วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

โบรกฯเปิดโผหุ้นรุ่ง-ร่วงช่วงบาทแข็ง รับเหมาฯ-อสังหาฯรับผลบวกจากต้นทุนลด

บริษัทหลักทรัพย์พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ออกบทวิเคราะห์โดยระบุว่า นับตั้งแต่สิ้นปี
2552 จนถึงสิงหาคม 2553 ค่าเงินบาทแข็งค่าแล้ว 6.18% ซึ่งเป็นอันดับ 3 รองจากญี่ปุ่นและ
มาเลเชียและบทสมมุติฐานว่าหากค่าเงินบาทแข็งค่ามายืนที่ 30 บาทต่อดอลลาร์ จะทำให้
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)ในปี 2554 ขยายตัวลดลงเหลือ 3.9% จากเดิมขยายตัว
4.8%
โดยผลกระทบจากเพราะเงินบาทที่แข็งค่าทุกๆ 1% จะทำให้การส่งออกลดลง โดยเฉพาะ
การส่งออกสินค้าเกษตรจะลดลง 0.54% หมวดที่ได้รับผลกระทบรองลงมา คือ สินค้าอุตสาหกรรม
ประเภท รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าจะลดลง 0.46 %
ส่วนกลุ่มที่จะได้รับผลดีจากบาทแข็งค่าคือ กลุ่มที่นำเข้าวัตุถดิบ เครื่องจักรจากต่าง
ประเทศและมีรายได้หลักในประเทศรวมถึงกลุ่มที่มีหนี้ต่างประเทศ
ดังนั้นจึงแนะนำ 1. กลุ่มรับเหมาฯ และอสังหา เช่น อิตาเลียนไทยดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) ชิ
โน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) ช.การช่าง (CK) บริษัท โตโย-ไทย คอร์ปอเร
ชั่น (TTCL) แอลพีเอ็นดีเวลล็อปเมนต์ (LPN) พฤกษาเรียลเอสเตท (PS) เอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้
(AP) เนื่อง จากต้นทุนเหล็กก่อสร้างและเครื่องจักรก่อสร้างนำเข้าที่น่าจะลดลง รวมถึงต้นทุนใน
การขนส่ง ค่าเงินบาทที่แข็งค่าจะช่วยสนับสนุนให้ราคาน้ำมัน และราคาวัตถุดิบถูกลง (มาร์จิ้นดี
ขึ้น)
2.กลุ่มเหล็ก ทาทาสตีล(ประเทศไทย) (TSTH) และสหวิริยาสตีล (SSI) ได้ประโยชน์
จากต้นทุนวัตถุดิบที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์ 3.กลุ่มยานยนต์ สมบูรณ์แอดวานซ์ (SAT) ไทย
สแตนเลย์การไฟฟ้า (STANLY) อาปิโก ไฮเทค ( AH) เนื่องจากต้นทุนชิ้นส่วน และเครื่องจักร
นำเข้าเป็นสกุลดอลลาร์ส่วนใหญ่ แต่ระยะยาวอาจจะมีผลกระทบหากค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกิน
คาดเนื่องจาก อาจถูกแรงกดดันด้านมาร์จิ้นจาก Supplier ที่เป็นผู้ประกอบชิ้นส่วน
(Assembly) ส่งออก
4.กลุ่มขนส่ง (ที่มีหนี้ต่างประเทศ) คาด การบินไทย (THAI) อาร์ซีแอล( RCL) ได้
ประโยชน์จาก FX gain เพราะสัดส่วนสกุลเงิน EUR และ USD สูง แต่ ท่าอากาศยาน (AOT)
(ผลกระทบยังไม่ชัดเจนยังต้องรอปิดงวด) ปัจจุบันน่าจะมี FX loss จากมีเงินกู้เยนสูง และ ค่า
เงินเยนแข็งค่าเมื่อเทียบบาทในปัจจุบัน
ส่วนภาวะการซื้อขายหุ้นประจำวันที่ 14 กันยายน 2553 ดัชนีทะยานตัวในแดนบวกตาม
ตลาดต่างประเทศ ขานรับตัวเลขเศรษฐกิจจีน และสหรัฐ ขณะที่เงินทุนไหลเข้ายังคงเป็นปัจจัย
สำคัญในการผลักดันตลาดหุ้นไทย ระหว่างชั่วโมงการซื้อขายดัชนีต่ำสุดที่ 929.83 จุด และสูงสุด
ที่ 938.93 จุด ก่อนปิดตลาดที่ 937.04 จุด บวก 12.47 จุด หรือ 1.35%


ที่มา แนวหน้า วันที่ 14/09/10 เวลา 8:57:48

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น