วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.ทรีนีตี้ : STEC แนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมายใหม่ 15.50 บาท

ตัวเก็งรถไฟฟ้าสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต)
คงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมายใหม่ 15.50 บาทต่อหุ้น อิง PER ปี 54ที่ 24.0
เท่า (ราคาเป้าหมายเดิม 11.70 บาทต่อหุ้น) โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
1. ผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องทั้งจาก (1) อัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้น
ตามลำดับ และ (2) รายได้จากโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่คาดว่าจะรับรู้ได้เร็วขึ้นหลังผ่านช่วง
เริ่มต้นของโครงการ
2. ปัจจุบัน STEC มีงานในมือสูงประมาณ 3.3 หมื่นล้านบาท สามารถทยอยรับรู้รายได้ต่อ
เนื่องไปอีก 4 ปี ขณะที่ D/E ของ STEC ณ สิ้นไตรมาส 2/53 ที่ยังต่ำเพียง 1.1 เท่า ต่ำกว่า CK
ที่ 3.5 เท่า และ ITD ที่ 3.7 เท่า จึงมีความสามารถที่จะรับงานเพิ่มได้อีก 2-3 หมื่นล้านบาท
3. ครม. กำลังพิจารณาโครงการรถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทางในสัปดาห์หน้ามูลค่า
โครงการรวมกันประมาณ 5 แสนล้านบาท คาดส่งผลบวกต่อกลุ่มรับเหมาโดยรวมเนื่องจากมี
มูลค่าสูงมาก สุดท้ายต้องแบ่งงานกันทำ
ผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง: ทั้งจาก (1) อัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้น
ตามลำดับ ล่าสุดอัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 2/53 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 11.6% แล้วดีขึ้นมากเมื่อ
เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 3.9% โดยมีสาเหตุมาจากบริษัทรับรู้รายได้จากโครงการเก่าที่
มีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำ เช่น แอร์พอร์ตเรลลิงก์และศูนย์ราชการ จนหมดแล้ว และ (2) รายได้จาก
โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่คาดว่าจะรับรู้ได้เร็วขึ้นหลังผ่านช่วงเริ่มต้นของโครงการที่ต้องใช้
เวลาในการเตรียมพื้นที่
รอลุ้นประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง (ช่วงบางซื่อ-รังสิต-ธรรมศาสตร์)ในเดือน ธ.ค.
53-ม.ค. 54: มูลค่าโครงการสูงถึง 7.7 หมื่นล้านบาท แบ่งออกเป็น 3สัญญา เป็นงานโยธา 2
สัญญา มูลค่ารวมราว 4.5 หมื่นล้านบาท ที่เหลือเป็นงานระบบราง ทั้งนี้มูลค่าแต่ละสัญญาสูงกว่า
2 หมื่นล้านบาทจึงถือว่าเป็นงานใหญ่กว่าโครงการรถไฟฟ้าอื่น ๆ เมื่อพิจารณาจากอัตราส่วน
D/E ของ STEC ณ สิ้นไตรมาส2/53 ที่ยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 1.1 เท่า ต่ำกว่า CK ที่ 3.5 เท่า
และ ITD ที่ 3.7 เท่าประกอบกับ STEC มีงานในมือประมาณ 3.3 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าคู่แข่ง
อย่าง CK ที่ 3.6 หมื่นล้านบาท (ยังไม่รวมงานเขื่อนไซยะบุรีอีก 7.6 หมื่นล้านบาท) และ ITD ที่
4.4 หมื่นล้านบาท (ยังไม่รวมงานที่รอเซ็นสัญญาอีก 1.3 แสนล้านบาท) ทำให้เรามองว่า STEC
มีความพร้อมในการรับงานโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงมากกว่าคู่แข่ง
ปรับประมาณการกำไรในปี 2554 ขึ้น 32% เป็น 765 ล้านบาท: จากประมาณการเดิม
579 ล้านบาท ภายใต้สมมติฐานว่า STEC จะชนะการประมูลรถไฟฟ้าสายสีแดงช่วง บางซื่อ-รัง
สิต-ธรรมศาสตร์1 สัญญาและโครงการก่อสร้างอื่น ๆ อีก 5พันล้านบาทโดยมีอัตรากำไรขั้นต้นของ
โครงการเท่ากับ 10%
STEC ยังมีโอกาสรับงานโครงการโรงไฟฟ้าและโรงงานปิโตรเคมี: ได้แก่โรงไฟฟ้าตาม
แผน PDP 2010 ของ EGAT ที่เน้นให้ความสำคัญไปที่โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP)รวมถึงโรง
งานปิโตรเคมีอื่น ๆ ที่น่าจะเดินหน้าก่อสร้างได้หลังจาก ครม. มีมติประกาศโครงการหรือกิจการที่
อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง 11 กิจการ ช่วยให้ภาคเอกชนมีแนวทางที่
ชัดเจนในการขอใบอนุญาต
คงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมายใหม่ 15.50 บาทต่อหุ้น: ด้วยแนวโน้มผลประกอบ
การที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน รวมถึงฐานะการเงินที่แข็งแกร่งเหนือคู่แข่งประกอบกับบริษัทฯ ยัง
มีโอกาสรับงานก่อสร้างเพิ่มได้อีกกว่า 2-3 หมื่นล้านบาท คงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมาย
ใหม่ 15.50 บาทต่อหุ้น อิง PER ปี 2554 ที่ 24.0x(ภายใต้สมมติฐานว่า STEC ชนะการ
ประมูลรถไฟฟ้าสายสีแดง บางซื่อ-รังสิต 1 สัญญามุลต่าประมาณ 2 หมื่นล้านบาทและโครงการก่อ
สร้างอื่น ๆ อีก 5 พันล้านบาทโดยมีอัตรากำไรขั้นต้นของโครงการเท่ากับ 10%)



เรียบเรียง โดย สุกัญญา ลาสุธรรม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 02/09/10 เวลา 14:26:53

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น