วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : HEMRAJ แนะนำ 'ซื้อ' ราคาพื้นฐาน 2.43 บาท

• บีโอไอได้เปิดเผยตัวเลขที่บ่งชี้ว่าเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign
Direct Investment: FDI) จะฟื้นตัวขึ้นมาก คือในรอบ 7M53 เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศที่
ได้รับการส่งเสริมเป็น 163.7 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตก้าวกระโดดถึง 190% y-o-y
และจำนวนโครงการเป็น 434 โครงการ คิดเป็นการเติบโต 40% y-o-y ส่วนอุตสาหกรรมที่มีการ
ฟื้นตัวโดดเด่นคือ ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ เราจึงเห็นว่าธุรกิจหลักของ HEMRAJ ที่เกี่ยว
เนื่องกับนิคมอุตสาหกรรมจะมีความสดใสทีเดียว อีกทั้งบริษัทอยู่ในสถานะที่ดีที่สุดในการที่จะ
บรรลุเป้าหมายการขายปีนี้ เพราะใน 1H53 ทำยอดขายได้แล้ว 62% เทียบกับเป้าขายปีนี้ที่
1,000 ไร่ ส่วน AMATA เป็น 28% เทียบกับเป้าขายปีนี้ที่ 900 ไร่ และ ROJNA เป็น 40%
เทียบกับเป้าขายปีนี้ที่ 500 ไร่ ขณะนี้ HEMRAJ กำลังเจรจากับลูกค้าที่มีศักยภาพ และมีโอกาส
สูงที่จะขายนิคมได้เพิ่มอีกในช่วง 3Q53 130-150 ไร่ ให้กับลูกค้าในอุตสาหกรรมยานยนต์ และ
อุตสาหกรรมอื่นๆ หากสำเร็จก็จะยิ่งเข้าใกล้เป้าการขายปีนี้มากขึ้นไปอีกคือสัดส่วนยอดขายเทียบ
กับเป้าเพิ่มเป็น 75-77% อีกทั้งปกติแล้วไตรมาส 4 จะทำยอดขายพื้นที่นิคมได้ดี เราคาดว่า
บริษัทจะมียอดขายนิคมในปี 53-55 เป็น 1,000, 1,200 และ 1,320 ไร่ ตามลำดับ เทียบกับปี
52 ที่บริษัททำยอดขายได้เพียง 144 ไร่ ซึ่งเป็นปีหลังจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจที่สหรัฐ
• ได้มีการปรับคาดการณ์กำไรสุทธิปี 54 เพิ่มขึ้น 3% รายการที่ปรับให้ดีขึ้นคือ อัตรา
กำไรขั้นต้นในส่วนของธุรกิจนิคมฯ รายได้จากการให้บริการสาธารณูปโภค และรายได้จากการ
ขายโรงงาน ตามปัจจัยบวกเรื่องการฟื้นตัวขึ้นของเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)
ความจริงการปรับคาดการณ์กำไรสุทธิปี 54 เพิ่มควรจะมากกว่านี้ แต่การออกหุ้นกู้อย่างต่อเนื่อง
ก็จะทำให้ดอกเบี้ยจ่ายเพิ่ม โดยบริษัทมีแผนที่จะออกหุ้นกู้อีกประมาณ 5-6 พันล้านบาท อายุ 3-
7 ปี ระหว่างปี 53-54 เราเห็นว่าอัตราการเติบโตกำไรสุทธิของ HEMRAJ เทียบกับ y-o-y อยู่
ในเกณฑ์ดีมาก คือ ปี 53 เป็น 62% ปี 54 เป็น 30% และปี 55 กลับมาเติบโตก้าวกระโดดมาก
ถึง 83% เพราะเป็นปีแรกที่เริ่มมีการรับรู้กำไรตามวิธีส่วนได้เสียจากบริษัทร่วม Gheco-One
ซึ่งทำธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า IPP บันทึกเข้ามาเป็นจำนวนมาก
• คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาพื้นฐานปรับเพิ่มเป็น 2.43 บาท ซึ่งประเมินด้วยวิธี sum-of-
parts ราคาปิดมีส่วนเพิ่มเทียบกับราคาพื้นฐานใหม่ได้อีก 20% ส่วนคาดการณ์อัตราผลตอบแทน
เงินปันผลปี 54 อยู่ในเกณฑ์น่าพอใจเป็น 3.1% แม้ P/E ปี 54 ซื้อขายที่ระดับ 16.2 เท่า แต่
คาดว่าจะปรับลดลงได้อย่างรวดเร็วเหลือเพียง 8.8 เท่าในปี 55 เพราะกำไรสุทธิที่เติบโตมากใน
ปี 55 ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น เราเห็นว่าแนวโน้มธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมมีความสดใสมากขึ้น เมื่อ
ความมั่นใจของนักลงทุนต่างประเทศดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากที่รัฐบาลมีการทยอยประกาศ
ยกเลิก พรก.ฉุกเฉินในหลายจังหวัด อีกทั้งแนวโน้มปัญหาการหยุดชะงักโครงการที่มาบตาพุด
เริ่มคลี่คลายลง ล่าสุดคือ ครม.ได้ผ่านความเห็นชอบ 11 กิจการที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน
ซึ่งจะนำมาถึงหลายโครงการที่ไม่เข้าข่ายและจะกลับมาเริ่มดำเนินโครงการได้อีกครั้ง



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/09/10 เวลา 14:32:09

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น