สินเชื่อสุทธิเดือน ส.ค.53 เติบโตถึง 2.9% mom สูงสุดในรอบ 26 เดือน
KK นำส่งรายงาน ธ.พ. 1.1 ประจำเดือนส.ค. 53 โดยมียอดสินเชื่อสุทธิ (ภายหลังหักค่า
เผื่อหนี้สงสัยฯ) เท่ากับ 9.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.62 พันล้านบาท จากเดือน ก.ค. 53 หรือเติบ
โต 2.9% mom โดยรวมแล้วสินเชื่อสุทธิในระยะ 8 เดือนแรกปี 2553 เพิ่มขึ้น 13.5% จากสิ้น
ปี 2552 ส่วนเงินฝากและเงินกู้ยืมเท่ากับ 1.04 แสนล้านบาท ลดลงจากเดือน มี.ค. 53 เท่ากับ
2.85 พันล้านบาท หรือลดลง 2.7% mom
ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2553-54 สะท้อนสินเชื่อที่เติบโตสูงเกินเป้า
ฝ่ายวิจัยได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2553-54 โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นการปรับ
เพิ่มประมาณการสินเชื่อสุทธิปี 2553-54 ขึ้นสู่ระดับ 18% yoy ในแต่ละปี จากเดิมที่คาดไว้
เพียง 15% yoy ดังแสดงในตาราง โดยแนวโน้มยอดขายรถยนต์ในประเทศใน 2H53 ที่คาดว่า
ยังมีทิศทางการเติบโตที่สดใส ผนวกกับช่วงปลายปีจะมีการจัดงานมอเตอร์โชว์อีกครั้งเพื่อกระตุ้น
ยอดขายรถยนต์โดยรวมของค่ายรถต่างๆ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของยอดขายรถยนต์ในส่วนของ รถ
ยนต์ที่ได้ขายไปในช่วง 1H53 แต่ยังส่งมอบไม่ทัน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยบวกต่อการเติบโตของสิน
เชื่อสุทธิของ KK ใน 2H53 และต่อเนื่องไปถึง 2554 ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยมีมุมมองบวกต่อแนวโน้ม
กำไรสุทธิใน 2H53 ของ KK ที่จะเริ่มฟื้นตัวในเชิงรุกอีกครั้ง จากที่หดตัวไปเล็กน้อยใน 2Q53
ภายใต้เป้าหมายการขาย NPA ทั้งปี 2553 ที่ยังเป็นไปตามคาด รวมถึงการขยายสินเชื่อเช่าซื้อ
รถยนต์ SME และสินเชื่อโครงการอสังหาริมทรัพย์ ที่จะเป็นไปในเชิงรุกมากขึ้นใน 2H53 โดย
KK จะใช้จุดแข็งโดยเร่งการเติบโตเชิงรุกของสินเชื่อเพื่อสร้างการประหยัดจากการขนาดให้มาก
ขึ้น อีกทั้งการที่มีฐานลูกค้าในต่างจังหวัดกว่า 78% ของยอดสินเชื่อรวม โดยมีสัดส่วนการปล่อย
สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ถึง 46% ของยอดสินเชื่อรวม จึงทำให้ธนาคารฯได้รับอานิ
สงค์มากจากความต้องการสินเชือที่สูงขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยเฉพาะราคาพืชผล
เกษตรที่สูงขึ้นนั้นช่วยผลักดันให้รายได้ของเกษตรกรสูงขึ้นตามด้วย ด้านธุรกิจบริหารทรัพย์สิน
หรือการขาย NPA ที่ประมูลซื้อมายังเป็นไปตามเป้าหมายทั้งปี 2553 ที่ตั้งเป้าไว้ที่ระดับ 4 พัน
ล้านบาท ล้วนเป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยผลักดันกำไรสุทธิใน 2H53 ของ KK ให้ทรงตัวระดับสูงได้
ตามที่ประเมินไว้
ปรับเพิ่ม Fair value ปี 2553 เป็น 47 บาท ที่ PBV 1.31 เท่า...แนะนำซื้อ
ฝ่ายวิจัยแนะนำซื้อ KK โดยได้ปรับเพิ่ม Fair value ปี 2553 ขึ้นเป็น 47 บาท อิง
PBV 1.31 เท่า จากเดิม 35.25 บาท อิง PBV 1 เท่า ภายใต้คาดการณ์ ROE ระยะยาวที่
13.9% จากเดิม 11.3% โดยคาดแนวโน้ม EPS ปี 2553-54 จะเติบโตต่อเนื่องที่ระดับ
42.5% yoy และ 13.9% yoy ตามลำดับ ทั้งนี้ ราคาหุ้นปัจจุบันยังมี PER และ PBV ต่ำสุดเมื่อ
เทียบกับหุ้นในกลุ่มเช่าซื้อรถยนต์ทั้ง TCAP และ TISCO อีกทั้งยังคาด Div yield ปี 2553-54
สูงสุดในกลุ่มฯ หรือเฉลี่ยถึง 9-10% p.a. (สำหรับนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้มาก สามารถ
เลือกลงทุนใน KK-W4 ได้ เพราะนอกจากจะได้ประโยชน์จาก Gearing ในอัตราที่สูงถึง 2.5
เท่า อีกทั้งราคา KK-W4 ยังมีสถานะ In the Money ราว 2% ดังนั้นในระยะสั้นราคา KK-W4 มี
โอกาสที่จะ Outperform กว่าหุ้นแม่ KK จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจอีกทางหนึ่งสำหรับนักลง
ทุน)
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 14/09/10 เวลา 9:48:59
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น