
กลุ่มฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ซึ่งมีฐานการผลิตในประเทศไทยทำให้มีการรับรู้รายได้เป็นเงินบาทมากกว่า
50% โดยเงินบาทที่แข็งค่าจะส่งผลกระทบต่อการรับรู้รายได้ให้ลดลงแต่จะได้รับส่วนต่างของ
อัตราแลกเปลี่ยนมาชดเชย อีกทั้งยังได้รับผลดีจากการสั่งซื้อวัตถุดิบในรูปสกุลดอลลาร์เข้ามา
ทางฝ่ายคาดว่าเงินบาทที่แข็งค่าไม่ส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานอย่างที่ตลาดกังวลมากนัก
ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น “ซื้อ”
ทางฝ่ายยังมีมุมมองเป็นบวกต่อการขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่ม margin สูงซึ่งเป็นกลุ่ม
สินค้าที่มีความต้องการขยายตัวสูงและเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ผลการดำเนินงานยังมีการเติบโตได้
ต่อเนื่องอีกทั้งราคาหุ้นได้ปรับลงจากความกังวลของเงินบาทที่แข็งค่า ณ ราคาปัจจุบันทางฝ่าย
ปรับเพิ่มคำแนะนำจาก “ถือ” เป็น “ซื้อ” โดยปรับ P/E ของ SMT เพิ่มจาก 8 เท่าเป็น 9 เท่าและ
ปรับราคาเหมาะสมปี 2554 เพิ่มเป็น 14 บาทจากเดิมที่ 11 บาท

เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 14/09/10 เวลา 9:13:44

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น