วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.ยูไนเต็ด : BGH แนะนำ “ซื้อลงทุน” โดยมีราคาเป้าหมายปี 54 ใหม่ที่ 40.0 บาท

สภาพธุรกิจเริ่มกลับสู่ปกติ ตัวเลขผู้ป่วยส.ค.53โตกว่า 10-15%
ฝนตกที่หนักและการกลับมาระบาดของไข้หวัด 2009 ดันผู้ป่วยเดือนส.ค.53 โตแรง
สภาพธุรกิจเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ อัตราครองเตียงช่วงก.ค.-ส.ค.53 สูงกว่า 74%
รพ.สมิติเวช ศรีนครินทร์พลิกมีกำไรสุทธิครั้งแรกใน ก.ค.53 จาก 1H53 ที่-18 M฿
ปลายปี 53 เริ่มเปิดศูนย์คลินิกผู้ป่วยนอกที่รพ.หัวหิน
สะท้อนการคุมรายจ่ายดำเนินงานที่ดีขึ้น จึงปรับประมาณการกำไรปี 53 ขึ้น 8%
แนะนำ “ซื้อลงทุน” โดยมีราคาเป้าหมายปี 54 ใหม่ที่ 40.0 บาท

Investment Theme :
เหตุการณ์ : BGH ประกอบธุรกิจหลักกิจการโรงพยาบาลเอกชนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด
ประเทศไทย ด้วยโรงพยาบาลในเครือกว่า 17 แห่งทั่วประเทศไทย และ 2 แห่ง ในประเทศ
กัมพูชา โดยจากการเข้าร่วมประชุมเมื่อวานนี้ (31 ส.ค.53) เราสรุปสาระสำคัญได้ดังต่อไปนี้
เผยตัวเลขจำนวนผู้ป่วยเดือนส.ค.53 โตแรงกว่า 10-15%YoY โดยปัจจัยกระตุ้น
หลักมาจาก 1) สภาพภูมิอากาศที่ฝนตกหนักในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดการระบาดของโรคไข้หวัด
ใหญ่และไข้เลือดออกอีกครั้งในหลายพื้นที่ , 2) การกลับมาระบาดมากขึ้นของโรคไข้หวัด 2009
และ 3) ความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของการเจาะฐานลูกค้าตลาดต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมา โดย
เฉพาะออสเตรเลียกอปรกับสถานการณ์ด้านการเมืองที่เริ่มคลี่คลายในทิศทางที่ดีขึ้น จึงทำให้ผู้
บริหารเผยจำนวนผู้ป่วยเบื้องต้นช่วง 3 สัปดาห์แรกของเดือนส.ค.53 พลิกเติบโตกว่า 10%YoY
สำหรับกลุ่ม OPD และ 15%YoY สำหรับกลุ่ม IPD (เทียบกับ 2Q53 ลดลง -4%สำหรับกลุ่ม
OPD และ +1%สำหรับกลุ่ม IPD) และผลักดันอัตราการครองเตียงช่วงเดือนก.ค.-ส.ค.53 ดีดตัว
ขึ้นจากระดับ 58% ใน 2Q53 เป็น 74% อีกครั้ง
รพ.ในเครือมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเขตต่างจังหวัด ด้วยสภาวะ
เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวชัดเจน ประกอบกับความสำเร็จในการทำการตลาดของทางบริษัทช่วงที่
ผ่านมา อีกทั้ง สถานการณ์การเมืองที่เริ่มคลี่คลายในทิศทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ต่าง
จังหวัด จึงทำให้ภาพรวมรายได้ของ รพ.ในเครือใน 2Q53 มีการเติบโตอย่างโดดเด่นต่อเนื่อง
เช่น รพ.กรุงเทพชลบุรี :BCH (+26%YoY) , รพ.กรุงเทพระยอง : BRH (+21%YoY) , รพ.
กรุงเทพตราด : BTH(+14%YoY) , รพ.กรุงเทพภูเก็ต : BPK(+12%YoY) และรพ.สมิติเวช
ศรีนครินทร์ : SNH(+12%YoY) ซึ่งยังคงมีทิศทางขยายตัวอย่างต่อเนื่องด้วยในปัจจุบัน โดย
เฉพาะที่ SNH ที่ล่าสุด ผลการดำเนินงานเดือนก.ค.53 เริ่มพลิกกลายเป็นกำไรสุทธิแล้วจาก
1H53 ที่ขาดทุนสุทธิรวมราว -18 ล้านบาท
รองรับการเติบโตของกิจการในอนาคต จึงปรับสัดส่วนเงินลงทุนปี 53 ขึ้นเป็น 9-10%
ของรายได้ เพื่อ รองรับการเติบโตของจำนวนผู้ป่วยที่มากขึ้นประกอบกับอัตราการครองเตียงที่
เริ่มเต็มแล้วใน บางรพ. เช่น BRH เป็นต้น อีกทั้ง เพื่อมุ่งต่อยอดธุรกิจในระยะยาว บริษัทจึงวาง
แผนเพิ่มการลงทุนในกลุ่มธุรกิจผลิตยาและศูนย์ Lab วินิจฉัยโรคมากขึ้นด้วย ดังนั้น จึงปรับเพิ่ม
เม็ดเงินลงทุนปี 53 เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ราว 7%ของยอดขายเป็น 9-10%ของยอดขาย
ผลกระทบ : ด้วยสัญญาณการฟื้นตัวของจำนวนผู้ป่วยที่โดดเด่นในเดือน ส.ค.53 ส่งผล
เบื้องต้น เราประเมินแนวโน้มผลการดำเนินงาน 3Q53 จะฟื้นตัวมาใกล้เคียง 3Q52 ได้ที่ 569
ล้านบาทไม่ยากนักประกอบกับช่วง 4Q53 ก็มีผลบวกจากการเป็นช่วง High season ของนัก
ท่องเที่ยวต่างชาติและการเตรียมเปิดคลินิกผู้ป่วยนอกของรพ.แห่งใหม่ที่หัวหิน (บริษัทคาดเปิด
เป็นทางการกลางปี 11) อีกทั้ง จากประสิทธิภาพในการคุมสัดส่วนรายจ่ายดำเนินงาน 1H53 ที่ดี
ขึ้นเหลือ 19.9% (ปี 52 อยู่ที่ 20.7%) เราจึงปรับประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี 53 ขึ้นจากเดิม
8% เป็น 2,076 ล้านบาท (+20%YoY)
คำแนะนำ : กำไรสุทธิปี 53 ที่จะโตสูงสุดของกลุ่มรพ.ที่เราศึกษากอปรกับราคาหุ้นที่ยังซื้อ
ขายต่ำกว่าค่าเฉลี่ยธุรกิจโรงพยาบาลในภูมิภาคเดียวกัน ดังนั้น เราจึงแนะนำ “ซื้อลงทุน” โดยมี
ราคาเป้าหมายปี 54 ใหม่ที่ 40.0 บาทอิงวิธี DCF ใช้ wacc 9.2% และ growth rate ที่
4.5% (เดิม ราคาเป้าหมาย 34.5 บาท)




เรียบเรียง โดย สุกัญญา ลาสุธรรม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/09/10 เวลา 14:45:37

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น