วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.เคจีไอ : PTTCH แนะนำ ‘ซื้อ’ ราคาเป้าหมาย 145 บาท

ความมั่นใจต่อกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจะช่วยหนุนโอกาสการลงทุน
ความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับตัวเลขการผลิตที่คาดว่าจะสูงขึ้นในปี 2554 หลังศาล
ปกครองกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 2 ก.ย. ทำให้ PTTCH สมควรได้รับการปรับเพิ่มมุมมองให้ซื้อขาย
ได้ในระดับ (trading band) ที่สูงขึ้นตามการคาดการณ์เกี่ยวกับแนวโน้มกำไรที่คาดว่าจะเพิ่ม
ขึ้นในอีก 2-3 ปีข้างหน้าตัวเลขการผลิตที่จะเพิ่มขึ้นในปีหน้ามากพอที่จะชดเชยกับค่า product
spreads ที่คาดว่าจะลดลง และจะช่วยผลักดันให้กำไรของ PTTCH ในปี 2554 ให้เพิ่มขึ้น
59.6% YoY ในระยะยาว เราเชื่อว่าแรงกดดันจากอุปทานใหม่จำนวนมากในช่วงปี 2552 –
2553 จะถูกดูดซับโดยความต้องการส่วนเกินในอีกหลายปีข้างหน้าตามการขยายตัวของ
เศรษฐกิจโลก ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำไรโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งการขยายโครงการสำคัญ ๆ อีก จากการ
คาดการณ์กำไรที่จะเติบโตอย่างโดดเด่นในช่วงปี 2552 – 2555 ด้วยอัตรา 43.2% CAGR ต่อ
ปี เราคงแนะนำ ‘ซื้อ’ โดยปรับราคาเป้าหมายเป็น 145 (จาก 120) บาท
อัตราการใช้กำลังการผลิตในเดือน พ.ย. มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
ตลาดฯเริ่มมีความเชื่อมั่นต่อโอกาสในการเพิ่มกำลังการผลิตของแครกเกอร์ 1 ล้าน
จากโครงการ PTTPE ในเดือนพ.ย. โดยการเพิ่มกำลังผลิตเต็มปีในปีหน้าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่
ช่วยกระตุ้นกำไรของ PTTCH ให้เพิ่มขึ้นแม้เราจะคาดว่าส่วนต่างราคา HDPE จะลดลง 5.9%
ก็ตาม ในส่วนของผลิตภัณฑ์ต้นน้ำอย่างโอเลฟินการที่ Cracker ใหม่สามารถเดินได้เต็มกำลังจะ
ทำให้การผลิตเพิ่มขึ้น 40.0% เป็น 2.8 ล้านตันต่อปี ในขณะที่ตัวเลขการผลิตโพลิเมอร์จะเพิ่ม
อีก 100% เป็น 1.5 ล้านตันต่อปี การเปิดดำเนินการผลิตของ cracker ใหม่จะไม่เพียงแต่เพิ่ม
กำลังการผลิตเท่านั้น แต่ยังจะให้ olefins yield ที่สูงขึ้นจาก 68.5% ในปี 2553 เป็น 71.0%
ในปี 2554 อีกด้วย สำหรับโครงการที่ถูกจัดให้เป็นธุรกิจที่ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรง ได้แก่ แผน
การขยายกำลังการผลิต MEG อีก 95 พันตันต่อปี ของ TOCGC บริษัทฯ คาดว่าโครงการดัง
กล่าวจะปฏิบัติตามข้อกำหนดทั้งหมดและสามารถเริ่มได้ใน ครึ่งแรกปี 54 ซึ่งเราเห็นว่าความล่า
ช้าดังกล่าวจะส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อกำไรของบริษัทฯ
