งานก่อสร้างขนาดใหญ่จ่อเซ็นสัญญาเพียบ
ITD รายงาน Backlog ณ สิ้น 19 ส.ค. 53 มีมูลค่า 4.54 หมื่นล้านบาท เมื่อรวมกับ
Backlog จากบริษัทย่อย 2 แห่งในต่างประเทศ คือ ITD Cem และ PT Thailindo ประมาณ
4 หมื่นล้านบาท ทำให้ปัจจุบัน ITD มี Backlog สูงถึง 8.5 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ITD ยังมี
งานที่เป็นผู้เสนอราคาต่ำสุดแต่ยังไม่ได้เซ็นสัญญารวมกันอีก 131,254 ล้านบาท ซึ่งยังไม่ได้รวม
งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินสัญญาที่ 1 มูลค่า 10,734 ล้านบาท ที่ ITD พลิกกลับมาเป็นผู้
ชนะการประมูลแทน CK รวมถึงโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกทวาย ที่เป็นเป็นลงทุนร่วมกัน
ระหว่างรัฐบาลไทย และรัฐบาลพม่า ซึ่ง ITD ได้สัมปทานในการก่อสร้างและสำรวจพื้นที่ โดยมีวง
เงินลงทุนทั้งสิ้น 4 แสนล้านบาท เชื่อว่ากระแสการรับงานก่อสร้างขนาดใหญ่ที่จะมีเข้ามาอย่างต่อ
เนื่อง จะทำให้หุ้น ITD ที่ปรับตัวขึ้นน้อยกว่าหุ้นในกลุ่มรับเหมาขนาดใหญ่อย่าง STEC และ CK
อย่างมากในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา น่าจะกลับมาได้รับความสนใจจากนักลงทุนอีกครั้ง
กำไรจากการขายเงินลงทุนใน บ.น้ำเทิน 2 จะพลิกให้ปี 2553 มีกำไรสุทธิ
สำหรับงวด 2H53 คาดว่า ITD จะมีการขายเงินลงทุนในบริษัทน้ำเทิน 2 พาวเวอร์
จำกัด ให้กับผู้ถือหุ้นของบริษัทน้ำเทิน 2 พาวเวอร์ จำนวน 2 ราย คือ EGCO ในจำนวน 10%
และ EDF อีก 5% โดยที่ ITD มีราคาทุนในบริษัทดังกล่าวอยู่ที่ 1,959 ล้านบาท หากใช้
สมมุติฐานราคาขายโดยอิงที่ PBV ระดับ 1.5-2.0 เท่า น่าจะทำให้ ITD มีกำไรจากการขายเงิน
ลงทุนไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านบาท และทำให้ ITD พลิกกลับมามีกำไรสุทธิได้ในปี 2553 จากที่งวด
1H53 มีผลขาดทุนสุทธิอยู่ 66 ล้านบาท โดยเงินที่ได้จากการลงทุนจะถูกนำไปชำระหนี้ ขณะที่
กำไรที่เกิดขึ้น จะไปเพิ่มในส่วนของผู้ถือหุ้น ทำให้ Net Gearing ของ ITD ลดลงจากระดับ
ปัจจุบันที่ 2.1 เท่า ลงมาเหลือประมาณ 1.6 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่ปลอดภัย และลดความกังวลเกี่ยว
กับการเพิ่มทุนของ ITD ลงได้
ปรับเพิ่ม Fair Value เป็น PBV 2.0 เท่า และคำแนะนำจาก ขาย เป็น ซื้อ
ฝ่ายวิจัยมีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2553 ของ ITD ขึ้นจากเดิม ที่คาดว่า
จะมีกำไร 260 ล้านบาท เป็นกำไร 1,309 ล้านบาท โดยรวมกำไรจากการขายหุ้น บ.น้ำเทิน 2
พาวเวอร์ เข้ามา พร้อมทั้งมีการปรับเพิ่ม Fair Value ของ ITD ขึ้นจากเดิมที่กำหนดที่ PBV 1
เท่า เป็น PBV 2 เท่า อิงจาก PBV Band ช่วงก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจที่ ITD ซื้อขายอยู่ใน
ช่วง 1.5 - 2.5 เท่า มาโดยตลอด จะให้ราคาหุ้นเหมาะสมอยู่ที่ 5.70 บาท มี Upside จากราคา
ปัจจุบัน 57% จึงปรับเพิ่มคำแนะนำจาก ขาย เป็น ซื้อ
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 02/09/10 เวลา 10:20:13
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น