วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.เกียรตินาคิน : PTT Group ประเด็นมาบตาพุด

ราคาตลาดล่าสุด: PTT 265 บาท
PTTCH 106 บาท

ประเด็น:
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี
(ครม.) เมื่อวันที่ 31 ส.ค. ว่า ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติตามที่ครม.เศรษฐกิจเสนอออกประกาศ
โครงการหรือกิจการที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง 11 กิจการ ซึ่งอยู่ในขั้น
ตอนส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อกฤษฎีกาตรวจถ้อยคำและรูปแบบเรียบร้อยเสร็จ
ก็จะประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาได้ส่วนที่มีเอ็นจีโอออกมาคัดค้าน 11 กิจการเพราะไม่ตรง
กับที่มีการเสนอเข้าไปในคณะกรรมการ 4 ฝ่าย นั้นขอยืนยันว่าคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมได้นำสิ่ง
ที่เป็นความตั้งใจของกรรมการ 4 ฝ่ายมาดูอย่างครบถ้วนและรอบคอบแล้ว
(ที่มา : ผู้จัดการ online 31 สิงหาคม 2553)

ความเห็น:
PTT และ PTTCH ได้ประโยชน์จากประเด็นดังกล่าว โดยเรารอเพียงการประกาศ
เป็นกฎกระทรวง เพื่อขอต่อศาลในการดำเนินกิจการโครงการโรงแยกก๊าซฯ แห่งที่ 6 ของ PTT
ซึ่งคาดว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถเดินเครื่องได้ใน 4Q53 และจะทำให้ PTTCH มีวัตถุดิบใน
การผลิตเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตามยังมีประเด็นที่ต้องติดตาม และเป็นความเสี่ยงต่อกรณีมาบตาพุดอยู่ 2 กรณี
ได้แก่
1. เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกกว่า 30 คน เตรียมเคลื่อนไหว คัดค้ายมติ โดยขอให้
ภาครัฐมีการจัดทำใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับแก่ทุกฝ่าย และยังมีการเคลื่อนไหวคัดค้านอีก หาก
รัฐบาลไม่ปฏิบัติตาม
2. ผลการตัดสินของศาลฯ ในวันที่ 2 ก.ย. 53 กรณีฟ้องร้องหน่วยงานของภาครัฐฯ แต่ใน
มุมมองของเราคิดว่าไม่น่าจะมีผลกลับมาสู่บริษัทที่ได้รับใบอนุญาติก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะหากมี
การประกาศกฎหมายโครงการที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนรุนแรงเป็นทางการ จะสร้างความชัดเจน
ให้กับประเด็นดังกล่าว
สถานะการณ์ปัจจุบันเกี่ยวกับกรณีมาบตาพุด เรามีมุมมองเป็นบวกมากขึ้น โดยเราเชื่อ
ว่าโครงการโรงแยกก๊าซฯ สามารถเดินเครื่องได้ใน 4Q53 แต่เราไม่ได้ทิ้งประเด็นความเสี่ยงดัง
กล่าวทั้ง 2 กรณี ซึ่งเราคาดว่าภายใน 1 สัปดาห์จากนี้ จะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น อย่างไรก็
ตาม เรายังคงแนะนำ ซื้อลงทุน ใน PTT และ PTTCH ด้วยมูลค่าที่เหมาะสม 318 บาท
(Upside Gain 20.5%) และ 128 บาท (Upside Gain 22.5%) ตามลำดับ

หมายเหตุ:
1. โครงการที่เข้าข่ายประเภทกิจการรุนแรงจำนวน 11 กิจการได้แก่
(1) การถมทะเล หรือทะเลสาบ นอกเขตชายฝั่งเดิม ขนาด 300 ไร่ขึ้นไป ไม่รวมการ
ฟื้นฟูสภาพชายหาด
(2) เหมืองแร่ต่างๆ ทุกขนาด
(3) นิคมอุตสาหกรรม หรือโครงการจัดสรรคที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม และนิคมฯ ที่มี
ส่วนขยายเพิ่มเติม
(4) โรงงานปิโตรเคมีต้นน้ำและกลางน้ำ ทุกขนาดหรือขยายการผลิตตั้งแต่ 35% ขึ้นไป
(5) โรงงานถลุงแร่หรือหลอมโลหะ ที่กำลังการผลิตตั้งแต่ 5,000 ตัน/วัน ขึ้นไป หรือโรง
งานที่ขยายกำลังการผลิตจนครบ 1,000 ตัน
(6) การผลิต หรือกำจัด หรือปรับแต่ง สารกัมมันตรังสีในส่วนของโรงพยาบาล โรง
พยาบาลสัตว์ การวิจัยและพัฒนา ในสถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิจัย
(7) โรงงานฝังกลบหรือเผาขยะของเสียอันตราย
(8) สนามบินที่มีการขยายทางวิ่ง 3,000 เมตรขึ้นไป
(9) ท่าเทียบเรือ ยกเว้นท่าเทียบเรือที่ชาวบ้านใช้ในชีวิตประจำวัน
(10) เขื่อนกักเก็บน้ำหรืออ่างเก็บน้ำ ที่มีปริมาตรเก็บน้ำ 100 ล้าน ลูกบาศก์เมตรขึ้นไป
และมีพื้นที่เก็ยน้ำตั้งแต่ 15 ตารางกิโลเมตรขึ้นไป
(11) โรงไฟฟ้า ยกเว้นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ส่วนโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมขยาย
กำลังการผลิตเป็น 3,000 เมกะวัตต์ ขึ้นไป

2. โครงการที่ถูกถอดออกจากประเภทกิจการรุนแรงมี 5 โครงการ ได้แก่
(1) การชลประทาน
(2) การสูบน้ำเกลือใต้ดิน
(3) เตาเผาขยะติดเชื้อ
(4) การผันน้ำข้ามลุ่มน้ำหลัก หรือการผันน้ำระหว่างประเทศ
(5) ประตูระบายน้ำ

แต่ 3 กิจการหลังแม้จะถูกถอดออกจากประเภทกิจการรุนแรง แต่ต้องทำ EIA
3. โครงการที่ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ นำกลับไปพิจารณาใหม่ 2 กิจการ ได้แก่
(1) โครงการที่ต้องทำอีไอเอและอยู่ในพื้นที่หรืออาจส่งผลกนระทบต่อพื้นที่ เช่น
แหล่งมรดกโลก อุทยานประวัติศาสตร์ พื้นที่ป่าอนุรักษ์ เป็นต้น
(2) การก่อสร้างหรือขยายสิ่งก่อสร้างถาวรนอกชายฝั่งทะเลเดิมเพื่กันคลื่น หรือกระแสน้ำ
ในทะเล ในพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม แหล่งธรรมชาติควรอนุรักษณ์ แหล่งท่องเที่ยว เป็นต้น






เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/09/10 เวลา 9:42:33

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น