คาดว่าส่วนต่างราคาจะเริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 2554
กำลังการผลิตโอเลฟินที่เพิ่มขึ้นในระดับสูงจะเริ่มลดลงอย่างมีนัยในสิ้นปี 2553
ในขณะที่ความต้องการใหม่ ๆ ในช่วง 2 – 3 ปีข้างหน้าจะค่อย ๆ ซึมซับอุปทานส่วนเกินดังกล่าว
และผลักดันส่วนต่างราคาให้ดีขึ้น จากจุดต่ำสุด ดังนั้นเราจึงเห็นว่าส่วนต่างราคา HDPE เฉลี่ยใน
ปีหน้าจะลดลงเพียงเล็กน้อย YoY อย่างไรก็ดี เราคาดว่าส่วนต่างราคา HDPE ใน ครึ่งแรกปี 54
จะยังตกต่ำก่อนปรับตัวขึ้นในช่วงปลายปี 2554 เนื่องจากกำลังการผลิตจำนวนมหาศาลในปี
2554 จะยังคงเป็นแรงกดดันก่อนจะถูกดูดซับไปตามความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัว
ของเศรษฐกิจ เราคาดว่าส่วนต่างราคา HDPE เฉลี่ยจะปรับตัวขึ้นจากปี 2555 เป็นต้นไป ซึ่งจะ
ช่วยให้ผู้ผลิตโอเลฟินได้ประโยชน์จากอัตรากำไรที่สูงขึ้นดังกล่าว
ปรับเพิ่มประมาณการกำไรในปี 2553 – 2554
เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรของเราในปี 2553 – 2554 อีก 4.5% - 10.0% เป็น
10.0 พันล้านบาทและ 15.9 พันล้านบาทจากอัตราการใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นภายหลังจากคำ
สั่งศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 2 ก.ย. เป็นหลัก จากคำสั่งดังกล่าว เราเชื่อว่าตลาดจะมั่นใจมาก
ยิ่งขึ้นเกี่ยวกับอัตราการใช้กำลังการผลิตที่คาดว่าเพิ่มขึ้นในเดือน พ.ย. และทำให้เราปรับเพิ่ม
อัตราการใช้กำลังการผลิตของเราจาก 65.0% เป็น 70.0% ในปี 2553 และจาก 85.0% เป็น
100% ในปี 2554 นอกจากนี้ เรายังเปลี่ยนสมมติฐานการปริมาณโอเลฟินที่ผลิตได้ตามการ
คาดการณ์เกี่ยวกับสัดส่วนวัตถุดิบที่เป็นก๊าซที่สูงขึ้นจาก 68.2% เป็น 68.5% และ 70.0% เป็น
71.0% ในปี 2553 – 2554 นอกจากนี้ จากการปรับแข็งตัวของค่าเงินบาทเมื่อเทียบเป็นเงิน
สหรัฐฯ ที่สูงเกินคาด เราปรับสมมติฐานอัตราแลกเปลี่ยนจาก 32.3 บาทต่อ US$ ที่ตั้งไว้เดิม
เป็น 30.3 บาทต่อ US$ ในปี 2553 และเป็น 28.8 บาทต่อ US$ ในปี 2554
คงแนะนำ ‘ซื้อ’ โดยปรับราคาเป้าหมายเป็น 145 บาท
จากแนวโน้มกำไรที่คาดว่าจะเติบโตในระดับสูงถึง 43.2% CAGR ต่อปีในช่วงปี
2552 – 2555 เราคงแนะนำ ‘ซื้อ’ และเชื่อว่าหุ้นไม่สมควรมีการซื้อขายในราคาที่ต่ำกว่าบริษัท
อื่นในภูมิภาค รวมทั้งบริษัทฯ มีข้อได้เปรียบในด้านต้นทุนจากการเป็นผู้ผลิตโดยใช้ก๊าซเป็นวัตถุ
ดิบ เราปรับราคาเป้าหมายใหม่เป็น 145 บาทจากค่า EV/EBITDA ที่ 10.0x (จากเดิม 8.5x
EV/EBITDA)

เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 14/09/10 เวลา 9:35:18

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น