โครงสร้างการเงินแข็งแรง จะมีกำไรปรับโครงสร้างหนี้เกือบ 4 พันล้านบาท
การแก้ไขปัญหาหนี้สินซึ่งเคยมียอดสูงสุดถึง 5.2 หมื่นล้านบาท ในช่วงวิกฤติ
เศรษฐกิจปี 2540 ได้ผ่านพ้นไปด้วยดี โดยปัจจุบัน (มิ.ย.53) ในงบการเงินรวมของ BLAND มี
หนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยจ่าย (Interest Bearing Debt) เหลือเพียง 3.96 พันล้านบาท และมีดอก
เบี้ยค้างจ่ายอีก 1.67 พันล้านบาท โดยในมูลหนี้ที่เหลืออยู่ มีจำนวน 3 พันล้านบาท เป็นตราสาร
หนี้ระยะยาวซึ่งที่ปรึกษาทางกฎหมายได้มีความเห็นว่าเป็นหนี้ที่หมดอายุความเรียกร้องไปแล้ว
และจะดำเนินการตัดจำหน่ายออกจากงบการเงิน ซึ่งน่าจะบันทึกเป็นกำไรจากการปรับโครงสร้าง
หนี้ได้ นอกจากนี้ยังจะมีการชำระหนี้ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้สัญญาสุดท้ายอีก 135 ล้าน
บาท ภายในสิ้นปี 2553 ซึ่งจะทำให้สามารถบันทึกกำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้ได้อีก 781
ล้านบาท การดำเนินงานทั้ง 2 ส่วนนอกจากจะทำให้ภาระหนี้ทางบัญชีลดลงไปมากแล้ว ยังจะทำ
ให้มีการบันทึกกำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้เกือบ 4 พันล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้ส่วนของผู้ถือหุ้น
ใหญ่ขึ้น ส่วนสถานะด้านสภาพคล่องทางการเงิน พบว่า ณ สิ้น มิ.ย.53 มีเงินสดและเงินลงทุนระยะ
สั้น 2.05 พันล้านบาท ซึ่งเมื่อนำมาคำนวน Net Gearing ของงบการเงินรวมจะต่ำเพียง 0.08
เท่า
กลับมาพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ขณะที่ Impact เติบโตต่อเนื่อง
ข้อมูลจาก 56-1 แสดงว่า ณ สิ้น มี.ค.53 BLAND มีโครงการที่อยู่อาศัยระหว่าง
พัฒนา 11 โครงการ มีมูลค่าโครงการคงเหลือสำหรับขาย 2.07 พันล้านบาท และมี Backlog
เหลือประมาณ 526 ล้านบาท ซึ่งโครงการดังกล่าวน่าจะสร้างรายได้ในงวดบัญชีปี 2553 ส่วนหลัง
จากนั้นโครงการที่จะเริ่มพัฒนาใหม่จะเริ่มสร้างรายได้ โดยมีแผนเปิด 2 คอนโดมิเนียมใหม่ที่
เมืองทองธานี แจ้งวัฒนะ มูลค่า 5 พันล้านบาท และ ที่ศรีนครินทร์ ซึ่ง BLAND มีที่ดินเปล่า
1,340 ไร่ ซึ่งจะตัดบางส่วนออกมาพัฒนาเป็นคอนโดฯ มูลค่าประมาณ 5 พันล้านบาท ซึ่งผู้บริหาร
คาดว่าน่าจะบันทึกรายได้ประมาณ 3 พันล้านบาท โดยที่ต้นทุนทีดินซึ่งต่ำจะผลักให้ Profit
Margin สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ประมาณ 13-15% ส่วนศูนย์การแสดงและศูนย์การ
ประชุมนานาชาติ ปัจจุบันมีพื้นที่ 1.54 แสน ต.ร.ม. คาดสร้างรายได้ไม่น้อยกว่า 1.6 พันล้านบาท
และเมื่อโรงแรม 380 ห้องสร้างเสร็จ น่าจะมีรายได้ 2.1 พันล้านบาท EBITDA Margin 45%
ราคาควรกลับมาที่ Book Value ซึ่งอยู่ที่ 1.44 บาท ณ สิ้น มิ.ย.53
ฐานะการเงินที่แข็งแรงขึ้น ขณะที่ธุรกิจน่าจะกลับมาทำกำไรได้ตามปกติ ทำให้ฝ่าย
วิจัยประเมินว่าราคาหุ้นควรกลับมาซื้อขายได้ที่ระดับ Book Value ซึ่งอยู่ที่ 1.44 บาท โดยที่
Book Value ดังกล่าวยังไม่รวมถึงกำไรปรับโครงสร้างหนี้ที่จะเกิดขึ้น และราคาตามบัญชีของทิ่
ดินที่ต่ำกว่าราคาตลาดมาก เฉพาะอย่างยิ่งที่ดินที่ศรีนครินทร์ ฝ่ายวิจัยจะจัดทำรายงานโดย
ละเอียดอีกครั้ง
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 07/09/10 เวลา 10:24:45
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น